ログイン"เสร็จหรือยังพาย ของมีแค่นี้ใช่ไหม"
"อืม เสร็จแล้ว มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดนั่นแหละ" เสียงทุ้มเอ่ยถามขณะที่มือหนากำลังรูดซิปกระเป๋าเดินทางใบเล็กให้เรียบร้อย วันนี้เป็นวันที่พะพายได้รับอนุญาตจากคุณหมอให้กลับบ้านได้ และแน่นอนว่าคนแรกที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ไม่ใช่ว่าเขาเพิ่งมารับ แต่เกียร์ไม่เคยห่างเธอไปไหนเลยต่างหาก ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาคอยกิน นอน และเฝ้าไข้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ตลอดเวลา พะพายเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สบายๆ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวและอมทุกข์เริ่มมีสีสันและดูสดใสขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แม้ดวงตาจะยังคงหลงเหลือร่องรอยของความอ่อนล้าอยู่บ้างก็ตาม "มา กูถือเอง มึงเดินตัวปลิวไปเถอะ แขนยังเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือไง" เกียร์อาสาถือกระเป๋าและถุงยาใบใหญ่ไว้ในมือทั้งสองข้าง ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้เธอเดินนำหน้าไป พะพายมองการกระทำนั้นแล้วก็อดรู้สึกอบอุ่นในใจไม่ได้ เธอเดินตามเขาไปตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล จนกระทั่งลงมาถึงลานจอดรถด้านล่าง เกียร์จัดการโยนกระเป๋าไว้ที่เบาะหลัง ก่อนจะปิดประตูรถจนเกิดเสียงดัง ทว่าเมื่อเขาหันกลับมา ก็พบว่าร่างเล็กยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ยอมเดินมาขึ้นรถ "เป็นอะไร ลืมของเหรอ?" เกียร์ขมวดคิ้วถาม เดินเข้าไปใกล้คนที่ยืนก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง "เกียร์..." พะพายเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาก่อนจะพูดเสียงแผ่ว "กู... ยังไม่อยากกลับคอนโดเลย กูไม่อยากไปอยู่เงียบๆคนเดียว" ความเงียบคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพะพายในเวลานี้ เธอรู้ดีว่าถ้าเธอกลับไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่มีใคร ความคิดฟุ้งซ่านและภาพฝันร้ายต่างๆจะต้องกลับมาเล่นงานเธออีกแน่ๆ แค่คิดว่าจะต้องนั่งมองกำแพงห้องเพียงลำพัง หัวใจของเธอก็เริ่มบีบรัดด้วยความหวาดกลัว เกียร์มองเห็นความกังวลที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น เขาถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วเสนอทางเลือกด้วยน้ำเสียงสบายๆ "งั้น... ไปนั่งรถเล่นกับกูไหมล่ะ?" พะพายชะงักไปนิด ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองหน้าคนตัวสูง "มึงว่างเหรอ กูไม่อยากรบกวนมึงแล้วอะ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่แล้ว" เกียร์ได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเสียงขึ้นจมูก พูดด้วยท่าทีขี้เล่นกวนประสาทตามสไตล์ของเขา "โห... กูดูแลมึงมาตั้งกี่วัน เพิ่งจะมาเกรงใจอะไรเอาตอนนี้วะ รู้สึกช้าจังว่ะมึงเนี่ย สมองกระทบกระเทือนด้วยปะเนี่ย" "จิ๊! ไอ้เกียร์!" พะพายจิ๊ปากอย่างขัดใจ ใบหน้าหวานมุ่ยลงทันทีเมื่อโดนกวนประสาทเข้าให้ เธอทำท่าจะยกมือขึ้นฟาดแขนแกร่ง แต่ก็ชะงักไว้เพราะยังเจ็บแผลอยู่ เกียร์เห็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดที่เริ่มกลับมาเป็นพะพายคนเดิมก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างชอบใจ เขาเอื้อมมือไปผลักหัวเธอเบาๆหนึ่งที "เอาเป็นว่าไปนั่งรถเล่นละกัน กูมีคาเฟ่ดีๆที่หนึ่งอยากพามึงไป รับรองว่าบรรยากาศดี ขึ้นรถดิ ยืนตากแดดเดี๋ยวก็เป็นลมล้มพับไปอีก กูไม่แบกนะเว้ย" พูดจบเกียร์ก็เดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้วขึ้นรถไปทันที พะพายได้แต่บ่นมุบมิบในลำคอ แต่ก็ยอมเปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับแต่โดยดี เธอเอื้อมมือไปดึงสายเข็มขัดนิรภัยมาคาด ก่อนจะไม่วายหันไปแซะคนที่กำลังสตาร์ทรถอยู่ "มึงนี่นะ... ปกติผู้ชายเวลาเขามากับผู้หญิง เขาต้องเดินมาเปิดประตูรถให้ แล้วก็โน้มตัวมารัดเข็มขัดให้แบบโรแมนติกๆงี้ แต่มึงนี่ไม่ทำเลย ทื่อเป็นท่อนไม้" เกียร์หมุนพวงมาลัยพารถเคลื่อนตัวออกจากช่องจอด เขาเหลือบตามองคนช่างติเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "ใครบอกว่ากูไม่ทำ กูก็ทำนะ" "ทำบ้าอะไร กูเปิดเองคาดเองเนี่ย" "กูก็ทำไง... แค่ไม่ใช่กับมึง กูทำแค่กับคนน่ารักเว้ย เข้าใจปะ" เกียร์ลอยหน้าลอยตาตอบ พร้อมกับผิวปากอย่างอารมณ์ดี "ไอ้เกียร์!!" พะพายแหวเสียงหลง หันขวับมาถลึงตาใส่คนขับรถทันที "มึงจะบอกว่ากูไม่น่ารักหรอ ดูดิ๊ หน้าตาออกจะสวย กูน่ารักจะตาย! ฮึ่ย! ตาต่ำจริงๆ" พะพายบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะกอดอกแน่นแล้วสะบัดหน้าหันไปมองวิวข้างทางด้วยความหมั่นไส้ ทำเอาเกียร์ที่ลอบมองใบหน้าง้ำงอของเธอผ่านกระจกมองหลังถึงกับหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ‘ก็น่ารักจริงๆนั่นแหละ... น่ารักมาตั้งนานแล้ว’ เขาคิดในใจ แต่ก็เลือกที่จะเก็บคำพูดนั้นไว้ ไม่ปล่อยให้มันหลุดรอดออกไปให้อีกฝ่ายได้ยิน รถคันหรูแล่นไปตามถนนเส้นหลัก ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยย่อยที่ค่อนข้างเงียบสงบ สองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ขับเข้ามาไม่ลึกนัก เกียร์ก็เลี้ยวรถเข้ามาจอดที่หน้าร้านคาเฟ่ที่ตัวร้านเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวสะอาดตา ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้และต้นไม้สีเขียวขจี บรรยากาศดูอบอุ่นและผ่อนคลายราวกับหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง "ถึงแล้ว ลงมาดิ" เกียร์ดับเครื่องยนต์แล้วเดินลงจากรถ พะพายเปิดประตูตามลงมา เธอสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆรู้สึกได้ถึงความสงบที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัว เมื่อเดินเข้ามาภายในร้าน กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วบดและขนมอบใหม่ๆก็ลอยมาแตะจมูก ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อน ดูโปร่งโล่งและสบายตา เกียร์เดินนำพะพายไปที่เคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่ม "เอาชาพีชเย็นหวานน้อย แก้วนึงครับ แล้วก็อเมริกาโน่เย็นไม่หวานแก้วนึง" เกียร์สั่งเมนูออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องหันมาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆเลยสักคำ พะพายเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาตอนที่กำลังหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายเงินด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ผู้ชายคนนี้จำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเธอได้เสมอ ทั้งๆที่บางครั้งเธอก็ไม่เคยบอกเขาด้วยซ้ำ หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เกียร์ก็หันมาหาคนตัวเล็กที่ยืนทำตาปริบๆอยู่ "ที่นี่มีโซนให้วาดรูประบายสีด้วยนะ อยู่หลังร้าน บรรยากาศโคตรดี ไปทำกัน" พะพายเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองสลับกับชี้ไปที่หน้าเกียร์ "เดี๋ยวนะ... มึงเนี่ยนะ ชวนกูระบายสี? ร้อยวันพันปีเห็นจับแต่ไขควงกับประแจ วันนี้ผีศิลปินเข้าสิงหรือไง" เกียร์ชะงักไปนิดเมื่อโดนทัก เขายืนนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อภาพในหัวย้อนกลับไปถึงบทสนทนากับจิตแพทย์เจ้าของไข้พะพายเมื่อสองวันก่อน ‘คนไข้มีภาวะอารมณ์ที่รุนแรงและเปราะบางมากนะครับ นอกจากการใช้ยาแล้ว หมอแนะนำให้หากิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจสงบและจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การทำงานศิลปะ การวาดภาพ หรือระบายสี มันจะช่วยลดความเครียดและเป็นทางออกในการระบายอารมณ์ได้ดีครับ...’ เพราะคำแนะนำนั้น เขาถึงยอมเสียเวลาขับรถตระเวนหาคาเฟ่ที่มีโซนทำงานศิลปะเงียบๆจนมาเจอที่นี่ เขาแค่อยากให้เธอมีที่พักพิงทางใจ อยากให้เธอได้ผ่อนคลายจากความหนักอึ้งที่แบกรับเอาไว้ "เกียร์... ไอ้เกียร์! มึงเหม่ออะไรเนี่ย" เสียงเรียกซ้ำๆและมือเล็กที่โบกไปมาตรงหน้าทำให้เกียร์สะดุ้งหลุดจากภวังค์ เขาทำหน้านิ่ง ปรับอารมณ์กลับมาเป็นผู้ชายกวนประสาทคนเดิมอย่างรวดเร็ว "ทำไมวะ คนหล่อๆเท่ๆแบบกู จะวาดภาพระบายสีบ้างไม่ได้หรือไง กูอาจจะมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่ก็ได้ ใครจะไปรู้" "แหวะ หลงตัวเองชิบหาย" พะพายทำท่าจะอ้วกใส่ความมั่นหน้าของเพื่อนสนิท จนเกียร์หัวเราะหึๆก่อนที่พนักงานจะเรียกให้ไปรับเครื่องดื่มพอดี "ชาพีชเย็นกับอเมริกาโน่เย็นได้แล้วค่ะ" "เดี๋ยวกูถือเอง มึงเดินไปหาที่นั่งตรงโซนข้างหลังเลย" เกียร์รับแก้วน้ำทั้งสองใบมาถือไว้ในมือ แล้วพยักพเยิดหน้าให้พะพายเดินนำไป โซนหลังร้านเป็นลานไม้กว้างที่ยื่นออกไปติดกับริมคลองเล็กๆ มีร่มไม้ใหญ่คอยให้ความร่มรื่น บนพื้นปูด้วยหญ้าเทียมสีเขียว มีขาตั้งวาดรูปและผ้าใบแคนวาสหลายขนาดวางเรียงรายอยู่ พร้อมกับอุปกรณ์ระบายสีที่เตรียมไว้ให้อย่างครบครัน บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องและเสียงน้ำไหลเบาๆ ทั้งสองคนเลือกมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวใต้ต้นไม้ใหญ่ เกียร์จัดแจงวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะเล็กๆข้างๆ ก่อนจะช่วยพะพายเลือกสีและพู่กัน เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พะพายจดจ่ออยู่กับการผสมสีและปาดพู่กันลงบนผืนผ้าใบอย่างตั้งใจ ภาพตรงหน้าคือดอกไม้สีสันสดใสที่เบ่งบานรับแสงแดด ใบหน้าที่เคยตึงเครียดของเธอในตอนนี้ดูผ่อนคลายลงมาก ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่ ดวงตาที่เคยมืดมนเริ่มทอประกายความสุขเล็กๆออกมาให้เห็น เกียร์นั่งอยู่ข้างๆแกล้งทำเป็นวาดรูปกิ่งไม้แห้งๆของตัวเองไปเรื่อยเปื่อย แต่สายตากลับลอบมองใบหน้าหวานของคนข้างกายอยู่ตลอดเวลา การที่ได้เห็นพะพายดูสงบและใจเย็นลง มันทำให้ความกังวลในใจของเขาถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบ เกียร์ละสายตาจากพะพาย หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อของเพื่อนสนิทอีกคน... ซีน (Seen: มึง พายออกจากโรงพยาบาลแล้วใช่ไหม อาการเป็นไงบ้างวะ) (Seen: ฝากขอโทษพายด้วยที่กูไม่ได้ไปเยี่ยม กูยังไม่อยากเข้าไปเจอหน้าพายตอนนี้ กลัวจะทะเลาะกันอีก) เกียร์อ่านข้อความนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ความรู้สึกไม่พอใจก่อตัวขึ้นเงียบๆ เขาเข้าใจว่าซีนมีสิทธิ์ที่จะโกรธและต้องปกป้องมีนา แต่การทิ้งคนที่ตัวเองสัญญาว่าจะดูแลให้จมอยู่กับความรู้สึกผิดเพียงลำพัง มันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยเห็นด้วยนัก สิ่งที่ซีนควรทำ คือทำทุกอย่างให้มันชัดเจนแต่แรกต่างหาก แต่เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว ซีนเองก็เป็นเพื่อนเขา ในเมื่อมันแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็แค่ทำวันนี้และวันข้างหน้าให้ดีขึ้น นิ้วเรียวยาวพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา (Gear : มันโอเคขึ้นแล้ว) (Gear: มึงเคลียร์เรื่องมีนาเถอะ พายเดี๋ยวกูจัดการเอง ไม่ต้องห่วง) หลังจากกดส่งข้อความเสร็จ เกียร์ก็ทำการคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทันที เขาไม่อยากให้อะไรเข้ามาทำลายบรรยากาศดีๆในตอนนี้ เขาอยากให้โลกของพะพายในวันนี้ มีแค่ความสงบ มีแค่ศิลปะ... และมีแค่เขา เกียร์หันกลับมามองคนที่กำลังตั้งใจระบายสีอีกครั้ง แสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบเสี้ยวหน้าของพะพาย ทำให้เธอดูงดงามราวกับภาพวาดในแกลเลอรี จู่ๆพะพายก็หยุดมือ เธอวางพู่กันลงในถังน้ำล้างสี ก่อนจะหันมามองเกียร์ที่กำลังจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตากลมคู่สวยสบประสานกับดวงตาคมกริบของคนข้างกายอย่างมีความหมาย "เกียร์..." น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความจริงใจ "ขอบคุณนะมึง... ขอบคุณที่ยังอยู่กับกู ทั้งๆที่กูทำตัวแย่ขนาดนี้ ขอบคุณจริงๆ" คำขอบคุณที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เกียร์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เคยเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ตอนนี้มันมีเพียงความซาบซึ้งและอ่อนโยน เขาเห็นภาพสะท้อนของตัวเองอยู่ในดวงตาคู่นั้น หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น ความรู้สึกมากมายที่พยายามเก็บซ่อนไว้มันตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะทะลัก เขากลัว... กลัวว่าถ้าจ้องตาเธอไปมากกว่านี้ เขาจะเผลอทำอะไรที่เกินเลยกว่าคำว่าเพื่อนลงไป และก่อนที่บรรยากาศมันจะจริงจังและตึงเครียดไปมากกว่านี้ เกียร์ก็ตัดสินใจใช้วิธีเดิมๆของเขา... วิธีที่ใช้กลบเกลื่อนความรู้สึกมาตลอดหลายปี เขาเอื้อมมือไปแตะปลายนิ้วชี้ลงบนจานสีที่พะพายผสมเอาไว้ ซึ่งเป็นสีชมพูบานเย็นสดใส ก่อนจะยื่นมือออกไปป้ายมันลงบนปลายจมูกรั้นของคนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ป้าบ! "เฮ้ย!" พะพายสะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นและเหนียวเหนอะหนะบนจมูก เธอรีบยกมือขึ้นจับหน้าตัวเอง ก่อนจะมองปลายนิ้วที่เปื้อนสีชมพูด้วยความตกตะลึง "ไอ้เกียร์! มึงทำบ้าอะไรเนี่ย!" เกียร์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นลานวาดภาพ "ฮ่าๆๆๆ หน้ามึงโคตรตลกเลยว่ะพาย เหมือนตัวตลกในคณะละครสัตว์เลย ฮ่าๆๆๆ" "ไอ้เพื่อนเวร! มึงตายแน่!" อารมณ์ซึ้งเมื่อครู่แตกกระเจิงหายไปในพริบตา พะพายคว้ารีบพู่กันที่ชุ่มไปด้วยสีน้ำเงินขึ้นมา แล้วลุกขึ้นวิ่งไล่กวดผู้ชายตัวโตที่ออกตัววิ่งหนีนำไปก่อนแล้ว "แน่จริงก็อย่าหนีดิเว้ย! มาให้กูป้ายคืนเดี๋ยวนี้!" พะพายตะโกนลั่น วิ่งไล่ตามเกียร์ไปรอบๆต้นไม้ใหญ่ "ใครจะอยู่ให้มึงป้ายวะ แบร่!" เกียร์หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ ยิ่งกวนประสาทให้คนที่วิ่งตามโมโหหนักกว่าเดิม ทั้งสองคนวิ่งไล่จับกันไปมาบนลานหญ้าเทียม เสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย และรอยยิ้มที่สดใส ก้องกังวานไปทั่วบริเวณคาเฟ่ เกียร์ยอมวิ่งเหยาะๆเพื่อให้คนตัวเล็กที่เพิ่งฟื้นไข้ตามทัน เขาแกล้งทำเป็นสะดุดให้พะพายเอื้อมมือมาป้ายสีลงบนแก้มของเขาได้สำเร็จ "ฮ่าๆๆ โดนแล้ว! สมน้ำหน้า!" พะพายหัวเราะจนตัวงอ หอบหายใจแฮ่กๆ แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เกียร์ยกมือขึ้นเช็ดสีที่เลอะแก้มตัวเองลวกๆ เขามองดูผู้หญิงที่กำลังยืนหัวเราะร่าอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มกว้างของเธอเปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในหัวใจของเขา ถ้าการกวนประสาทและทำตัวเป็นเด็กๆจะสามารถเรียกรอยยิ้มที่สดใสขนาดนี้กลับมาบนใบหน้าของพะพายได้ เกียร์ก็ยอมเป็นไอ้บ้ากวนโอ๊ยแบบนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละ ขอแค่เพียงให้โลกของเธอ... มีความสุขและมีเขาอยู่ข้างๆก็พอ"จ้องหน้าพายขนาดนี้ กะจะกลืนพายลงท้องไปเลยหรือไงเกียร์""ถ้ากลืนได้กูกลืนไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้มึงมานอนบ่นกูฉอดๆ อยู่บนเตียงแบบนี้หรอกน่า"เสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าดังขึ้นพร้อมกับท่อนแขนแกร่งที่กระชับกอดรัดเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบชิดมากยิ่งขึ้นแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่เข้ามาภายในห้องนอนกว้าง กระทบกับร่างสองร่างที่ยังคงนอนตระกองกอดกันอยู่บนเตียงคิงไซส์พะพายขยับตัวยุกยิกอยู่ในอ้อมกอดของเกียร์ เธอเงยหน้าขึ้นจากแผงอกกว้าง สบตากับนัยน์ตาคมกริบที่กำลังทอดมองมาที่เธอด้วยความรักที่ปิดไม่มิด รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากของคนที่เพิ่งตื่นนอน"ปล่อยเลย พายจะลุกไปอาบน้ำแล้ว สายป่านนี้แล้วเนี่ย" พะพายดันแผงอกเขาเบาๆ"ไม่อาววว วันนี้วันหยุด มึงจะรีบตื่นไปไหนวะ นอนกอดกันต่ออีกนิดนึงไม่ได้หรือไง"เกียร์ลากเสียงยาวอย่างออดอ้อน ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่เนียนและซอกคอหอมกรุ่นของแฟนสาวอย่างเอาแต่ใจ"ไอ้บ้าเกียร์ หนวดทิ่มคอพายเนี่ย! จั๊กจี้นะ!"พะพายหัวเราะคิกคัก พยายามหดคอหนีสัมผัสสากๆ จากไรหนวดที่เพิ่งขึ้นบางๆ ของเขา"ก็ใครใช้ให้มึงตัวหอมขนาดนี้วะพาย กูดมเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอเลยจริงๆ""เวอร์ละมึงอะ น
"เล่ามาให้หมด ว่าพวกเธอร่วมมือกันทำบ้าอะไรลงไป พูดความจริงออกมา อย่าให้กูต้องหมดความอดทน"เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของเกียร์ดังก้องไปทั่วห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษ นัยน์ตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งไปยังร่างของเธอสองคนที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นห้อง โดยมีโซ่กับซีนยืนกอดอกตีหน้าขรึมคุมเชิงอยู่ด้านหลังบนเตียงผู้ป่วย เกียร์ยังคงนั่งพิงหัวเตียงโดยมีร่างเล็กของพะพายซุกตัวอยู่ในอ้อมกอด ท่อนแขนแกร่งของเขาโอบรัดรอบเอวบางเอาไว้แน่นราวกับจะปกป้องเธอจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้"ฮึก แยม แยมขอโทษค่ะพี่เกียร์"แยมสะอื้นไห้จนตัวโยน ใบหน้าที่เคยสะสวยและเย่อหยิ่งบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว"แยมไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้ แยมก็แค่อยาก... อยากจะหาโอกาสเข้าไปดูแลพี่เกียร์ตอนที่พี่พายไม่อยู่ แยมแค่อยากให้พี่เกียร์หันมามองแยมบ้าง""แล้วมึงก็เลยกล้าใช้ชื่อกูไปแอบอ้างกับพนักงานข้างล่างงั้นสิ?"พะพายที่นั่งพิงอกเกียร์อยู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้เกรี้ยวกราดเหมือนเมื่อก่อน แต่แววตาของเธอก็ยังคงมีความเด็ดขาด"หนู... หนูขอโทษค่ะคุณพาย!" พนักงานต้อนรับที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง
"ไอ้ซีน กูมีเรื่องอยากให้มึงช่วยหน่อยว่ะ"น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าจากพิษไข้ เอ่ยทำลายความเงียบงันภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลเกียร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง นัยน์ตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวและดุดัน บัดนี้ทอดมองเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของคนที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวฝ่ามือหนาที่ยังคงรุมๆ ด้วยอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย เอื้อมไปลูบกลุ่มผมยาวสลวยของพะพายอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุดก่อนที่เขาจะเลื่อนมือลงมากอบกุมฝ่ามือเล็กที่เย็นเฉียบเอาไว้ ยกมันขึ้นมาจรดริมฝีปาก ประทับรอยจุมพิตลงบนหลังมือของเธอเนิ่นนาน ราวกับต้องการถ่ายทอดความรู้สึกผิดและความรักทั้งหมดที่มีส่งผ่านไปให้ถึงหัวใจของคนหลับเกียร์ค่อยๆ ละริมฝีปากออก ก่อนจะหันขวับไปสบตากับซีนที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องอยู่ไม่ไกล แววตาของเกียร์แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นเยียบจนน่าขนลุก"กูต้องการให้แยมได้รับบทเรียน บทเรียนที่สาสมกับสิ่งที่มันทำ ให้มันรู้ว่าการล้ำเส้นและทำให้พายเป็นแบบนี้ มันจะต้องเจอกับอะไร มึงจัดการให้กูทีนะไอ้ซีน เอาให้มันไม่มีที่ยืนไปเลย"ซีนพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นโดยไม่ต้องเสียเ
"หมอครับ! พยาบาล! ช่วยแฟนผมด้วยครับ พาย... พายได้ยินกูไหม แข็งใจไว้นะพาย"เสียงทุ้มที่แหบพร่าและสั่นเครือตะโกนลั่นไปทั่วบริเวณโถงทางเดินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังร่างสูงใหญ่ของเกียร์ที่กำลังถูกเผาผลาญด้วยพิษไข้ขั้นรุนแรง อุ้มร่างเล็กที่หมดสติและสั่นเกร็งของพะพายวิ่งฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยความรวดเร็วและตื่นตระหนกสุดขีดในเวลานี้เขาลืมความเจ็บป่วยของตัวเองไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณเดียวที่หลงเหลืออยู่ในหัวคือ เขาต้องช่วยผู้หญิงในอ้อมกอดให้ปลอดภัยให้เร็วที่สุดบุรุษพยาบาลและทีมแพทย์ฉุกเฉินรีบเข็นเตียงมารับร่างของพะพายอย่างรวดเร็ว เกียร์วางร่างของแฟนสาวลงบนเตียงด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาคมกริบที่แดงก่ำจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของคนรักไม่วางตา ขณะที่เตียงกำลังถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉิน"ญาติรออยู่ด้านนอกก่อนนะคะ เข้าไปไม่ได้ค่ะ" พยาบาลดึงแขนของเกียร์เอาไว้เมื่อเขากำลังจะก้าวตามเข้าไปเกียร์ชะงักฝีเท้า เขาจับขอบประตูห้องฉุกเฉินเอาไว้แน่น ก่อนจะช้อนสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเว้าวอนมองหน้าคุณหมอเวรที่กำลังจะเดินตามเข้าไป"หมอครับ ฝากเขาด้วยนะครับหมอ ฝากชีวิตแฟนผมด้วยนะครับ""ไม่ต้องห่วงครับ หมอจะดูแลอย
"มีนา ฮึก พี่ขอโทษ พี่ขอโทษจริงๆ นะมีนา ฮือออ"เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังขึ้นทันทีที่บานประตูห้องเปิดออก ร่างเล็กของพะพายที่ทรุดตัวนั่งอยู่บนพื้นห้องโผเข้ากอดเอวของมีนาเอาไว้แน่น น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักอาบสองแก้มจนเปรอะเปื้อนเสื้อของรุ่นน้องสาวจนชุ่มชื้นไปหมดมีนาที่เพิ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพร้อมกับเจ้าขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอรีบทิ้งกระเป๋าสะพายลงบนพื้นแล้วคุกเข่าลงไปกอดตอบรุ่นพี่สาวเอาไว้แน่น"พี่พาย... พี่พายใจเย็นๆ นะคะ เกิดอะไรขึ้น ทำไมร้องไห้หนักขนาดนี้?" มีนาเอ่ยถามเสียงสั่น ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านของพะพายอย่างอ่อนโยน"ฮือออ พี่เข้าใจแล้วมีนา พี่รู้ซึ้งแล้วว่าความเจ็บปวดมันเป็นยังไง ฮึก พี่ขอโทษที่พี่เคยทำเลวกับมีนานะ พี่ขอโทษที่พี่เคยทำให้มีนากับซีนต้องเข้าใจผิดกัน ฮือออ พี่มันเลว พี่มันสมควรโดนแบบนี้แล้วใช่ไหม"พะพายพร่ำบอกคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกผิดบาปในอดีตที่เธอเคยจงใจเข้าไปสวมกอดซีนตอนที่เขาหลับเพื่อทำให้มีนาเข้าใจผิด มันย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเธอเองในวันนี้วันที่เธอต้องมาเผชิญกับภาพบาดตาบาดใจในรูปแบบเดียวกัน เธอกำลังชดใช้กรรมใช่ไหม นี่คือสิ่งที่สวร
"ฮึก ไปคอนโดlilit ค่ะพี่ ฮือ"เสียงหวานที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น เอ่ยบอกจุดหมายปลายทางกับคนขับรถแท็กซี่ทันทีที่ก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะหลัง พะพายยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ร่างเล็กสั่นเทาไปทั้งตัวเธอวิ่งหนีออกมาจากคอนโดของเกียร์อย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ขาทั้งสองข้างก้าวสลับกันไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่เหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาตรงหน้า ภาพที่ผู้หญิงคนนั้นโน้มตัวลงไปหาเกียร์ และภาพที่ท่อนแขนแกร่งของเขายกขึ้นมาจับแขนของยัยแยมเอาไว้ มันฉายวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกตอกย้ำให้กรีดลึกเข้าไปในความรู้สึกทันทีที่แท็กซี่จอดเทียบหน้าคอนโดส่วนตัวของเธอ พะพายก็จ่ายเงินลวกๆ แล้วรีบวิ่งขึ้นลิฟต์ตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องของตัวเอง ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง ร่างบางก็ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นห้องอย่างหมดเรี่ยวแรง"ฮือออ ทำไม ทำไมมึงทำแบบนี้วะเกียร์ ฮึก"พะพายกอดเข่าตัวเองแน่น ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขนแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างน่าสงสาร ความเจ็บปวดที่ก่อตัวขึ้นในอกมันรุนแรงจนเธอแทบจะหายใจไม่ออก สองมือเล็กยกขึ้นมากำเสื้อบริเวณตำแหน่งหั







