Masuk‘28 กุมภาพันธ์ … วันนี้จู่ ๆ ภาสก็มาขอเลิก เขาบอกว่าครอบครัวของเขาบังคับให้เขาไปแต่งงานกับคนระดับเดียวกัน คนที่เหมาะสมกับบ้านเขา.. โลกทั้งใบของฉันพังทลายลงแล้ว ความรักที่มีให้กันมาหลายปี มันตัดกันง่าย ๆ แบบนี้จริงหรอ?’
‘2 มีนาคม ... ฉันพยายามยื้อและคุยกับเขาเพราะวันนี้เขามาเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดของเรา แต่เขาไม่แม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ... ทำไมถึงใจร้ายใส่กันได้ขนาดนี้ เอาแต่บอกว่าเรื่องของเราไม่มีทางไปต่อได้ สิ่งที่เขาเคยบอกไว้ เขาขอโทษกับทุกอย่าง’
‘3 มีนาคม ... วันนี้ทั้งวันพยายามโทรหาภาสเพื่อที่จะขอโอกาสมาคุยกันให้รู้เรื่อง แต่เขาไม่รับโทรศัพท์ฉันเลย... ไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่าความรักที่มีให้กันตลอดระยะเวลา 5 ปีมันจะสูญเสียไปภายในวันเดียวอย่างไม่ยุติธรรม’
‘15 มีนาคม ... วันนี้ลองไปดักรอที่คณะ แต่เหมือนเขาจะหลบหน้าฉัน ภาสไม่ยอมแม้แต่จะติดต่อกัน เหมือนตัดขาดฉันออกไปจากชีวิตเขา.. ไหนว่าเราจะมีอนาคตร่วมกันไง? ไหนว่าจะสร้างครอบครัวที่น่ารักด้วยกัน? แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น!’
‘18 มีนาคม ... ขอร้องล่ะ ฉันอยากได้แค่คำอธิบาย ความรักของเราไม่มีค่าพอให้เอาชนะทุกอุปสรรคได้จริง ๆ เหรอ หรือฐานะทางสังคมสำคัญมากจริง ๆ ต้องระดับไหนถึงจะเหมาะกัน? ระดับไฮโซ เจ้าสัว? เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรารักอย่างสุดหัวใจ เรา… ไม่ดีพอเพราะฐานะใช่ไหม’
‘27 มีนาคม … เหงาจัง ที่ที่ไม่มีภาสอยู่มันไม่มีความสุขเลย เรายังรอภาสอยู่นะ อย่างน้อย ๆ ให้เราได้เห็นหน้าเธอ หรือบอกลากันดี ๆ สักครั้งได้ไหม’
‘14 เมษายน ... เขาดูมีความสุขกับคนนั้นจัง รูปที่เขาโพสถึงงานหมั้น คงลืมเราไปแล้วจริง ๆ สินะ’
‘29 เมษายน ... เหนื่อยจัง ทรมานไปหมด เรายังลืมเธอไม่ได้เลยภาส ยิ่งเห็นดอกอะโคไนต์บนหลังเรามันยิ่งทำให้เราคิดถึงเธอ... เราไม่อยากลบมัน เราไม่อยากให้มันหายไป แต่เราทรมานมากจริง ๆ ตอนนี้พิษของมันกำเริบหนักขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะแค่เดือนละครั้ง หรือสองครั้ง แต่เพราะมันไม่ได้รับการดูแลจากเจ้าของดอกไม้ มันเลยยิ่งเจ็บปวด’
‘5 มิถุนายน .. เราพอแล้วนะ เรารู้แล้วว่าเราควรจะหายไปถึงจะลบทุกอย่างออกไปได้ ต่อให้เราแก้พิษจากดอกไม้ของเธอได้แต่ร่องรอยมันก็ยังหลงเหลือไว้ให้เราเจ็บกับมันอยู่ดี สิ่งที่เรายอมแพ้และกำลังจะทำมันคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดท้าย ยังไง… ก็ขอแสดงความยินดีกับรักครั้งใหม่... ที่ไม่มีแม้แต่เราในความทรงจำของเธอนะภาส รอยยิ้มของเธอในวันแต่งงานยินยันว่าเธอมีความสุขกับสิ่งที่ครอบครัวจัดการให้จริง ๆ’
เมฆินทร์พลิกหน้ากระดาษจนมาหยุดอยู่ที่ความว่างเปล่าไร้ตัวอักษรใดใด น้ำตาใสใสเอ่อคลอล้นดวงตาคู่สวยจนมันไหลลงที่ข้างแก้มทั้งสอง
เขารู้สึกและเข้าใจถึงความเศร้าและหมดหวังที่ลมหนาวสัมผัสอยู่ในช่วงเวลานั้น เขาเคยเห็นมันในความทรงจำรวมถึงรับรู้ได้ทุกความเจ็บปวดที่เจ้าของร่างได้รับ ไดอารี่ที่เห็นมันแค่ส่วนหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร เขานึกสงสารลมหนาวจับใจ และนึกเวทนากับการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่เจ้าตัวจบชีวิตของตัวเอง
‘มันเป็นวิธีที่ตัวเขาเองไม่มีทางเห็นตัวกับการกระทำนี้ แต่ก็ไม่สามารถตำหนิในเรื่องที่คน ๆ นึงจะคิดและตัดสินใจทำ เพราะคนเรามีลิมิตที่แตกต่างกัน ตัวเราเองอาจจะอดทนได้แล้วลุกขึ้นสู้ได้ แต่กลับลมหนาวแล้วอาจจะไม่ได้เข้มแข็งแบบตัวเขาก็ได้’
แต่ถ้าให้เมฆินทร์มองในมุมมองที่เห็นแก่ตัว.. ถ้าลมหนาวไม่ตัดสินใจแบบนั้น คงเป็นตัวเขาเองที่ล่องลอยวนเวียนอยู่ที่ไหนสักแห่ง อาจจะเป็นนรก, สวรรค์ หรือความว่างเปล่าอันมืดมิด ไร้จุดจบไร้หนทาง การกระทำของลมหนาวคนเก่า มันทำให้เขามีร่างกาย มีชีวิตได้ใหม่อย่างตอนนี้
ดวงตาที่กำลังร้อนผ่าวค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ดำดิ่งสู่ความเงียบอย่างสมบูรณ์ แม้ยากที่จะทำใจ ยากที่จะยอมรับกับความจริงหลายอย่าง แต่มีทางเดียวคือคงต้องเดินหน้าต่อไปก่อน เรียนรู้โลกใบนี้ให้มากที่สุดก่อนแล้วกัน จะไม่มีทางเสียโอกาสในการมีชีวิตครั้งนี้ไปอย่างแน่นอน
พอคิดได้แบบนั้นเมฆินทร์ก็เด้งตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังโต๊ะทำงานอีกครั้ง เปิดแล็ปท็อปขึ้นมา นิ้วเรียวพิมพ์คำค้นหาที่เขาได้ยินจากแม่พราวฟ้าและข้อความในไดอารี่ที่เป็นการยืนยันอีกเสียงว่าเรื่องพวกนี้สำคัญมากลงไปในช่องเสิร์ชด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
“พิสทิล”
มันคือชื่อเรียกหนึ่งในเพศรอง (Pistil Verse) ของโลกนี้ ซึ่งมีประชากรมากที่สุด... สิ่งที่จะยืนยันว่าพวกเขาเป็น พิสทิล คือลายกิ่งก้านต้นไม้สีน้ำตาลบนแผ่นหลัง และสามารถตั้งครรภ์ได้
‘เดี๋ยวนะ...ท้องได้เหรอ? บ้าไปแล้ว!’
เมฆินทร์ขมวดคิ้ว ในโลกเดิมของเขาผู้ชายยังท้องไม่ได้เลยด้วยซ้ำ โคตรมหัศจรรย์ ทฤษฎีคล้ายกับนิยายที่แฟนคลับชอบแต่งเลย ซึ่งเขาเองก็เคยถูกนำมาเขียนแฟนฟิคแนวนี้อยู่บ่อยครั้ง
แต่นี่มันไม่ใช่เรื่องในนิยาย... มันคือร่างกายของเราตอนนี้ ร่างกายที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเราเองแบบ 100 % เพราะมันยังมีเรื่องเพศรองนี้เป็นตัวควบคุมอยู่ และเขาเองคงต้องเรียนรู้อีกเยอะมากแบบมากที่สุด… ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วสันหลังเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงข้อนี้
ปลายนิ้วเรียวขยับเลื่อนเมาส์จนข้อมูลในส่วนต่อไปปรากฏขึ้น
“สเตเมน”
คราวนี้เขาเปล่งเสียงออกมาพลางสายตาไปโฟกัสที่คำว่า เวน่อมสเตเมน (Venom Stamen) ซึ่งมีคำอธิบายที่ตรงกับข้อมูลบางส่วนที่แม่พราวฟ้าเคยบอกไว้ คือกลุ่มคนที่ดอกไม้ประจำตัวเป็นดอกไม้พิษ อันตรายกว่าสเตเมนประเภทอื่น ๆ เมื่อพิสทิลมีอะไรกับเวน่อมสเตเมนจนดอกไม้ของเวน่อมแผ่กิ่งก้านชูช่อดอกบนแผ่นหลังของพิสทิลหรือแสดงถึงตราประทับความเป็นเจ้าของ…
เมฆินทร์กวาดสายตาอ่านข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียด แต่เขามั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าแม่พราวฟ้าค่อนข้างกลัวผลกระทบจากพิษของมัน
ไม่สิ...บนหลังของเขามันคือสัญลักษณ์ของเวน่อมสเตเมนที่ภาสเป็นคนสร้างเอาไว้ พอเขาได้อ่านข้อมูลเรื่อย ๆ ก็เริ่มเข้าใจและเห็นว่าดอกไม้พิษบางทีก็มีข้อดีสำหรับคนที่รักเดียวใจเดียวมั่นคงในรัก แต่ก็มีข้อเสียสำหรับคนที่รักสนุก หรือคนที่มีสถานะแค่เป็นแฟนกันแล้วจู่ ๆ เลิกกันไปแบบลมหนาว
มันคือดาบสองคมที่สามารถทำลายพิสทิลคน ๆ นึงได้ เลยมีสเตเมนพิเศษอีกแประเภทหนึ่งที่เกิดมาเพื่อเสียสละหรือแก้ทางให้กับพิษของเวน่อมเสตเมน นั่นก็คือ แอนไทสเตเมน (Anti Stamen)
การอ่านข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เมฆินทร์เริ่มเข้าใจโลกใบใหม่ และร่างกายใหม่ที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย
“ถ้าพี่ไม่ใช่อย่างที่นายคิดล่ะ? ถ้าพี่ในตอนนี้ไม่ได้น่ารักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้อ่อนโยน ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แถมยังมีความลับเยอะแยะ... นายจะยังรู้สึกดีกับพี่อยู่ไหม?” “...” “ที่นายทำดีกับพี่ทุกวันนี้... เพราะนายผูกพันกับภาพจำของพี่ในอดีตหรือเปล่า?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ เมฆินทร์ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา รอคอยคำตอบด้วยหัวใจที่บีบรัด สัมผัสอุ่นวาบแตะลงที่ข้างแก้ม น่านฟ้าประคองใบหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตา นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ “พี่ลมหนาวฟังผมนะ...” น่านฟ้าเอ่ยเสียงนุ่มลึก สายตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีเทาคู่สวย “ผมยอมรับว่าอดีตมันสวยงาม... ผมอยากจะเก็บช่วงเวลานั้นเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกับพี่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะภาพจำในอดีต” น่านฟ้าขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย “ตอนที่กลับมาเจอพี่อีกครั้ง ผมสารภาพตรง ๆ ว่าพยายามจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างเราไว้ เพราะกลัวว่าผมจะผิดหวัง... แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้พี่ ยิ่งได้เห็นพี่ในมุมที่ผมไม่เคยเห็น”
ประตูไม้สักบานใหญ่ถูกผลักเข้าไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นอาณาจักรส่วนตัวของน่านฟ้าที่ถูกซ่อนไว้หลังบานประตู ห้องนอนของน่านฟ้ากว้างขวางและคุมโทนด้วยสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีเทา ให้ความรู้สึกสุขุมและเงียบสงบเหมือนเจ้าของห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีของวางระเกะระกะแม้แต่ชิ้นเดียว ราวกับว่าห้องนี้เป็นห้องตัวอย่างในโครงการหรูมากกว่าห้องที่มีคนอาศัยอยู่จริง “พี่ลมหนาวตามสบายเลยนะครับ คิดซะว่าเป็นห้องตัวเอง” น่านฟ้าเอ่ยบอกขณะวางกุญแจรถและกระเป๋าตังค์ไว้ที่โต๊ะหัวเตียง เขาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้คนพี่ที่ยังยืนกวาดสายตามองไปรอบห้องด้วยความเกร็ง “อยากอาบน้ำก่อนไหม เดี๋ยวผมหาชุดเปลี่ยนให้ แต่ไซส์มันอาจจะใหญ่สักหน่อย” น่านฟ้าบอกก่อนจะเดินหายเข้าไปในโซนวอคอินโครเซท “ไม่เป็นไร ชุดไหนพี่ก็ใส่ได้หมดนะ” เมฆินทร์ตอบพลางถือวิสาสะก้าวเดินสำรวจห้องนอนของคนน้องอย่างสนใจ... สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับตู้โชว์กระจกใสที่มุมห้อง ภายในนั้นไม่ได้มีของสะสมราคาแพงอย่างโมเดลรถหรือนาฬิกาหรูอย่างที่ผู้ชายทั่วไปชอบสะสม แต่มันกลับเต็มไปด้วย ‘ความทรงจำ’ กร
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ” คุณหญิงณิรดาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานเมื่อเห็นทุกคนมาถึงอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้ขึ้นไปเชิญสามีของตนเองลงมารับประทานอาหาร ไม่นานนักกวินภพก็เดินลงมาจากชั้นบนด้วยท่าทีภูมิฐาน แม้จะอยู่ในชุดลำลองแต่รัศมีของนักธุรกิจใหญ่เจ้าของค่ายเพลงระดับประเทศก็ยังแผ่ออกมาให้คนแปลกหน้าอย่างสายหมอกต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘อยากกลับบ้านชะมัด อยู่ท่ามกลางไฮโซ อยู่บ้านคนรวยแล้วมันโคตรจะเกร็งเลย ไอ้บ้าเอ้ย!’ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาวสะอาดดูหรูหราแต่ก็อบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลส่องกระทบเครื่องเงินบนโต๊ะจนเป็นประกายวับวาว “ลมหนาวเป็นยังไงบ้างลูก? ไม่ได้เจอกันนาน ดูสดใสขึ้นเยอะเลยนะ” ณิรดาเอ่ยทักทายว่าที่ลูกสะใภ้อนาคตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “น้องน่านฟ้าเขาดื้อหรือเปล่า? ทำอะไรให้หนูไม่สบายใจไหม ฟ้องแม่ได้เลยนะ” เมฆินทร์สบตากับผู้ใหญ่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงความจริงใจและน้ำเสียงเอ็นดู เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยเกร้งเท่าครั้งแรกที่เจอกัน ระบายรอยยิ้มบาง ๆ “สบายดีครับคุณน้า” เขาตอบ
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและอาหารไทยรสเลิศลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าอย่างเรียบหรู คุณหญิงณิรดากำลังง่วนอยู่กับการปรุงรสอาหารด้วยตัวเอง ท่าทางของเธอดูสง่างามและคล่องแคล่วสมกับเป็นแม่ศรีเรือน แม้ในยามสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้าน“คุณน้าครับ”เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ณิรดาละมือจากหม้อแกง หันมามองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ตาคุณ มาแล้วเหรอจ๊ะ”สายหมอกที่เดินตัวลีบตามหลังมาติด ๆ รีบยกมือไหว้หญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างนอบน้อมโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณบอกเขาว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา“มาช่วยครับ”ณคุณพูดพลางเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ครัว วางกุญแจรถลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง“ดีเลยจ้ะ น้ากำลังต้องการลูกมือพอดี”ณิรดาพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปเห็นชายหนุ่มที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง “แล้วนี่... ใครเหรอจ๊ะณคุณ?”“เพื่อนครับคุณน้า ชื่อสายหมอก”“กูเป็นรุ่นพี่มึง... ไม่ใช่เพื่อนมึง”สายหมอกกัดฟันกระซิบเสียงรอดไรฟั
“น่านฟ้าคะ ตกลงเรื่องที่ไปกินข้าว...”แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดจบประโยค ร่างสูงของเดือนคณะบริหารก็ก้าวเท้ายาว ๆ เดินตรงผ่าวงล้อมออกไป... จุดหมายของเขามีเพียงที่เดียว คือจุดที่คนพี่ยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนข้างเวทีทิ้งให้มิลกี้ยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นราวกับธาตุอากาศ“พี่ลมหนาว คุณแม่ชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน...” น่านฟ้าเอ่ยบอกเมฆินทร์ทันทีที่เดินมาถึง ไม่มีการเกริ่นนำ ไม่มีความอ้อมค้อม สายตาคมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างรอคอยคำตอบ“พี่ต้องอยู่คุยกับสตาฟฟ์ต่อหรือเปล่า?”ริวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตาโต หันมามองเพื่อนสลับกับรุ่นน้องตัวสูงด้วยสายตาแซว ๆ"โหยยย... พ่อแม่สามีตามตัวซะแล้ว ไม่ต้องมาทำหน้าคิดเยอะ มึงก็รอกลับพร้อมน้องเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอวะ”ริวตบหลังเพื่อนเบา ๆ เป็นเชิงเร่ง“พ่อแม่สามีอะไร! ยังไม่ใช่”เมฆินทร์หันไปกัดฟันพูดใส่เพื่อนตัวดีที่ตั้งแต่รู้เรื่องราวของเขาก็มักจะแซวทุกครั้งที่มีโอกาส ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างกระทันหัน“วันนี้ยังไม่ใช่ อนาคตไม่แน่ป่าวว้าา&hell
หลังจากแยกย้ายกันที่หลังเวที เมฆินทร์กลับมาประจำตำแหน่งพิธีกรข้างเวที คอยรันคิวการซ้อมช่วงโค้งสุดท้าย ส่วนน่านฟ้าก็กลับเข้าไปยืนประจำจุดในแถวเดือนคณะ... แม้จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาที่ลอบมองกันเป็นระยะนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม...เป็นความอุ่นวาบที่รู้กันอยู่แค่สองคนบรรยากาศภายในหอประชุมมหาวิทยาลัยในช่วงบ่ายคล้อยอบอวลไปด้วยความร้อนจากแสงไฟสปอตไลต์ที่สาดส่องลงมายังเวทีเบื้องล่าง ผสมปนเปไปกับกลิ่นอายของการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เสียงประกาศจากทีมงาน เสียงรองเท้าคัตชูที่กระทบพื้นเวที และเสียงเพลงจังหวะสนุกสนานที่คลอเบา ๆ สร้างความฮึกเหิมให้กับผู้เข้าประกวดทุกคนยกเว้นเพียงคนเดียว...น่านฟ้าในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนสงบนิ่งอยู่ในแถวรอซ้อม รัศมีความเย็นชาแผ่ออกมารอบตัวจนเพื่อนต่างคณะแทบไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ จะมีก็แต่มิลกี้ ดาวคณะบริหารธุรกิจที่ยังคงยืนเกาะติดอยู่ข้างกายไม่ห่าง“น่านฟ้าคะ พรุ่งนี้มิลกี้ว่าเราน่าจะนัดซ้อมกันเพิ่มอีกนิดนะ มิลกี้กลัวคิวเดินยังไม่เป๊ะ แล้วก็เพลงที่ต้องร้องตอนประกวด มิลกี้ว่ามั





![ผัวผมดุนะพี่ (4P) [YAOI]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

