Masukความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช
“พรรณวัตร…”
เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสาวเมื่อครู่…หายไปหมดในพริบตา เหลือเพียงไฟแค้นที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องสาว…” เสียงเขาต่ำกด
“…ของภารันต์”
แค่นามสกุลเดียวกัน ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจเขากระตุกแรง นิ้วมือกำแฟ้มแน่น เส้นเลือดขึ้นชัดบนหลังมือ เหมือนกับมีบางอย่างระเบิดเงียบ ๆ อยู่ในอก
“ครับ เธอใช้นามสกุลเดียวกัน อยู่ทะเบียนบ้านเดียวกัน เป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่โตมาด้วยกันครับ” ธวัชพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“โลกมันกลมเกินไป… หรือโชคชะตากำลังจงใจเล่นตลกร้ายกับฉันกันแน่” เศรษฐวัฒน์แค่นยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่มีความขำเลยแม้แต่นิด
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงชั่วครู่ ภาพในหัวตีกันวุ่นวาย รอยยิ้มสดใสของเด็กสาวในฮอลล์ที่เขาเพิ่งเห็น น้ำเสียงมั่นใจ ซ้อนทับกับภาพศลิษานอนแน่นิ่งกลางถนนในคืนฝนตก ความสดใสของพาขวัญในตอนนี้มันช่างบาดตาเขาเหลือเกิน เพราะมันคือสิ่งที่น้องสาวของเขาจะไม่มีวันได้กลับมาอีกต่อไป... และคนที่ทำลายมันก็คือพี่ชายของเธอ... ภารันต์
“ท่านประธานจะให้ผมจัดการยังไงต่อครับ” ธวัชถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าเวลาที่เศรษฐวัฒน์นิ่งสงบแบบนี้ คือ…สัญญาณอันตราย เป็นเวลาที่พายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวแล้ว
เศรษฐวัฒน์เปิดแฟ้มช้า ๆ สายตาไล่อ่านข้อมูลของพาขวัญอย่างละเอียด ทุกตัวอักษรเหมือนอาวุธในมือที่เขาเตรียมจะหยิบมาใช้
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง… สนใจเรื่องความรู้สึก ความผูกพันในการตลาดสินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาคมหยุดที่รูปถ่ายหน้าตรง ดวงตาคู่นั้นสดใส ซื่อตรง เต็มไปด้วยแสง
“ธวัช…”
ธวัชชะงัก “ครับ”
“ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอให้มากกว่าเดิม” เขาเอนตัวไปข้างหน้า มองหน้าผู้ช่วยตรง ๆ
“ไม่ว่าจะเป็นตารางเรียน เพื่อนสนิท นิสัย จุดอ่อน จุดแข็ง หรือแม้แต่ความฝัน... ทุกอย่างที่เป็นชีวิตของเธอ”
“ท่านประธานครับ... เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องของพี่ชายเธอนะครับ” ธวัชกลืนน้ำลาย พยายามท้วง
มุมปากเศรษฐวัฒน์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นจนทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
“ใครบอกว่าไม่เกี่ยว” เขากระแทกแฟ้มปิดลง
“ในเมื่อ...ภารันต์รักน้องสาวคนนี้มาก ฉันก็จะใช้หัวใจของมันนี่แหละ เป็นเครื่องมือในการทำลายทุกอย่างที่มันมี” แววตาเขาดุดัน แผนการบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัว
ร่างสูงลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่กระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนของชายในกระจกไม่เหลือเค้าเศรษฐวัฒน์คนเดิมกลับเป็นปีศาจ ที่ดูน่ากลัว ไร้ความเมตตา
“พาขวัญ…” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ
“ติดต่อฝ่ายบุคคล บอกว่าฉันต้องการผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ นักศึกษาจบใหม่ ที่มีมุมมองเรื่อง Emotional Marketing”
ธวัชเบิกตากว้าง “ท่านหมายความว่า…”
“ทำยังไงก็ได้ ให้พาขวัญ พรรณวัตร เดินเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง โดยที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร… และไม่รู้ว่าบริษัทนี้เกลียดพี่ชายเธอแค่ไหน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อเสียงเรียบ
“ธวัช”
“ครับ”
“จัดการให้ฉันได้พบเธออีก” เขาหันกลับมา แววตาคมสะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ
“แบบที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
ธวัชอึ้ง “ท่านประธานจะ…”
“ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอทันทีหรอก” เศรษฐวัฒน์พูดเรียบ ๆ
“ฉันอยากรู้ว่า…ถ้าคนที่เติบโตมาอย่างสวยงาม บริสุทธิ์ อย่างลูกสาวบ้านพรรณวัตร ถูกดึงลงมาเจ็บทีละนิด มันจะรู้สึกยังไง” สายตาเขาแข็งกร้าว ความแค้นที่เคยพุ่งเป้าไปที่ภารันต์เพียงคนเดียว… เริ่มแผ่ขยาย เขานึกถึงคำพูดของพาขวัญในฮอลล์ มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียว
ใช่…และเขาจะใช้ความรู้สึก นั่นแหละ เป็นอาวุธ
“ลิษาเคยเจ็บยังไง…” เขาพึมพำกับเงาของตัวเอง
“…คนในครอบครัวมันต้องได้รู้จักความเจ็บแบบนั้นบ้าง”
ธวัชเงียบไป ไม่กล้าถามต่อ
เศรษฐวัฒน์หยิบแฟ้มขึ้นมา เปิดไปหน้าข้อมูลของพาขวัญอีกครั้ง ภาพถ่ายหน้าตรงของหญิงสาวปรากฏขึ้น ดวงตาคู่นั้น… ใส ซื่อตรง และเต็มไปด้วยแสง แสงแบบเดียวกับที่ศลิษาเคยมี เขาจ้องอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ หนักแน่น
“ฉันจะพันธการเธอไว้ด้วยความแค้นของฉันเอง”
บ้านพรรณวัตร
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้งก่อนจะเงียบลง
“อืม… ตื่นแล้ว ๆ”
พาขวัญครางเบา ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น พลิกตัวนั่งบนเตียง ผมยาวยุ่งเล็กน้อยดวงตากลมใสยังมีแววง่วงงุน แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวลุกไปอาบน้ำในห้องน้ำ กระจกสะท้อนภาพเด็กสาววัยยี่สิบสอง ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าสบาย ๆ ใบหน้าสดใสไร้เครื่องสำอาง ดวงตาเป็นประกายเหมือนคนที่ยังเชื่อว่าโลกใบนี้ใจดีกับทุกคน
วันนี้เป็นวันนำเสนอโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิตนักศึกษา โปรเจกต์ที่เธอทุ่มเททั้งหัวใจ ทั้งแรงและเชื่อมั่นที่สุด เธอหยิบแฟ้มพรีเซนต์ขึ้นมากอดแนบอกเหมือนเป็นของสำคัญ
“วันนี้ต้องผ่านให้ได้นะพาขวัญ” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกำหมัดให้กำลังใจ
บนโต๊ะอาหารด้านล่าง แม่กำลังจัดกับข้าวอย่างขะมักเขม้น กลิ่นกับข้าวลอยมาแตะจมูก
“ตื่นแล้วเหรอขวัญ” แม่หันมายิ้ม
“มากินข้าวก่อน เดี๋ยวสาย”
“ค่ะแม่” พาขวัญตอบเสียงใส ก่อนจะนั่งลงตรงข้าม เธอกวาดตามองรอบโต๊ะตามสัญชาตญาณ
“พี่รันต์ยังไม่ตื่นเหรอคะ”
มือของแม่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เมื่อคืนกลับดึก คงเหนื่อย ปล่อยเขานอนไปเถอะ”
พาขวัญพยักหน้า ไม่ได้ติดใจอะไร สำหรับเธอ พี่ชายเป็นเพียงคนทำงานหนัก เป็นเสาหลักของบ้าน และเป็นคนที่เธอเคารพมาโดยตลอดในสายตาของพาขวัญ ภารันต์คือคนที่อดทน แบกรับภาระทุกอย่างไว้เงียบ ๆ และไม่เคยบ่นให้ใครฟัง เธอชื่นชมเขาในแบบที่น้องสาวคนหนึ่งชื่นชมพี่ชาย เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยความเชื่อใจ
เวลาเลิกงานผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว แต่ไฟที่โต๊ะทำงานหน้าห้องประธานยังคงสว่างอยู่ พาขวัญกำลังจดจ่ออยู่กับการสรุปรายงานโปรเจกต์ใหม่จนลืมดูเวลา มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นมิสคอลจากพี่ชายเกือบสิบสายและข้อความที่เต็มไปด้วยความกังวล‘ขวัญ อยู่ไหน เลิกงานหรือยัง? พี่รออยู่ที่หน้าอู่นะ’ ‘ขวัญ รับสายพี่หน่อย’ เธอกำลังจะพิมพ์ตอบ แต่ทว่า... เสียงเปิดประตูกระจกอัจฉริยะดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างสูงสง่าของเศรษฐวัฒน์ที่ก้าวออกมา เขาถอดสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ ดูผ่อนคลายแต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างเหลือร้าย“ขยันเกินไปหรือเปล่าครับ วันแรกผมยังไม่ให้โอทีนะ” เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ“อ๊ะ...ท่านประธาน ขวัญขอโทษค่ะ พอดีกำลังเพลินไปหน่อย” พาขวัญรีบเก็บของเข้ากระเป๋า “ขวัญกำลังจะกลับแล้วค่ะ”“เดี๋ยวก่อนครับ...” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ “วันนี้ทำงานวันแรก แถมคุณยังสรุปงานออกมาได้ดีเกินคาด ผมว่าจะชวนไปทานข้าวฉลองเริ่มงานสักหน่อย ถือเป็นการรับน้องในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว... สะดวกไหมครับ”พาขวัญชะงักไปครู่หนึ่ง “เอ่อ... คือ พี่ชายขวัญรออยู่ที่บ้านค่ะ ขวัญเกร
ตึกสูงตระหง่านของ KC. Luxury Auto ในเช้าวันนี้ดูโอ่อ่ากว่าที่พาขวัญจำได้ในวันสัมภาษณ์ แสงแดดสะท้อนกระจกอาคารจนดูเหมือนเพชรเม็ดงามใจกลางกรุง พาขวัญสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จัดระเบียบชุดสูทให้เข้าที่อีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ล็อบบี้หินอ่อนที่เย็นเฉียบบริเวณโถงกระจกชั้นล่าง พนักงานใหม่หลายสิบคนกำลังทยอยรายงานตัว เสียงพูดคุยเจือความตื่นเต้นดังระงม อัญญาเพื่อนสนิทของเธอยืนกอดแฟ้มเอกสารแน่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความภูมิใจที่ได้เริ่มต้นในสายงานมาร์เก็ตติ้งดิจิทัลตามที่ฝันไว้ และเป็นเส้นทางปกติของเด็กจบใหม่“ยินดีด้วยนะแก” พาขวัญหันมายิ้มให้เพื่อน ดวงตาเป็นประกาย “แกก็เหมือนกัน ยินดีกับแกด้วยนะขวัญ” อัญญาตอบ แต่แล้วคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความกังวล เธอขยับเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลง “ขวัญ... แกต้องทำงานใกล้ชิดผู้บริหารขนาดนั้น แกต้องระวังตัวหน่อยนะ ถ้ามีอะไรแปลก ๆ บอกฉันทันที เข้าใจไหม”“ระวังอะไร ที่นี่ดูมืออาชีพจะตาย” พาขวัญยิ้มกว้าง ยกมือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ “แล้วคุณธัน เอ่อ ประธานก็ดูสุภาพและใจดีมาก”คำว่า สุภาพ ทำให้อัญญาขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกนิด “คนสุภาพไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปนะแกโ
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ... พยายามภาวนาให้ความวิตกที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัวจางหายไปง่ายๆ แบบควันบุหรี่พวกนั้นบ้าง‘หรือเขาจะคิดมากไปเอง…’ เขาพยายามตั้งคำถามเพื่อปลอบใจตัวเอง ชื่อ ‘ธัน’ อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่โหลที่สุดในประเทศนี้ หรือโลกมันอาจจะไม่ได้เหวี่ยงน้องสาวของเขาไปวางไว้ในเงื้อมมือของศัตรูเบอร์หนึ่งได้แม่นยำขนาดนั้น ทว่าหัวใจที่กระตุกผิดจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงนัยน์ตาคมกริบดั่งใบมีดของเศรษฐวัฒน์ในวันวาน กลับตะโกนเตือนว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือการจงใจที่น่าขนลุกชายหนุ่มก้มลงมองมือที่สั่นเทาของตัวเอง... มือที่เคยเปรอะเปื้อนเลือดขณะโอบกอดร่างไร้วิญญาณของศลิษา และมือคู่เดียวกันนี้ที่สู้ทนประคับประคองพาขวัญให้เติบโตมาอย่างดีที่สุดแทนพ่อกับแม่เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ความจริงมันหนักอึ้งจนขยับปากพูดออกไ
บรรยากาศที่บ้านพรรณวัตรเย็นวันนี้อบอวลด้วยความสุข พาขวัญแวะซื้อกับข้าวชุดใหญ่มาฉลอง กลิ่นหอมของอาหารฝีมือแม่และการได้เห็นพี่ชายกลับมาบ้านเร็วทำให้หัวใจเธอพองโตอย่างบอกไม่ถูก“วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าขวัญ ซื้อของมาเต็มเลย” ภารันต์ถามพลางลุกขึ้นช่วยน้องสาวถือของเข้าครัว เขาอยู่ในเสื้อยืดเก่าๆ ที่มีรอยเปื้อนน้ำมันเครื่องจางๆ ตามสไตล์เจ้าของอู่ซ่อมรถ แต่แววตาที่มองน้องสาวนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน“ข่าวดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะพี่รันต์” พาขวัญยิ้มกว้างจนตาปิด“ขวัญได้งานแล้วนะ แถมเป็นบริษัทที่ขวัญใฝ่ฝันเลยด้วย”“จริงเหรอ เก่งมากน้องสาวพี่” ภารันต์หัวเราะเบาๆ อย่างโล่งใจ“แต่พี่ว่าถ้าขวัญอยากเรียนต่อเลย พี่ก็ยังส่งไหวนะ”“ไม่เอาแล้วค่ะพี่รันต์” เธอกอดแขนพี่ชายพลางซบหน้าออดอ้อน“ขวัญอยากทำงานก่อน เก็บเงินได้แล้วค่อยเรียนต่อทีหลัง จะได้ไม่เป็นภาระของพี่รันต์กับแม่ไงคะ”“บริษัทไหนล่ะ เอเจนซี่แถวสุขุมวิทที่ขวัญเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า”พาขวัญส่ายหน้าช้าๆ แววตาเป็นประกายภูมิใจ เธอกดเสียงให้ตื่นเต้นขึ้นอีกนิด “ไม่ใช่ค่ะ... แต่เป็นบริษัทใหญ่ระดับท็อปเลยนะพี่รันต์... KC. LUXURY AUTO
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้นชะมัด…ตึกจริงสวยกว่าที่เห็นในเว็บอีกแก… บริษัทระดับท็อปขนาดนี้ ถ้าเราได้ทำงานที่เดียวกันนะ จะเป็นอะไรที่คอมพลีทมาก” อัญญากระซิบเบา ๆ พร้อมกับปรับสูทตัวเองให้เข้าที่พาขวัญพยักหน้า พยายามซ่อนมือที่เย็นเฉียบ “นั่นสิแอน แต่คนสมัครเยอะขนาดนี้ ดูแต่ละคนสิ เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจทั้งนั้นเลย เราจะรอดไหมนะ” พาขวัญตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างตั้งแต่ยืนในล็อบบี้ เพดานสูง เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน และสายตาของพนักงานต้อนรับที่สุภาพแต่ประเมินทุกการเคลื่อนไหว พวกเธอได้รับบัตรผู้มาติดต่อ และถูกเชิญขึ้นไปยังชั้นสัมภาษณ์ห้องรับรองผู้สมัครกว้าง โปร่ง เงียบ มีผู้สมัครอีกประมาณสิบกว่าคนนั่งรออยู่ ทุกคนดูเก่ง ดูมั่นใจ และดูพร้อมพอ ๆ กัน พาขวัญกำแฟ้มเอกสารแน่นโดยไม่รู้ตัว“ไม่ต
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท นิ้วชี้จิ้มค้างอยู่ที่ประกาศรับสมัครงานบนหน้าเว็บสีดำทองดูหรูหรา“เฮ้ย... เดี๋ยวสิแอน” พาขวัญยกมือเบรก “ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ กะว่าจะขอ Gap Year พักสมองสักเดือนสองเดือนก่อน”“พักอะไรของแกคะ…เพื่อนขวัญ” อัญญาทำเสียงดุใส่ “เรียนจบเกียรตินิยมมาร์เก็ตติ้งมาเพื่อพักเหรอ งานระดับ KC. LUXURY AUTO ไม่ได้เปิดรับ Marketing Trainee บ่อยๆ นะแก ตำแหน่ง Brand Experience นี่คือตัวท็อปของสายงานเราเลยนะ”พาขวัญถอนหายใจยาว สายตาจดจ้องที่โลโก้ตัวอักษรสีเงินนูนเด่นอยู่บนหน้าจอ... เรียบ เท่ ดูแพงในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย แต่แฝงไปด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง“ฉันไม่ได้อยากเริ่มกับคอร์ปอเรทใหญ่ขนาดนี้ว่ะแอน” เธอพูดตามตรง “อยากเริ่มจากเอเจนซี่เล็กๆ ที่ได้ลองเรียนรู้ก่อน”“แกพูดเหมือนคนไม่มีของ ทั้งที่โปรเจกต์แกอาจารย์เอาไ







