Masuk“พี่ขาล!” นิ่มนวลส่งเสียงเรียกคนตัวโตที่กำลังเดินมาทางพี่สาว
ขาลส่งยิ้มให้นิ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วพูดขึ้นว่า “มา เดี๋ยวพี่ช่วยขุด”
ทั้งนิ่มนวล สานฝัน และประกายมองหน้าขาลเป็นตาเดียว ก่อนประกายจะเอ่ยปฏิเสธ “ฉันขุดเองได้ พี่ไปทำงานของพี่เถอะ ถ้าพ่อมาเห็นเข้าพี่จะเดือดร้อน” ปกติเวลาทำงานประกอบไม่ชอบให้ลูกจ้างอู้งาน จะนั่งพักหรือเดินลอยไปลอยมาก็ไม่ได้ และปกติขาลก็ไม่เคยเดินมาคุยกับเธอเช่นนี้ ขาลคนก่อนหลบได้เป็นหลบ ไฉนวันนี้ถึงกล้าเดินมาหาเธอได้
“ฉันอยากช่วย อีกอย่างวันนี้อากอบก็ไม่ได้มา” มือหนาเอื้อมไปจับด้ามเสียมของเธอไม่ให้ขยับ ประกายจึงยอมปล่อยมือแต่โดยดี เขานั่งยอง ๆ ลงข้างเธอสายตาเหลือบมองกระบอกไม้ไผ่ที่เธอทำเป็นขาเทียมที่โผล่พ้นชายผ้าถุงออกมา ร่างนี้ไม่เคยสังเกตขาของเธอใกล้ขนาดนี้มาก่อน ถึงผู้หญิงคนนี้จะหน้าตาดี แต่ขาลคนก่อนก็ไม่ชอบเธอ เหตุผลเพราะเขารู้สึกรังเกียจขาของเธอข้างที่โดนตัด ถึงแม้เขาจะไม่เคยเห็นแต่ก็จินตนาการไปในสภาพที่น่ากลัวมากกว่า ประกายมองตามสายตาเขาจึงรีบดึงผ้าถุงมาปิดไว้
เขาจึงเริ่มขุดรากตดหมาตามความทรงจำของร่างเดิม ที่เดินมาหาประกายก็เพราะเขาอยากทำความรู้จักกับว่าที่ภรรยาเด็กน้อยของเขาให้มากขึ้นก็เท่านั้น อยากรู้ว่าเธอทำอะไรเป็นบ้าง
ทว่าดินแข็งขนาดนี้ การขุดรากตดหมาที่หยั่งรากลึกลงไปในแนวดิ่งก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อีกทั้งกลิ่นของมันก็คล้ายกลิ่นตดอยู่จริง ๆ ด้วยสิ ทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะอยู่ไม่น้อย หวังว่าเขาจะไม่เป็นลมไปเสียก่อน
ประกายขยับกายออกห่างให้เขาขุดได้สะดวกขึ้น “ไม่อยากแต่งก็ไม่จำเป็นต้องฝืน ทำไมไม่หนีไป” ประกายพูดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สานฝันได้ยินว่าเพื่อนอยากคุยเรื่องส่วนตัวกับชายหนุ่มจึงชวนนิ่มนวลเดินห่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวออกไปไกลสักหน่อย เธอเองก็รู้สึกแปลกใจ เหตุใดวันนี้ขาลถึงได้กล้าคุยกับประกาย อีกทั้งเขายังไม่มีท่าทางรังเกียจเลยสักนิด
“ฉันเคยบอกเหรอ ว่าไม่อยากแต่งงานกับเธอ” ร่างนี้ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคนอื่น แต่น้องชายกับพ่อของเขาก็รู้ว่าเขาไม่ชอบประกาย “อีกอย่างฉันไม่ใช่คนชอบหนีปัญหา”
“ดูก็รู้แล้วว่าพี่ไม่ชอบหน้าฉัน”
“ก่อนหน้าไม่ชอบ ใช่ว่าตอนนี้จะชอบไม่ได้” เขาพูดออกไปหน้าตาเฉย ดูแล้วผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร มิหนำซ้ำเขายังรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาคู่นั้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน ประกายเค้นเสียงหึออกมาจากลำคอก่อนจะปิดปากเงียบ เธอพอเข้าใจว่าที่เขายอมแต่งงานกับเธอเพราะไม่อยากให้พ่อกับน้องชายเดือดร้อน เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนที่ตัดช่องน้อยแต่พอตัว
“แผลหายดีหรือยัง” ขาลเอ่ยถามด้วยความเห็นใจ เพราะวันก่อนพี่ชายของเธอเพิ่งเล่าให้พวกเขาฟังว่าประกายโดนพ่อลงหวายที่หลังเพราะบังอาจเถียงพ่อเรื่องการแต่งงาน มือหนาหยุดขุดดินไปชั่วขณะ พร้อมกับจ้องดวงหน้าเธอไม่วางตา จนประกายต้องหลบสายตา
“แค่นี้ไม่ทำให้ถึงตายหรอก” ตั้งแต่จำความได้ ทุกคนในครอบครัวล้วนโดนพ่อตีแล้วทั้งสิ้น ใช่ ไม่เว้นแม้แต่ภรรยาของเขา ประกอบก็สามารถตีได้ จะบาปไหมหากเธอบอกว่าเกลียดผู้ชายที่นิสัยเหมือนพ่อ และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เธอไม่อยากแต่งงาน เพราะก่อนหน้านี้ขาลก็ดูคล้ายจะเป็นคนเช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่วันนี้เขากลับดูสุขุมใจเย็น เหมือนไม่ใช่ขาลคนเดิมอย่างไรอย่างนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร ไม่เจอกันไม่กี่วันเขาจะเปลี่ยนนิสัยได้
“ฉันรู้ว่าลูกอากอบร่างกายแข็งแรงกันทุกคน” คนในหมู่บ้านนาสะแบงไม่มีใครไม่รู้ถึงความโหดร้ายของพ่อใหญ่ประกอบ การดุด่าหรือเฆี่ยนตีลูกกับภรรยานับเป็นเรื่องปกติของครอบครัวนี้ไปแล้ว
“พี่ระวังตัวไว้บ้างก็ดี” แอบอู้งานเช่นนี้ถ้าพ่อรู้เข้า หูและหลังของเขาคงไม่ได้อยู่ดีเป็นแน่
“เป็นห่วง?”
“เปล่า กลัวคนอื่นมาตายเพราะถูกพ่อฉันตีต่างหากล่ะ” ประกายเว้นช่วงแล้วกล่าวต่อ “แผลที่เดินชนขื่อหายดีแล้วเหรอ” พูดพลางเหลือบมองหน้าผากของอีกฝ่าย ดูจากแผลแล้วเนื้อแตกผิวขรุขระเช่นนี้คงไม่ได้เดินชนขื่อกระมัง คล้ายกับว่าเขาตั้งใจเอาหัวไปโขกกับอะไรสักอย่างมากกว่า
“ไกลหัวใจเหมือนกัน” แต่ก็ทำให้เจ้าของร่างนี้ตายไปแล้วเช่นกัน มือใหญ่ยกขึ้นปิดแผลที่เริ่มตกสะเก็ดเมื่ออ่านสายตาเธอออกว่าคนตรงหน้าไม่เชื่อว่าเขาเดินชนขื่อจริง ๆ
ประกายยกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พลางคิดว่าเขาก็คงไม่ต่างจากเธอ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้อยากแต่งให้กัน คนหัวร้อนอย่างขาลมีหรือจะอยู่นิ่งถ้ารู้ว่าต้องแต่งงานกับคนพิการ เป็นใครก็คงไม่อยากแต่ง เรื่องนี้เธอทำใจไว้นานแล้ว แต่ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็ขัดขืนไม่ได้แล้ว แต่งไปตามเรื่องตามราวให้จบ ๆ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น อยู่กันได้ถึงเมื่อไรก็เมื่อนั้น ประกายคิดอย่างปลงตกต่อจากนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
ขาลขุดรากตดหมาจนเหงื่อท่วมตัว เขาขุดไปได้เกือบเต็มตะกร้าแล้วจึงเอ่ยถามคนข้าง ๆ “ใกล้พอหรือยัง” เขาไม่รู้ว่ามันต้องใช้มากน้อยแค่ไหน
“พอแล้ว พี่กลับไปทำงานต่อเถอะ ฉันจะเอารากตดหมาไปล้าง” ประกายอธิบายพลางพูดต่อ “อีกอย่างวัวควายคงหิวน้ำแย่แล้ว ฉันต้องกลับไปดูพวกมัน” พูดจบประกายก็เรียกน้องสาวกลับมาตามเดิม
สานฝันจึงกลับไปพร้อมกับเพื่อน เพราะเธอต้องรีบกลับไปดูควายช่วยพี่ชายเช่นกัน ซึ่งนาทั้งสองก็อยู่ติดกัน
ตลอดเวลาที่ทอรุ้งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขุนทัพคอยมาดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แม้จะมีพยาบาลพิเศษก็ตาม จนพ่อกับแม่นึกแปลกใจ ขุนทัพจึงบอกพ่อกับแม่ว่าเขากำลังคบหาดูใจอยู่กับทอรุ้ง และจะแต่งงานกับเธอหลังจากที่เธอหายดีแล้ว พ่อกับแม่ประหลาดใจมากที่จู่ ๆ ลูกชายก็ประกาศแต่งงานราวกับสายฟ้าแลบ ก่อนหน้านี้บังคับยังไงก็ไม่ยอมแต่งท่าเดียว แถมยังยืนยันเสียงแข็งว่าชาตินี้จะไม่ขอมีภรรยา แต่พอฟื้นขึ้นมาคราวนี้กลับเปิดตัวว่าที่ภรรยาอย่างรวดเร็ว ถึงจะรู้สึกว่าเรื่องราวมันแปลกอยู่บ้างแต่พ่อกับแม่ก็เต็มใจที่จะรับทอรุ้งมาเป็นสะใภ้หมื่นล้าน ดีกว่าปล่อยให้ลูกชายเป็นโสดไปตลอดชีวิต สองเดือนต่อมาทอรุ้งก็หายดีเป็นปกติแล้ว กิจการร้านเสื้อผ้าของเธอก็ขายดีมีกำไรมากเช่นกัน ทอรุ้งมีความสุขกับการทำงานทั้งแบบออฟไลน์และไลฟ์สด อีกทั้งด้านความรักก็ลงตัวที่สุด เพราะขุนทัพทำให้เธอหายจากฝันร้าย ถึงเธอจะจำอดีตชาติได้แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้มีผลต่อชีวิตประจำวันของเธออีกแล้ว ทุกวันขุนทัพจะมารับเธอไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของเขา วันหยุดยังพาไปเที่ยวทุกที่ที่เธออยากไป ทั้งที่งานเขาก็หนักมากเช่นกัน แต่ทั้งสองก็มีเวลาว่างให
เห็นเพื่อนเอนหลังพิงพนักเตียงผู้ป่วยไม่ยอมพูดจา กมลาภาจึงถามออกไป “แกโอเคไหมรุ้ง ให้ฉันตามพยายาบาลไหม” ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ดีใจที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จะเป็นไปได้อย่างไร มีใครไม่อยากมีชีวิตอยู่บ้าง “ฉันโอเค ไม่ต้องตามหรอก พรุ่งนี้ค่อยตรวจทีเดียว” ทอรุ้งพูดเสียงเนือย ๆ เพราะรู้สึกเหนื่อยกับการร้องไห้ ตอนนี้เธอยังไม่อยากคุยกับใคร เพราะยังทำใจกับความฝันไม่ได้ ทุกครั้งที่ตื่นจากความฝัน ก็มักจะมีความรู้สึกจมดิ่งเช่นนี้ “แกนอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องทำงานไม่ใช่เหรอ ฉันขอนั่งพักสักครู่ก็จะนอนแล้ว” “อืม!” กมลาภาจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเล็กที่วางอยู่ไม่ไกลจากเตียงผู้ป่วย อีกด้านเป็นโซฟายาว ครู่ต่อมาทอรุ้งจึงนึกขึ้นได้ “ว่าแต่เจ้าของรถคันนั้นเป็นยังไงบ้าง” เขาหักหลบเธอกะทันหัน ไม่รู้จะบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด “ไม่รู้เหมือนกัน เขาอยู่ห้องข้าง ๆ นี่แหละ ฉันไม่กล้าไปเยี่ยมเขา ค่ารักษาและค่าห้องพิเศษแม่เขาก็เป็นคนออกให้” น้ำเสียงคล้ายง่วงงุนเต็มที จึงไม่ได้สนใจที่จะอธิบายเพื่อน “ทำไมแกถึงไม่กล้า…” ถามยังไม่จบพอเหลือบมองเพื่อนอีกที กมลาภาก็หลับไปแล้ว เพื่อนค
คนตัวใหญ่ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง สะอื้นไห้ฮึก ๆ ทั้งที่ยังหลับตา ปลื้มจิตผู้เป็นมารดาที่มานอนเฝ้าลูกชายมองดูด้วยความตกใจ “ทัพ ทัพเป็นอะไรไปลูก” เธอจับแขนลูกชายเขย่าเบา ๆ สามวันแล้วที่ลูกชายของเธอนอนไม่ได้สติ ตอนนี้กลับร้องไห้ออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “กาย” เขาเปิดปากเอ่ยชื่อใครบางคนที่เธอไม่รู้จักออกมา และยังพูดซ้ำอีกหลายหน จนแม่ต้องตีแขนเขาแรงขึ้น “ทัพ!” ขุนทัพลืมตาขึ้นกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อปรับรูม่านตาเข้าหาแสงและขับไล่น้ำตาที่ยังรื้นอยู่ แต่ยังสะอื้นไม่หาย เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านข้างช้า ๆ จากนั้นกวาดสายตามองไปรอบห้อง หลังมือข้างซ้ายยังมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ “ทัพ จำแม่ได้ไหมลูก” ปลื้มจิตถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง เพราะดวงตาเขาดูเลื่อนลอยคล้ายคนยังไม่ได้สติ ขุนทัพมองแม่ด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อนัก เอื้อมมือไปจับมือแม่แล้วบีบเบา ๆ ก่อนหน้าเขายังอยู่ในอดีตบนท้องนาที่มีแต่โคลนตมอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมาในยุคปัจจุบันเสียแล้ว ทั้งที่เขาหมดหวังกับเรื่องนี้ไปแล้ว และไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก แต่พอได้กลับมาจริง ๆ เขาก
ประกายทิ้งมัดกล้าแล้วรีบวิ่งสุดกำลังไปไล่ควาย แต่เพราะใส่ผ้าถุงแถมยังเปียกชื้น อีกทั้งแปลงนายังมีน้ำขังอยู่มาก จึงทำให้วิ่งลำบาก มือสองข้างยังต้องคอยถกผ้าถุงขึ้น บัวผันเห็นลูกสาววิ่งกะเผลก ๆ ไปจึงตะโกนบอก “กายอย่าวิ่ง!” สิ้นคำแม่ ประกายที่กำลังจะก้าวขาขึ้นคันนากลับเหยียบพลาด จนทำให้ร่างเธอล้มคว่ำหน้าลงไป หน้าท้องกระแทกเข้ากับคันนาอย่างจัง “โอ๊ย!” เธอร้องออกมาได้แค่นั้นเพราะรู้สึกทั้งจุกทั้งเจ็บจนเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ “กาย!” บัวผันเบิกตาโพลง ทิ้งกล้าในมือแล้วรีบตรงมาหาลูก “กาย!” เสียงของขาลเอ่ยออกด้วยความตกใจสุดขีด ทำให้ทุกคนหันมามองที่เขาทั้งสิ้น เขาพุ่งทะยานออกจากป่าไผ่ตรงไปหาภรรยาด้วยความร้อนใจ ไม่ได้สนสายตาใครทั้งสิ้น เข้มยังรีรออยู่ตรงนั้นเพื่อหาทางหนีทีไล่ช่วยพี่ชาย ประกอบเห็นขาลวิ่งมาหาลูกสาวตนก็รีบวิ่งไปคว้าปืนแล้ววิ่งไปหาทั้งคู่ทันที มันยังไม่ตาย ซ้ำยังกล้ากลับมาหยามเกียรติเขาอีกหรือ “กาย กายเป็นยังไงบ้าง” ขาลเอ่ยเสียงสั่นช้อนร่างภรรยาขึ้นจากน้ำ “พี่ขาล” เรียกได้แค่ชื่อสามี น้ำตาก็ไหลพร
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ข่าวการตายของขาลก็เงียบกริบ เพราะในยุคนี้การฆ่าคนตายเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ยกเว้นคนนั้นจะเป็นผู้มีอิทธิพลมากถึงจะได้รับการเรียกร้องความเป็นธรรม ถ้าเป็นคนยากจนก็เปรียบเหมือนผักปลาเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายกับชีวิตของประกอบ และวันนั้นประกอบก็ได้รู้ความจริงว่าลูกสาวของตนตั้งท้องได้สามเดือนกว่าแล้ว เขาจึงประกาศออกไปว่าถ้าใครยอมแต่งงานกับประกาย เขาจะให้เงินสดหนึ่งหมื่นบาทพร้อมกับข้าวเปลือกหนึ่งเกวียน กระนั้นก็ยังไม่มีใครกล้ามาสมัครเป็นลูกเขย ยกเว้นบุญทิ้งเพียงคนเดียว เมื่อบุญทิ้งรู้ข่าวว่าสามีของประกายจากไปแล้ว จึงอยากดูแลเธอกับลูก เขารู้สึกสงสารเธอจนไม่อาจนิ่งดูดายได้ เขาอ้อนวอนพ่อกับแม่อยู่หลายวัน พวกเขาจึงยอมใจอ่อน เหตุเพราะสงสารประกายที่ท้องไม่มีพ่ออีกทั้งท่านทั้งสองยังรู้ว่าประกายเป็นคนที่ขยันมาก พวกเขาจึงยอมตกลงรับเธอมาเป็นลูกสะใภ้แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อทั้งสองแต่งงานกันแล้วประกายต้องย้ายมาอยู่กับสามี เรื่องนี้ทำให้ประกอบหัวเสียเป็นอย่างมาก เพราะความจริงที่เขาอยากให้ลูกสาวแต่งงานก็เพราะอยากได้ลูกเขยมาช่วยงาน แต่ประกอบก็ยอมทำตามความประ
ตั้งแต่เขาจากไปวันนั้นและให้คำสัญญาว่าจะมารับเธอเมื่อบ้านเสร็จ ตอนนี้ก็สองเดือนกว่าแล้ว เธอตั้งหน้าตั้งตารอเขาทุกวัน เพื่อบอกข่าวดีกับเขาเรื่องลูก เธอรู้สึกดีใจมากที่เธอไม่ได้แพ้ท้องมากมาย แค่รู้สึกเวียนศีรษะในตอนเช้าอยู่ประมาณสิบวัน หลังจากนั้นอาการเหล่านั้นก็หายไป และไม่ได้แพ้ท้องใด ๆ อีกเลย และสามารถทำงานได้ตามปกติ ก่อนก้าวขาขึ้นหลังควายเพื่อกลับบ้านวันนี้ ดวงตากลมโตซึ่งไร้แววแห่งความยินดี ยังมองหาสามีไปทั่วทุ่งนาและป่าทามลามไปถึงแม่น้ำอันยาวไกล เผื่อว่าเขาจะมารอเธออยู่ตรงนั้น แต่มองแล้วมองอีก ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา “พี่กายมองหาใครเหรอครับ” ออดที่ขี่ควายอยู่ด้านหลังเอ่ยถาม “เปล่า” ประกายหันหน้ากลับมาตามเดิม ขาสองข้างกระทุ้งสีข้างควายที่กำลังเล็มหญ้าให้มันเดินออก ด้านหน้ายังมีนิ่มนวลนั่งอยู่เหมือนเดิม ก่อนเรียกขวัญลูกกลับบ้าน บัวผันยังมองตามสายตาลูกสาวอีกครั้ง เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครเธอจึงถอนหายใจออกมายาวเหยียด หวังว่าขาลคงทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูกสาวเธอ วันต่อมาขาลจึงแอบมาหาประกายที่นาเช่นเคย รอช่วงเวลาที่ประกายเอาควายลงกินน้ำเขาจึงเ
ขาลมองตามร่างสูงเพรียวที่เดินขาไม่เท่ากันคู่กันไปกับน้องสาวจนสุดสายตา เขาลืมบอกไปอีกเรื่องก็คือคนในยุคนี้หาได้ยากที่จะมีรองเท้าสวมใส่ ซึ่งครอบครัวเขาและครอบครัวของประกายก็เป็นหนึ่งในนั้น ขาลก้มมองเท้าตัวเองที่คลุกดินจนหม่นหมองด้วยความเวทนา ก่อนหน้าเคยใส่รองเท้าคู่ละหลายพันจนถึงหลักหมื่น ตอนนี้อย่าว
ตื่นขึ้นมาในตอนเย็นวันนั้น พี่ชายที่กลับมาจากนาก็บอกว่า ผู้ชายคนนั้นยอมแต่งงานกับเธอแล้ว เป็นไปได้อย่างไร! ปกติเขาจะต้องไม่ยินยอม และเอ็ดตะโรเสียงดัง แต่นี่พี่ชายกลับบอกว่า ขณะที่เขาพูดถึงเรื่องนี้ ขาลมีท่าทางสงบยิ่ง คล้ายกับเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากะทันหัน และพี่ชายยังบอกอีกว่าศีรษะเขาแตกไม่รู้
ขาลนั่งมองแกงอ่อมปลาไหลใส่ผักคราดหัวแหวนกับผักลิ้นปี่ หรือผักกาดนกเขาก็เรียกอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ลงมือกินสักที ผู้เป็นพ่อจึงเอ่ยถาม “ไม่หิวเหรอ”ขาลแค่นยิ้มในใจ ไม่ใช่ไม่หิวแต่เขาไม่เคยกินต่างหาก เขาลอบถอนหายใจแล้วเปิบข้าวเหนียวออกจากกระติบ จากนั้นก็กินตามความเคยชินของร่างเดิม เขาต้องอยู่ให้ได้ในยุคน
“แกขับรถไหวแน่นะไอ้ทัพ” เพื่อนชายคนหนึ่งเอ่ยถามบุรุษที่กำลังยืนตัวโอนเอนพิงรถยนต์ส่วนตัวของตนเอง “ไหวสิวะ เมากว่านี้ฉันก็เคยขับมาแล้ว” พอเมาได้ที่คำว่ากลัวก็สะกดไม่เป็นแล้ว “เออ ๆ ขับดี ๆ ก็แล้วกัน ฉันเชื่อใจแก” ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้







