LOGINเช้าวันต่อมา
เสียงถุงพลาสติกเสียดสีกันดังสวบสาบเมื่อม่านมุกวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง รูปร่างมีน้ำมีนวลในชุดเสื้อยืดและกางเกงวอร์มตัวโคร่งขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉง เธอจัดการเทข้าวต้มหมูใส่ชามใบกระเบื้อง เลื่อนไปตรงหน้าผู้ชายที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ในตำแหน่งเดิมราวกับถูกสตาฟไว้
เสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเขาถูกซักและตากจนแห้งแล้ว เธอนำมาให้เขาใส่ชั่วคราวไปก่อน แม้จะดูยับย่นไปบ้างแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนเจ็บนั่งเปลือยท่อนบนรับลมจากพัดลมเก่าๆ “กินข้าวต้มสิคุณ วันนี้ฉันซื้อร้านเจ้าอร่อยมาให้เลยนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามและตักข้าวต้มในชามของตัวเองเข้าปาก อวิ๋นหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเงียบๆ เขาไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อวานแล้ว ทว่านัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ม่านมุกเคี้ยวข้าวต้มจนแก้มตุ่ย พลางจ้องมองผู้ชายร่วมห้องอย่างพิจารณา ถึงเขาจะดูเรื่องเยอะและเข้าถึงยาก แต่การต้องอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อก็ดูจะแปลกเกินไปหน่อย หญิงสาวกลืนอาหารลงคอแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น “จะว่าไป เราอยู่ด้วยกันมาเข้าวันที่สองแล้ว ฉันยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการเลย” ม่านมุกวางช้อนลง วางมือทั้งสองข้างไว้บนตักและฉีกยิ้มเป็นมิตร “ฉันชื่อมุกดาพร เรียกสั้นๆ ว่ามุก หรือม่านมุกก็ได้ แล้วคุณล่ะชื่ออะไร” อวิ๋นชะงักมือที่กำลังตักข้าวต้ม เขารับรู้ได้ถึงความร่าเริงและจริงใจที่ส่งผ่านมาทางน้ำเสียงของผู้หญิงตรงหน้า ท่าทางของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือเคลือบแคลงสงสัย เหมือนแค่คนอยากผูกมิตรกับเพื่อนร่วมห้องเท่านั้น เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง การบอกชื่อจริงกับคนแปลกหน้าอาจไม่ใช่เรื่องฉลาดในสถานการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่รอคอยคำตอบ เขากลับเลือกที่จะบอกความจริงออกไปบางส่วน “อวิ๋น” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อวิ๋น” ม่านมุกทวนคำพลางพยักหน้าเบาๆ “ชื่อแปลกดี ไม่ค่อยเหมือนชื่อคนไทยเลย เป็นลูกครึ่งเหรอ” “อืม” เขาตัดบทสั้นๆ และตักข้าวต้มกินต่อ เป็นสัญญาณว่าไม่อยากตอบคำถามอะไรเพิ่มเติมอีก ม่านมุกยักไหล่ เธอไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าคนเจ็บจอมเรื่องมากคนนี้ชื่ออวิ๋น ช่วงบ่ายของวัน ม่านมุกนั่งจัดหนังสือเรียนและเอกสารติวสอบอยู่มุมห้อง ขณะที่อวิ๋นลุกขึ้นยืนและเดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง เขาแง้มผ้าม่านออกเพียงเล็กน้อย สายตากวาดมองออกไปด้านนอกอย่างละเอียด ท่าทางการยืน การวางน้ำหนักเท้า และความตื่นตัวของเขาดูเฉียบขาดเกินกว่าจะเป็นแค่คนดวงซวยที่ถูกวัยรุ่นดักปล้น ม่านมุกแอบลอบมองแผ่นหลังกว้างนั้นแล้วเกิดความสงสัยในใจ ผู้ชายคนนี้เหมือนมีสัญชาตญาณของการระวังภัยอยู่ในสายเลือด “คุณมองหาอะไรอยู่เหรอ” เธอทักขึ้นมาลอยๆ อวิ๋นปล่อยมือจากผ้าม่าน หันกลับมามองเธอ “เปล่า แค่ดูว่าแถวนี้มีคนพลุกพล่านไหม” “ซอยนี้คนไม่ค่อยเยอะหรอก ส่วนใหญ่ก็ต่างคนต่างอยู่” ม่านมุกตอบพลางเก็บสมุดใส่กระเป๋า “เดี๋ยวฉันจะออกไปซื้อยาทำแผลเพิ่มที่ร้านขายยาหน้าปากซอย คุณเอาอะไรไหม” “ไม่ต้อง” เขาตอบสั้นๆ “แล้วก็รีบไปรีบกลับ อย่าเถลไถล” ม่านมุกขมวดคิ้วนิดหน่อยกับน้ำเสียงที่คล้ายจะออกคำสั่ง แต่ก็ยอมพยักหน้ารับ เธอหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่งขึ้นสะพายและเดินออกจากห้องไป แม้จะยอมผูกมิตรจนรู้ชื่อของเขาแล้ว แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็สั่งให้เธอจัดการคล้องแม่กุญแจล็อกประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนาเหมือนเดิม เพื่อความไม่ประมาท ม่านมุกยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมขณะเดินกางร่มไปตามทางเดินแคบๆ ของซอยที่คุ้นเคย เธอแวะซื้อยาและอุปกรณ์ทำแผลจนครบถ้วน ขากลับเธอตั้งใจจะเดินลัดเลาะไปอีกซอยเพื่อซื้อขนมครกเจ้าประจำ ทว่าเพิ่งเลี้ยวพ้นหัวมุมตึกแถวเก่าๆ เธอก็ต้องชะงักฝีเท้า ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเสื้อแจ็กเกตสีเข้มยืนขวางทางเดินอยู่ พวกเขามีท่าทีคุกคามและกำลังสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังตามหาใครบางคน หนึ่งในนั้นหันมาสบตากับม่านมุกพอดี “เฮ้ย น้องสาว” ชายคนที่มีรอยแผลเป็นเหนือคิ้วส่งเสียงเรียกพลางเดินตรงเข้ามาหา “แถวนี้มีคลินิกเถื่อนหรือพวกหมอกระเป๋าบ้างไหม” ม่านมุกใจหล่นวูบ สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ หญิงสาวพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติและส่ายหัว “ไม่รู้อ่ะพี่ แถวนี้มีแต่ร้านขายยาหน้าปากซอย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงซื่อๆ และเบี่ยงตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง “เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน” ชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวพรวดเข้ามาขวางทาง มือหยาบกร้านเอื้อมมาคว้าท่อนแขนอวบของม่านมุกเอาไว้แน่น “แถวนี้มีคนเจ็บหนักผ่านมาบ้างหรือเปล่า หน้าตาหล่อๆ มีแผลโดนฟัน ถ้าโกหกแกเจ็บตัวแน่”ม่านมุกก้าวเข้ามาในโซนครัวเล็กๆ ริมระเบียงพร้อมกับหยิบกระทะไฟฟ้าใบเก่าขึ้นมาตั้งไฟ หญิงสาวเทน้ำมันลงไปเล็กน้อย เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อเธอโยนกระเทียมสับและเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้เย็นลงไปผัดกลิ่นหอมของการคั่วกระเทียมและเนื้อสัตว์คลุ้งไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ร่างอวบอิ่มตอกไข่ไก่ลงไปสองฟอง คั่วจนสุกเหลืองแล้วใส่ข้าวสวยค้างคืนลงไปผัดคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ทอดไข่ดาวกรอบๆ เพิ่มอีกสองฟองเพื่อความสมบูรณ์แบบของมื้ออาหารม่านมุกจัดการตักข้าวผัดหมูควันฉุยแบ่งใส่จานสองใบ เธอตั้งใจตักข้าวและเนื้อหมูชิ้นโตๆ ใส่ในจานใบแรกจนพูน โปะหน้าด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าคนเจ็บที่นั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆ ส่วนจานของตัวเองกลับมีเพียงข้าวผัดที่มีวิญญาณหมูติดมานิดหน่อยและไข่ดาวหนึ่งฟอง“กินสิ ข้าวผัดหมูไข่ดาว ฉันทำเองค่ะ” เธอเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม
"พวกนั้น... จะกลับมาอีกไหม" เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ อวิ๋นส่ายหัวช้าๆ "พวกมันเป็นแค่นักเลงปลายแถว รับเงินมาเพื่อสืบข่าวและตามหาตัวฉันเท่านั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย โดนอัดไปขนาดนั้นคงไม่กล้ากลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีกพักใหญ่" "แล้วคนที่จ้างพวกมันมาล่ะ" "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีจัดการของฉันเอง" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่มั่นคง "ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเธอ เธอช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันไม่มีวันเนรคุณ" ม่านมุกแค่นเสียงในลำคอ "ฉันก็ไม่ได้อยากมีบุญคุณอะไรกับคุณหรอกนะ แค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไปวันๆ ทำงานหาเงินจ่ายค่าห้องก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องพวกนี้อีก" "ฉันขอโทษ" คำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักทำเอาม่านมุกชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวและอันตรายอย่างเขาจะยอมเอ่ยคำนี้ออกมาง่ายๆ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความจริงจังจนเธอต้องหลบสายตาไปทางอื่น"ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันดวงซวยเองก็แล้วกัน" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบถุงกับข้าวที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง "กินข้าวกันดีกว่า ฉันหิว
ม่านมุกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมือหยาบกร้านของนักเลงบีบท่อนแขนของเธอแน่นขึ้น“ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามสะบัดแขนออกแต่ก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ชายที่มีรอยแผลเป็นง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเค้นเอาคำตอบ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาดำของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากซอกตึกด้านหลัง ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มตัวเก่าที่ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะมิดชิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีดำสนิทจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์อวิ๋นไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนในตอนแรก แต่เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยทำงาน เขาจึงลอบมองผ่านหน้าต่างและเห็นว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มจึงไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้การออกจากห้องเช่าที่ถูกคล้องแม่กุญแจล็อกจากด้านนอกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ชายหนุ่มเดินไปทางพื้นที่ซักล้างด้านหลังห้องซึ่งมีเพียงกำแพงปูนเก่าๆ กั้นอาณาเขตไว้ เขาหยิบเสื้อฮู้ดและหน้ากากมาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจะใช้สองมือยันขอบกำแพงแล้วออกแรงกระโดดข้ามออกมาอย่างง่ายดาย แม้จะสะเทือนแผลที่สีข้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค"กำแพงเตี้ยขนาดนี้ใครปีนเข้า
เช้าวันต่อมาเสียงถุงพลาสติกเสียดสีกันดังสวบสาบเมื่อม่านมุกวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง รูปร่างมีน้ำมีนวลในชุดเสื้อยืดและกางเกงวอร์มตัวโคร่งขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉง เธอจัดการเทข้าวต้มหมูใส่ชามใบกระเบื้อง เลื่อนไปตรงหน้าผู้ชายที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ในตำแหน่งเดิมราวกับถูกสตาฟไว้ เสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเขาถูกซักและตากจนแห้งแล้ว เธอนำมาให้เขาใส่ชั่วคราวไปก่อน แม้จะดูยับย่นไปบ้างแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนเจ็บนั่งเปลือยท่อนบนรับลมจากพัดลมเก่าๆ“กินข้าวต้มสิคุณ วันนี้ฉันซื้อร้านเจ้าอร่อยมาให้เลยนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามและตักข้าวต้มในชามของตัวเองเข้าปากอวิ๋นหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเงียบๆ เขาไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อวานแล้ว ทว่านัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาม่านมุกเคี้ยวข้าวต้มจนแก้มตุ่ย พลางจ้องมองผู้ชายร่วมห้องอย่างพิจารณา ถึงเขาจะดูเรื่องเยอะและเข้าถึงยาก แต่การต้องอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อก็ดูจะแปลกเกินไปหน่อย หญิงสาวกลืนอาหารลงคอแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น“จะว่าไป เราอยู่ด้วยกันมาเข้า
นิ้วเรียวยาวกดหน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ตรงมุมห้องใกล้กับกองหนังสือเรียน ความเจ็บปวดจากแผลที่สีข้างยังคงรบกวนการเคลื่อนไหว แต่อวิ๋นชินชากับความเจ็บปวดระดับนี้ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท เมื่อแน่ใจว่าเจ้าของห้องยังไม่ออกมา เขาจึงจัดการปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ โชคดีที่เธอไม่ได้ตั้งรหัสผ่านอะไรไว้อวิ๋นเปิดเบราว์เซอร์เข้าสู่ระบบเครือข่ายลับที่เขาตั้งค่าไว้กับลูกน้องคนสนิท พิมพ์ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่ตัวอักษรเพื่อระบุพิกัดที่อยู่ปัจจุบันและสถานะความปลอดภัยของตัวเอง ส่งตรงไปยังเครือข่ายของตระกูลเหลียงสมองของบอสใหญ่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว การลอบโจมตีเมื่อคืนแม่นยำและกะทันหันเกินไป เส้นทางการเดินทางของเขาเป็นความลับระดับสูง มีเพียงคนในระดับหัวกะทิไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ นั่นหมายความว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การหวนกลับไปปรากฏตัวในตอนนี้เท่ากับเดินกลับไปเข้าค่ายกลของศัตรู เขาจำเป็นต้องแกล้งหายสาบสูญไปสักพัก เพื่อล่อให้พวกงูพิษเผยหางออกมา และห้องเช่าซอมซ่อของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ ก็คือจุดบอดที่ปลอดภัยที่สุดที่ไม่มีใครคาดคิดถึงชายห
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปชั่วขณะ เมื่อม่านมุกตอกกลับด้วยประโยคที่ว่าเธอคือคนที่เก็บเขากลับมา อวิ๋นยังคงนั่งพิงผนังด้วยท่าทีระแวดระวัง นัยน์ตาสีเข้มดุดันจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ ม่านมุกไม่ได้สนใจสายตาคุกคามนั้น เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทรวดทรงอวบอิ่มตามแบบฉบับคนเจ้าเนื้อขยับไปมาขณะที่เธอเดินไปหยิบขวดน้ำเปล่ามารินใส่แก้วแล้วยื่นส่งให้คนเจ็บ “กินน้ำสิ ปากคุณแห้งจนแตกหมดแล้ว” ชายหนุ่มมองแก้วน้ำพลาสติกในมือเธอสลับกับใบหน้ากลมกลึง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับแก้วน้ำนั้นมาดื่มจนหมด ม่านมุกรับแก้วกลับไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนจะลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเขา แขนอวบยกขึ้นกอดอกเตรียมพร้อมสำหรับซักไซ้ไล่เลียง “เอาล่ะ ในเมื่อคุณตื่นแล้วและดูท่าทางจะพูดรู้เรื่อง เราก็มาคุยกันหน่อยดีกว่า” เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อคืนคุณนอนจมกองเลือดอยู่ข้างทาง ฉันแบกคุณกลับมาทำแผลให้แบบงูๆ ปลาๆ แต่แผลคุณลึกมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะติดเชื้อได้ ฉันว่าคุณควรไปโรงพยาบาล” “ฉันไม่ไป” อวิ๋นตอบสวนกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ม่านมุกขมว







