LOGINคำโปรย นางคือพระชายาของเว่ยอ๋อง ท่านอ๋องที่ยากจนที่สุดในแคว้น(สามีของนางกล่าวกับนางเช่นนั้น) หลังจากวันแต่งงานนางก็ได้ติดตามสามีมายังเขตการปกครองของเขาและก็พบความจริงที่ว่าที่นี่ช่าง แร้นแค้น ชนบทเหลือจะกล่าว!!! หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าไว้อาลัยกับตนเองในใจ ก็ผู้ใดใช้ให้นางเกิดมาเป็นคุณหนูผู้ไร้ความสำคัญในตระกูลฟางเล่า พี่สาวทั้งสองของนาง...คนหนึ่งแต่งกับว่าที่ไท่จื่อ อีกคนแต่งกับอ๋องนักรบผู้เก่งกาจ ส่วนนางจับไม้สั้นไม้ยาวได้แต่งกับท่านอ๋องผู้ไร้ความสำคัญที่สุดในราชวงศ์ทั้งยังยากจนเหลือจะกล่าว!!! สวรรค์...กลั่นแกล้งนางเกินไปแล้ว ก่อนจะพบว่าสามีของนางช่างน่าสงสารและน่าเห็นใจยิ่งนัก แต่ไม่เป็นไรนะ! ภรรยาผู้นี้จะเลี้ยงดูท่านเอง ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี... เมื่อใบหน้านี้ของสามีช่างหล่อเหลาเกินบรรยาย เช่นนี้เข้าทำนองที่ว่า "หล่อแต่ไส้แห้งได้หรือไม่" แต่ไม่เป็นไรนางชมชอบบุรุษรูปงามอยู่แล้ว อย่างน้อยสามีผู้นี้ก็มีดีที่หน้าตา นับว่าการแต่งงานครั้งนี้นางย่อมไม่ขาดทุนเท่าใดนัก
View More"คุณหนู เย็นนี้ท่านมีนัดท่านมื้อเย็นกับฮูหยินผู้เฒ่านะเจ้าคะ หากท่านไม่รีบกลับเสียตั้งแต่ตอนนี้จะต้องไม่ทันเป็นแน่เจ้าค่ะ" ฟางลี่อินที่กำลังเดินเล่นในตลาดถึงกับชะงัก ก่อนจะหันมาหรี่ตามองไปยังสาวใช้คนสนิทของตนเอง ก่อนที่ผูเถาสาวใช้ของหญิงสาวจะแสยะยิ้มอย่างเก้อเขิน
"แหะๆ เชิญคุณหนูเดินเล่นให้สบายใจเจ้าค่ะ"
"หึ เจ้าก็น่าจะรู้ท่านย่าจะพูดเรื่องใดก็คงไม่พ้นเรื่องแต่งงาน ข้าละเบื่อหน่ายไม่อยากจะไปกินข้าวที่เรือนท่านย่าสักนิด"
"คุณหนูอย่าได้กล่าวเสียงดังสิเจ้าคะ"
"เฮ้อ! ใครใช้ให้ข้าเป็นหลานชังเล่า ท่านย่ามิได้เอ็นดูข้าเหมือนที่เอ็นดูพี่ใหญ่ ทั้งข้าเองก็ยังไม่ได้พูดจาเอาใจเก่งเช่นพี่รอง"
ฟางลี่อินคือคุณหนูสามตระกูลฟาง บิดาคืออดีตท่านแม่ทัพใหญ่ที่สิ้นใจในสนามรบ มารดาของนางเองก็สิ้นใจไปหลังจากคลอดนาง เพราะความสะเทือนใจหลังจากรู้ข่าวการจากไปของบิดา ทำให้ฟางลี่อินเป็นกำพร้าตั้งแต่เกิด แต่เพราะท่านปู่มีฐานะเป็นถึงราชครูของฝ่าบาทตระกูลฟางจึงได้รับความเมตตาไม่น้อย รวมถึงท่านป้าของนางก็มีตำแหน่งเป็นถึงฮองเฮาของแคว้นแม้ว่านางเองจะไม่สามารถมีบุตรของตนเองหากแต่ก็เลี้ยงดูองค์ชายถึงสามพระองค์ เพราะอดีตฮองเฮานั้นสิ้นใจหลังจากคลอดองค์ชายรอง ส่วนหลี่กุ้ยเฟยเองก็สุขภาพอ่อนแอหลังจากคลอดองค์ชายสามมาได้เพียงหนึ่งปีก็สิ้นใจ วังหลังไม่ซับซ้อนฝ่าบาททรงรักเดียวใจเดียวทั้งคู่เป็นคนรักกันมาตั้งแต่ท่านป้าของนางยังเป็นแม่นางน้อย ทำให้ฝ่าบาทไม่คิดทรงแต่งตั้งผู้ใดอีก ในฐานะฮองเฮาแม้ว่าจะไม่สามารถมีบุตรเป็นของตนเองหากแต่องค์ชายทั้งสามก็ถูกท่านป้าของนางเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเยาว์จึงได้รักและเอ็นดูทั้งสามคนราวกับบุตรแท้ๆในอุทร หากแต่ก็จะมีเพียงองค์ชายสามหรือเว่ยอ๋องที่ชอบทำตัวสันโดษไม่ข้องแวะกับผู้ใด
"คุณหนูอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็รักท่านไม่น้อย"
"เอาละๆ แล้วเรื่องที่ข้าให้เจ้าไปทำได้ความว่าอย่างไรกัน"
"อีกสองสามวันจะมีคหบดีผู้หนึ่งมาดูที่ร้านค้าเจ้าค่ะ ว่าแต่คุณหนูจะขายร้านแห่งนั้นของท่านจริงๆหรือเจ้าคะ"
"แน่นอน! ข้าต้องเก็บรวบรวมสินเดิมเจ้าก็รู้ ยามแต่งไปแล้วค่อยหาซื้อเอาใหม่ก็ย่อมได้"
"แต่ว่าร้านนั้นทำกำไรดียิ่งนัก"
"เฮ้อ! จะทำเช่นไรได้เล่า เมื่อถึงยามนั้นพวกเราต้องเดินทางไปจากเมืองหลวง ร้านค้านี้ก็คงไม่ได้กลับมาดู หลงจู๊เองแม้จะไว้ใจได้หากแต่ถ้าเราไม่หมั่นมาตรวจสอบก็อาจจะเกิดการโกงขึ้นมา เรื่องเงินไม่สามารถวางใจผู้ใดได้เต็มสิบส่วน เพราะฉะนั้นขายไปเสียแล้วกอดเงินที่ขายร้านค้าได้เอาไว้ไปตั้งต้นใหม่ที่นั่นเสียดีกว่า"
"คุณหนูกล่าวมามีเหตุผลยิ่งนักเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าวช่างมีความคิดล้ำเลิศนัก"
"เอาละๆเลิกอวยข้าเถิด ว่าแต่แล้วร้านอื่นเล่า"
"บ่าวจะรีบจัดการให้ครบเจ้าค่ะ คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงบ่าวจะเอาเงินมารวมสินเดิมให้คุณหนูให้ได้มากที่สุดเลยเจ้าค่ะ"
"ดีมาก! เจ้าอย่าลืมสอบถามหลงจู๊เหล่านั้นว่ามีผู้ใดยินดีติดตามข้าไปที่ซานตงบ้าง"
"เจ้าค่ะคุณหนู"
ฟางลี่อินที่อยู่ในชุดบุรุษมิรู้เลยว่าการสนทนาของนางอยู่ในความสนใจของคนผู้หนึ่งมาโดยตลอด หลังจากพูดคุยกับสาวใช้ส่วนตัวที่ในขณะนี้อยู่ในชุดบุรุษเช่นกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหายเข้าไปยังตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง ประตูเรือนถูกเปิดออกก่อนจะถูกปิดลงอย่างมิดชิด
ชายหนุ่มหยุดมองดูเรือนหลังเล็กที่หน้าเรือนมีต้นไป๋หลันฮวาอยู่หน้าเรือน ก่อนจะยกยิ้มจางแล้วเร้นกายหายไป ฟางลี่อินและสาวใช้ใช้เวลาเพียงครู่ก่อนจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของสตรีแล้วออกจากเรือนมา แล้วตรงกลับจวนตระกูลฟาง หญิงสาวเลือกใช้เส้นทางด้านข้างจวนที่ไม่ค่อยมีคนใช้งานแล้วค่อยๆย่องกลับเรือนของตนเองที่อยู่ไม่ไกลจากประตูข้าง หากแต่ในยามที่ก้าวเท้าผ่านประตูมาได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนกำลังยืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว
เฮือกกก
"ทะ ท่านย่า" ฟางลี่อินยืนมองตาโต นางไม่คิดว่าท่านย่าจะมายืนรอนางเช่นนี้ ไม่เพียงเท่านั้นในมือของหญิงชรายังมีไม้เรียวที่เหลาจนเรียวบาง ไม่บอกก็รู้ว่ายามที่ถูกฟาดลงบนน่องของนางจะเจ็บแสบเพียงใด
"ทะ ท่านย่ามาทำอันใดที่นี่หรือเจ้าคะ" หญิงสาวใช้เสียงเล็กเสียงน้อยเอ่ยถามหญิงชราด้วยใจที่หวาดหวั่นแต่ไม่อาจแสดงออกมาให้หญิงชราได้รู้เป็นอันขาด
"ลี่อิน! เจ้าแอบไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีกแล้วหรือ อีกไม่กี่วันก็จะแต่งงานแล้วเหตุใดจึงได้ดื้อรั้นทำตัวเป็นเด็กเล็กๆเช่นนี้"
"ท่านย่า! ข้าก็เพียงอยากจะซื้อข้างของจำเป็นเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ข้าต้องเดินทางไปในที่กันดารเช่นนั้น แม้กระทั่งแป้งผัดหน้าก็มิรู้ว่าจะมีขายหรือไม่" ฟางลี่อินแสร้งทำเสียงเศร้า ในคราแรกหญิงชราที่ได้รับรายงานว่าหลานสาวคนเล็กสร้างเรื่องด้วยการแอบหนีไปเที่ยวนอกจวน ก็ทำเอานางโมโหจนควันออกหู หากแต่เมื่อได้ยินว่าหลานสาวจะต้องเดินทางจากไปไกลก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้ ความตั้งใจเดิมที่คิดจะลงโทษนางจึงได้ละเว้นเอาไว้ก่อน
"ท่านย่า อย่าได้ลงโทษน้องเล็กเลยเจ้าค่ะ" ฟางลี่มี่คุณหนูใหญ่ตระกูลฟางเอ่ยคำขอร้องแทนน้องสาว ก่อนจะขยิบตาให้ฟางลี่อินรีบกลับเรือนของนางไป
"เจ้ารีบไปพักผ่อนเถิด ต่อจากนี้ก็อยู่ในเรือนดีๆอย่าได้ดื้อรั้นจนท่านย่าโมโหอีก หากเจ้าต้องการสิ่งใดก็ให้สาวใช้ไปหาซื้อมาให้แทน" ฟางลี่ถิง คุณหนูรองตระกูลฟางกล่าวกับน้องสาวพร้อมกับรีบให้นางกลับเรือนไปเสียในขณะที่ท่านย่ายังไม่คิดลงมือกับนางจริงจัง ฟางลี่อินที่เห็นว่าพี่สาวทั้งสองพยายามออกรับแทนจึงได้ส่งสายตาซาบซึ้งใจไปยังคนทั้งคู่ก่อนจะคารวะท่านย่าแล้วรีบเดินกลับเรือนของนางไปในทันที
"ท่านย่าอย่าได้โกรธน้องเล็กเลยเจ้าค่ะ นางก็ซุกซนเช่นนี้"
"หึ พวกเจ้าก็ดีแต่ให้ท้ายนางปีนี้นางอายุสิบหกแล้ว เจ้ารองสิบแปด เจ้าใหญ่สิบเก้า พวกเจ้าแต่งงานออกเรือนไปพร้อมกัน เจ้าสองคนย่าไม่ห่วงแต่เจ้าสามน่ะหาได้เหมือนพวกเจ้าไม่ นางกระโดกกระเดกเช่นนั้นยามเมื่อแต่งออกไปจะเป็นเช่นไร กิริยาไม่เหมือนสตรีจะรู้จักเอาใจผู้ใดหรือไม่ หากว่าเว่ยอ๋องรับอนุภรรยาเล่า นางจะรู้จักรับมือกับสตรีเรือนหลังที่ร้ายกาจเหล่านั้นหรือ" ฟางลี่มี่และฟางลี่ถิงที่ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกอดเป็นห่วงน้องสาวมิได้
ตัวพวกนางทั้งสองนั้นมีใจรักใครเป็นคู่หยวนหยางกับว่าที่สามีมาตั้งแต่แรก มีเพียงน้องสาวที่มิได้สนิทคุ้นเคยกับเว่ยอ๋อง เพราะอีกฝ่ายขออนุญาตไปปกครองเขตการปกครองของตนเองตั้งแต่อายุสิบแปด เพราะมีใจรักความสันโดษและมีชีวิตอันเรียบง่ายตลอดสองปีมานี้ก็เดินทางมายังเมืองหลวงเพียงปีละครั้ง ชีวิตที่เรียบง่ายนั้นก็ทำให้มีข่าวลือว่าเขานั้นเป็นท่านอ๋องที่ยากจนที่สุดในบรรดาโอรสทั้งสาม
แคว้นจิ้นถือกำเนิดแคว้นมาได้ราวห้าสิบปี ตลอดมาก็สงบสุขมีเพียงสงครามเล็กๆน้อยๆไม่หนักหนา ประชาชนล้วนอยู่ดีกินดีเพียงแต่ในบางพื้นที่ก็ยากจนข้นแค้นไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น ซานตงภายใต้การปกครองของเว่ยอ๋องที่มีข่าวลือว่าแร้นแค้นยิ่งนัก แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ดูเหมือนจะดีขึ้นไม่น้อยด้วยฝีมือการดูแลของเว่ยอ๋อง
ทางด้านฟางลี่อินที่กลับมาถึงเรือนก็ได้แต่ถอนหายใจ ในตอนแรกนางคิดว่าน่องของนางจะลายเป็นหนังเสือเสียแล้ว เพียงแต่นึกถึงไม้เรียวในมือท่านย่าก็ยังอดอกสั่นขวัญหายมิได้ โชคดีนักที่นางหยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมากล่าวทำให้หญิงชราเห็นในางขึ้นมาหลายส่วน จึงได้รอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้
"คุณหนู เช่นนั้นพรุ่งนี้ให้บ่าวจัดการให้ท่านเถิดเจ้าค่ะ"
"ได้! เช่นนั้นพรุ่งนี้ให้เจ้าไปจัดการก็แล้วกัน ส่วนเรื่องข้าวของเจ้าเก็บเรียบร้อยดีแล้วใช่หรือไม่"
"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"
"ดีๆ เช่นนั้นพรุ่งนี้พักก่อน หากถูกจับได้อีกน่องของข้าคงไม่รอดแน่"
"เจ้าค่ะ คุณหนูโปรดวางใจบ่าวจะจัดการให้ท่านเองเจ้าค่ะ"
"อื้ม เช่นนั้นวันนี้เจ้าให้คนไปเตรียมน้ำร้อนเถิด ข้าอยากแช่น้ำร้อนให้หายตกใจเสียหน่อย!"
"เจ้าค่ะ" ผูเถาได้แต่ส่ายหน้าคุณหนูของนางปาก็บอกว่าไม่กลัวฮูหยินผู้เฒ่า หากยามเผชิญหน้ากับหญิงชราก็กลายเป็นเด็กน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น หากจะกล่าวไปแล้วแม้ว่าคุณหนูของนางจะไม่ได้รับความเอ็นดูเท่ากับคุณหนูใหญ่และคุณหนูรอง แต่คุณหนูสามของนางกลับได้รับการตามใจจากทุกคนมากที่สุดอาจเพราะคุณหนูสามขาดมารดาตั้งแต่ยังเล็กกว่าใครนัก และเพราะความดื้อรั้นไม่ค่อยเชื่อฟังทั้งยังไม่ค่อยมีความเป็นกุลสตรียิ่งทำให้คุณหนูสามไม่ค่อยเป็นที่เอ็นดูของคนในจวน ข้าวของที่ได้ก็ดูเหมือนจะลดหลั่นน้อยลงจากคุณหนูทั้งสอง
ฟางลี่อินนอนแช่น้ำร้อนอยู่ในเรือน หญิงสาวมองเหม่อไปบนเพดานห้องก่อนจะนึกไปถึงว่าที่สามีของนาง นางให้คนไปสืบความเรื่องชายหนุ่มมาไม่น้อยก่อนจะได้รับรายงานว่าอีกฝ่ายมิค่อยเป็นที่รักมากนัก ทั้งยังยากจนที่สุดในบรรดาโอรสทั้งสามของฝ่าบาท ฟางลี่อินคิดเลื่อนลอยไปเรื่อยนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นางต้องขายร้านค้าทั้งสิบร้านของนางทิ้งไป นอกจากจะกลัวว่าตนเองอาจจะไม่ค่อยได้กลับมายังเมืองหลวงแล้ว ยังกลัวว่าตนเองจะไม่มีเงินมากพอให้เริ่มต้นชีวิตใหม่
มีหลายคนที่เคยเดินทางไปยังซานตงกล่าวว่าแม้ว่าที่นั่นจะมีพื้นที่ติดทะเลหากแต่ก็ไม่เจริญรุ่งเรืองนักอาจเพราะเป็นพื้นที่บุกเบิกใหม่จำนวนประชากรก็ยังน้อยแม้ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรในพื้นที่จะเพิ่มมากขึ้นแล้วก็ตาม หากแต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่แร้นแค้นยากไร้รอการพัฒนาไม่น้อย
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าของว่าที่สามีหรือก็ไม่เคยเห็น ทั้งยังมีข่าวลือว่าเขายากจนถึงเพียงนั้น เฮ้อ! เหตุใดชีวิตของนางจึงได้รันทดนักน่ะ!
"เฮ้อ! จะยากจนหรือข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ ขอเพียงท่านมีใบหน้าหล่อเหลาก็นับว่าการแต่งงานครั้งนี้ข้าก็ยังคงได้กำไรอยู่ไม่น้อย หลี่กุ้ยเฟยเองก็งดงามเช่นนั้นเขาเองก็คงไม่ขี้ริ้วกระมัง แต่ฝ่าบาทมิได้หล่อเหลาปานนั้น อุ้ย!" ฟางลี่อินมองซ้ายมองขวายามเมื่อนึกได้ว่าหัวนางอาจหลุดจากบ่าหากมีคนได้ยิน
"หากใบหน้าเขาเหมือนกับฝ่าบาทเล่า! ข้ามิขาดทุนทั้งขึ้นทั้งล่องหรอกหรือ! น่าเศร้านัก"
ในขณะที่นางกำลังเป็นกังวลกับใบหน้าของว่าที่สามีอยู่นั้น ใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังบานหน้าต่างก็ได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับความคิดของนาง ก่อนที่เขาจะนึกในใจ
(นี่ชีวิตของนางจะมีเพียงคำว่าขาดทุนกับกำไรเท่านั้นหรอกหรือ ช่างเป็นสตรีที่ขี้งกยิ่งนัก!)
"แต่ข้าปรารถนาจะได้มันมาครอบครอง" สตรีผู้นั้นกล่าวอย่างต้องการเอาชนะ แท้จริงแล้วนางคือจางเหมยฮวา คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีกรมคลังคนใหม่หญิงสาวเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อต้องการแต่งเข้าจวนเว่ยอ๋อง แต่เพราะบิดาไม่เห็นด้วยจึงได้หลบหนีจากจวนมาพร้อมกับองครักษ์ นางได้ยินว่าพระชายาเว่ยอ๋องนั้นไม่งดงามเท่านางและเมื่อได้ยลโฉมของอีกฝ่ายจางเหมยฮวาก็คิดว่าข่าวลือนั้นช่างไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย เพราะฟางลี่อินไม่ใช่ว่าไม่งดงามเท่านางหากแต่เทียบนางไม่ได้แม้แต่กระผีกเดียวด้วยซ้ำ"ข้าตกลงซื้อเครื่องดนตรีชิ้นนี้แล้ว ทั้งคนขายก็ยังตกลงแล้วว่าจะขายมันให้กับข้าไม่ทราบว่าแม่นางท่านนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทหรอกหรือจึงได้เสนอหน้าเข้ามาแย่งชิงสิ่งของของผู้อื่น" ฟางลี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สตรีเช่นนี้ทั้งชีวิตของนางเจอมานักต่อนักดูท่านางคงไม่ได้ต้องการจะซื้อไวโอลินเครื่องนี้เพราะอยากจะได้จริงๆ เพียงแค่ต้องการอยากจะเอาชนะก็เท่านั้นเองวาจาตรงไปตรงมาของฟางลี่อินทำให้จางเหมยฮวารู้สึกโกรธจนควันออกหู เพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจึงทำให้นางมองไม่เห็นหัวผู้ใดทั้งสิ้น เป็นพระชายาเว่ยอ๋องแล้วอย่างไร ยามนี้ก็อายุมาก
เจ็ดปีผ่านไปซานตงกลายเป็นเขตพื้นที่ที่แสนอุดมสมบูรณ์ จากเมื่อก่อนที่แสนแห้งแล้งชาวเมืองยากแค้นหลังจากที่เว่ยอ๋องใช้เวลากว่าสิบปีที่นี่ก็กลายเป็นเขตพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง ผู้คนต่างเดินทางไปมาเพื่อทำมาค้าขาย ชาวเมืองอยู่ดีกินดี มีเนื้อให้กิน มีผักให้ปลูก ยามหน้าหนาวก็มีถ่านให้ใช้ ยามหน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งให้ได้ลอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากแรงกายที่มุ่งหวังที่จะให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเว่ยอ๋องทั้งสิ้นนอกจากสินค้าทุกอย่างจะถูกตรวจสอบเพื่อกำหนดไม่ให้มีราคาที่แพงเกินไปแล้ว หากร้านค้าใดที่จำหน่ายสินค้าแพงเกินคุณภาพจะต้องถูกปรับและจะต้องถูกยึดใบอนุญาตค้าขายอีกด้วยท่าเรือก็มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาวโพ้นทะเลของแปลกตาหลายสิ่งหลายอย่างอย่างถูกนำมาจัดวางขาย หากสิ่งใดที่เป็นที่คุ้นตาในโลกก่อนก็มักจะถูกฟางลี่อินซื้อมาเก็บไว้ที่จวน ตัวอย่างเช่นเครื่องดนตรี ทำให้เว่ยอ๋องต้องสั่งช่างไม้ให้สร้างเรือนหลังใหม่ให้กับนางเพื่อเอาไว้ใช้เก็บข้าวของเหล่านี้โดยเฉพาะ"พระชายาเพคะ มีข่าวลือว่าวันนี้เรือของชาวโพ้นทะเลจะเทียบท่าเจ้าค่ะ" หลันซีเอ่ยรายงานให้นายหญิงของตนได้ทราบ"จริงหรื
"ท่านอย่ามาล้อข้าเล่นนะ! " หญิงสาวเริ่มจะมีโทสะจริงๆ เสียแล้ว เจียงสือที่เห็นท่าทีที่เข้าใจยากของสตรีตรงหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาเกี้ยวนางมานานเกือบปีแล้วแต่ดูเหมือนนางจะไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด"เหตุใดข้าต้องล้อเล่น เอาละ ตาข้าถามเจ้าบ้าง เจ้ากำลังคิดที่จะแต่งงานเช่นนั้นหรือ? " หลี่เซียงมองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจหากแต่ก็ตอบไปตามจริง"ถูกต้องแล้ว""เจ้าคิดจะแต่งกับผู้ใด" เจียงสือเอ่ยถามนางด้วยสีหน้าจริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นหลี่เซียงจึงนั่งลงที่บนเก้าอี้ที่อยู่อีกฝั่งของโต๊ะน้ำชา"ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้าขอเพียงให้เกียรติข้าและยินยอมให้ข้าทำทุกสิ่งได้ตามใจต้องการก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างจริงจัง นางไม่ได้ต้องการความรัก นางต้องการเพียงอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างที่นางต้องการ สามีจะมีอนุภรรยาสักกี่คนก็ล้วนได้ทั้งหมด ขอเพียงเขายังคงให้เกียรตินางในฐานะภรรยาและยินยอมให้นางทำสิ่งใดก็ได้อย่างอิสระ เท่านั้นก็นับว่าดีพอแล้ว"เช่นนั้นก็แต่งกับข้า" เจียงสือเอ่ยออกมาตามจริงโดยไม่ต้องคิดให้มากความ เดิมทีเขาเองก็ชอบพอนางอยู่แล้ว เรื่องตามใจนั้นก็ล้วนเป็นที่แน่นอนหากนางต้อง
พักหลังมานี้หลี่เซียงใช้เวลาทุ่มเทฝึกฝนน้องชายให้กลายเป็นผู้นำตระกูลที่เข้มแข็งในภายหน้าทำให้นางแทบจะไม่มีเวลาดูแลตนเองเลย โชคดีที่ได้เคล็ดลับการบำรุงผิวมาจากพระชายาเว่ยอ๋อง ทำให้แม้ว่านางจะตรากตรำทำงานหนักนอนดึกเพียงใดรอยเหี่ยวย่นก็ไม่สามารถทำร้ายนางได้แม้แต่น้อย"คุณหนูเจ้าคะ น้ำมันแกะนี้ดียิ่งเจ้าค่ะบ่าวรู้สึกว่าผิวของท่านดูเหมือนจะขาวผ่องขึ้นกว่าเดิมมากนัก" สาวใช้ของหลี่เซียงเอ่ยชม"ข้าก็คิดเช่นนั้น เจ้าว่าหากว่าเรานำมาขายคงจะได้กำไรดีไม่น้อยเพียงแต่ต้นทุนสูงยิ่งทั้งยังมีจำนวนจำกัด""คุณหนูท่านเก็บเอาไว้ใช้เองดีกว่าเจ้าค่ะ" สาวใช้เอ่ยตามจริงของมีไม่มากทั้งยังราคาแพงมิสู้ให้คุณหนูของนางเก็บเอาไว้บำรุงตนเองดีเสียกว่า"อื้ม เสียดายยิ่ง ข้าคิดว่าจะหากำไรจากมันได้อีกมากเสียอีก เอ้อ! จริงสิข้าว่าข้าเดินทางขึ้นเหนือสักครั้งดีกว่า""จะดีหรือเจ้าคะ? ผู้ใดก็รู้ว่าแดนเหนือนั้นมีแต่หิมะทั้งยังหนาวเย็นตลอดทั้งปีระยะทางก็ไกลแสนไกล ผู้อาวุโสในตระกูลจะต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่เจ้าค่ะ""เฮ้อ! ข้าอยากจะมีอิสระบ้าง" อยู่ ๆ หลี่เซียงก็ตะโกนออกมาเสียงไม่เบานัก นางเบื่อที่จะต้องมานั่งคำนวณบัญชีในทุกๆ วันค
หลังจากที่ฟางลี่อินตั้งครรภ์ได้ราวสี่เดือน หญิงสาวก็คิดว่าตนเองควรตอบรับเทียบเชิญสักใบจึงได้ให้ต้วนกงกงส่งตอบรับเทียบเชิญหนึ่ง ซึ่งเป็นงานเลี้ยงของฮูหยินผู้เฒ่าเจียงผู้เป็นมารดาของแม่
ผิงเซียวแจ้งความประสงค์ว่าพระชายาต้องการออกไปเดินเล่นในเมือง จิ้นฝานเห็นว่าไม่มีอะไรต้องกังวลอีกอย่างหญิงสาวคงจะรู้สึกเบื่อที่เอาแต่ตามติดเขาจึงต้องการเปิดหูเปิดตานอกจวนเสียบ้างจ
สองสามีทานสำรับเย็นพร้อมกันฟางลี่อินยังคงเอาอกเอาใจสามีเช่นเคย เว่ยอ๋องไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของหญิงสาวเพราะคิดว่าอย่างไรทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรทำร้ายจิตใจของนางด้วยคว
ทางด้านฟางลี่อินที่หลังจากกลับมาจากเรือนของสามีก็เอาแต่ยิ้มอารมณ์ดีทั้งวัน นางสั่งให้โรงครัวเตรียมทำมือเย็นแสนอร่อยเอาไว้รอท่าสามีหลังจากที่เขาตื่น เย็นนี้จะได้ทานอาหารด้วยกัน





![สองแม่ทัพขย่มกลีบโบตั๋น (3p) - [PWP] - [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)