Se connecter“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ” แรงเขย่าแขนคุณหนูที่นอนเอกเขนกดูต่างจากสตรีผู้ใดเลยสักนิด ตั้งแต่คุณหนูของซินหยานก็เปลี่ยนราวกับเป็นคนละคน มิได้เปลี่ยนไปในทันทีทันใดเฉกเช่นการเปลี่ยนฉากบทละคร แต่ท่าทางที่แสนเกรี้ยวกราดเช่นเมื่อก่อน แปรเปลี่ยนกลายเป็นสตรีผู้อมทุกข์เพราะชายหนุ่มที่ตนเองรักและเคยออกปากว่าจะมาขอคุณหนูของซินหยานไปเป็นฮูหยินเพียงคนเดียว ทุกอย่างกลับพังทลายเมื่อคุณชายผู้นั้นกลับไปแต่งงานกับพี่สาวของนางแทน
คุณหนูผู้น่าสงสาร หลังจากนั้นคุณหนูของซินหยานอารมณ์แปรปรวน เปลี่ยนจากคุณหนูผู้ใสซื่อกลายเป็นคุณหนูผู้ร้ายกาจ ทำร้ายทุกคนที่หวังอยากจะให้นางตาย ซินหยานผู้เลี้ยงนางมาตั้งแต่ยังไม่ปักปิ่นได้แต่เวทนาในโชคชะตาของคุณหนูผู้นี้ ช่างอาภัพรักเหลือเกิน เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งนางให้กลายเป็นคุณหนูผู้อำมหิตในสายตาของคนอื่น “อือ ปลุกทำไมเนี่ย” เสียงที่ดูหงุดหงิดปลุกจากสตรีผู้เกียจคร้านให้ลุกจากเตียง หนำซ้ำยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลผลักบ่าวรับใช้ผลักนางลงบนพื้น แต่ความพยายามของซินหยานยังไม่ลดละ รั้งแขนเรียวของคุณหนูให้ลุกขึ้น เยว่หมี่ลืมตาโพลงมองเห็นเพดานห้องที่เปลี่ยนไปจากเพดานโรงพยาบาลสีขาว เยว่หมี่เองก็ตอบตัวเองไม่ได้เช่นกันว่าสิ่งเห็นตอนนี้อธิบายไม่ถูกเช่นกัน สภาพเหมือนเมืองจีนโบราณที่เยว่หมี่เคยเห็นในละคร หรือแม้กระทั่งสื่อออนไลน์ สายตาก้มมองสภาพของตัวเองคงอยู่ในชุดโรงพยาบาล แต่เปล่าเลยสักนิด เธออยู่ในเสื้อผ้าโบราณ ก่อนหันมองอีกคนที่มาอยู่ในห้องกับเธอ ไม่ใช่หมอ....แต่เป็นใครก็ไม่รู้ แต่งตัวเหมือนออกมาจากซีรีส์จีนที่เธอเคยดู “คุณหนูตื่นแล้ว” “เธอเป็นใครเนี่ย” เสียงตะโกนถามพร้อมกับสายตาจดจ้องมองซินหยานด้วยอาการตกใจไม่น้อย แววตาต่างจากคุณหนูของนางลิบลับ “ข้าคือ ซินหยาน บ่าวคนสนิทของท่านเจ้าค่ะ” ซินหยานตอบพร้อมพุ่งตัวเข้ามาประคองคุณหนูเอาแต่ใจ “ห๊า.....อะไรนะ” ไม่ใช่แค่ซินหยานเท่านั้นตกใจกับคุณหนูที่ท่าทางของนางและกิริยาการพูดจามิใช่คุณหนูที่ซินหยานคุ้นเคย แต่ก็ได้เก็บความสงสัยเอาไว้เท่านั้น “ข้าซินหยาน” ซินหยานพูดขึ้นอีกครั้ง เมื่อสายตาพลันเห็นคุณหนูของนางยังทำหน้าตกตะลึง ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่ตัวจนชาวาบเป็นอย่างไร เยว่หมี่เข้าใจถ่องแท้ก็ตอนนี้ ชื่อของซินหยานทำไมเยว่หมี่จะจำไม่ได้ คือชื่อตัวละครในนิยายที่เธอเพิ่งอ่านจบยังไงล่ะ และถ้าสมองของเยว่หมี่ยังทำงานปกติ ตอนนี้ร่างกายที่เยว่หมี่กำลังสิงอยู่ ไม่ใช่! เยว่หมี่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ? “งั้น แปล ว่า ข้า...คือ คุณหนูผู้เอาแต่ใจ หลี่เสียวฟางใช่ไหม” ปลายนิ้วเรียวยาวที่มองอย่างไรก็ไม่ใช่ร่างกายผอมโซของคนเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอย่างเยว่หมี่ ปลายนิ้วเรียวยาวจนน่าอิจฉากำลังหันปลายนิ้วเข้ามาทางตัวเอง คำพูดชัดถ้อยชัดคำเอื้อนเอ่ยออกมาทีละคำ แต่ใบหน้างดงามยังมิคลายสงสัย ซินหยานเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับ ยืนมองคุณหนูที่สภาพไม่สู้ดีนัก ก่อนที่นางจะลุกขึ้นมาจากเตียงนอนแล้ววิ่งออกไปในสภาพที่ไม่พร้อมเช่นนี้ เยว่หมี่ลุกขึ้นมาในแล้วรีบวิ่งออกไปข้างนอก ภาพตรงหน้าเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเยว่หมี่ไม่ได้อยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เมืองจีนอย่างที่เยว่หมี่คุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว สภาพร่างกายที่อ่อนเพลีย หรือเข้าสู่ภาวะตกใจจนช็อกกะทันหันทำให้ดวงตาหรี่ลงเห็นสีดำ พยายามลืมตาเท่าไหร่ก็ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ แข็งชาไปหมด....ก่อนจะสลบลงไปในอ้อมแขนของซินหยานที่เอี่ยวตัวมารับคุณหนูหลี่เสียวฟางได้ทันการณ์ ถ้ามาช้ากว่านี้เกรงว่าหลี่เสียวฟางคงล้มเป็นอะไรไปเสียก่อนเวลาผ่านไปรวดเร็วจนหลี่เสียวฟางชินกับการอยู่บนโลกใหม่แห่งนี้เพราะอย่างน้อยชีวิตชาตินี้ของนางก็ไม่แย่อย่างที่คิดเอาไว้ นางกำลังปลอกลูกท้อที่เจ้าเสี่ยวเฮยตัวอ้วนกลมที่เลี้ยงดีขนาดไหนตัวไม่ยาวขึ้นเลยสักนิด เจ้างูน้อยนอกจากจะอ้วนขึ้นแล้วก็ไม่ยาวขึ้นอีกด้วย ซินหยานกำลังถักไหมพรมทอดสายตามองนางอยู่ไม่ห่าง เสี่ยวเฮยอ้าปากอวดฟันเขี้ยวของงูกับลิ้นสองแฉกรอรับอาหารอย่างลูกท้อในมือของนาง เสี่ยวเฮยอ้าปากงับลูกท้อก่อนกลืนลงคออย่างรวดเร็ว ก่อนนางจะยกมือขึ้นลูบท้อง หลี่เสียวฟางตั้งครรภ์ลูกน้อยมาสามเดือนแล้วทั้งประมุขอวี้ ผู้เป็นบิดาของอวี้หานดีใจที่มีทายาทตัวน้อยกำลังก่อกำเนิด อวี้หานครั้งแรกที่ได้รับรู้ว่าจากหมอว่าหลี่เสียวฟางก็ดีใจจนเนื้อเต้น หลี่เสียวฟางเองแอบคิดว่าตนเองจะกลายเป็นแม่คนรวดเร็วเช่นนี้ หวั่นกลัวว่าจะดูแลลูกน้อยได้ไม่ได้เท่าไหร่นัก ความกังวลของคนเป็นแม่เริ่มเข้ามาก่อกวนหัวใจของหลี่เสียวฟางเล็กน้อย แต่อวี้หานคอยพร่ำบอกนางว่าไม่ต้องกังวล ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เขาก็รักทั้งนั้น หลี่เสียวฟางเบาใจขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวเฮยพอกินอาหารจนอิ่มแปล้ก็เล
“ท่านพี่...” เสียงหวานหลุดออกมาจากริมฝีปากนุ่มเมื่อมือหยาบกระด้างของคุณชายรองกำลังบีบเคล้นทรวงอกผ่านเนื้อผ้าด้วยท่าทางหื่นกระหายราคะอย่างที่สุด ไม่เพียงแค่ฝ่ามือแสนร้ายกาจของเขาเท่านั้นที่คอยปลุกเร้าความร้อนผ่าวแพร่ซ่านไปทั่วร่างกายจนร่างเล็กเบียดชดเรือนร่างของเขา มือใหญ่บีบสะโพกผายอย่างแรงเรียกเสียงครางแผ่วเบา เขายิ้มกริ่มมองนางด้วยสายเจ้าเล่ห์เหลือร้าย ปลายจมูกซุกไซ้ลำคอระหงของนางไปพลางส่วนมือจัดการเสื้อผ้าของนางไม่นานจนร่างกายของหลี่เสียวฟางเปลือยเปล่า กายเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยร่องรอยรักเมื่อคืนยังคงเด่นชัดในแววตาของอวี้หาน ไม่รอช้าปากร้อนผ่าวอ้าปากงับยอดถันสีหวานด้วยความโหยหาทำราวกับกระหายน้ำมานานแรมปีทั้ง ๆ ที่ค่ำคืนที่ผ่านมาคนเอาแต่ใจอย่างอวี้หานยังเสพสมอารมณ์รักสมอุราอยู่เลย “อื้อ ท่านพี่....” “ร่างกายของเจ้าช่างหอมหวาน” น้ำเสียงพร่าจัดเต็มไปด้วยความต้องการยากจะถอนคืน กลิ่นกายหอมอวบอวลของหลี่เสียวฟางยังคงติดตรึงที่ปลายจมูกของเขา มือทั้งสองจับแยกเรียวขาของนางด้วยความเร่งรีบ แก่นกายร้อนผ่าวร้อนเร่ามากขึ้นทั้ง ๆ ที่เพิ่งเริ่มเท่านั้นเอง
“เจ้าหัวเราะอะไรน้องหญิง” “โอ๋ ๆ ก็ใบหน้าหน้าของท่านตลกนี่ เอาจริงถ้าข้าไม่มีใจให้ท่าน คงไม่ตัดพ้อหรอกนะ” ฝ่ามือของนางวางแนบแก้มของอวี้หานก่อนขยับไปมา อวี้หานถึงกลับตัวแข็งทื่อ ไม่คิดว่าฮูหยินตัวน้อยของเขาจะกล้าทำแบบนี้ ชายหนุ่มเขินอายแดงไปจนถึงหู “พอแล้วเสี่ยวฟาง” “ไปกันเถอะ” หลี่เสียวฟางไม่อยากกลั่นแกล้งผู้เป็นสามีของตนก่อนจะจูงมือเขาเดินไปเรื่อย ๆ พอนางสนใจสิ่งใดเขาก็ไม่เคยขัดใจ อวี้หานก็เป็นสามีที่ดีไม่น้อย กว่าจะมาถึงจวนเล่นเอาคนที่ร่าเริงเหนื่อยหอบ อวี้หานจัดการแบกนางขึ้นหลัง เพราะเห็นฮูหยินเอาแต่บ่นว่าปวดขา อวี้หานต่อว่านางว่าเอาแต่วิ่งไม่ต่างจากเด็กน้อย แต่พอนางปวดขาเขาก็อาสาเป็นม้าให้ขี่จนเดินมาถึงจวน ตลอดทางนางก็พูดจาไม่รู้ความอยู่นั้น หรือว่าเขาเองที่ไม่เข้าใจภาษาของนาง “เสี่ยวฟางเจ้าเนี่ยดื้อมากรู้ไหม” “อือ ข้าดื้อ...” เสียงครางอืออาในลำคอชิดแผ่นหลัง อวี้หานส่ายหน้าคนตัวเล็กที่ทำท่าจะหลับบนหลังของเขาทั้งที่สภาพเช่นนี้ สงสัยเมื่อคืนเขาคงปราบพยศนางหนักเกินไป “หลี่เสีย
อวี้หานเหมือนตนเองล่องลอยอยู่ในทิวเมฆเมื่อหลี่เสียวฟางจูงมือเข้ามาที่ตลาด หลังจากออกมาจากจวน นางก็ไม่ยอมกลับจวนพาเข้ามาเดินเล่น อวี้หานเหมือนว่าตนเองนั้นต้องมนต์ของนางอย่างไรอย่างนั้น รอยยิ้มที่สดใสเขาผ็ที่โง่เขลาไม่เคยสังเกตมาก่อน “เดี๋ยวก่อนสิ เสี่ยวฟาง เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยนะว่า เหตุใดเจ้าไม้โกรธจางหรงเผิงเลยหรือ ดูไม่ใช่เจ้าเลย” อวี้หานขมวดคิ้วมองคนตัวเล็กที่เท้าเอว จ้องมองเขาอย่างเขาเรื่องที่กล้ากล่าวหานางเช่นนั้น “ข้าโหดร้ายนักหรือในสายตาของท่าน ข้าแค่ไม่อยากจะโกรธนางเท่านั้น ตอนแรก็โกรธมากที่กล้าทำร้ายเจ้าเสี่ยวเฮย แต่พอเห็นนางทำไปทั้งหมดพอหึงในตัวของท่าน ข้าก็อยากจะโกรธ แต่ก็โกรธไม่ลง นางไร้เดียงสา เป็นสหายของเจ้าได้อย่างไรกัน ชิ” หลี่เสียวฟางเผลอตัวแสดงท่าทางที่ไม่เหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนเมืองนี้ อวี้หานได้ยินคำพูดเหล่านั้นออกมาจากปากของฮูหยินตัวน้อยของตนเอง เขาก็ยิ่งประหลาดใจนักกว่าเดิม นางพูดราวกับตนเองนั้นผ่านโลกมามากมายจนไม่อยากถือโทษเอาความกับจางหรงเผิง อย่างไรกักบริเวณนางจะเป็นโทษที่เบามาก แต่คงทำให้จางหรงเผิงเจ็บใจอยู
หลังจากจางหลินรับรู้วีรกรรมของบุตรสาวได้นั่งถอนหายใจ เรื่องราวแค่ความหึงหวงไม่พอใจเพียงเท่านั้น ทำไมจางหรงเผิงเป็นคนฉลาดหลักแหลมแต่ขาดความเฉลี่ยว “เรื่องราวทุกอย่างเป็นอย่างนั้นจริงหรือหรงเผิง” จางหลินเห็นสีหน้าบูดบึ้งของบุตรสาวไม่ค่อยสู้ดีนัก ลูกคนนี้ไยทำตัวไม่รู้จักโตเช่นนี้ “ท่านพ่อถามนางแล้ว ทำไมต้องมาถามข้าอีก” จางหรงเผิงเหลียวมองหลี่เสียวฟางตาขวาง ก่อนอวี้หานจะกุมมือนางเอา เห็นแบบนั้นยิ่งเพิ่มทวีความหึงหวงในตัวอวี้หานมากขึ้น ก่อนนางจะรู้ตัวว่าตนเองนั้นแสดงออกมากเกินไปจนบิดาส่งสายตาคาดโทษ “ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูด ข้าผู้เป็นบิดาของขอโทษแทนบุตรีของข้าด้วยที่ดูแลและเลี้ยงดูนางไม่ดี” “ท่านพ่อขอโทษนางทำไมกัน” “หยุดเดียวนี้หรงเผิง เจ้าทำตัวดื้อรั้นและสร้างเรื่องขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง” จางหลินพยายามข่มอารมณ์ตนเองอย่างที่สุด จางหรงเผิงเอาแต่ใจเกินไปแล้วจนไม่ไว้หน้าผู้เป็นบิดาอย่างเขาเลยสักนิด “ท่านจางหลิง คงง่ายเกินไปถ้าท่านเพียงแค่เอ่ยปากขอโทษแทนจางหรงเผิงเพียงเท่านั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้จางหรงเผิง!” จางหลินสั่งห้ามบุตรสาวของตนเองทันทีก่อนเรื่องทุกอย่างจะดูวุ่นวายไปมากกว่านี้ แค่นี้เขาเองก็ปวดมากพอแล้ว ไม่นึกเลยว่าลูกที่ตนเองประคบประหงมนางทำตัวไร้แก่นสาร กลั่นแกล้งคนอื่นสารพัด บ่าวรับใช้ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่กล้าเดินเข้ามา แต่จำเป็นต้องเดินเข้ามาในที่สุดย่อตัวโค้งเคารพประมุขจางเล็กน้อย “มีอะไร” สุรเสียงเข้มดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ฮูหยินของคุณชายรอง หลี่เสียวฟางขอเข้าพบขอรับ” อวี้หานขมวดคิ้วมองไปที่บ่าวที่มารายงานทันที ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง เขาคงประมาทฮูหยินตนเองมากเกินไป คิดว่านางจะรออยู่ที่จวนอย่างสงบเสงี่ยม “ให้นางเข้ามา ข้าก็อยากฟังจากปากของนางเช่นกัน” จางหลินเองแม้ต้องเหนื่อยยังต้องมาจัดการเรื่องราวของจางหรงเผิงก่อเรื่อง ถ้าได้ฟังเรื่องราวจากฮูหยินของคุณชายรองจากปากนางเองคงดีไม่น้อย แม้จะพยายามทำใจเป็นกลางขนาดไหน จางหลินก็เข้าใจจางหรงเผิง เขาผู้เป็นบิดาไยจะไม่รู้ว่า จางหรงเผิงเองก็แอบชอบอวี้หานอยู่ไม่น้อย ติดแค่เขาผู้นั้นแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะบุตรสาวต้องตกเป็นฮูห







