Masukเมื่อเมฆินทร์เดินพ้นตัวอาคารออกมา ก็พบกับเหล่าแฟนคลับที่นั่งเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบรออยู่ พวกเขาส่งเสียงเรียกชื่อเมฆินทร์ออกมาราวกับร่วมแสดงความยินดีกับคำคืนนี้ ป้ายไฟที่ชูขึ้น มีทั้งป้ายไฟของด้อมและชื่อของเขาโบกสะบัด รวมถึงข้อความแสดงความยินดีที่ได้รับรางวัล
เขาตัดสินใจหยุดยืนอยู่กลางทางมอบรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นซาบซึ้งใจให้ ก่อนจะโค้งขอบคุณรอบทิศอีกครั้ง โบกมือสลับกับยกมือไหว้ และเอ่ยขึ้น
“รีบกลับบ้านกันได้แล้วครับ ดึกมากแล้วนะ ขอบคุณที่มาหากันในวันนี้นะครับ”
เสียงตอบรับผสมกับเสียงกรี๊ดดังขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ ก่อนที่เมฆินทร์จะก้าวไปข้างหน้า หันหลังกลับมาระบายยิ้มให้แล้วบอกฝันดีกับแฟนคลับทิ้งท้ายไปตลอดการเดิน จนได้ขึ้นรถตู้ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้เพื่อเขาโดยเฉพาะ
ทันทีที่ประตูรถเลื่อนปิดลงอัตโนมัติ โลกทั้งใบของเขาก็พลันเงียบสงัดลงในทันที เขาขยับตัวถอดเสื้อสูทตัวนอกออกและปรับท่าทางนั่งให้สบายที่สุด
“เมื่อยจัง”
เขาบ่นขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะจับถ้วยรางวัลอันมีค่าวางเอาไว้ในกล่องบุด้วยเบาะกำมะหยี่ ซึ่งทางผู้จัดการส่วนตัวของเขาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าให้ เพราะเธอมั่นใจว่า ในปีนี้ศิลปินที่เธอดูแลมาเป็ยอย่างดี ยังไงก็ได้รับรางวัลสักรางวัลนึงภายในงานแน่นอน
“พี่บอกแล้ว ว่าคินต้องทำได้... ดูสิกล่องนี้ได้ใช้จริงด้วย”
พี่หลินที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆ พูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาของเธอฉายแววชื่นชมไม่จางหาย เพราะเขารู้ดีว่าเด็กคนนี้ทุ่มเทสุดตัวมากแค่ไหนกว่าจะประสบความสำเร็จ เธออยู่กับเมฆินทร์มีตั้งแต่เริ่มนับหนึ่งในวงการ
“คำพูดบนเวทีวันนี้มันดีมากเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องคุณแม่ พี่ร้องไห้ตั้งแต่เราขอบคุณพี่แล้ว ไอ้เด็กแสบเอ้ย”
“คำพูดมันไปเองครับ ถ้าแม่ยังอยู่ วันนี้ผมคงพาแม่ขึ้นเวทีไปด้วยแล้ว”
เมฆินทร์พูดพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เขาก็คิดจะทำแบบนั้นจริง เพียงแต่ว่ามันเป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น
“ท่านต้องภูมิใจในตัวคินมากแน่นอน ท่านคอยมองเราอยู่บนนั้นเสมอ”
หลินพูดพลางเอื้อมมือของเธอไปสัมผัสไหล่ของเมฆินทร์ราวกับปลอบโยน
รถตู้เคลื่อนตัวออกจากบริเวณงานอย่างราบรื่น มุ่งหน้าสู่ท้องถนนยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหลับใหล เมฆินทร์เหม่อมองแสงไฟนีออนของตึกสูงนอกหน้าต่าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันเริ่มส่งผลต่อร่างกาย เปลือกตาของเขาหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่นานนักรถตู้ที่แล่นก็หยุดนิ่งเมื่อเจอสัญญาณไฟแดงกลางสี่แยกใหญ่ บรรยากาศภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงทีป็อบเปิดคลอเบา ๆ จากเพลย์ลิสที่เมฆินทร์ชอบฟังเป็นประจำ เขาหลับตาลงปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทรา และเมื่อสัญญาไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถตู้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างนิ่มนวล แทบจะไม่รบกวนการพักผ่อนของศิลปินคนดังเลยแม้แต่น้อย
แต่แล้วจู่ ๆ แสงไฟที่ส่องสว่างจ้าจากด้านข้างของตัวรถสาดเข้ามากระทบจนแสบตา เมฆินทร์ก็สะดุ้งตัวโยนพร้อมกับเสียงแตรรถที่บีบดังลั่นท้องถนน
เอี๊ยดดดดดดดด!!
เสียงของยางรถบรรทุกเสียดสีกับท้องถนนดังเสียดแก้วหู ก่อนจะมีเสียงดัง โครม!! สนั่นสะท้านลั่น แรงปะทะมหาศาลกระแทกเข้ากับตัวรถตู้จากทางด้านข้าง อัดยับจนตัวรถกลิ้งไปหลายตลบ กระจกรอบคันแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ โครงเหล็กบิดเบี้ยวจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้
“อึก... แค่ก ๆ”
เมฆินทร์สำลักเอาลิ่มเลือดออกมา สติของเขาคล้ายหลอดไฟที่เริ่มกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ภาพตรงหน้าเลือนลางไปหมด ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสปนจุกแน่นแผ่กระจายไปทั่วร่าง เสียงวิ้งดังอื้ออึงในหู กลิ่นน้ำมันเครื่องและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงจมูกของเขา
“พ... พี่หลิน”
เสียงแหบพร่าเบาบางพยายามเรียกชื่อคนข้างตัว ซึ่งตอนนี้ใบหน้าอาบไปเลือดสีแดงฉาน พร้อมกับร่างกายที่ดูจะบิดเบี้ยวจนน่ากลัว แต่ลำตัวยังอยู่ติดกับเบาะนั่งเพราะการคาดเข็มขัด พอจะตระหนักได้แล้วว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้คืออะไร ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจทันที
‘ไม่... ไม่จริง มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง’
เมฆินทร์พยายามขยับร่างกายของตัวเอง แต่ทำไม่ได้ ร่างกายไม่ไปตามที่สมองของเขาสั่งการ ความเจ็บปวดทรมานเล่นงานเขาหนักขึ้น แม้กระทั่งลมหายใจที่เริ่มติดขัดจนเขากระอักสำลักอีกระลอก
‘ยังสิ... เรายังตายไม่ได้’
‘ได้โปรดเถอะครับ พระเจ้า! หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็ตาม’
‘ได้โปรดอย่าเพิ่งพรากชีวิตของผมไปตอนนี้ได้ไหม’
และภาพใบหน้าใจดีของแม่ผู้ล่วงลับปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึกสุดท้ายเท่าที่เขายังมีสติ
‘แม่ครับ... แม่ช่วยคินด้วย คินยังไม่อยากตาย คินขอโอกาสให้มีชีวิตรอดได้ไหม ขอโอกาสอีกสักครั้ง คินจะใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ คินยังมีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำให้แม่ได้ภูมิใจ ... ได้โปรด ฟังคำขอร้องจากลูกชายด้วยเถอะครับ’
ความเจ็บปวดทรมานที่เมฆินทร์สัมผัสได้อย่างชัดเจนค่อย ๆ จางหายไป ความรู้สึกที่หนักอึ้งของร่างกายเริ่มทุเลาลง สติสัมปชัญญะของเขาค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ
ก่อนที่ทุกอย่าง... จะดับวูบลงสู่ความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด
“ถ้าพี่ไม่ใช่อย่างที่นายคิดล่ะ? ถ้าพี่ในตอนนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อ่อนโยน ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แถมยังมีความลับเยอะแยะ... นายจะยังรู้สึกดีกับพี่อยู่ไหม?” “...” “ที่นายทำดีกับพี่ทุกวันนี้... เพราะนายผูกพันกับภาพจำของพี่ในอดีตหรือเปล่า?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เมฆินทร์ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่บีบรัด สัมผัสอุ่นวาบแตะลงที่ข้างแก้ม น่านฟ้าประคองใบหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “พี่ลมหนาวฟังผมนะ...” น่านฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มลึก สายตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาคู่สวย “ผมยอมรับว่าอดีตมันสวยงาม... ผมอยากจะเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกับพี่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะภาพจำในอดีต” น่านฟ้าขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย “ตอนที่กลับมาเจอพี่อีกครั้ง ผมสารภาพตรง ๆ ว่าพยายามจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเราไว้ เพราะกลัวว่าผมจะผิดหวัง... แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้พี่ ยิ่งได้เห็นพี่ในมุมที่ผมไม่เคยเห็น”
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นอาณาจักรส่วนตัวของน่านฟ้าที่ถูกซ่อนไว้หลังบานประตู ห้องนอนของน่านฟ้ากว้างขวางและคุมโทนด้วยสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีเทา ให้ความรู้สึกสุขุมและเงียบสงบเหมือนเจ้าของห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางระเกะระกะแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าห้องนี้เป็นห้องตัวอย่างในโครงการหรูมากกว่าห้องที่มีคนอาศัยอยู่จริง “พี่ลมหนาวตามสบายเลยนะครับ คิดซะว่าเป็นห้องตัวเอง” น่านฟ้าเอ่ยบอกขณะวางกุญแจรถและกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เขาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนพี่ที่ยังยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเกร็ง “อยากอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวผมหาชุดเปลี่ยนให้ แต่ไซส์มันอาจจะใหญ่สักหน่อย” น่านฟ้าบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนวอคอินโครเซท “ไม่เป็นไร ชุดไหนพี่ก็ใส่ได้หมดนะ” เมฆินทร์ตอบพลางถือวิสาสะก้าวเดินสำรวจห้องนอนของคนน้องอย่างสนใจ... สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับตู้โชว์กระจกใสที่มุมห้อง ภายในนั้นไม่ได้มีของสะสมราคาแพงอย่างโมเดลรถหรือนาฬิกาหรูอย่างที่ผู้ชายทั่วไปชอบสะสม แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความทรงจำ’ กร
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ” คุณหญิงณิรดาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อเห็นทุกคนมาถึงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้ขึ้นไปเชิญสามีของตนเองลงมารับประทานอาหาร ไม่นานนักกวินภพก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองแต่รัศมีของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของค่ายเพลงระดับประเทศก็ยังแผ่ออกมาให้คนแปลกหน้าอย่างสายหมอกต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘อยากกลับบ้านชะมัด อยู่ท่ามกลางไฮโซ อยู่บ้านคนรวยแล้วมันโคตรจะเกร็งเลย ไอ้บ้าเอ้ย!’ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดดูหรูหราแต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบเครื่องเงินบนโต๊ะจนเป็นประกายวับวาว “ลมหนาวเป็นยังไงบ้างลูก? ไม่ได้เจอกันนาน ดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ณิรดาเอ่ยทักทายว่าที่ลูกสะใภ้อนาคตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “น้องน่านฟ้าเขาดื้อหรือเปล่า? ทำอะไรให้หนูไม่สบายใจไหม ฟ้องแม่ได้เลยนะ” เมฆินทร์สบตากับผู้ใหญ่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจและน้ำเสียงเอ็นดู เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเกร้งเท่าครั้งแรกที่เจอกัน ระบายรอยยิ้มบาง ๆ “สบายดีครับคุณน้า” เขาตอบ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและอาหารไทยรสเลิศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างเรียบหรู คุณหญิงณิรดากำลังง่วนอยู่กับการปรุงรสอาหารด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอดูสง่างามและคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่ศรีเรือน แม้ในยามสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้าน“คุณน้าครับ”เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ณิรดาละมือจากหม้อแกง หันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ตาคุณ มาแล้วเหรอจ๊ะ”สายหมอกที่เดินตัวลีบตามหลังมาติด ๆ รีบยกมือไหว้หญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา“มาช่วยครับ”ณคุณพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ครัว วางกุญแจรถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง“ดีเลยจ้ะ น้ากำลังต้องการลูกมือพอดี”ณิรดาพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง “แล้วนี่... ใครเหรอจ๊ะณคุณ?”“เพื่อนครับคุณน้า ชื่อสายหมอก”“กูเป็นรุ่นพี่มึง... ไม่ใช่เพื่อนมึง”สายหมอกกัดฟันกระซิบเสียงรอดไรฟั
“น่านฟ้าคะ ตกลงเรื่องที่ไปกินข้าว...”แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดจบประโยค ร่างสูงของเดือนคณะบริหารก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินตรงผ่าวงล้อมออกไป... จุดหมายของเขามีเพียงที่เดียว คือจุดที่คนพี่ยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนข้างเวทีทิ้งให้มิลกี้ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นราวกับธาตุอากาศ“พี่ลมหนาว คุณแม่ชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน...” น่านฟ้าเอ่ยบอกเมฆินทร์ทันทีที่เดินมาถึง ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีความอ้อมค้อม สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างรอคอยคำตอบ“พี่ต้องอยู่คุยกับสตาฟฟ์ต่อหรือเปล่า?”ริวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตาโต หันมามองเพื่อนสลับกับรุ่นน้องตัวสูงด้วยสายตาแซว ๆ"โหยยย... พ่อแม่สามีตามตัวซะแล้ว ไม่ต้องมาทำหน้าคิดเยอะ มึงก็รอกลับพร้อมน้องเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”ริวตบหลังเพื่อนเบา ๆ เป็นเชิงเร่ง“พ่อแม่สามีอะไร! ยังไม่ใช่”เมฆินทร์หันไปกัดฟันพูดใส่เพื่อนตัวดีที่ตั้งแต่รู้เรื่องราวของเขาก็มักจะแซวทุกครั้งที่มีโอกาส ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างกระทันหัน“วันนี้ยังไม่ใช่ อนาคตไม่แน่ป่าวว้าา&hell
หลังจากแยกย้ายกันที่หลังเวที เมฆินทร์กลับมาประจำตำแหน่งพิธีกรข้างเวที คอยรันคิวการซ้อมช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนน่านฟ้าก็กลับเข้าไปยืนประจำจุดในแถวเดือนคณะ... แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาที่ลอบมองกันเป็นระยะนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม...เป็นความอุ่นวาบที่รู้กันอยู่แค่สองคนบรรยากาศภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายคล้อยอบอวลไปด้วยความร้อนจากแสงไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมายังเวทีเบื้องล่าง ผสมปนเปไปกับกลิ่นอายของการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เสียงประกาศจากทีมงาน เสียงรองเท้าคัตชูที่กระทบพื้นเวที และเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานที่คลอเบา ๆ สร้างความฮึกเหิมให้กับผู้เข้าประกวดทุกคนยกเว้นเพียงคนเดียว...น่านฟ้าในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนสงบนิ่งอยู่ในแถวรอซ้อม รัศมีความเย็นชาแผ่ออกมารอบตัวจนเพื่อนต่างคณะแทบไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จะมีก็แต่มิลกี้ ดาวคณะบริหารธุรกิจที่ยังคงยืนเกาะติดอยู่ข้างกายไม่ห่าง“น่านฟ้าคะ พรุ่งนี้มิลกี้ว่าเราน่าจะนัดซ้อมกันเพิ่มอีกนิดนะ มิลกี้กลัวคิวเดินยังไม่เป๊ะ แล้วก็เพลงที่ต้องร้องตอนประกวด มิลกี้ว่ามั







