LOGINตอนที่ 2
มหาลัยวันแรก รุ่งเช้า แสงแดดอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกสูงเข้ามาในห้องโถง บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนาฬิกาโบราณที่ดังติ๊กต่อกกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากโต๊ะอาหาร ประตูห้องชั้นบนเปิดออกช้า ๆ ก่อนที่ลูกคลื่นจะก้าวลงบันได ร่างสูงสง่าในชุดช็อปมหาลัยสีกรมเข้มทับเสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ด้านบนอกมีปักตราสัญลักษณ์คณะวิศวกรรมเขาสวมกางเกงยีนส์เข้มดู แม่ที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารเงยหน้าขึ้นเห็นเข้าก็เอ่ยทักทันที “จะไปแล้วเหรอลูก รอน้องก่อนสิ” “ให้เธอไปเองเถอะ” “นั่นไงน้องลงมาแล้ว ไหน ๆ ลูกก็ขับรถไปอยู่แล้ว ให้น้องติดรถไปด้วยจะเป็นอะไรไป” เฌอรีนเดินลงมาในชุดนักศึกษาสะอาดเรียบร้อยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นพับอย่างเรียบ กระโปรงพลีทยาวเหนือเข่าเล็กน้อยสะพายกระเป๋าเป้สีดำไว้ข้างหนึ่ง ใบหน้าแต่งเติมเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อย แม่รีบเอ่ยเสียงอบอุ่น “ไปด้วยกันเถอะลูก รถคันเดียวก็ถึงพร้อมกัน จะได้ไม่เปลือง” เฌอรีนยิ้มบาง ๆ อย่างเก้อเขิน เอ่ยเบาแทบไม่พ้นริมฝีปาก “ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูไปเองก็ได้…” “นั่นไง เธอบอกแล้วว่าจะไปเอง งั้นผมขอตัวนะครับ” “เดี๋ยว...รับน้องไปด้วย ตอนบ่ายแม่จะกลับต่างประเทศแล้ว ยังไงก็ฝากน้องด้วยแล้วกัน” ลูกคลื่นหยุดชะงัก เสี้ยววินาทีนั้นกรามแกร่งขบแน่น แววตาคมวาวตวัดไปทางหญิงสาวที่ยืนก้มหน้างุดอยู่ไม่ไกล ริมฝีปากหยักขยับพูดเสียงต่ำ แฝงความหงุดหงิด “จะไปด้วยก็…ตามมา” สิ้นคำเขาก็หมุนตัวเดินนำออกไป ไม่เหลือบแลแม้แต่นิดเดียว เฌอรีนก้มหน้ามองพื้น หัวใจสั่นไหวกับน้ำเสียงเย็นชานั้น แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ หญิงสาวกำสายสะพายกระเป๋าแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวตามหลังเขาออกไปอย่างเงียบ ๆ เสียงเครื่องยนต์รถหรูคำรามต่ำ ๆ ขณะลูกคลื่นขับรถหรูออกมาจากบ้านได้ไม่นาน ภายในรถเงียบงันจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของทั้งคู่ เฌอรีนนั่งก้มหน้า มือเล็กกำสายกระเป๋าแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองคนขับ ความอึดอัดทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก ทันใดนั้นลูกคลื่นก็กระแทกเบรกจอดรถเข้าข้างทางอย่างแรง เสียงยางเสียดถนนดังเอี๊ยด ร่างของเฌอรีนสะดุ้งเฮือก หันไปมองเขาด้วยดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม “ลงไป” เสียงทุ้มต่ำแข็งกระด้างดังขึ้น “หา…พี่หมายความว่าไงคะ?” น้ำเสียงเธอสั่น แต่ยังพยายามข่มไว้ ลูกคลื่นตวัดตามองเธอ แววตาคมกริบฉายแววเย็นชา ริมฝีปากหยักกระตุกขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยหนักแน่น “กูบอกให้มึงลงจากรถไง! กูไม่ได้อยากมีมึงนั่งข้าง ๆ ตั้งแต่แรก จะไปไหนก็ไปเองเถอะ อย่ามาเกาะกูให้รำคาญ! ที่รับขึ้นมาเพราะขี้เกียจฟังแม่กูบ่นเท่านั้นเอง” เฌอรีนเม้มปากแน่น น้ำตาคลอเบ้า แต่ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด หญิงสาวค่อย ๆ ปลดเข็มขัดนิรภัย มือสั่นเล็กน้อยก่อนผลักประตูลงไปยืนริมถนนเงียบ ๆ ณ มหาลัย บรรยากาศยามสายในลานใต้ตึกวิศวะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและหัวเราะจากกลุ่มนักศึกษา โต๊ะหินอ่อนยาวใต้ร่มไม้เป็นที่นั่งรวมกลุ่มของพวกรุ่นพี่ ปีสามที่กำลังนั่งคุยกันเสียงอึกทึก ท่ามกลางนั้น ลูกคลื่นนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกข้างถือแก้วน้ำเย็น สายตานิ่งขรึม ไม่ได้พูดมากเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของสายตาโดยไม่ต้องทำอะไรเลย รุ่นน้องปีหนึ่งกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป พากันหันมองและกระซิบกระซาบกันเบา ๆ “นั่นพี่คลื่นใช่ปะ หล่อฉิบหายเลยอะ” “ตัวจริงโคตรเท่ ขนาดนั่งเฉย ๆ ยังมีออร่า” เสียงหัวเราะคิกคักดังตามหลังไปแต่เจ้าตัวกลับไม่แม้แต่จะเหลือบแล ขณะที่เพื่อน ๆ ของลูกคลื่นยังคุยกันอยู่ชิม่อนเพื่อนสนิทก็เหลือบสายตาออกไปทางถนนด้านหน้าตึก พลันเหมือนบางอย่างดึงดูดสายตาให้หยุดนิ่ง ร่างบางในชุดนักศึกษาขาวสะอาดเดินผ่านเข้ามา เฌอรีนเธอสวมกระโปรงพลีทเข้ารูปที่แกว่งไหวตามแรงก้าว เสื้อเชิ้ตขาวสะอาดพอดีตัวกับผมยาวที่ถูกรวบหางม้าหลวม ๆ เผยลำคอระหงและผิวขาวเนียนละเอียด ชิม่อนถึงกับชะงัก สายตาตรึงอยู่กับความเรียบง่ายแต่สะกดใจนั้น ก่อนริมฝีปากจะเอ่ยออกมาอย่างไม่ทันคิด “โห…คนนั้นแม่งสวยฉิบหาย” ชิม่อนพึมพำพลางยักคิ้วให้เพื่อน ก่อนจะลุกจากเก้าอี้อย่างไม่รีรอ “เฮ้ย ๆ มึงจะไปไหนวะชิม่อน” เพื่อนอีกคนชื่อองศาแซว แต่เจ้าตัวกลับหัวเราะร่วน เดินตรงไปยังเฌอรีนที่เพิ่งก้าวผ่านหน้าตึก เฌอรีนหยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ชายร่างสูงในชุดช็อปเดินเข้ามาขวางตรงหน้า ใบหน้าเปื้อนยิ้มและแววตาเจ้าเล่ห์ของชิม่อนทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเองมากกว่าอึดอัด “สวัสดีครับน้อง ปีหนึ่งใช่ปะ?” เขาเอ่ยทักเสียงสดใส เฌอรีนพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ…มีอะไรรึเปล่าคะ” เสียงเธออ่อนนุ่ม แต่ยังคงก้มหน้าเล็กน้อยอย่างเกรงใจ ชิม่อนยิ้มกว้างทันที “พี่อยู่ปีสามชื่อชิม่อนนะครับ เห็นน้องเดินผ่านเลยอยากรู้จัก ขอไอจีหน่อยได้มั้ยครับ?” น้ำเสียงเจือความจริงใจปนขี้เล่นทำให้เพื่อน ๆ ที่นั่งโต๊ะหินอ่อนส่งเสียงโห่แซวกันเบา ๆ รวมถึงบางสายตาที่แอบลุ้น ที่โต๊ะนั้นเองลูกคลื่นยังคงนั่งนิ่ง สายตาคมหันไปมองภาพตรงหน้าเพียงชั่ววินาทีเดียว ดวงตาที่มักจะเรียบเฉยกลับฉายแววบางอย่างวูบหนึ่งทั้งขุ่นเคือง ทั้งหงุดหงิดก่อนที่เขาจะเสหลบ สะบัดน้ำแข็งในแก้วเล่นราวกับไม่สนใจอะไรเลย เฌอรีนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขอของชิม่อน แววตาเธอสับสนอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ…ก็ได้” เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เปิดหน้าจอแล้วเลื่อนนิ้วส่งชื่อIGของตัวเองให้ ชิม่อนรับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกายอย่างเห็นได้ชัด “ขอบคุณนะครับน้อง สัญญาเลยว่าจะไม่กวนมาก…แค่ทักไปบ้างก็พอ” เขาพูดเสียงติดขี้เล่น พลางยกนิ้วโป้งให้ ก่อนจะหันกลับไปหาเพื่อน ๆ ที่กำลังนั่งโห่แซวอยู่ เสียงเฮฮาดังขึ้นรอบโต๊ะ แต่ท่ามกลางความครึกครื้นนั้นลูกคลื่นนั่งนิ่งสายตาคมกริบจ้องไปที่โทรศัพท์ในมือเพื่อนสนิท ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาไม่ได้พูดอะไรทว่ามือที่วางบนโต๊ะกลับกำแก้วน้ำจนข้อขาวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “เฮ้ยไอ้ม่อน มึงนี่จริง ๆ ได้รึเปล่าว่ะ” ทันที่ที่ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาเพื่อนสนิทอย่างองสาก็เอ่ยถามขึ้นมาทันที “จะเหลือเหรอ คนอะไรแม่งน่ารักฉิบหาย” เสียงหัวเราะครึกครื้นดังขึ้นรอบโต๊ะ ทุกคนต่างพากันล้อเลียนและแซวสนุกสนาน ปัง! เสียงแก้วน้ำกระแทกลงบนโต๊ะดังสนั่นจนวงสนทนาชะงักทันที สายตาทุกคู่หันไปทางต้นเสียง เห็นลูกคลื่นวางแก้วลงแรงจนหยดน้ำกระเซ็น ก่อนที่เขาจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่ง แต่แววตาที่วาวโรจน์เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เขาไม่พูดอะไรสักคำ เพียงหมุนตัวเดินออกไปอย่างหงุดหงิดทิ้งบรรยากาศตึงเครียดไว้กลางวง เพื่อน ๆ มองหน้ากันอย่างงุนงง เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น “อะไรวะ อยู่ ๆ ก็โมโห?” “หรือมันหงุดหงิดเรื่องอื่น?” “ไอ้คลื่นนี่แม่ง…นิสัยเดายากฉิบหาย” ลมยามบ่ายพัดผ่านโถงทางเดินด้านข้างตึกวิศวะ เงาของต้นไม้ทอดยาวบนพื้นปูนร้อนระอุ ลูกคลื่นยืนพิงกำแพงเงียบ ๆ ในมุมที่ไม่มีใครเข้ามารบกวน มือหนึ่งเสียบกระเป๋า อีกมือคีบบุหรี่ปล่อยควันสีขาวออกมาช้า ๆ ดวงตาคมกริบทอดมองไปไกล แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยภาพซ้ำ ๆ ของเอวาคนรักเก่า รอยยิ้มของเธอ เสียงหัวเราะและความทรงจำทั้งหมดที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งเจ็บก็ยิ่งโกรธ ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น สูดควันเข้าปอดลึกก่อนพ่นออกมาแรง ๆ ความขมปร่าของควันบุหรี่แทบไม่ช่วยกลบความขมในใจแม้แต่น้อย “เอวา…” เขาพึมพำชื่อในใจ ความรู้สึกถูกหักหลังยังคงฝังแน่นเหมือนบาดแผลที่ไม่ยอมสมาน และทุกครั้งที่สายตาเผลอไปเห็นเฌอรีนเด็กผู้หญิงใสซื่อที่แม่ยกเข้ามาในบ้าน ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ยิ่งปะทุขึ้น เขามองเธอเป็นตัวแทนของความโชคดีที่ไม่ควรได้ ความแตกต่างที่กรีดแผลในใจเขาให้ลึกลงไปอีกตอนที่ 3ช่วยไม่ได้แสงไฟสลัวจากโคมระย้าในโถงบ้านใหญ่ทอดเงายาวไปตามพื้นหินอ่อน เสียงส้นรองเท้าสูงดังสะท้อนก้องไปทั่ว เมื่อลูกคลื่นเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงในชุดรัดรูปหรูหรา กลิ่นน้ำหอมแรงจัดลอยคลุ้งทันทีที่ประตูเปิดออกเฌอรีนกำลังจะเดินขึ้นบันไ แต่ต้องหยุดกะทันหันเมื่อหันมาเห็นภาพตรงหน้าผู้หญิงที่มากับเขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงติดหวานแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น“นี่ใครเหรอคะพี่คลื่น?”ลูกคลื่นเหลือบมองเฌอรีนเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มเย็นหยันปรากฏบนใบหน้าหล่อคม ก่อนจะตอบเสียงเรียบชัดเจน“คนใช้…ไม่ต้องสนใจหรอก”คำพูดนั้นเหมือนคมมีดกรีดลงกลางอก เฌอรีนชะงักทันที สายตาไหววูบ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอก้มหน้าลงเหมือนเดิม พยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอให้หายไป ทั้งที่หัวใจปวดร้าวจนแทบยืนไม่ไหวผู้หญิงคนนั้นหัวเราะคิกคัก หันมามองเฌอรีนด้วยสายตาเหยียดเล็กน้อย ก่อนจะเกาะแขนลูกคลื่นแน่นกว่าเดิม“ขอคุยด้วยหน่อยสิ”เฌอรีนพูดขึ้นสบตากับชายหนุ่มเพียงเสี้ยววิ“เธอไปรอบนห้องก่อน”ลูกคลื่นหันไปบอกกับหญิงสาวที่ควงเข้ามา ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงเดินลงบันไดไปด้วยท่าทีหงุดหงิด“มีอะไรก็พูดมา”มือหนายัง
ตอนที่ 2มหาลัยวันแรกรุ่งเช้าแสงแดดอุ่นส่องลอดหน้าต่างกระจกสูงเข้ามาในห้องโถง บ้านทั้งหลังเงียบสงบ มีเพียงเสียงนาฬิกาโบราณที่ดังติ๊กต่อกกับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากโต๊ะอาหารประตูห้องชั้นบนเปิดออกช้า ๆ ก่อนที่ลูกคลื่นจะก้าวลงบันไดร่างสูงสง่าในชุดช็อปมหาลัยสีกรมเข้มทับเสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ด้านบนอกมีปักตราสัญลักษณ์คณะวิศวกรรมเขาสวมกางเกงยีนส์เข้มดูแม่ที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหารเงยหน้าขึ้นเห็นเข้าก็เอ่ยทักทันที“จะไปแล้วเหรอลูก รอน้องก่อนสิ”“ให้เธอไปเองเถอะ”“นั่นไงน้องลงมาแล้ว ไหน ๆ ลูกก็ขับรถไปอยู่แล้ว ให้น้องติดรถไปด้วยจะเป็นอะไรไป”เฌอรีนเดินลงมาในชุดนักศึกษาสะอาดเรียบร้อยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้นพับอย่างเรียบ กระโปรงพลีทยาวเหนือเข่าเล็กน้อยสะพายกระเป๋าเป้สีดำไว้ข้างหนึ่ง ใบหน้าแต่งเติมเครื่องสำอางเพียงเล็กน้อยแม่รีบเอ่ยเสียงอบอุ่น“ไปด้วยกันเถอะลูก รถคันเดียวก็ถึงพร้อมกัน จะได้ไม่เปลือง”เฌอรีนยิ้มบาง ๆ อย่างเก้อเขิน เอ่ยเบาแทบไม่พ้นริมฝีปาก“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูไปเองก็ได้…”“นั่นไง เธอบอกแล้วว่าจะไปเอง งั้นผมขอตัวนะครับ”“เดี๋ยว...รับน้องไปด้วย ตอนบ่ายแม่จะกลับต่างประเทศแล้ว ยังไงก็ฝาก
ตอนที่ 1เรื่องที่ซวยที่สุดในชีวิตณ บ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาโบราณที่เดินไปตามเวลาอย่างเชื่องช้าประตูห้องด้านบนเปิดออกช้า ๆ ก่อนที่ลูกคลื่นจะปรากฏตัวร่างสูงโปร่งสมส่วนในชุดเชิ้ตเข้ารูปสีเข้มกับกางเกงสแลคที่ตัดเย็บอย่างเนี๊ยบใบหน้าหล่อชวนให้คนมองรู้สึกต้องมนตร์คิ้วเข้มได้รูปขับเน้นดวงตาคมลึกสีดำสนิทที่เหมือนเก็บความคิดนับร้อยไว้ภายใน จมูกโด่งคมชัดราวกับสลักด้วยช่างฝีมือ ริมฝีปากบางกระจับที่แม้ไม่จำเป็นต้องยกยิ้มก็ยังชวนให้ใจสั่น หากบังเอิญแย้มยิ้มเพียงนิดเดียวก็ราวกับทั้งห้องสว่างขึ้นทันทีชายหนุ่มสวมเพียงนาฬิกาข้อมือเรือนหรูบนข้อมือเรียวยาว แต่กลับยิ่งขับภาพลักษณ์ให้ดูภูมิฐานเมื่อสายตาคมกริบสบกับมารดาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำทักทาย ก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะด้วยท่วงท่าที่เรียบง่าย“ไม่คิดว่าแม่จะกลับมา”เขาเอ่ยขึ้นเพียงสั้น ๆ ไม่ได้เงยมองหน้าผู้เป็นแม่แต่อย่างใด“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ แม่ก็มาหาลูกทุกเดือนอยู่แล้ว อย่าน้อยใจไปเลย นี่ก็จะขึ้นปีสามแล้ว ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย แม่มาตั้งแต่เมื่อคืน ไม่เห็นแกอยู่บ้านช่อง ไปหมกมุ่นอยู่แต่ในผับบาร







