Mag-log inความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช
“พรรณวัตร…”
เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสาวเมื่อครู่…หายไปหมดในพริบตา เหลือเพียงไฟแค้นที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องสาว…” เสียงเขาต่ำกด
“…ของภารันต์”
แค่นามสกุลเดียวกัน ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจเขากระตุกแรง นิ้วมือกำแฟ้มแน่น เส้นเลือดขึ้นชัดบนหลังมือ เหมือนกับมีบางอย่างระเบิดเงียบ ๆ อยู่ในอก
“ครับ เธอใช้นามสกุลเดียวกัน อยู่ทะเบียนบ้านเดียวกัน เป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่โตมาด้วยกันครับ” ธวัชพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“โลกมันกลมเกินไป… หรือโชคชะตากำลังจงใจเล่นตลกร้ายกับฉันกันแน่” เศรษฐวัฒน์แค่นยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่มีความขำเลยแม้แต่นิด
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงชั่วครู่ ภาพในหัวตีกันวุ่นวาย รอยยิ้มสดใสของเด็กสาวในฮอลล์ที่เขาเพิ่งเห็น น้ำเสียงมั่นใจ ซ้อนทับกับภาพศลิษานอนแน่นิ่งกลางถนนในคืนฝนตก ความสดใสของพาขวัญในตอนนี้มันช่างบาดตาเขาเหลือเกิน เพราะมันคือสิ่งที่น้องสาวของเขาจะไม่มีวันได้กลับมาอีกต่อไป... และคนที่ทำลายมันก็คือพี่ชายของเธอ... ภารันต์
“ท่านประธานจะให้ผมจัดการยังไงต่อครับ” ธวัชถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าเวลาที่เศรษฐวัฒน์นิ่งสงบแบบนี้ คือ…สัญญาณอันตราย เป็นเวลาที่พายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวแล้ว
เศรษฐวัฒน์เปิดแฟ้มช้า ๆ สายตาไล่อ่านข้อมูลของพาขวัญอย่างละเอียด ทุกตัวอักษรเหมือนอาวุธในมือที่เขาเตรียมจะหยิบมาใช้
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง… สนใจเรื่องความรู้สึก ความผูกพันในการตลาดสินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาคมหยุดที่รูปถ่ายหน้าตรง ดวงตาคู่นั้นสดใส ซื่อตรง เต็มไปด้วยแสง
“ธวัช…”
ธวัชชะงัก “ครับ”
“ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอให้มากกว่าเดิม” เขาเอนตัวไปข้างหน้า มองหน้าผู้ช่วยตรง ๆ
“ไม่ว่าจะเป็นตารางเรียน เพื่อนสนิท นิสัย จุดอ่อน จุดแข็ง หรือแม้แต่ความฝัน... ทุกอย่างที่เป็นชีวิตของเธอ”
“ท่านประธานครับ... เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องของพี่ชายเธอนะครับ” ธวัชกลืนน้ำลาย พยายามท้วง
มุมปากเศรษฐวัฒน์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นจนทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
“ใครบอกว่าไม่เกี่ยว” เขากระแทกแฟ้มปิดลง
“ในเมื่อ...ภารันต์รักน้องสาวคนนี้มาก ฉันก็จะใช้หัวใจของมันนี่แหละ เป็นเครื่องมือในการทำลายทุกอย่างที่มันมี” แววตาเขาดุดัน แผนการบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัว
ร่างสูงลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่กระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนของชายในกระจกไม่เหลือเค้าเศรษฐวัฒน์คนเดิมกลับเป็นปีศาจ ที่ดูน่ากลัว ไร้ความเมตตา
“พาขวัญ…” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ
“ติดต่อฝ่ายบุคคล บอกว่าฉันต้องการผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ นักศึกษาจบใหม่ ที่มีมุมมองเรื่อง Emotional Marketing”
ธวัชเบิกตากว้าง “ท่านหมายความว่า…”
“ทำยังไงก็ได้ ให้พาขวัญ พรรณวัตร เดินเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง โดยที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร… และไม่รู้ว่าบริษัทนี้เกลียดพี่ชายเธอแค่ไหน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อเสียงเรียบ
“ธวัช”
“ครับ”
“จัดการให้ฉันได้พบเธออีก” เขาหันกลับมา แววตาคมสะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ
“แบบที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
ธวัชอึ้ง “ท่านประธานจะ…”
“ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอทันทีหรอก” เศรษฐวัฒน์พูดเรียบ ๆ
“ฉันอยากรู้ว่า…ถ้าคนที่เติบโตมาอย่างสวยงาม บริสุทธิ์ อย่างลูกสาวบ้านพรรณวัตร ถูกดึงลงมาเจ็บทีละนิด มันจะรู้สึกยังไง” สายตาเขาแข็งกร้าว ความแค้นที่เคยพุ่งเป้าไปที่ภารันต์เพียงคนเดียว… เริ่มแผ่ขยาย เขานึกถึงคำพูดของพาขวัญในฮอลล์ มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียว
ใช่…และเขาจะใช้ความรู้สึก นั่นแหละ เป็นอาวุธ
“ลิษาเคยเจ็บยังไง…” เขาพึมพำกับเงาของตัวเอง
“…คนในครอบครัวมันต้องได้รู้จักความเจ็บแบบนั้นบ้าง”
ธวัชเงียบไป ไม่กล้าถามต่อ
เศรษฐวัฒน์หยิบแฟ้มขึ้นมา เปิดไปหน้าข้อมูลของพาขวัญอีกครั้ง ภาพถ่ายหน้าตรงของหญิงสาวปรากฏขึ้น ดวงตาคู่นั้น… ใส ซื่อตรง และเต็มไปด้วยแสง แสงแบบเดียวกับที่ศลิษาเคยมี เขาจ้องอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ หนักแน่น
“ฉันจะพันธการเธอไว้ด้วยความแค้นของฉันเอง”
บ้านพรรณวัตร
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้งก่อนจะเงียบลง
“อืม… ตื่นแล้ว ๆ”
พาขวัญครางเบา ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น พลิกตัวนั่งบนเตียง ผมยาวยุ่งเล็กน้อยดวงตากลมใสยังมีแววง่วงงุน แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวลุกไปอาบน้ำในห้องน้ำ กระจกสะท้อนภาพเด็กสาววัยยี่สิบสอง ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าสบาย ๆ ใบหน้าสดใสไร้เครื่องสำอาง ดวงตาเป็นประกายเหมือนคนที่ยังเชื่อว่าโลกใบนี้ใจดีกับทุกคน
วันนี้เป็นวันนำเสนอโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิตนักศึกษา โปรเจกต์ที่เธอทุ่มเททั้งหัวใจ ทั้งแรงและเชื่อมั่นที่สุด เธอหยิบแฟ้มพรีเซนต์ขึ้นมากอดแนบอกเหมือนเป็นของสำคัญ
“วันนี้ต้องผ่านให้ได้นะพาขวัญ” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกำหมัดให้กำลังใจ
บนโต๊ะอาหารด้านล่าง แม่กำลังจัดกับข้าวอย่างขะมักเขม้น กลิ่นกับข้าวลอยมาแตะจมูก
“ตื่นแล้วเหรอขวัญ” แม่หันมายิ้ม
“มากินข้าวก่อน เดี๋ยวสาย”
“ค่ะแม่” พาขวัญตอบเสียงใส ก่อนจะนั่งลงตรงข้าม เธอกวาดตามองรอบโต๊ะตามสัญชาตญาณ
“พี่รันต์ยังไม่ตื่นเหรอคะ”
มือของแม่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เมื่อคืนกลับดึก คงเหนื่อย ปล่อยเขานอนไปเถอะ”
พาขวัญพยักหน้า ไม่ได้ติดใจอะไร สำหรับเธอ พี่ชายเป็นเพียงคนทำงานหนัก เป็นเสาหลักของบ้าน และเป็นคนที่เธอเคารพมาโดยตลอดในสายตาของพาขวัญ ภารันต์คือคนที่อดทน แบกรับภาระทุกอย่างไว้เงียบ ๆ และไม่เคยบ่นให้ใครฟัง เธอชื่นชมเขาในแบบที่น้องสาวคนหนึ่งชื่นชมพี่ชาย เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยความเชื่อใจ
ตลอดสามวันที่ต้องบินไปสะสางงานด่วนถึงต่างประเทศ เศรษฐวัฒน์กลับพบว่าตัวเองแทบไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเจรจาธุรกิจมูลค่ามหาศาลเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางตัวเลขในสัญญาและเสียงสนทนาของคู่ค้า ภาพใบหน้าของพาขวัญกลับแทรกเข้ามาอยู่ในความคิดครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งเป็นตอนที่เธอยืนถือแก้วกาแฟมาวางบนโต๊ะ ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นเรียกเขาเบา ๆ ว่า “พี่ธัน” และบางครั้ง... ก็เป็นเพียงภาพเธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม โต๊ะที่ตอนนี้ไม่มีเธออีกแล้วยิ่งเวลาผ่านไป ความกระวนกระวายในอกกลับยิ่งเพิ่มขึ้น จนในที่สุดเศรษฐวัฒน์ก็ไม่อาจหลอกตัวเองต่อไปได้ สิ่งที่ทำให้เขาอยากรีบกลับประเทศไทยไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเป็นคนผลักไสออกไปจากชีวิตด้วยตัวเองพาขวัญ…เพียงคิดถึงชื่อของเธอ ความแน่นในอกก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ครั้งนี้เขาไม่สนแล้วว่าใครจะผิดใครจะถูก ทันทีที่กลับถึงไทย เขาจะไปหาเธอ เขาจะคุยกับเธอให้รู้เรื่อง และหากยังพอมีโอกาสเหลืออยู่... เขาจะขอเริ่มต้นใหม่อีกครั้งทันทีที่งานเสร็จ เศรษฐวัฒน์จึงรีบจองเที่ยวบินแรกกลับกรุงเทพฯ โดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่เมื่อก้าวพ้นประตูผู้โดยสารขาเข้า ร่างสูงก
โต๊ะทำงานของพาขวัญ... ว่างเปล่าเศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะตัวนั้น สายตาคมกริบเลื่อนไปยังประตูห้องทำงานราวกับกำลังรอคอยให้ใครบางคนเปิดประตูเดินเข้ามาในอีกไม่กี่วินาที ชายหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนร้อนรน ก่อนจะหันไปเอ่ยเรียกธวัช เลขาคู่ใจให้เข้ามาพบทันที“พาขวัญไปไหน... ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่มาทำงาน” เขาถามเสียงห้วน แววตากลัดกลุ้มปิดไม่มิดธวัชสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบรายงานตามความจริง “เอ่อ... คุณพาขวัญเหรอครับท่าน คือว่า... คุณพาขวัญไม่ได้มาทำงานสามวันแล้วครับ”สามวันแล้ว…คำตอบนั้นเปรียบเสมือนมีค้อนปอนด์ทุบซ้ำลงกลางอก ท่านประธานชะงักกึก เมื่อลองนับเวลาดูแล้วมันก็คือวันที่เขาตั้งใจพูดจาใจร้าย ไล่ตะเพิดเธอ และฟังคำสารภาพเรื่องโกหกเรื่องท้องจากปากเธอนั่นเอง เธอหายไปจากบริษัทตั้งแต่วันนั้น...วันที่เขาเป็นคนผลักไสเธอออกไปด้วยตัวเอง สมองของเขาตื้อตันไปหมด ความตระหนกวาบขึ้นมาในอก แต่เพียงไม่กี่วินาทีเศรษฐวัฒน์ก็รีบหาเหตุผลมาหักล้างมัน‘ไม่หรอก... เธอคงแค่เสียใจ’ เขาพยายามคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อลดความร้อนรนในใจ‘ผู้หญิงอย่างพาขวัญรักเขาจะตายไป... เธอไม่มีทางขาดเขาได้หรอก อยู่ ๆ จะ
เสียงประตูห้องทำงานปิดลง พร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวกลับคืนมาอีกครั้งเศรษฐวัฒน์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ลมหายใจหนักหน่วงจากอารมณ์โกรธที่ยังไม่จางหาย ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตานิ่งสนิทของพาขวัญเมื่อครู่ยังคงหมุนวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอกล้าด่าเขา กล้าตอกหน้าต่อว่าทั้งเรื่องเด็กเป็นเพียงคำโกหก และสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุด… คือการที่เธอกล้าหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ผู้หญิงที่เคยอ่อนหวาน คอยเอาอกเอาใจ และยอมทำตามคำพูดของเขาแทบทุกอย่าง บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเศรษฐวัฒน์ขบกรามแน่น เขาควรจะรู้สึกสะใจไม่ใช่หรือ... ในเมื่อเขาได้ทำให้เธอเจ็บปวด ได้ทำให้เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการแก้แค้น และในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการไว้ทั้งหมดแต่แล้วทำไม... ความเงียบภายในห้องถึงได้ชวนให้อึดอัดถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับ เมื่ออาการปวดแล่นตุบ ๆ เริ่มโจมตีขึ้นมาตรงขมับ“ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง...” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ“เธอเป็นน้องสาวของภาร
บ้านพรรณวัตรทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน พาขวัญก็เห็นแม่พิมกับภารันต์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่รีบลุกขึ้นทันที เพียงแค่เห็นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าของน้องสาว ภารันต์ก็ไม่ต้องถามอะไรมากนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่าน้องสาวคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น“ขวัญ...” แม่พิมเดินเข้าไปโอบกอดลูกสาว“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่สบายตรงไหน”พาขวัญไม่ตอบในทันที เธอซบหน้าลงกับอกของแม่ หลับตาลง แล้วปล่อยให้ตัวเองนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ตลอดทางกลับบ้าน เธอพยายามไม่ร้องไห้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รักเธอจริง ๆ ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองเอาไว้ก็แทบหมดลงพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของแม่ เธอเช็ดน้ำตาบนแก้ม แล้วมองหน้าแม่กับพี่ชาย“แม่คะ... พี่รันต์”“มีอะไร บอกแม่ได้นะลูก” แม่พิมลูบแขนเธอเบา ๆพาขวัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา“ขวัญมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่รันต์ค่ะ”ภารันต์ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”พาขวัญเงยหน้าขึ้น“ขวัญท้องค่ะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่พิมนิ่งไป ส่วนภารันต์เหมือนหยุดหายใจ“...ว่าอะไรนะ”“ขวัญท้องค่ะ”
“ถ้าเธอไม่อยากอับอายไปตลอดชีวิต ก็ไปทำแท้งซะ... หรือไม่ก็ตามรอยน้องสาวฉันไปซะ ไปให้รถชนตายแล้วจบเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไปซะ!”คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว โดยเฉพาะคำว่าตามรอยน้องสาวฉัน พาขวัญมองผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา... คนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่มีความผูกพันใดหลงเหลืออยู่เลยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มจนหมด ขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงเปียกชื้นอยู่บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่โตกลับนิ่งสงบลงอย่างน่ากลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะจมอยู่กับความแค้นจนมืดบอด เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องยืนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกต่อไป“เข้าใจแล้วค่ะ...” พาขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว“คุณคิดว่าขวัญจะเอาเรื่องลูกมาล้อเล่น เพื่อรั้งผู้ชายอย่างคุณไว้จริง ๆ เหรอคะ”เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบยามได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเธอ“หูตาคุณคงมืดบอดเพราะความแค้นจนมองไม่เห็นควา
เมื่อเข็มนาฬิกาบนโต๊ะทำงานบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเลิกงาน พนักงานคนอื่น ๆ ต่างทยอยเก็บกระเป๋าและเดินออกจากออฟฟิศไปจนหมด หลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันและบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งชั้นภายในห้องทำงานผู้บริหาร แสงไฟส้มอ่อนสาดส่องกระทบกับร่างของเศรษฐวัฒน์ที่ยังคงนั่งก้มหน้าตรวจเอกสาร อัญยิกาไม่ได้กลับเข้ามากับเขาในตอนบ่าย พาขวัญยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา ลมหายใจของเธอติดขัดและสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอไว้เป็นครั้งสุดท้าย“พี่ธันคะ...”เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เศรษฐวัฒน์ชะงักปลายปากกาในมือ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาคมกริบคู่ นั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใด ๆ“มีอะไร” เศรษฐวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียดพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า แม้ขอบตาร้อนผ่าวจะเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม“เรื่องที่...ที่คุณแองจี้พูดเมื่อกลางวัน เรื่องงานแต่งงานของพี่ธันกับเธอ...มันคือเรื่องจริงใช่ไหมคะ”เศรษฐวัฒน์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ เขารู้ดี
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้น
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่ “ขวัญ ทางนี้”เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊







