Share

บทที่ 7

last update Tanggal publikasi: 2025-08-04 16:01:38

ภายในห้องโถงชั้นสามของหอสุราชื่อดังของเมืองหลวง กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาดีและสุรารสเลิศลอยอบอวล กลบกลิ่นอุบายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เพดานผ้าสีครามอย่างแนบเนียน

เหยียนซูหนิง คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเหยียน ปรากฏกายที่หน้าหอสุราในอาภรณ์เนื้อผ้าราคาแพง ตาดำขลับกวาดมองซ้ายขวา พลางเอ่ยเบา ๆ กับสาวใช้คนสนิท

"เจ้ารอที่นี่ หากเห็นคนในจวนมา..รีบส่งสัญญาณให้ข้าทันที"

"เจ้าค่ะคุณหนู"

เหยียนซูหนิงก้าวขึ้นบันไดจนมาหยุดอยู่หน้าห้องเบอร์สิบเอ็ด ห้องที่ในจดหมายเขียนนัดหมายเอาไว้ ดวงหน้าของนางแดงระเรื่อ สายตาฉายแววความตื่นเต้นประหลาดยากจะกลบเกลื่อน

ภายในห้อง มีเพียงโต๊ะจัดวางชาและของว่างสองสามจาน พร้อมจดหมายเขียนด้วยลายมือคุ้นตาว่า...

"ข้าติดธุระรอพบผู้ใหญ่เพียงครู่ รบกวนเจ้ากินขนมรออย่างใจเย็น... คืนนี้ข้าจะมอบสิ่งที่เจ้ารอคอยมาเนิ่นนาน"

เพียงแค่นั้น ความระวังในใจนางก็มลายหายไป

นางเอนตัวลงจิบชา เคี้ยวขนมตรงหน้าเบา ๆ พลางยิ้มเคลิบเคลิ้มอย่างสาวน้อยหลงรัก หากแต่รสขมปลายลิ้นของชานั้น…คือกลิ่นพิษของอุบายร้ายที่แผ่ซ่านอย่างแนบเนียน

เพียงไม่นาน ลมหายใจของนางเริ่มขาดห้วง ใบหน้าแดงจัด หูอื้อ ตาพร่า ร่างกายร้อนรุ่มราวถูกเพลิงภายในแผดเผา

"หรือว่า?..."

กว่านางจะรู้ตัวมันสายเกินไปเสียแล้ว...

ก่อนนางจะตั้งสติได้ ประตูก็เปิดออกอย่างแผ่วเบา สาวใช้สองคนในชุดเนื้อไหมเข้มเดินเข้ามา พยุงร่างนางที่เริ่มไร้เรี่ยวแรงออกจากห้องไปยังห้องข้างเคียงอย่างนุ่มนวล ไม่มีผู้ใดสงสัย ไม่มีผู้ใดหยุดยั้ง

ห้องเบอร์สิบถัดไป... คือห้องของ "ใต้เท้าจงเต๋อ" ขุนนางชั้นล่างแห่งกรมเก็บของเก่า ผู้มีภรรยาสามและอนุอีกเจ็ด เป็นชายวัยห้าสิบปลายที่ชื่อเสียงมิอาจงดงามได้เท่าความเจ้าชู้

ประตูเปิดออกพร้อมเงาร่างหนึ่งนั่งรออยู่บนเตียงผ้าแพร แสงตะเกียงสลัวแค่พอให้เห็นโครงร่างอวบพลุ้ยที่ดวงตาฉายแววตัณหาอันไร้ขอบเขต

เขาเอง…ก็ถูกวางยาเช่นเดียวกัน!...

เมื่อนางถูกวางลงบนเตียง เสียงกระซิบข้างหูเพียงว่า "เจ้ามาแล้ว" ก็นำไปสู่ห้วงปรารถนาที่ร้อนแรงจนไร้สติ

ไม่กี่อึดใจต่อมา…เสียงครวญคราง เสียงหอบกระเส่า ก็เริ่มแว่วขึ้นเรื่อย ๆ ตามความร้อนแรงของไฟปรารถนา

ณ ตำหนักเงียบงันใต้ม่านราตรี เหวินลั่วกลับมาจากทำภารกิจอย่างไร้ร่องรอย ชุดดำแนบเนื้อไม่สะท้อนแสงจันทร์ สะโพกแนบดาบสั้น เส้นผมรวบสูงไม่มีเส้นใดพลิ้วไหว องครักษ์เงาแทรกตัวผ่านทางลับ แล้วหยุดยืนหลังฉากม่านไหมชั้นใน เขาคุกเข่าเบื้องหน้าท่านอ๋องผู้รออยู่ในความมืด

"เรียนท่านอ๋อง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราวางแผนไว้ขอรับ"

"ดี...พรุ่งนี้เช้าให้คนไปส่งจดหมายแจ้งฮูหยินจง ว่าสามีของนางไปค้างคืนที่ใด...กับสตรีนางใด"

แววตาใต้แสงตะเกียงสลัวราวกับหมาป่าที่รอฉีกเหยื่อ รอยยิ้มมุมปากที่เผยให้เห็นในยามมีแผนร้ายยิ่งทำให้เจ้าของร่างน่ากลัวเป็นเท่าทวี

"ข้าน้อยรับบัญชา"

เหวินลั่วโน้มศีรษะอีกครั้ง ก่อนจะถอยหายกลับไปทางเดิมอย่างเงียบงัน เหลือเพียงกลิ่นจันทน์หอมจาง ๆ ที่ปลิวตามลมยามค่ำคืน

รุ่งอรุณของวันใหม่... เสียงไก่ขันยังไม่ทันขาดช่วง แม่นมสูงวัยในชุดสะอาดเรียบร้อยก้าวขึ้นบันไดเรือนใหญ่ของจวนใต้เท้าจง เดิมทีเวลานี้นางต้องเตรียมพาน้ำชาไปเคารพฮูหยินใหญ่ตามธรรมเนียม

หากแต่วันนี้นางมิได้นำถาดน้ำชา หากเป็นซองผ้าทอมือที่มีกลิ่นหอมของหมึกจาง ๆ แนบจดหมายที่จ่าหน้าถึง "ฮูหยินจงเจียฮวา" โดยเฉพาะ

ครู่ต่อมาก็เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ 3 ภรรยา 7 อนุที่เคยต่อสู้เพื่อแย่งความโปรดปราน บัดนี้กลับร่วมมือกันอย่างดีเพื่อจัดการกับสตรีคนใหม่ของสามี

ช่วงสายวันนั้น...

หน้าจวนสกุลเหยียนก็มีเรื่องอึกทึกทำให้พ่อบ้านรีบเข้าไปรายงานผู้เป็นนายของจวน

ขบวนเกี้ยวประจานสีแดงเลือดหมูปักผ้ารูปนางฟ้าเหินหาวถูกลากมาหยุดหน้าประตูใหญ่ ผู้หญิงหน้าคมแต่งกายหรูหราในชุดผ้าแพรสีม่วงเข้มยืนอยู่หน้าขบวน ด้านหลังคือสาวใช้เจ็ดแปดคนและบ่าวชายตัวใหญ่หน้าตาดุดัน ข้างกันคือบรรดาภรรยารองและอนุภรรยาที่ตามมาด้วย

เสียงหัวเราะแผ่วเบาเยือกเย็นจากนางดังขึ้น...

"คุณหนูใหญ่จากตระกูลเหยียน...ขึ้นเตียงสามีข้าเมื่อคืนนี้ มิทราบว่าชาในหอสุราชั้นสาม รสชาติเป็นเยี่ยงไร คงร้อนแรงไม่น้อยใช่หรือไม่? แต่เหตุใดนัดพบกับบุรุษอีกคน แต่กลับไปขึ้นเตียงกับสามีของข้าได้ การกระทำเช่นนี้อี้จีชื่อดังยังต้องอาย"

ฮูหยินจงมิได้อาละวาดเหมือนสตรีทั่วไป นางเพียงแสดงหลักฐานคือจดหมายจากชายคนรักของเหยียนซูหนิง ยื่นให้พ่อบ้านจวนสกุลเหยียนรับไป

น้ำเสียงของนางเสียงเรียบ นิ่ง แต่ถ้อยคำคมกริบดั่งดาบทิ่ม

"เชิญคุณหนูออกมาให้เห็นหน้าหน่อยเถิด ข้าขอถามแค่คำเดียว ว่า... เจ้ารู้หรือไม่ว่าสามีข้าติดโรคผื่นคันจากอี้จีในเมืองไปแล้ว? หากคืนนี้เจ้ายังแคล้วคลาดปลอดภัย เช่นนั้น... ถือว่าคุณหนูใหญ่โชคดียิ่งนัก!"

"เหตุใดฮูหยินต้องไปพูดกับนางดีขนาดนี้ ก็แค่สตรีเริงเมืองเท่านั้น"

เสียงหนึ่งแหลมบาดหูดังขึ้น ก่อนที่ผ้าม่านจะถูกกระชากออกอย่างไม่ปรานี โดยมือหญิงสามสี่คนที่แต่งตัวหรูหราแต่สายตาแวววาวไปด้วยเพลิงโทสะ

ทันทีที่ผ้าม่านคลุมเกี้ยวถูกเปิดออก ก็เผยให้เห็นร่างหญิงสาวผู้หนึ่งในสภาพกระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าถลกหลุดรุ่ย แผ่นไหล่ขาวโพลนและลำคอที่มีรอยช้ำจาง ๆ ทำให้บรรยากาศหน้าจวนเหยียนเงียบงันลงชั่วครู่

เหยียนซูหนิงถูกกระชากลงจากเกี้ยวอย่างไร้เยื่อใย เส้นผมยุ่งเหยิง ผิวกายสะท้านสะเทือนทั้งเพราะความอับอายและพิษยาในร่างที่ยังหลงเหลือ นางพยายามจะพูด พยายามจะตะโกนปฏิเสธ แต่เสียงก็ขาดห้วง ลมหายใจสะดุดจนแทบทรุด

ใต้เท้าเหยียน เสนาคลังผู้รักษาหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อเห็นบุตรสาวคนโปรดในสภาพอัปยศถึงเพียงนี้ พลันหน้าซีดเผือดจนไม่เหลือสีเลือด มือสั่นเทา เข่าแทบทรุด สองตาเบิกโพลง น้ำเสียงติดขัดราวคนสิ้นคำจะกล่าว

"นี่มัน…บัดซบ!…เรื่องบัดซบอะไรกัน!"

บรรดาภรรยาทั้งหลายนำโดย ฮูหยินจง ต่างก่นด่าด้วยถ้อยคำสวยหรูแต่บาดลึกเฉียบคม

"บ่าวผู้น้อยอย่างข้าหาอาจเทียบบารมีคุณหนูเหยียนไม่...เพียงแต่ท่านพี่ของข้าใต้เท้าจง น่าจะมิรู้ว่าจะต้องมอบฐานะใดให้นางดี เพราะฮูหยินใหญ่ก็มีอยู่แล้วถึงสามคน อนุภรรยาที่ออกหน้าก็มีถึงเจ็ดคน ยังไม่ได้นับรวมกับที่ยังไม่แต่งตั้งอีก"

"เห็นที…จะต้องเป็นอนุลำดับที่สิบสามกระมังเจ้าคะฮูหยิน?" อนุภรรยาคนที่สองกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

ชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มหัวเราะขบขันอย่างเปิดเผย เสียงหนึ่งกล่าวลอย ๆ

"โอ้โฮ…ใต้เท้าจงผู้มากภรรยา เห็นทีคุณหนูเหยียนแต่งเข้าไป จะต้องต่อคิวรอปรนนิบัติสามีแล้วสิคราวนี้!"

"น่าอิจฉายิ่งนัก เกิดมาเป็นบุรุษที่มีสตรีห้อมล้อม ช่างใช้ชีวิตได้คุ้มค่ายิ่งนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

เสียงหัวเราะขบขันดังกระหึ่ม ราวเสียงฝนกระหน่ำใจคนพ่าย เหยียนซูหนิง ตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเบิกค้าง น้ำตารื้นขอบขอบตา นางหันไปมองบิดาด้วยแววตาวิงวอน ใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยรอยตะขิดตะขวงที่เอ่อล้น

"ทะ..ท่านพ่อ ได้โปรดฟังข้าก่อน"

ถ้อยคำอธิบายยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ร่างบางก็ทรุดฮวบลงไปบนลานหน้าจวน ราวกับถูกตัดเส้นชีพจรให้ขาดสะบั้น ลมหายใจเฮือกสุดท้ายก่อนความมืดจะกลืนกินมีเพียงความอับอายไร้จุดจบ

ใต้เท้าเหยียนกำมือแน่นจนสั่นไปทั้งแขน แต่ก็ทำได้เพียงยืนค้างอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะซุบซิบนินทาที่ยิ่งทิ่มแทงกว่ามีดแหลม

ครั้นภรรยาจะถลาเข้าหาบุตรสาวแต่ก็ถูกสายตาดุดันของสามีห้ามเอาไว้ ทำให้ฮูหยินเหยียนที่รู้ตัวว่าตอนนี้ตำแหน่งของนางไม่มั่นคงแล้วจำต้องหยุดชะงักทันที

ท่านเสนาผู้เคยยืนหยัดเหนือหมื่นชน บัดนี้กลับเงยหน้าไม่ขึ้น ต้องยืนนิ่ง ปากเม้มแน่นก่อนจะกล่าวราวยอมจำนนต่อฟ้าดิน

"ในเมื่อเรื่องมันเลยเถิดไปถึงเพียงนี้…ก็ช่างเถิด... จงเต๋อผู้นั้นจะเอานางเป็นอนุหรืออะไรก็ตามใจเขา! นับแต่วันนี้ไปสตรีนางนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลเหยียนอีก ปิดประตูจวน!"

คำพูดนั้นดังเหมือนฆ้องอัปยศตีลงบนศีรษะของบุตรสาวตนเอง ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในจวนโดยไม่หันกลับมาแม้แต่ครึ่งก้าว

บรรยากาศยังไม่คลี่คลาย ผู้คนยังคงยืนออกันอยู่แน่นริมถนน เสียงซุบซิบ เสียงหัวเราะกลั้ว เสียงบ่าวไพร่ที่ยกมือปิดปากแต่ดวงตาเป็นประกายขำขัน บ้างเอ่ยปากสงสาร บ้างก็สาปแช่งว่ากรรมสนองกรรม

เบื้องหลังฝูงชน รถม้าสีเข้มคันหนึ่งเคลื่อนตัวมาจอดอย่างเงียบงัน ผ้าม่านผืนหนาไหวเบา ๆ ลมเย็นพัดผ่านราวรู้ว่าความหายนะของอีกฝ่ายได้เริ่มขึ้นแล้ว

ชายหนุ่มในชุดสีดำล้วนเปิดม่านออกเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นดวงตาคมปลาบประดุจพยัคฆ์จ้องเหยื่อ เสี้ยวหน้าใต้เงาไม้พลันยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นเยียบ

"แค้นครานี้ ข้าชำระแทนเจ้าแล้ว...แมวน้อยของข้า!"

เสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ทุ้มต่ำแฝงเย้ยหยันอย่างลุ่มลึก ราวกับเทพมารในคราบบุรุษผู้สูงศักดิ์ แววตาเฉยชาแฝงความสั่นไหวทุกครั้งเมื่อนึกถึงค่ำคืนนั้น ยิ่งตอนที่ร่างเล็กที่ไร้เรี่ยวแรงนั่นพยายามปีนป่ายขึ้นมาอยู่เหนือร่างกำยำของเขา หมายจะควบคุมการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง..ช่างซุกซนยิ่งนัก

เสียงล้อรถม้าบดไถลกลับไปอย่างเงียบงันเช่นเดียวกับตอนมา ทิ้งไว้เพียงหมอกบาง ๆ จากยามบ่ายและความเงียบอันลึกล้ำที่ไม่มีใครทันสังเกต…

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 262

    หลี่เหมยมองหน้าเซียวติ้งเซิงแล้วยิ้ม นางพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป ในที่สุด ความสุขที่เธอโหยหาก็กลับคืนมาอีกครั้ง...***********ค่ำคืนแห่งเทศกาลโคมไฟถูกประดับไปด้วยแสงสีทองและแดงสด เสียงพลุไฟดังก้องสะท้อนอยู่รอบลานกว้างหน้าเรือน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ผสมผสานกับกลิ่นอาหารที่อบอวลจากหม้อไฟขนาดใ

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 261

    การสูญเสียที่ไม่อาจยอมรับได้ทำให้หลี่เหมยเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลงด้วยอาการตรอมใจ แต่ในห้วงเวลาสุดท้ายของการจากไป จิตใจของเธอกลับสงบและเต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์ การยอมสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ทำให้เธอได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมให้เธอกลับไปสู่จุดจุดเดิมท

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 260

    "อาหยวน! อาจื้อ อาหนิง มานั่งกินข้าวกันเร็ว!"แต่สิ่งที่ตอบกลับมานั้นมีเพียงเสียงสะท้อนแว่ว ๆ ของตนเองในความว่างเปล่า...รอบกายของนางไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีรอยยิ้มสดใสของลูก ๆ ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคักของหลาน ๆ ที่วิ่งเล่นซุกซนอยู่ในบ้าน หัวใจของหลี่เหมยบีบรัดแน่นด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 259

    เสียงเครื่องวัดชีพจรในห้องคนป่วยดัง "ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด…" เนิ่นนานกว่าหนึ่งปีเต็ม ที่ร่างของหลี่เหมยนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแห่งนี้ สีหน้าของเธอนั้นสงบราวกับคนที่หลับใหลไปในห้วงนิทราอันยาวนานข้างกายของหลี่เหมย มีเพียงป้าหลัว หญิงวัยกลางคนที่จงรักภักดี คอยดูแลเธออย่างใกล้ชิดไม่เคยห่างกาย ถึงจะมี

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 258

    เขานั่งนิ่ง ร่างสูงใหญ่สั่นเทา ดวงตาที่เคยเด็ดเดี่ยวกลับพร่ามัวไปด้วยน้ำตา ทุกคนจึงได้ตระหนักในชั่วขณะนั้นว่า... หลี่เหมยมีความสำคัญต่อเขามากเพียงใด บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นขาดห้วง อากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกทว่าในท่ามกลางความเศร้าโศกนั้น เสี่ยวม่ายที่พยายามควบคุมน้ำตา เดินไปยังโต๊ะกลา

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 257

    เสียงสะอื้นแผ่วเบาของเด็ก ๆ ทั้งสามดังลอดออกมาจากเรือนนอนที่เงียบสงัด ราวกับสายลมเศร้าที่กำลังร่ำร้องปลุกปลอบวิญญาณของผู้เป็นย่าให้ตื่นขึ้นมา ทว่า...ความเงียบวังเวงกลับเป็นสิ่งเดียวที่โอบล้อมอยู่เซียวติ้งเซิงก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง ใจที่เคยแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผากำลังแหลกสลายอย่างไม่อาจต้าน ดวง

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 157

    "พระสนมหลี่ไม่ต้องมากพิธี... เชิญนั่งเถิด" ฮองเฮายิ้มออกมา จ้าวเหวินรีบเดินเข้าไปหาหลาน ๆ แล้วยื่นของเล่นที่เตรียมมาให้พวกเขา "เจ๋อเอ๋อร์ เย่ว์เอ๋อร์ ดูสิอาห้าเอาของเล่นมาให้พวกเจ้า ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน... พวกเจ้าโตจนมีฟันน้ำนมแล้ว"อวิ๋นเจ๋อกับหมิงเย่ว์หัวเราะแล้วคว้าของเล่นมาถือไว้ในมืออย่

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 154

    "กระหม่อมมาสายไปหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ""ไม่เลย... เจ้ามาได้ถูกเวลาที่สุดแล้ว" ฮ่องเต้กล่าวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นในขณะนั้น กู้ฉางและจ้าวเฉิงที่ยังคงตกใจไม่หาย ก็ส่งเสียงเรียกทหารที่เฝ้าอยู่หน้าท้องพระโรง แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาแม้แต่คนเดียว"มานี่! ทหาร! เข้ามาช่วยข้า!" กู้ฉางตะโกนเสียงลั่นฮ่องเต้เห็นแบบนั้

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 153

    วังหลวงแคว้นต้าเซิ่งท้องพระโรงแห่งแคว้นต้าเซิ่งถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศที่อึดอัดและตึงเครียด ขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันมองหน้ากันอย่างเลิกลัก หลายคนรู้ดีว่าการประชุมในวันนี้ไม่ใช่การว่าราชการตามปกติ ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีหน้าซีดเซียว พระองค์ไอเป็นเลือดเป็นระยะ ส่วนรัชทายาทจ้าวหลินก็มีสีหน้าไม

  • เคียงพยัคฆ์บุพเพรักข้ามภพ   บทที่ 151

    หลังจากการประหารชีวิตสิ้นสุดลง ท้องพระราชวังแห่งแคว้นเว่ยกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง จ้าวอวี้นั่งอยู่ในห้องทรงงาน ขณะที่ กุนซือกุ่ยอวี่ ราชครูเสิ่น แม่ทัพชาง เฮยเจิย และครูฝึกไป๋ ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง จ้าวอวี้เริ่มเปิดการประชุมด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมา "ถึงตอนนี้แคว้นเว่ยถูกยึดครองแล้ว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status