LOGINม่านมุกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมือหยาบกร้านของนักเลงบีบท่อนแขนของเธอแน่นขึ้น
“ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามสะบัดแขนออกแต่ก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้
ชายที่มีรอยแผลเป็นง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเค้นเอาคำตอบ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาดำของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากซอกตึกด้านหลัง ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มตัวเก่าที่ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะมิดชิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีดำสนิทจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์
อวิ๋นไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนในตอนแรก แต่เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยทำงาน เขาจึงลอบมองผ่านหน้าต่างและเห็นว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มจึงไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้
การออกจากห้องเช่าที่ถูกคล้องแม่กุญแจล็อกจากด้านนอกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ชายหนุ่มเดินไปทางพื้นที่ซักล้างด้านหลังห้องซึ่งมีเพียงกำแพงปูนเก่าๆ กั้นอาณาเขตไว้ เขาหยิบเสื้อฮู้ดและหน้ากากมาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจะใช้สองมือยันขอบกำแพงแล้วออกแรงกระโดดข้ามออกมาอย่างง่ายดาย แม้จะสะเทือนแผลที่สีข้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค
"กำแพงเตี้ยขนาดนี้ใครปีนเข้ามาก็ได้ อยู่มาได้ยังไงเนี่ย" อวิ๋นบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดขณะทิ้งตัวลงสู่พื้นดินด้านนอก ระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมระดับนี้ทำให้เขาอดหัวเสียแทนไม่ได้
ท่อนขาแกร่งก้าวฉับๆ ลัดเลาะมาตามซอก ก่อนจะตวัดเตะเข้าที่ข้อพับของชายคนที่จับแขนเธอจนทรุดลงไปกองกับพื้น จากนั้นก็หมุนตัวใช้สันมือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของชายมีแผลเป็นอย่างแม่นยำและรวดเร็ว การออกแรงกะทันหันทำให้เขาชะงักไปเสี้ยววินาที แต่นักเลงคนที่สามพยายามจะล้วงมีดพับออกมา อวิ๋นจึงฝืนพุ่งเข้าประชิดตัว บิดข้อมือฝ่ายตรงข้ามจนมีดร่วงหล่นลงพื้นและสวนหมัดกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่จนสลบเหมือด
การเคลื่อนไหวเฉียบขาดและรุนแรงนั้นเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ร่างของชายฉกรรจ์ทั้งสามคนนอนคุดคู้หมดสภาพอยู่บนพื้นถนนแคบๆ
อวิ๋นหันกลับมาหาเธอ แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่ค่อยๆ คลายลง เขาก้าวเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังยืนตัวสั่นทำหน้าตื่นกลัว
“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
ม่านมุกส่ายหัวช้าๆ รูปร่างอวบอิ่มถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด
“เดี๋ยวสิ...” หญิงสาวขมวดคิ้ว ความสงสัยเริ่มตีตื้นขึ้นมาแทนที่ความตื่นตระหนก “แล้วนี่คุณออกจากห้องมาได้ยังไงเนี่ย ฉันคล้องแม่กุญแจล็อกหน้าประตูไว้แล้วนะ”
“กำแพงตรงพื้นที่ซักล้างด้านหลังไง เตี้ยแค่นั้นต่อให้เจ็บอยู่ฉันก็ปีนข้ามมาได้” เขาตอบหน้าตาเฉย “ระบบรักษาความปลอดภัยหละหลวมขนาดนั้น ไม่เคยโดนโจรขึ้นบ้านก็ดีแ่ไหนแล้ว”
ม่านมุกอ้าปากค้างกับคำตอบนั้น ก่อนจะกวาดสายตามองสภาพชายฉกรรจ์สามคนที่นอนสลบเหมือดอยู่บนพื้นถนน
“คุณ... คุณไปเรียนต่อสู้พวกนี้มาจากไหน” เธอถามเสียงตะกุกตะกัก “จัดการนักเลงสามคนร่วงภายในไม่ถึงนาที คนธรรมดาที่โดนปล้นเขาทำแบบนี้ไม่ได้หรอกนะคุณอวิ๋น” อวิ๋นถอนหายใจเบาๆ เขารู้ดีว่าการเปิดเผยฝีมือในวันนี้จะทำให้เธอกลัวและเริ่มตั้งคำถาม แต่ถ้าเขาไม่ออกมาจัดการ พวกสวะนั่นก็คงทำร้ายเธอไปแล้ว “ฉันเคยบอกเธอแล้วไง ว่าฉันไม่ใช่โจร” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางยื่นมือไปจับท่อนแขนอวบของเธอเบาๆ “กลับห้องกันเถอะ ตรงนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว” “แต่คุณก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน” ม่านมุกขืนตัวไว้ ดื้อดึงที่จะเค้นเอาคำตอบให้ได้ “คุณเป็นใครกันแน่ พวกนั้นถึงกับมีคนจ้างมาตามหาตัวคุณเลยนะ ฉันกำลังให้ที่ซุกหัวนอนกับฆาตกรหนีคดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย” “ฉันไม่ได้ฆ่าใครตายแล้วหนีมา” เขาตอบเสียงหนักแน่น สบตากับเธออย่างจริงจัง “และฉันรับรองได้ว่าฉันจะไม่มีวันทำอันตรายเธอ ขอแค่เธอเชื่อใจฉัน และเลิกถามคำถามที่ฉันยังตอบตอนนี้ไม่ได้สักที” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแววตาที่ไร้การล้อเล่น ทำเอาม่านมุกต้องยอมสงบปากสงบคำ เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ หญิงสาวหมุนตัวเดินนำหน้าเขากลับไปยังห้องพักรูหนูของตัวเอง ความรู้สึกคุ้นเคยและปลอดภัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นเวลาอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ตลอดทางเดินกลับห้องเช่า ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ม่านมุกไขแม่กุญแจและผลักประตูเข้าไปด้านใน ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวตามเข้ามา เธอก็จัดการลงกลอนประตูแน่นหนากว่าเดิมราวกับต้องการสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ถุงยาและอุปกรณ์ทำแผลถูกวางแหมะลงบนโต๊ะญี่ปุ่น หญิงสาวถอยไปนั่งพิงผนังอีกฝั่งของห้อง เว้นระยะห่างจากเขามากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นทิ้งตัวลงนั่งในมุมเดิมของเขา นัยน์ตาสีเข้มลอบมองคนกระวนกระวายที่เอาแต่กอดเข่าตัวเองเงียบๆ เขารู้ดีว่าความไว้ใจที่เพิ่งเริ่มก่อตัวเมื่อเช้าถูกทำลายลงไปแล้วด้วยความตื่นตระหนก ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบถุงยาบนโต๊ะมาเปิดออก จัดการทำแผลที่สีข้างด้วยตัวเองเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนหรือสร้างความอึดอัดให้เธอไปมากกว่านี้ ม่านมุกลอบมองแผ่นหลังกว้างที่กำลังทำแผลด้วยความรู้สึกสับสน เธอควรจะไล่เขาออกไปให้พ้นๆ เพื่อตัดอันตรายออกจากชีวิต แต่ภาพตอนที่เขาเอาตัวเข้ามาขวางและซัดนักเลงพวกนั้นเพื่อปกป้องเธอก็ยังติดตา ความขัดแย้งในใจตีกันยุ่งเหยิงจนเธอต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ "ทำแผลเองถนัดหรือไง" ในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายทนความอึดอัดไม่ไหว หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้น เดินตรงเข้าไปแย่งสำลีชุบแอลกอฮอล์มาจากมือหนา "นั่งนิ่งๆ เดี๋ยวฉันทำให้" อวิ๋นยอมปล่อยมืออย่างว่าง่าย เขาลอบมองใบหน้ากลมกลึงที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นขณะทำแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุด แม้ปากจะบ่นและทำท่าทีหวาดระแวง แต่สุดท้ายผู้หญิงคนนี้ก็ทิ้งเขาไม่ลงอยู่ดี มืออวบค่อยๆ เช็ดคราบเลือดที่ซึมออกมาจากปากแผลอย่างระมัดระวัง สัมผัสเย็นเฉียบของแอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องของชายหนุ่มหดเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ม่านมุกชะงักมือไปชั่ววินาที เธอลอบสังเกตเรือนร่างท่อนบนของเขาอย่างใกล้ชิด รูปร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือรอยแผลเป็นเก่าๆ หลายรอยที่พาดผ่านแผ่นอกและหน้าท้อง บ่งบอกชัดเจนว่าผู้ชายคนนี้ผ่านเรื่องราวเฉียดตายมานับไม่ถ้วน "แผลคุณมันปริออกนิดหน่อยนะ" เธอบ่นอุบอิบเพื่อทำลายความเงียบขณะหยิบขวดยาฆ่าเชื้อขึ้นมาเทใส่สำลีแผ่นใหม่ "คราวหลังถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปออกแรงเตะต่อยใครเขาอีก เกิดแผลฉีกหนักกว่านี้ขึ้นมาฉันไม่มีปัญญาพาไปหาหมอหรอกนะ" อวิ๋นไม่ได้ตอบโต้ เขาปล่อยให้เธอจัดการกับบาดแผลของเขาตามใจชอบ กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลเท่ากับการต้องทนมองแววตาหวาดกลัวของเธอเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน "เจ็บหรือเปล่า" เธอช้อนสายตาขึ้นถามเมื่อเห็นหัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน "นิดหน่อย" เขาตอบตามความจริง "อดทนหน่อยแล้วกัน ฉันไม่ใช่พยาบาลมืออาชีพ ทำได้แค่นี้แหละ" ม่านมุกก้มหน้าก้มตาจัดการปิดผ้ากอซลงบนแผลและติดเทปอย่างเบามือที่สุด ทรวดทรงมีน้ำมีนวลขยับเข้าใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของกันและกัน ลมหายใจของเธอเป่ารดอยู่ใกล้เพียงแค่คืบ เมื่อจัดการบาดแผลเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวก็เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างใส่ถุงตามเดิม เธอเดินไปล้างมือในห้องน้ำ ก่อนจะกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่งฝั่งตรงข้ามเขา รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยตามสัญชาตญาณม่านมุกก้าวเข้ามาในโซนครัวเล็กๆ ริมระเบียงพร้อมกับหยิบกระทะไฟฟ้าใบเก่าขึ้นมาตั้งไฟ หญิงสาวเทน้ำมันลงไปเล็กน้อย เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่าเมื่อเธอโยนกระเทียมสับและเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในตู้เย็นลงไปผัดกลิ่นหอมของการคั่วกระเทียมและเนื้อสัตว์คลุ้งไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ร่างอวบอิ่มตอกไข่ไก่ลงไปสองฟอง คั่วจนสุกเหลืองแล้วใส่ข้าวสวยค้างคืนลงไปผัดคลุกเคล้า ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ทอดไข่ดาวกรอบๆ เพิ่มอีกสองฟองเพื่อความสมบูรณ์แบบของมื้ออาหารม่านมุกจัดการตักข้าวผัดหมูควันฉุยแบ่งใส่จานสองใบ เธอตั้งใจตักข้าวและเนื้อหมูชิ้นโตๆ ใส่ในจานใบแรกจนพูน โปะหน้าด้วยไข่ดาวเยิ้มๆ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าคนเจ็บที่นั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆ ส่วนจานของตัวเองกลับมีเพียงข้าวผัดที่มีวิญญาณหมูติดมานิดหน่อยและไข่ดาวหนึ่งฟอง“กินสิ ข้าวผัดหมูไข่ดาว ฉันทำเองค่ะ” เธอเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้าม
"พวกนั้น... จะกลับมาอีกไหม" เธอตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ อวิ๋นส่ายหัวช้าๆ "พวกมันเป็นแค่นักเลงปลายแถว รับเงินมาเพื่อสืบข่าวและตามหาตัวฉันเท่านั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรมากมาย โดนอัดไปขนาดนั้นคงไม่กล้ากลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีกพักใหญ่" "แล้วคนที่จ้างพวกมันมาล่ะ" "เรื่องนั้นเธอไม่ต้องกังวล ฉันมีวิธีจัดการของฉันเอง" น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่มั่นคง "ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเธอ เธอช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันไม่มีวันเนรคุณ" ม่านมุกแค่นเสียงในลำคอ "ฉันก็ไม่ได้อยากมีบุญคุณอะไรกับคุณหรอกนะ แค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไปวันๆ ทำงานหาเงินจ่ายค่าห้องก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ยังต้องมานั่งระแวงว่าจะโดนลูกหลงจากเรื่องพวกนี้อีก" "ฉันขอโทษ" คำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักทำเอาม่านมุกชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้ชายที่ดูแข็งกร้าวและอันตรายอย่างเขาจะยอมเอ่ยคำนี้ออกมาง่ายๆ แววตาของเขาไม่มีความล้อเล่น มันเต็มไปด้วยความจริงจังจนเธอต้องหลบสายตาไปทางอื่น"ช่างมันเถอะ ถือซะว่าฉันดวงซวยเองก็แล้วกัน" เธอบ่นพึมพำ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบถุงกับข้าวที่ซื้อติดมือมาตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง "กินข้าวกันดีกว่า ฉันหิว
ม่านมุกเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อมือหยาบกร้านของนักเลงบีบท่อนแขนของเธอแน่นขึ้น“ฉัน... ฉันไม่รู้เรื่อง ปล่อยฉันนะ” หญิงสาวพยายามสะบัดแขนออกแต่ก็สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้ชายที่มีรอยแผลเป็นง้างมือขึ้นเตรียมจะตบเค้นเอาคำตอบ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาดำของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากซอกตึกด้านหลัง ชายคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีเข้มตัวเก่าที่ดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะมิดชิด ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดบังด้วยหน้ากากอนามัยสีดำสนิทจนเหลือเพียงนัยน์ตาสีรัตติกาลที่วาวโรจน์อวิ๋นไม่ได้อยากเปิดเผยตัวตนในตอนแรก แต่เมื่อสัญชาตญาณเตือนภัยทำงาน เขาจึงลอบมองผ่านหน้าต่างและเห็นว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มจึงไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้การออกจากห้องเช่าที่ถูกคล้องแม่กุญแจล็อกจากด้านนอกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ชายหนุ่มเดินไปทางพื้นที่ซักล้างด้านหลังห้องซึ่งมีเพียงกำแพงปูนเก่าๆ กั้นอาณาเขตไว้ เขาหยิบเสื้อฮู้ดและหน้ากากมาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจะใช้สองมือยันขอบกำแพงแล้วออกแรงกระโดดข้ามออกมาอย่างง่ายดาย แม้จะสะเทือนแผลที่สีข้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค"กำแพงเตี้ยขนาดนี้ใครปีนเข้า
เช้าวันต่อมาเสียงถุงพลาสติกเสียดสีกันดังสวบสาบเมื่อม่านมุกวางถุงกับข้าวลงบนโต๊ะญี่ปุ่นกลางห้อง รูปร่างมีน้ำมีนวลในชุดเสื้อยืดและกางเกงวอร์มตัวโคร่งขยับไปมาอย่างกระฉับกระเฉง เธอจัดการเทข้าวต้มหมูใส่ชามใบกระเบื้อง เลื่อนไปตรงหน้าผู้ชายที่ยังคงนั่งพิงผนังอยู่ในตำแหน่งเดิมราวกับถูกสตาฟไว้ เสื้อเชิ้ตตัวเก่าของเขาถูกซักและตากจนแห้งแล้ว เธอนำมาให้เขาใส่ชั่วคราวไปก่อน แม้จะดูยับย่นไปบ้างแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้คนเจ็บนั่งเปลือยท่อนบนรับลมจากพัดลมเก่าๆ“กินข้าวต้มสิคุณ วันนี้ฉันซื้อร้านเจ้าอร่อยมาให้เลยนะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิฝั่งตรงข้ามและตักข้าวต้มในชามของตัวเองเข้าปากอวิ๋นหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเงียบๆ เขาไม่แสดงท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อวานแล้ว ทว่านัยน์ตาสีเข้มยังคงฉายแววระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาม่านมุกเคี้ยวข้าวต้มจนแก้มตุ่ย พลางจ้องมองผู้ชายร่วมห้องอย่างพิจารณา ถึงเขาจะดูเรื่องเยอะและเข้าถึงยาก แต่การต้องอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกันโดยไม่รู้จักแม้แต่ชื่อก็ดูจะแปลกเกินไปหน่อย หญิงสาวกลืนอาหารลงคอแล้วตัดสินใจเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้น“จะว่าไป เราอยู่ด้วยกันมาเข้า
นิ้วเรียวยาวกดหน้าจอโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่เสียบสายชาร์จทิ้งไว้ตรงมุมห้องใกล้กับกองหนังสือเรียน ความเจ็บปวดจากแผลที่สีข้างยังคงรบกวนการเคลื่อนไหว แต่อวิ๋นชินชากับความเจ็บปวดระดับนี้ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท เมื่อแน่ใจว่าเจ้าของห้องยังไม่ออกมา เขาจึงจัดการปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ โชคดีที่เธอไม่ได้ตั้งรหัสผ่านอะไรไว้อวิ๋นเปิดเบราว์เซอร์เข้าสู่ระบบเครือข่ายลับที่เขาตั้งค่าไว้กับลูกน้องคนสนิท พิมพ์ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่ตัวอักษรเพื่อระบุพิกัดที่อยู่ปัจจุบันและสถานะความปลอดภัยของตัวเอง ส่งตรงไปยังเครือข่ายของตระกูลเหลียงสมองของบอสใหญ่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว การลอบโจมตีเมื่อคืนแม่นยำและกะทันหันเกินไป เส้นทางการเดินทางของเขาเป็นความลับระดับสูง มีเพียงคนในระดับหัวกะทิไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ นั่นหมายความว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ในองค์กร การหวนกลับไปปรากฏตัวในตอนนี้เท่ากับเดินกลับไปเข้าค่ายกลของศัตรู เขาจำเป็นต้องแกล้งหายสาบสูญไปสักพัก เพื่อล่อให้พวกงูพิษเผยหางออกมา และห้องเช่าซอมซ่อของผู้หญิงธรรมดาคนนี้ ก็คือจุดบอดที่ปลอดภัยที่สุดที่ไม่มีใครคาดคิดถึงชายห
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ไปชั่วขณะ เมื่อม่านมุกตอกกลับด้วยประโยคที่ว่าเธอคือคนที่เก็บเขากลับมา อวิ๋นยังคงนั่งพิงผนังด้วยท่าทีระแวดระวัง นัยน์ตาสีเข้มดุดันจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าอย่างประเมินสถานการณ์ ม่านมุกไม่ได้สนใจสายตาคุกคามนั้น เธอขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทรวดทรงอวบอิ่มตามแบบฉบับคนเจ้าเนื้อขยับไปมาขณะที่เธอเดินไปหยิบขวดน้ำเปล่ามารินใส่แก้วแล้วยื่นส่งให้คนเจ็บ “กินน้ำสิ ปากคุณแห้งจนแตกหมดแล้ว” ชายหนุ่มมองแก้วน้ำพลาสติกในมือเธอสลับกับใบหน้ากลมกลึง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมรับแก้วน้ำนั้นมาดื่มจนหมด ม่านมุกรับแก้วกลับไปวางไว้บนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ก่อนจะลากเก้าอี้พลาสติกมานั่งลงตรงหน้าเขา แขนอวบยกขึ้นกอดอกเตรียมพร้อมสำหรับซักไซ้ไล่เลียง “เอาล่ะ ในเมื่อคุณตื่นแล้วและดูท่าทางจะพูดรู้เรื่อง เราก็มาคุยกันหน่อยดีกว่า” เธอเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เมื่อคืนคุณนอนจมกองเลือดอยู่ข้างทาง ฉันแบกคุณกลับมาทำแผลให้แบบงูๆ ปลาๆ แต่แผลคุณลึกมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะติดเชื้อได้ ฉันว่าคุณควรไปโรงพยาบาล” “ฉันไม่ไป” อวิ๋นตอบสวนกลับมาทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ม่านมุกขมว







