LOGINจะเลวร้ายเพียงใดเมื่อต้องย้อนเวลาไปเป็นเขยบ้านนาที่มีพ่อตาสุดโหด ซ้ำภรรยายังขาพิการ
View More“แกขับรถไหวแน่นะไอ้ทัพ” เพื่อนชายคนหนึ่งเอ่ยถามบุรุษที่กำลังยืนตัวโอนเอนพิงรถยนต์ส่วนตัวของตนเอง
“ไหวสิวะ เมากว่านี้ฉันก็เคยขับมาแล้ว” พอเมาได้ที่คำว่ากลัวก็สะกดไม่เป็นแล้ว
“เออ ๆ ขับดี ๆ ก็แล้วกัน ฉันเชื่อใจแก” ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ก็ในเมื่อไอ้เพื่อนคนนี้มันชอบรั้นบอกให้นอนค้างที่นี่มันก็ไม่นอน
ร่างสูงใหญ่สอดกายเข้าในรถยนต์คันหรู สตาร์ตเครื่องยนต์แล้วเคลื่อนตัวออกจากผับย่านทองหล่ออย่างช้า ๆ โดยมีสายตาของเพื่อนที่คอยยืนมองด้วยความเป็นห่วง วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบสามสิบห้าปี ขุนทัพจึงออกมาฉลองกับเพื่อน
เพราะรู้ว่าตัวเองเมาเขาจึงไม่ขับรถเร็วมากนัก ดวงตาสองข้างหรี่ปรือด้วยทั้งเมาทั้งง่วง เมื่อขับมาถึงหน้าห้างสรรพสินค้าของผู้เป็นพ่อเขาจึงมองไม่เห็นร่างของคนที่กำลังจะข้ามถนน
ชั่วขณะที่เขาขับรถเข้ามาเกือบจะถึงร่างผู้หญิงคนนั้น แสงไฟจากหน้ารถสาดเข้าที่ดวงหน้าเนียน ดวงตาทั้งสองเบิกกว้าง อาการเมาที่เคยมีหายไปเกือบเป็นปลิดทิ้ง เท้าเหยียบเบรกกะทันหัน
เอี๊ยด!!!!
“กรี๊ด!!” แววตาผู้หญิงคนนั้นตื่นตระหนกกรีดร้องออกมาเสียงดังอย่างเสียขวัญ
มือหนาหักพวงมาลัยหลบร่างนั้นอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นรถก็ยังเฉี่ยวเข้ากับร่างผู้หญิงคนนั้นจนเธอล้มลงกับพื้นและหมดสติไปในตอนนั้น ส่วนรถยนต์คันงามของเขาก็พุ่งชนกับป้ายรถเมล์ที่อยู่ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอย่างจัง
ขุนทัพค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดสีแดงฉานหลั่งรินลงมาจากศีรษะเรื่อยผ่านหางคิ้วและแก้มตอบ แต่เพียงไม่นานคนตัวใหญ่ก็สลบเหมือดไปอีกครั้ง
บ้านนาสะแบง จังหวัดมาหาสารคาม ปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยยี่สิบสอง
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ บุญศรีนั่งยอง ๆ อยู่ที่ชานเถียงนา มือหยิบยาเส้นขึ้นมามวนกับใบตองแห้งแล้วจุดสูบ ควันขาวค่อย ๆ พ่นออกจากปาก สายตาทอดมองไปยังลูกชายคนโตที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านล่าง โดยมีลูกชายคนเล็กนั่งยอง ๆ อยู่ไม่ห่างจากพี่ชายมากนัก อากาศยามเย็นเช่นนี้เริ่มเย็นลงบ้างแล้วเพราะมีลมพัดโชยมาไม่ขาด อีกทั้งที่นายังมีต้นไม้มาก
วันนี้นายจ้างเพิ่งเรียกเขาไปคุยเป็นการส่วนตัวด้วยเรื่องสำคัญ เขาไม่รู้ว่าถ้าบอกเรื่องนี้กับลูกชายแล้ว ขาลจะตกลงหรือไม่ กลัวก็แต่เขาจะอาละวาดโวยวายใหญ่โต เพราะลูกชายคนนี้เป็นคนค่อนข้างหัวร้อนมุทะลุ สิ่งไหนไม่ชอบก็ยากที่จะทำตาม ยอมหักไม่ยอมงอจนเขาหวั่นใจอยู่ไม่น้อย
บุญศรีครุ่นคิดอยู่นานจนยาสูบมวนแรกหมดไปโดยไม่รู้ตัว ในมือกำลังมวนยาเส้นจุดสูบอีกครั้ง เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนตัดสินพูดกับลูกออกไป “อากอบบอกว่าจะให้เอ็งแต่งงานกับกาย แลกกับที่อยู่อาศัยและอาหารการกินทั้งหมดของพวกเรา”
ลูกทั้งสองหันขวบมองหน้าผู้เป็นพ่อพร้อมกัน ลูกชายคนโตเอ่ยถามเสียงขุ่น “พ่อหมายความว่ายังไง พ่อจะให้ฉันแต่งงานกับยัยเด็กขาขาดคนนั้นน่ะเหรอ” แววตาบ่งบอกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ถึงจะขาขาดแต่กายก็เป็นคนขยัน หน้าตาก็ยังถือว่าใช้ได้” จะบอกว่าสวยก็ยังได้ด้วยซ้ำ เสียอย่างเดียวแค่เธอพิการเท่านั้น ถึงประกายจะอายุเพียงสิบสี่ปี แต่เธอก็เป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง และโตเป็นสาวมากกว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน
“แต่ฉันไม่อยากได้เมียโง่และขาด้วนพร้อมกัน พ่อเข้าใจไหม” ขาล ลูกชายคนโตโต้เสียงแข็ง คนขาด้วนเช่นนั้นนจะเอามาทำอะไร เดินไปไหนมาไหนก็มีแต่อับอายผู้คนเท่านั้น อีกอย่างประกายยังเรียนไม่จบปอสี่ด้วยซ้ำ คนโง่เช่นนั้นใครอยากได้มาทำเมียบ้าง
“แล้วชีวิตพ่อกับน้องล่ะ แกอยากเป็นคนเร่ร่อนไปเช่นนี้ตลอดหรือ” บ้านไม่มีอยู่ นาไม่มีให้ทำกิน ชีวิตต้องระหกระเหินรับจ้างไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังต้องนอนตามป่าตามเขา
“ถ้างั้นก็ให้ไอ้เข้มมันแต่งไป ฉันยังไม่อยากแต่ง อีกอย่างฉันก็ยังไม่ได้บวชด้วยซ้ำ” ใบหน้าคมเข้มเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดงเพราะความโกรธ อยู่ดี ๆ ก็จะบังคับให้เขาแต่งงานกับคนไม่ครบสามสิบสองประการเช่นนั้น
ได้ยินพี่ชายพูดเช่นนั้นเข้มได้แต่มองบนแล้วกลอกตา ใบหน้ามีแต่เครื่องหมายคำถามว่า แล้วฉันอายุเพียงสิบหกปีบวชแล้วหรือ?
“เข้มมันยังเด็กเกินไป รอสักสิบแปดค่อยแต่งก็ได้” บุญศรีพยายามอธิบายกับลูก “ถ้าแลกกับให้เรามีที่ซุกหัวนอนกับมีข้าวกินพ่อว่ามันก็คุ้มนะขาล เอ็งไม่ลองคิดดูอีกครั้งเหรอ” บุญศรีพูดเสียงเนิบช้าอย่างใจเย็นที่สุด
สองมือหนายกขึ้นกุมศีรษะแล้วดึงทึ้งผมตนแรง ๆ กล่าวออกด้วยท่าทางโกรธจัด “โธ่เว้ย! ก็บอกว่าไม่แต่งก็คือไม่แต่งพูดมากทำไมวะ” ดวงตาสีแดงคล้ายมีลูกไฟสุมอยู่มองหน้าพ่อนิ่ง เขาขบกรามแน่นแล้วพูดออกว่า “ได้ อยากให้ฉันแต่งมากใช่ไหม ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีฉันแล้วพ่อจะทำยังไง” ว่าจบขาลก็วิ่งไปยังต้นตาลใหญ่ที่ยืนตระหง่านอย่างไม่หวาดหวั่นกับสายลมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเถียงนามากนัก
ตลอดเวลาที่ทอรุ้งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขุนทัพคอยมาดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แม้จะมีพยาบาลพิเศษก็ตาม จนพ่อกับแม่นึกแปลกใจ ขุนทัพจึงบอกพ่อกับแม่ว่าเขากำลังคบหาดูใจอยู่กับทอรุ้ง และจะแต่งงานกับเธอหลังจากที่เธอหายดีแล้ว พ่อกับแม่ประหลาดใจมากที่จู่ ๆ ลูกชายก็ประกาศแต่งงานราวกับสายฟ้าแลบ ก่อนหน้านี้บังคับยังไงก็ไม่ยอมแต่งท่าเดียว แถมยังยืนยันเสียงแข็งว่าชาตินี้จะไม่ขอมีภรรยา แต่พอฟื้นขึ้นมาคราวนี้กลับเปิดตัวว่าที่ภรรยาอย่างรวดเร็ว ถึงจะรู้สึกว่าเรื่องราวมันแปลกอยู่บ้างแต่พ่อกับแม่ก็เต็มใจที่จะรับทอรุ้งมาเป็นสะใภ้หมื่นล้าน ดีกว่าปล่อยให้ลูกชายเป็นโสดไปตลอดชีวิต สองเดือนต่อมาทอรุ้งก็หายดีเป็นปกติแล้ว กิจการร้านเสื้อผ้าของเธอก็ขายดีมีกำไรมากเช่นกัน ทอรุ้งมีความสุขกับการทำงานทั้งแบบออฟไลน์และไลฟ์สด อีกทั้งด้านความรักก็ลงตัวที่สุด เพราะขุนทัพทำให้เธอหายจากฝันร้าย ถึงเธอจะจำอดีตชาติได้แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้มีผลต่อชีวิตประจำวันของเธออีกแล้ว ทุกวันขุนทัพจะมารับเธอไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านของเขา วันหยุดยังพาไปเที่ยวทุกที่ที่เธออยากไป ทั้งที่งานเขาก็หนักมากเช่นกัน แต่ทั้งสองก็มีเวลาว่างให
เห็นเพื่อนเอนหลังพิงพนักเตียงผู้ป่วยไม่ยอมพูดจา กมลาภาจึงถามออกไป “แกโอเคไหมรุ้ง ให้ฉันตามพยายาบาลไหม” ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ดีใจที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จะเป็นไปได้อย่างไร มีใครไม่อยากมีชีวิตอยู่บ้าง “ฉันโอเค ไม่ต้องตามหรอก พรุ่งนี้ค่อยตรวจทีเดียว” ทอรุ้งพูดเสียงเนือย ๆ เพราะรู้สึกเหนื่อยกับการร้องไห้ ตอนนี้เธอยังไม่อยากคุยกับใคร เพราะยังทำใจกับความฝันไม่ได้ ทุกครั้งที่ตื่นจากความฝัน ก็มักจะมีความรู้สึกจมดิ่งเช่นนี้ “แกนอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องทำงานไม่ใช่เหรอ ฉันขอนั่งพักสักครู่ก็จะนอนแล้ว” “อืม!” กมลาภาจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเล็กที่วางอยู่ไม่ไกลจากเตียงผู้ป่วย อีกด้านเป็นโซฟายาว ครู่ต่อมาทอรุ้งจึงนึกขึ้นได้ “ว่าแต่เจ้าของรถคันนั้นเป็นยังไงบ้าง” เขาหักหลบเธอกะทันหัน ไม่รู้จะบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด “ไม่รู้เหมือนกัน เขาอยู่ห้องข้าง ๆ นี่แหละ ฉันไม่กล้าไปเยี่ยมเขา ค่ารักษาและค่าห้องพิเศษแม่เขาก็เป็นคนออกให้” น้ำเสียงคล้ายง่วงงุนเต็มที จึงไม่ได้สนใจที่จะอธิบายเพื่อน “ทำไมแกถึงไม่กล้า…” ถามยังไม่จบพอเหลือบมองเพื่อนอีกที กมลาภาก็หลับไปแล้ว เพื่อนค
คนตัวใหญ่ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง สะอื้นไห้ฮึก ๆ ทั้งที่ยังหลับตา ปลื้มจิตผู้เป็นมารดาที่มานอนเฝ้าลูกชายมองดูด้วยความตกใจ “ทัพ ทัพเป็นอะไรไปลูก” เธอจับแขนลูกชายเขย่าเบา ๆ สามวันแล้วที่ลูกชายของเธอนอนไม่ได้สติ ตอนนี้กลับร้องไห้ออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ “กาย” เขาเปิดปากเอ่ยชื่อใครบางคนที่เธอไม่รู้จักออกมา และยังพูดซ้ำอีกหลายหน จนแม่ต้องตีแขนเขาแรงขึ้น “ทัพ!” ขุนทัพลืมตาขึ้นกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อปรับรูม่านตาเข้าหาแสงและขับไล่น้ำตาที่ยังรื้นอยู่ แต่ยังสะอื้นไม่หาย เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านข้างช้า ๆ จากนั้นกวาดสายตามองไปรอบห้อง หลังมือข้างซ้ายยังมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ “ทัพ จำแม่ได้ไหมลูก” ปลื้มจิตถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง เพราะดวงตาเขาดูเลื่อนลอยคล้ายคนยังไม่ได้สติ ขุนทัพมองแม่ด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อนัก เอื้อมมือไปจับมือแม่แล้วบีบเบา ๆ ก่อนหน้าเขายังอยู่ในอดีตบนท้องนาที่มีแต่โคลนตมอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมาในยุคปัจจุบันเสียแล้ว ทั้งที่เขาหมดหวังกับเรื่องนี้ไปแล้ว และไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก แต่พอได้กลับมาจริง ๆ เขาก
ประกายทิ้งมัดกล้าแล้วรีบวิ่งสุดกำลังไปไล่ควาย แต่เพราะใส่ผ้าถุงแถมยังเปียกชื้น อีกทั้งแปลงนายังมีน้ำขังอยู่มาก จึงทำให้วิ่งลำบาก มือสองข้างยังต้องคอยถกผ้าถุงขึ้น บัวผันเห็นลูกสาววิ่งกะเผลก ๆ ไปจึงตะโกนบอก “กายอย่าวิ่ง!” สิ้นคำแม่ ประกายที่กำลังจะก้าวขาขึ้นคันนากลับเหยียบพลาด จนทำให้ร่างเธอล้มคว่ำหน้าลงไป หน้าท้องกระแทกเข้ากับคันนาอย่างจัง “โอ๊ย!” เธอร้องออกมาได้แค่นั้นเพราะรู้สึกทั้งจุกทั้งเจ็บจนเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ “กาย!” บัวผันเบิกตาโพลง ทิ้งกล้าในมือแล้วรีบตรงมาหาลูก “กาย!” เสียงของขาลเอ่ยออกด้วยความตกใจสุดขีด ทำให้ทุกคนหันมามองที่เขาทั้งสิ้น เขาพุ่งทะยานออกจากป่าไผ่ตรงไปหาภรรยาด้วยความร้อนใจ ไม่ได้สนสายตาใครทั้งสิ้น เข้มยังรีรออยู่ตรงนั้นเพื่อหาทางหนีทีไล่ช่วยพี่ชาย ประกอบเห็นขาลวิ่งมาหาลูกสาวตนก็รีบวิ่งไปคว้าปืนแล้ววิ่งไปหาทั้งคู่ทันที มันยังไม่ตาย ซ้ำยังกล้ากลับมาหยามเกียรติเขาอีกหรือ “กาย กายเป็นยังไงบ้าง” ขาลเอ่ยเสียงสั่นช้อนร่างภรรยาขึ้นจากน้ำ “พี่ขาล” เรียกได้แค่ชื่อสามี น้ำตาก็ไหลพร





