Mag-log inดวงตากลมโตอิ่มน้ำจ้องมองรูปหน้าคมคายไม่วางตา ประมุขฉินมู่เหยียนมีผิวสีเข้มแบบคนฝึกยุทธ์ ทว่าเนียนละเอียดน่ามองไร้ตำหนิ
คิ้มเข้มได้รูปพาดเฉียงรับกับดวงตายาวรี หางตาคมกริบเชิดขึ้นพองาม สันจมูกตั้งโด่งปลายไม่งองุ้ม ริมฝีปากเล็กบางเฉียบสีชมพูอ่อนแลดูสุขภาพดี
ใบหน้าคมเข้มสะอาดสะอ้าน ไม่มีหนวดเคราระเกะระกะสายตา มีเพียงตอหนวดสั้น ๆ ขึ้นไรเขียวครึ้มตรงกรามแกร่ง หากครูดผิวสตรีคงคันยุบยิบไม่เบา
ใบหน้ากร้าวใจเช่นนี้ทำให้คนมองใจสั่น แทบไม่อยากละสายตาไปมองใคร ร่างเดิมปล่อยให้รอดหลุดมือมานานขนาดนี้ได้อย่างไร
รูปร่างของเขาสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นตึง ช่วงขายาวท่าทางจะทรงพลังไม่น้อย มองอย่างไรก็รูปงามกว่าผัวชั่วคนเก่า
เป็นวิญญาณมานานหลายปี หรือนางจะอดอยากปากแห้งมากเกินไปถึงคิดแต่เรื่องนั้น ใบหน้างามสะบัดเบา ๆ เพื่อขับไล่ความคิดเบื้องลึกให้คลายลง
จางเหมยฮัวกับบุรุษตรงหน้ายังไม่เคยเข้าหอกัน นางอยากช่วยสานต่อภารกิจที่คั่งค้างยิ่งนัก อย่างไรเสียก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งหมด
ผู้จากลาไม่มีใครนินทาเรื่องสามีไม่พึงใจ ส่วนนางได้ลิ้มลองสามีใหม่ ที่รูปลักษณ์น่าหลงใหลเหลือเกิน และเขาได้ครอบครองกายสาวอวบอัดไปทั้งตัว
ยิ่งหน้าอกสองข้างยิ่งน่าฟัดคลึงเคล้น ซูจิ่งเหวินเคยมีส่วนนี้แค่พอได้หายใจ เมื่อเห็นความตูมเต่งไร้ที่ติเกินกว่าสตรีใด จึงอดไม่ไหวอยากจะลองใช้งานดูสักครั้ง
ลองใช้ความเย้ายวนกับสามีรูปงาม ย่อมดีกว่าใช้กับนายโลมขายศิลป์ที่เจ้าของร่างนัดหมายเอาไว้!
ขณะกำลังจ้องมองพิจารณาสามีใหม่ น้ำเสียงเข้ม ๆ ของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น
“เมื่อสักครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าได้ยินไม่ชัด”
“ท่านประมุขอายอันใดเจ้าคะ ข้าเป็นภรรยาของท่าน ช้าเร็วก็ต้องได้เห็น อีกอย่างข้าอยู่ในเรือนนอนส่วนตัว ท่านมาไม่แจ้งล่วงหน้าเอง”
ในเรือนนอนยามนี้สามีภรรยาอยู่กันตามลำพัง ผู้ช่วยเฉินจื้อกับสาวใช้ชิงหว่านออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
จางเหมยฮัวคนใหม่ แกล้งเดินเข้าหาสามีด้วยท่วงท่าย่างกรายอวดความตูมเต่ง แผ่นหลังแอ่นขึ้นพองามตามแบบฉบับสตรีแต่งงานแล้ว
ทว่าอีกฝ่ายกลับทำท่าทางหวาดกลัวเหมือนเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น ต่อให้นางเคยเป็นผีจริง ๆ แต่ยามนี้มีกายเนื้อแล้วนี่ กลัวอันใดกัน!
“ออกไปห่าง ๆ เลย ข้าไม่ได้อยากเห็น”
“แน่หรือเจ้าคะ”
ดวงตาคมดุทรงเสน่ห์คู่นั้น แอบชำเลืองมองใบหน้าเย้ายวนตายามไร้เครื่องสำอางนานนับครึ่งเค่อ ทั้งยังลอบมองต่ำกว่านั้นอยู่เรื่อย นางเห็นทั้งหมดเลยแหละ
สามีผู้นี้ เหตุใดจึงปากแข็งกว่าส่วนอื่น!
เพราะจิตวิญญาณแท้จริง คือสตรีผู้มีประสบการณ์ร่วมหอกับบุรุษมาก่อน ซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัวเลยไม่ได้รู้สึกตกใจ หรือเขินอายยามถูกจ้องมองส่วนงดงาม
“เจ้าน่าจะยังมีไข้อยู่ ถึงได้กล่าวเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
สีหน้าเรียบเฉย จ้องเขม็งดวงหน้าหวานเพื่อสำรวจหาความผิดปกติ
โดยปกติเจอหน้ากันทีไร จางเหมยฮัวมักจะสวมอาภรณ์หนาหนักทับกาย ด้วยนิสัยเจ้ายศเจ้าอย่างคิดว่าตนมีดีเหนือกว่าใคร มีทั้งบิดาและสามียิ่งใหญ่คับฟ้า
ใบหน้างามทรงเสน่ห์ชอบแต่งแต้มสีสันจนเต็มใบหน้า แทบมองไม่เห็นผิวพรรณเดิม ทั้งยังแหงนเชิดคอตั้งตรงไม่มองทาง หากไม่มีสาวใช้คอยประคองแขน มีหวังเดินหกล้มทุกวันเป็นแน่
ลักษณะท่าทางประหลาดเช่นนั้น ทำให้ฉินมู่เหยียนไม่อยากมองหน้าภรรยาเลยสักนิด
ทว่าวันนี้บรรยากาศรอบ ๆ ตัวนางกลับต่างออกไป หางตาของเขาเลยแอบชำเลืองมองด้วยความสงสัย
แค่ชำเลืองมองนิดเดียว เหตุใดสตรีผู้นี้จึงกล้าเข้าหาเขา!
“เรื่องไม่เป็นเรื่อง?”
สองขาเรียวหยุดเดินทันที เมื่อได้รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย บุรุษตรงหน้าเป็นพวกไม่สนใจสตรีหรอกหรือ
‘ก็ดีแล้วนี่’
เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ไม่ต้องอึดอัด ชาติก่อนถูกบังคับจนตัวตาย ชาตินี้ไม่จำเป็นต้องฝืนใจ
“จางเหมยฮัว ถอยออกไปให้ห่างประเดี๋ยวนี้ ท่าทีอันใดของเจ้าช่างพิลึกนัก ข้าแค่มาดูว่าเจ้าเป็นอะไร ไม่เห็นออกนอกเรือนสามวันเต็ม เลยเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น”
ประมุขหนุ่มทั้งพูดทั้งยกขาก้าวถอยหลังออกห่างภรรยา ยิ่งกว่าท่าทีของพวกโจรย่องเบาเสียอีก
“ข้าแค่ป่วยไข้เล็กน้อยเจ้าค่ะ ยามนี้หายดีแล้ว ท่านพี่จงวางใจ”
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ ได้ยินไม่ชัด”
“ข้าเรียกว่าท่านพี่เจ้าค่ะ หรือเรียกไม่ได้?”
คนงามยักคิ้วขึ้นสูงอย่างสงสัย ความทรงจำของนางขาด ๆ หาย ๆ แต่หากเขาไม่พอใจนางไม่เรียกก็ได้
“เจ้ามีแผนการใด ปกติไม่เคยใช้วาจาสนิทสนมถึงเพียงนี้”
“สนิทหรือเจ้าคะ ยังไม่สนิทเลยเจ้าค่ะ” นางแค่เรียกแบบคนทั่วไปเรียกสามี
“เจ้าพักผ่อนให้ดี”
ร่างสูงรีบเดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะตอบรับคำเรียกขานแบบใหม่ของภรรยา
จางเหมยฮัวเลยคิดเองว่าเขาไม่อนุญาตให้เรียกเช่นนั้น หลังจากนี้เลยตั้งใจอยู่ห่าง ๆ แบบไร้ตัวตน
“เฮ้อ! คงต้องเรียกท่านประมุข”
หนทางญาติดีกับสามีช่างท้อแท้ยิ่งนัก หรือนางจะหนีไปบวชชีบนภูเขาให้สิ้นเรื่อง!
บวชก็เท่ากับว่าต้องกลับไปเหงาปาก เหงาหงอยไม่ต่างจากตอนเป็นวิญญาณ เช่นนั้นขอเลื่อนการบวชชีออกไปไม่มีกำหนด
เมื่อคิดได้ดังนั้นเจ้าตัวจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อน พักให้มากเผื่อจะคิดอะไรดี ๆ ออก
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
ภายในตำหนักเล็ก ยามนี้มีแต่เสียงร้องไห้ของนางกำนัลข้างกายพระชายารองซูจิ่งเหวิน ซึ่งถูกพระชายาเอกของอ๋องเจ็ด สั่งโบยจนล้มป่วยหนักใกล้หมดลมหายใจเต็มที“ท่านอ๋อง เสี่ยวเฉาไปตามท่านอ๋องมาพบข้า ท่านอ๋องต้องได้รู้ความจริง”ถึงแม้ไม่เคยมีใจให้สวามี แต่ก่อนจากลาไปไกลแสนไกล ซูจิ่งเหวินอยากแก้ไขความผิดที่ตนไ
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
มุมปากหยักอมยิ้มพึงพอใจ เมื่อเริ่มตั้งรับได้แล้วเอวสอบไร้ไขมันเกาะกุม จึงขยับกดลึกจ้วงลงรูแคบในครั้งเดียวเขามีสิทธิ์ทำนางเจ็บกายแต่เพียงผู้เดียว บุรุษอื่นไม่มีสิทธิ์นั้นเด็ดขาด!พรวด!!!!“โอ๊ย!!!!”ต่อให้ทำใจมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังถูกเล้าโลมจนกายสาวอ่อนระทดระทวย ทว่าด้วยขนาดที่เกินกว่าจะรับไหว จางเห
“พวกเจ้ามาจากที่ใด”“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้ตาย”“เหอะ ง่ายถึงเพียงนั้นเลย ข้าสู้กับพวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้าทำอันใดข้าได้บ้าง”“ปากดี หัวหน้าใช้พิษจัดการมันเลย” มือสังหารอีกคนบอกผู้เป็นหัวหน้าถึงวิธีจัดการที่ง่ายกว่าปะทะดาบพวกเขาแยกย้ายกันตามล่าคนสำนักเมฆินทร







