LOGINตอนที่ 3
ช่วยไม่ได้ แสงไฟสลัวจากโคมระย้าในโถงบ้านใหญ่ทอดเงายาวไปตามพื้นหินอ่อน เสียงส้นรองเท้าสูงดังสะท้อนก้องไปทั่ว เมื่อลูกคลื่นเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงในชุดรัดรูปหรูหรา กลิ่นน้ำหอมแรงจัดลอยคลุ้งทันทีที่ประตูเปิดออก เฌอรีนกำลังจะเดินขึ้นบันไ แต่ต้องหยุดกะทันหันเมื่อหันมาเห็นภาพตรงหน้า ผู้หญิงที่มากับเขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงติดหวานแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น “นี่ใครเหรอคะพี่คลื่น?” ลูกคลื่นเหลือบมองเฌอรีนเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเย็นหยันปรากฏบนใบหน้าหล่อคม ก่อนจะตอบเสียงเรียบชัดเจน “คนใช้…ไม่ต้องสนใจหรอก” คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางอก เฌอรีนชะงักทันที สายตาไหววูบ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอก้มหน้าลงเหมือนเดิม พยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอให้หายไป ทั้งที่หัวใจปวดร้าวจนแทบยืนไม่ไหว ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะคิกคัก หันมามองเฌอรีนด้วยสายตาเหยียดเล็กน้อย ก่อนจะเกาะแขนลูกคลื่นแน่นกว่าเดิม “ขอคุยด้วยหน่อยสิ” เฌอรีนพูดขึ้นสบตากับชายหนุ่มเพียงเสี้ยววิ “เธอไปรอบนห้องก่อน” ลูกคลื่นหันไปบอกกับหญิงสาวที่ควงเข้ามา ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเดินลงบันไดไปด้วยท่าทีหงุดหงิด “มีอะไรก็พูดมา” มือหนายังล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่หลังพิงกำแพงมองไปด้านหน้าไม่หันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “พี่พาผู้หญิงเข้ามาแบบนี้มันไม่เหมาะสมนะ” “เหอะ...นี่บ้านกูกูจะทำอะไรรบกวนมึงไม่ต้องมาตัดสิน” “แต่เราเป็นคู่หมั้นกันนะ พี่ทำแบบนี้...” “ใครบอกว่ากูจะหมั้นกับมึง ฝันอยู่รึเปล่า” ชายหนุ่มหันหน้ามาตอบทันควัน “ก็....” “เลือกที่จะมาอยู่ที่นี่เองก็ช่วยไม่ได้ ทำใจหน่อยนะเพราะกูพาผู้หญิงเข้าบ้านทุกวัน” “.....” “คิดจะฟ้องแม่กูก็เชิญ แม่กูเข้าข้างมึงอยู่แล้วหนิ” “หนูไม่บอกคุณน้าหรอก พี่อยากทำอะไรก็ทำ” “ไม่ต้องมาสั่งกูหรอก มีอะไรจะพูดอีกรึเปล่า จะได้ไปเอา...สักที” เธอสะดุ้งกับถ้อยคำแรงกระแทกเหมือนถูกตบกลางใจ เงยหน้าขึ้นชั่วครู่แล้วส่ายหัวช้า ๆ น้ำเสียงสั่นพร่า “ไม่มีแล้วค่ะ...” ลูกคลื่นจ้องเธออีกวูบ ก่อนสะบัดหน้าอย่างไม่แยแส ก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดไปเหลือเพียงเฌอรีน ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาเอ่อคลอน้ำตาจนพร่า เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานพยายามกลืนก้อนสะอื้นไม่ให้ไหลออกมา แต่สุดท้ายหยดใสก็ร่วงลงอาบแก้มอย่างเงียบงัน ตัดภาพมาที่มหาลัยในวันต่อมา เสียงนกหวีดดังลั่นในสนามหญ้าหน้าอาคารชมรม บรรยากาศเต็มไปด้วยนักศึกษาปีหนึ่งที่นั่งเรียงกันเป็นแถว รุ่นพี่คุมกิจกรรมยืนกอดอกมองอยู่โดยรอบ ลูกคลื่นยืนเด่นอยู่ตรงกลางในชุดช็อป สายตาคมกริบกวาดมองรุ่นน้องอย่างเข้มงวด จังหวะนั้นเอง ร่างบางในชุดนักศึกษาสะอาดสะอ้านก็รีบวิ่งเข้ามาเฌอรีน เธอหอบหายใจ หน้าแดงก่ำจากการวิ่งมาให้ทันเวลา เสียงของลูกคลื่นดังขึ้นทันทีแทรกบรรยากาศทั้งสนาม “เฮ้ย! เพิ่งโผล่มาหรือไง หัดดูนาฬิกามั่งนะ นี่ไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลที่ใครจะมาก็ได้!” ทุกสายตาหันไปมองเฌอรีนในทันที เสียงซุบซิบดังขึ้นแผ่ว ๆ เฌอรีนก้มหน้าลงแน่น มือเล็กกำชายกระโปรงแน่น พลางเอ่ยเสียงสั่น “ขอโทษค่ะ…รถติดนิดหน่อย” ลูกคลื่นแค่นหัวเราะหยัน “ข้ออ้างโง่ ๆ แบบนั้นเก็บไว้ใช้ที่บ้านเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่จะทำตัวตามสบายได้! อยากเข้าชมรมนี้ก็ต้องทำตามกฎ เข้าใจมั้ย!” เฌอรีนพยักหน้าเงียบ ๆ ใจเต้นแรงอย่างอับอายต่อหน้ารุ่นพี่รุ่นเพื่อนเกือบร้อยคน เสียงทุ้มต่ำเข้มดังสั่งก้องอีกครั้ง “งั้นก็ไปวิ่งรอบสนามสิบรอบเลย กูจะจับเวลาเอง ถ้ามึงยังอยากอยู่ที่นี่ก็รีบไป!” น้ำเสียงเย็นชานั้นตัดบรรยากาศทั้งสนามให้เงียบกริบ เฌอรีนกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ก่อนจะก้าวออกไปช้า ๆ แล้วออกวิ่งรอบสนามท่ามกลางแววตาหลายคู่ที่จ้องมองบางคู่เต็มไปด้วยความสงสารบางคู่ก็หัวเราะขำขัน แต่สายตาหนึ่งที่ยังคงจ้องเธอไม่ละไปไหนคือสายตาคมกริบของลูกคลื่น ที่แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่ปิดไม่มิด เสียงนกหวีดดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเฌอรีนเริ่มออกวิ่งรอบสนามหญ้า ทุกสายตายังคงจับจ้องร่างบางในชุดนักศึกษาที่วิ่งไปตามคำสั่งของรุ่นพี่ แดดยามสายสาดแรงจนเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ซึมออกมาทั่วใบหน้าและซอกคอ ผมยาวที่ถูกรวบไว้เริ่มหลุดลุ่ย กระโปรงพลีทสะบัดตามแรงก้าว เธอหอบหายใจแรงขึ้นทุกครั้งที่ฝีเท้ากระแทกพื้น แต่ก็ไม่เอื้อนเอ่ยคำบ่นแม้แต่น้อย เสียงคนเริ่มซุบซฺบกัน “โห วิ่งสิบรอบนี่โหดไปปะ” “แต่พี่คลื่นพูดแล้วใครจะกล้าเถียงวะ” ลูกคลื่นยืนกอดอกอยู่ข้างสนาม สายตาคมกริบจับตามองทุกฝีเท้าเหมือนคอยจับผิด เขาไม่พูดอะไร แต่แววตาแข็งกร้าวนั้นกดดันจนเฌอรีนไม่กล้าแม้แต่จะชะลอ “เฮ้ย…หน้าไม่ดีเลยว่ะ” เสียงรุ่นน้องกระซิบขึ้น ฟุบ! ยังไม่ทันครบหนึ่งรอบเต็มร่างบางก็สะดุดลงไปกับพื้นหญ้า เสียงดังทำให้ทุกคนร้องอุทานแทบพร้อมกัน “เฮ้ย! เป็นลมเหรอ!” “น้อง! เป็นอะไรมั้ย!” รุ่นน้องหลายคนรีบวิ่งเข้าไปหา บางคนตะโกนเรียกรุ่นพี่เวรพยาบาลทันที ลูกคลื่นที่ยืนกอดอกอยู่ข้างสนามชะงักไปเสี้ยววินาที สายตาคมเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนหรี่ลงทันที เขากำมือแน่นแต่ยังคงทำหน้าเฉยชาไม่ยอมขยับทั้งที่หัวใจเต้นแรงจนเจ็บในอก เฌอรีนนอนหมดแรงบนพื้นใบหน้าซีดเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก เสียงหอบเบาจางจนแทบไม่ได้ยิน ชิม่อนเป็นคนแรกที่วิ่งไปถึง เขาคุกเข่าลงข้างเธอ รีบตบแก้มเบา ๆ “เฮ้ยน้อง! ได้ยินพี่มั้ย ใครก็ได้เอาน้ำมาเร็ว” ผลัก! แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อุ้มขึ้นเต็มแรง แรงแขนแข็งกร้าวของลูกคลื่นกระแทกใส่จนชิม่อนเซถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาคมวาวโรจน์กวาดมองเพื่อนเหมือนคำเตือนเงียบ ๆ เสียงรอบสนามเงียบลงทันที ทุกคนอึ้งกับการกระทำกะทันหันนั้น ลูกคลื่นก้มลงช้อนร่างบางขึ้นมาอย่างง่ายดายแขนแข็งแรงอุ้มเธอในท่าอ้อมแขนราวกับเธอเบาหวิวในมือ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่แววตาขุ่นเคืองกลับรุนแรงกว่าทุกครั้ง “กูจะพาไปเอง” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ กดดันจนใครก็ไม่กล้าโต้เถียง เฌอรีนพิงอกเขาอย่างหมดแรง ลมหายใจอ่อนแผ่ว ดวงหน้าซีดจัดจนขัดกับความอบอุ่นจากอ้อมกอดนั้น กลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ และกลิ่นบุหรี่จาง ๆ จากเสื้อช็อปของเขาอบอวลใกล้ปลายจมูก ลูกคลื่นก้าวฉับ ๆ ออกไปจากสนามหญ้าท่ามกลางสายตาของทุกคน เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น “โห…พี่คลื่นแม่งเล่นแรงไปหรือเปล่า” “เมื่อกี้ผลักพี่ม่อนโคตรแรง” “แต่พี่คลื่นอุ้มน้องไปเองเลยนะเว้ย” ชิม่อนยืนมองตามหลังเพื่อนสนิท สีหน้าฉายชัดถึงความไม่เข้าใจปนหงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจ้องแผ่นหลังกว้างที่อุ้มหญิงสาวคนนั้นไปด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ที่ห้องพยาบาลมหาลัย ไม่นานนักเฌอรีนขยับเปลือกตาอย่างอ่อนแรง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตาพร่ามัวมองเพดาน ก่อนหันไปเห็นเงาร่างสูงยืนกอดอกอยู่ใกล้ ๆ เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทันทีที่เธอได้สติ “ฟื้นแล้วเหรอ…แค่ให้วิ่งรอบเดียวก็เป็นลม มึงนี่แม่งสำออยฉิบหาย” น้ำเสียงเย็นชากระแทกหัวใจเธอทันที เฌอรีนเม้มปากแน่น หันหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนน้ำตาที่เอ่อคลอ “ขะ..ขอโทษ ที่ทำให้พี่เดือดร้อน” “รู้ตัวก็ดี....กูว่ามึงย้ายชมรมเถอะ อย่ามาอยู่ชมรมเดียวกันกับกูเลย เห็นแล้วเสนียดลูกตา ชมรมกีฬาไม่เหมาะกับผู้หญิง” “ต่อไปจะไม่ทำให้ลำบาก” “พูดไม่รู้เรื่อง ทำตัวน่ารำคาญชะมัด” ทันทีที่พูดจบชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องไปทิ้งไวเพียงเฌอรีนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงตอนที่ 4อย่ายุ่งกับเธอช่วงเย็นร้านเหล้าริมคลองไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยคึกคักด้วยเสียงดนตรีสดเบา ๆ และเสียงหัวเราะของนักศึกษา โต๊ะไม้กลมตรงมุมร้านมีแก้วเบียร์วางเรียงอยู่หลายใบลูกคลื่นนั่งพิงเก้าอี้ชุดช็อปถูกพาดไว้บนพนักเก้าอี้ด้านหลัง เขายกแก้วขึ้นจิบช้า ๆ ดวงตาคมมองไปยังฟองเบียร์โดยไม่พูดอะไรฝั่งตรงข้ามชิม่อนกำลังนั่งเอนหลัง มือควงโทรศัพท์เล่น แต่สีหน้าก็ยังดูแข็ง ๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ตอนเช้า ส่วนองศาคอยรินเบียร์ให้เพื่อน ๆ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางไม่ให้บรรยากาศตึงเกินไปเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ลูกคลื่นจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาไม่สบใคร“เรื่องเมื่อเช้า…กูอาจทำแรงไปหน่อย ขอโทษว่ะ ชิม่อน”ชิม่อนชะงักไปนิด มองหน้าเพื่อนสนิทด้วยแววตาไม่เชื่อหู“ไอ้คลื่น มึงนี่พูดคำว่าขอโทษเป็นด้วยเหรอวะ”องศาหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วขึ้นชน“โห ของหายากว่ะ จดไว้เลย วันพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก”“กูถามจริง ๆ ไอ้คลื่น…ทำไมมึงต้องทำแรงกับน้องขนาดนั้นวะ ให้วิ่งรอบสนามปกติมึงไม่เคยให้ใครทำแบบนั้นนะ”บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะลูกคลื่ ก้มมองฟองเบียร์ในแก้ว สายตาคมฉายแวววูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ“กูแค่ไม่ชอบ…เห็นหน้า
ตอนที่ 3ช่วยไม่ได้แสงไฟสลัวจากโคมระย้าในโถงบ้านใหญ่ทอดเงายาวไปตามพื้นหินอ่อน เสียงส้นรองเท้าสูงดังสะท้อนก้องไปทั่ว เมื่อลูกคลื่นเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงในชุดรัดรูปหรูหรา กลิ่นน้ำหอมแรงจัดลอยคลุ้งทันทีที่ประตูเปิดออกเฌอรีนกำลังจะเดินขึ้นบันไ แต่ต้องหยุดกะทันหันเมื่อหันมาเห็นภาพตรงหน้าผู้หญิงที่มากับเขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงติดหวานแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น“นี่ใครเหรอคะพี่คลื่น?”ลูกคลื่นเหลือบมองเฌอรีนเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเย็นหยันปรากฏบนใบหน้าหล่อคม ก่อนจะตอบเสียงเรียบชัดเจน“คนใช้…ไม่ต้องสนใจหรอก”คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางอก เฌอรีนชะงักทันที สายตาไหววูบ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอก้มหน้าลงเหมือนเดิม พยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอให้หายไป ทั้งที่หัวใจปวดร้าวจนแทบยืนไม่ไหวผู้หญิงคนนั้นหัวเราะคิกคัก หันมามองเฌอรีนด้วยสายตาเหยียดเล็กน้อย ก่อนจะเกาะแขนลูกคลื่นแน่นกว่าเดิม“ขอคุยด้วยหน่อยสิ”เฌอรีนพูดขึ้นสบตากับชายหนุ่มเพียงเสี้ยววิ“เธอไปรอบนห้องก่อน”ลูกคลื่นหันไปบอกกับหญิงสาวที่ควงเข้ามา ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเดินลงบันไดไปด้วยท่าทีหงุดหงิด“มีอะไรก็พูดมา”มือหนายัง
ตอนที่ 2มหาลัยวันแรกรุ่งเช้าแสงแดดอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกสูงเข้ามาในห้องโถง บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนาฬิกาโบราณที่ดังติ๊กต่อกกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากโต๊ะอาหารประตูห้องชั้นบนเปิดออกช้า ๆ ก่อนที่ลูกคลื่นจะก้าวลงบันไดร่างสูงสง่าในชุดช็อปมหาลัยสีกรมเข้มทับเสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ด้านบนอกมีปักตราสัญลักษณ์คณะวิศวกรรมเขาสวมกางเกงยีนส์เข้มดูแม่ที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารเงยหน้าขึ้นเห็นเข้าก็เอ่ยทักทันที“จะไปแล้วเหรอลูก รอน้องก่อนสิ”“ให้เธอไปเองเถอะ”“นั่นไงน้องลงมาแล้ว ไหน ๆ ลูกก็ขับรถไปอยู่แล้ว ให้น้องติดรถไปด้วยจะเป็นอะไรไป”เฌอรีนเดินลงมาในชุดนักศึกษาสะอาดเรียบร้อยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นพับอย่างเรียบ กระโปรงพลีทยาวเหนือเข่าเล็กน้อยสะพายกระเป๋าเป้สีดำไว้ข้างหนึ่ง ใบหน้าแต่งเติมเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อยแม่รีบเอ่ยเสียงอบอุ่น“ไปด้วยกันเถอะลูก รถคันเดียวก็ถึงพร้อมกัน จะได้ไม่เปลือง”เฌอรีนยิ้มบาง ๆ อย่างเก้อเขิน เอ่ยเบาแทบไม่พ้นริมฝีปาก“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูไปเองก็ได้…”“นั่นไง เธอบอกแล้วว่าจะไปเอง งั้นผมขอตัวนะครับ”“เดี๋ยว...รับน้องไปด้วย ตอนบ่ายแม่จะกลับต่างประเทศแล้ว ยังไงก็ฝาก
ตอนที่ 1เรื่องที่ซวยที่สุดในชีวิตณ บ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณที่เดินไปตามเวลาอย่างเชื่องช้าประตูห้องด้านบนเปิดออกช้า ๆ ก่อนที่ลูกคลื่นจะปรากฏตัวร่างสูงโปร่งสมส่วนในชุดเชิ้ตเข้ารูปสีเข้มกับกางเกงสแลคที่ตัดเย็บอย่างเนี๊ยบใบหน้าหล่อชวนให้คนมองรู้สึกต้องมนตร์คิ้วเข้มได้รูปขับเน้นดวงตาคมลึกสีดำสนิทที่เหมือนเก็บความคิดนับร้อยไว้ภายใน จมูกโด่งคมชัดราวกับสลักด้วยช่างฝีมือ ริมฝีปากบางกระจับที่แม้ไม่จำเป็นต้องยกยิ้มก็ยังชวนให้ใจสั่น หากบังเอิญแย้มยิ้มเพียงนิดเดียวก็ราวกับทั้งห้องสว่างขึ้นทันทีชายหนุ่มสวมเพียงนาฬิกาข้อมือเรือนหรูบนข้อมือเรียวยาว แต่กลับยิ่งขับภาพลักษณ์ให้ดูภูมิฐานเมื่อสายตาคมกริบสบกับมารดาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำทักทาย ก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะด้วยท่วงท่าที่เรียบง่าย“ไม่คิดว่าแม่จะกลับมา”เขาเอ่ยขึ้นเพียงสั้น ๆ ไม่ได้เงยมองหน้าผู้เป็นแม่แต่อย่างใด“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ แม่ก็มาหาลูกทุกเดือนอยู่แล้ว อย่าน้อยใจไปเลย นี่ก็จะขึ้นปีสามแล้ว ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย แม่มาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่เห็นแกอยู่บ้านช่อง ไปหมกมุ่นอยู่แต่ในผับบาร







