LOGINบรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่
“ขวัญ ทางนี้”
เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊ะหินอ่อนใต้ตึก พาขวัญรีบก้าวเท้าเร็ว ๆ ไปสมทบ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”
“คนอย่างพาขวัญ พรรณวัตร เคยพลาดด้วยเหรอ” อัญญาพูดหยอก ก่อนจะยิ้มกว้าง
“โปรเจกต์ Emotional Branding ของแก อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไปขิงในห้องพักครูไม่หยุดเลยนะ พร้อมพรีเซนต์ยัง”
พาขวัญไม่ตอบทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิด MacBook ขึ้นมาตรวจสอบสไลด์หน้าแล้วหน้าเล่า นิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายแนวไลฟ์สไตล์ เรื่องราวของผู้คน และบรรยากาศ มากกว่ากราฟตัวเลขที่น่าเบื่อ
“สินค้าที่ดีมันต้องเข้าถึงอินเนอร์คนว่ะแก” เธอพูดขณะสายตายังจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์
“เราไม่ได้ขายแค่ของ แต่เรากำลังขายความหมายที่เขาอยากจะให้มันอยู่ในชีวิตเขา”
“พูดซะ…ฉันอยากควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลยว่ะ” อัญญาหัวเราะเบา ๆ
“แกนี่เกิดมาเพื่อเป็นนักมาร์เก็ตติ้งจริงๆ”
พาขวัญยิ้มรับด้วยความเชื่อมั่น เธอไม่รู้เลยว่าประโยคทำนองนี้... เคยทำให้ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนค่ายรถหรู ต้องชะงักฝีเท้ากลางฮอลล์หรู และหันกลับมามองเธออย่างจริงจังมาแล้วครั้งหนึ่ง
ช่วงบ่ายหลังการนำเสนอจบลง พาขวัญเดินออกมาจากตึกคณะด้วยความรู้สึกเบาสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเพื่อน
“จบสักที กาแฟต้องเข้าแล้วนะจุดนี้… ป่ะแอน เราไปหาอะไรกินหน่อย… ฉันง่วง”
“จัดไป เดี๋ยวพี่เปย์เอง” อัญญาว่าพลางกอดคอเพื่อน เดินไปยังลานจอดรถ
ทว่า... ระหว่างที่เดินผ่านแถวรถที่จอดเรียงราย พาขวัญรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่นหลัง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาที่หนักอึ้ง เธอหยุดกึกแล้วหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณลานจอดรถยังคงเงียบเชียบ มีเพียงรถซีดานสีดำสนิทติดฟิล์มทึบจอดอยู่วงนอกสุด แสงแดดยามบ่ายสะท้อนพื้นผิวรถจนขึ้นเงาวับแต่มองไม่เห็นคนข้างใน
“มีอะไรเหรอขวัญ” อัญญาถาม
“เปล่า... สงสัยจะเบลอเพราะอดนอนมั้ง” เธอบอกปัดพลางยิ้มขำตัวเอง ก่อนจะเดินต่อโดยไม่ติดใจอะไร
แต่ภายในรถคันนั้น... บรรยากาศกลับเย็นเยียบจนแทบจับแข็ง เศรษฐวัฒน์นั่งพิงเบาะหลังในความมืด มือหนาเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปทีละก้าวเขามองรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่เหมือนไม่เคยรู้จักคำว่าสูญเสีย มันสดใสจนน่าหมั่นไส้ และในขณะเดียวกันก็น่าทำลายให้ดับวูบลง
“ยิ้มเข้าไปพาขวัญ...” เขาพึมพำเสียงเย็นลอดไรฟัน แววตาที่สะท้อนแสงฟิล์มดูมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
“เพราะหลังจากนี้... ฉันจะทำให้เธอรู้เองว่า ความรู้สึกที่เธออยากขายนักหนามันเจ็บปวดแค่ไหน”
กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนหอมอบอวลอยู่ในคาเฟ่สไตล์มินิมอลใกล้รั้วมหาวิทยาลัย เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังสม่ำเสมอ แสงแดดบ่ายส่องผ่านกระจกใส บานใหญ่ลงมากระทบโต๊ะไม้ไม้สีอ่อนจนเกิดเงานุ่ม ๆให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง บรรยากาศคึกคักแต่ไม่วุ่นวาย แบบร้านที่นักศึกษานิยมมานั่งทำงานมากกว่ามานั่งคุย
พาขวัญยืนต่อคิวอยู่ที่หน้าบาร์ ในอ้อมแขนกอด MacBook และแฟ้มโปรเจกต์หนาปึกเอาไว้แน่น
“คาปูเย็น หวานน้อยค่ะ” เธอสั่งเสียงใส ก่อนจะขยับไปยืนรอตรงโซนรับเครื่องดื่ม มือบางหยิบมือถือขึ้นมาเช็กไลน์กลุ่มเพื่อนที่กำลังกรี๊ดกร๊าดเรื่องพรีเซนต์จบ
จู่ๆ กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่ผสมกลิ่นหนังจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นแบบที่นักศึกษาทั่วไปใช้ แต่มันคือกลิ่นของความสุขุมและอำนาจ พาขวัญเผลอเงยหน้าขึ้นหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว สายตาของเธอไปสบกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังพอดี
ชายหนุ่มรูปร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนที่ดูเรียบแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบ นาฬิกาเรือนบางราคาที่ไม่ใช่ของทั่วไปบนข้อมือรับกับบุคลิกนิ่งลึกที่ดูคาดเดายาก
“ขอโทษครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ เขาหยุดมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับถอยให้เล็กน้อย
“ผมยืนใกล้ไปหน่อย” เศรษฐวัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าดูสดใสกว่าที่เขาเห็นจากระยะไกล... และดูอันตรายต่อความตั้งใจของเขามากกว่าที่คิด
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” พาขวัญยิ้มตอบตามมารยาท
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับทันที สายตาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่ามารยาทจะกำหนด ก่อนจะละออกไปมองบอร์ดเมนูเหนือเคาน์เตอร์
ทั้งสองยืนรอเครื่องดื่มเงียบ ๆ เสียงไอน้ำจากเครื่องชงกาแฟดังกลบความเงียบที่ไม่มีใครตั้งใจสร้าง
“มาพรีเซนต์โปรเจกต์จบเหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ สายตาเหลือบมองแฟ้มในอ้อมแขนเธอเพียงแวบเดียว
พาขวัญเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่คนแปลกหน้าทักถูก
“ใช่ค่ะ... ดูออกด้วยเหรอคะ”
“ดูโล่งใจ” เขาพูดเรียบ ๆ คล้ายเป็นข้อสังเกตมากกว่าคำชม
“มากเลยค่ะ” เธอพยักหน้า
“เหมือนยกอะไรหนัก ๆ ออกจากอก”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ ไม่มีคำพูดต่อ แต่ในใจกลับหยุดอยู่กับน้ำเสียงนั้น น้ำเสียงที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาเผลอสนใจ
“เรียนด้านอะไรครับ” คำถามหลุดออกไปก่อนที่เขาจะได้คิดถึงเหตุผล
“การตลาดค่ะ” พาขวัญตอบอย่างไม่ลังเล ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ชอบเรื่องแบรนด์ ชอบดูว่าคนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เขาเลือกใช้”
เขานิ่งไปเสี้ยววินาที คำตอบนั้นซ้อนทับกับภาพบางอย่างที่ยังไม่จางจากความทรงจำ
“ผมก็สนใจเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน” เขาเลือกพูดเพียงเท่าที่จำเป็น
“จริงเหรอคะ” พาขวัญเงยหน้ามองเขาอย่างสนใจ
“การตลาดมันไม่ได้ขายของอย่างเดียวเนอะ มันขายเรื่องราว”
เขามองเธอ ก่อนจะพยักหน้า “บางเรื่อง ถ้าเล่าไม่ดีพอ… มันก็ไม่มีใครอยากจำ”
พาขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังจนเธอรู้สึกแปลกๆ แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อ เสียงบาริสต้าก็ขัดขึ้น
“คาปูเย็น หวานน้อย ได้แล้วครับ”
พาขวัญรีบขยับไปรับแก้ว แต่เพราะมือกำลังพะวักพะวนกับมือถือและแฟ้ม ทำให้แฟ้มเจ้ากรรมเลื่อนหลุดมือ เอกสารเกือบสิบแผ่นร่วงกระจายลงบนพื้น
“อ๊ะ… ขอโทษค่ะ” เธออุทานอย่างตกใจ รีบก้มลงเก็บ
เศรษฐวัฒน์ก้มลงช่วยทันทีโดยไม่ต้องคิด นิ้วมือแข็งแรงแตะเข้ากับปลายนิ้วเรียวเล็กโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นวาบเพียงเสี้ยววินาทีทำให้เขาใจกระตุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาข่มความรู้สึกนั้นไว้ก่อนจะถอยมือออกอย่างรวดเร็ว แล้วส่งเอกสารคืนให้เธอ
“ขอบคุณมากนะคะ... ” พาขวัญเงยหน้าขึ้นยิ้ม
ระยะห่างใกล้กว่าครั้งไหน ๆ ทำให้เขาเห็นชัดแววตาที่เปิดเผย ไร้การป้องกัน และไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่ตรงขอบของเรื่องราวที่เธอไม่ได้เป็นคนเลือก
“ไม่เป็นไรครับ” เขาลุกขึ้นยืนก่อนเป็นฝ่ายแรก
“ผมชื่อธัน... เรียกผมว่าธันก็ได้ครับ”” เขาเลือกใช้ชื่อที่ศลิษาเคยเรียก ชื่อที่เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
พาขวัญยิ้มกว้าง “พาขวัญค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณธัน”
คำว่า ยินดีที่ได้รู้จัก จากปากเธอ... สำหรับเศรษฐวัฒน์มันคือจุดเริ่มต้นของเกมที่เดิมพันด้วยหัวใจ และเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้เด็ดขาด
ร่างบางที่นอนซมอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการคลื่นไส้ที่พุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันพาขวัญรีบยกมือปิดปาก ลุกจากเตียงแทบไม่ทัน ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเสียงอาเจียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเธอคุกเข่าอยู่หน้าโถสุขภัณฑ์จนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ขย้อนออกมาอีก ร่างกายสั่นสะท้านจากความอ่อนแรง หายใจหอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นไปเกาะขอบอ่างล้างหน้าน้ำเย็นจากก๊อกไหลผ่านปลายนิ้ว พาขวัญวักน้ำขึ้นล้างหน้า เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดคืน เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาพาขวัญลืมตา มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าชะงักอยู่กลางอากาศประจำเดือน...เธอหันกลับไปหยิบโทรศัพท์จากข้างเตียง เปิดปฏิทินในเครื่อง แล้วเลื่อนย้อนดูวันที่ นิ้วเรียวเลื่อนไปทีละเดือนครั้งหนึ่ง...สองครั้ง...ก่อนหยุดนิ่ง พาขวัญนับวันที่อีกครั้ง แล้วนับซ้ำ ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อย ๆ แยกออกจากกัน“ไม่จริง...” เธอวางโทรศัพท์ลงบนขอบอ่าง ก่อนหยิบขึ้นมาดูใหม่ราวกับหวังว่าตัวเลขจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม วันที่เลยกำหนดมานานกว่าที่ควรจะเป็น พาขวัญยืนนิ่งอ
ความอ่อนล้าจากการร้องไห้ตลอดคืนเล่นงานพาขวัญตั้งแต่เช้า เธอลืมตาขึ้นพร้อมอาการมึนศีรษะ พอขยับตัวก็ต้องยกมือกดขมับเอาไว้ คลื่นไส้พะอืดพะอมแล่นขึ้นมาจนต้องรีบลุกไปนั่งริมเตียง สูดลมหายใจช้า ๆ อยู่พักใหญ่กว่าจะดีขึ้น บนโต๊ะข้างเตียง โทรศัพท์มือถือยังคงเงียบสนิทพาขวัญหยิบขึ้นมาเปิดหน้าจอ ไม่มีข้อความใหม่ นิ้วเรียวเลื่อนผ่านรายชื่อ ก่อนหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่ง…เศรษฐวัฒน์ เธอมองอยู่นาน นิ้วโป้งแตะปุ่มโทรออกแล้วชะงัก รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควร แต่ในวันที่ทั้งกายและใจทรุดหนักจนแทบประคองตัวเองไม่อยู่ อย่างน้อยเธอก็ตั้งใจจะ ‘โทรไปขอลางาน’ และลึกๆ ... แค่อยากได้ยินเสียงเขา อยากรู้ว่าเขายังมีความห่วงใยเหลือให้เธอสู้ต่อไหม ในที่สุดก่อนจะเธอก็กดปุ่มโทรออก เสียงสัญญาณดังขึ้นสามครั้ง พาขวัญขยับโทรศัพท์แนบหูแน่นขึ้น“ฮัลโหล...”พาขวัญชะงักกึก เธอเบิกตาขึ้น หลังเหยียดตรงทันที ไม่ใช่เสียงทุ้มที่เธอกำลังรอคอย“...” เสียงนั้นเธอจำได้ อัญยิกา มือที่ถือโทรศัพท์ค่อย ๆ กำแน่น“คุณธันยังไม่ตื่นเหรอคะ” พาขวัญตัดสินใจถาม “คุณธันอาบน้ำอยู่ค่ะ” ปลายนิ้วของพาขวัญซีดลงจากแรงบีบ ภาพผู้หญิงคนนั้นที่ควงแขนเศรษฐวัฒน์เมื่อวานผุ
ตลอดทั้งวัน พาขวัญแทบไม่มีสมาธิทำงานเลย เอกสารตรงหน้าถูกเปิดค้างไว้หลายต่อหลายครั้ง แต่ข้อความเหล่านั้นกลับไม่เข้าหัวหัวสมองเลยแม้แต่น้อย สายตาหวานเผลอเหลือบมองเก้าอี้ทำงานฝั่งตรงข้ามอยู่บ่อยครั้ง... เก้าอี้ที่ควรจะมีใครบางคนนั่งอยู่ และทุกครั้งที่นึกถึงประโยคก่อนเขาจะออกไปเมื่อวาน หัวใจเจ้ากรรมก็ยังแอบมีหวังเล็กๆ ผุดขึ้นมา‘เดี๋ยวผมไปธุระกับคุณแองจี้ข้างนอก อาจจะกลับเข้ามาเย็นๆ’ เย็นๆ ... คำพูดเรียบนิ่งไม่กี่คำ กลับกลายเป็นเหตุผลเหนี่ยวรั้งให้พาขวัญนั่งรออย่างอดทน พนักงานคนอื่นทยอยกลับกันจนหมด หนึ่งทุ่ม... สองทุ่ม... เข็มนาฬิกาเดินผ่านเวลาเลิกงานไปนานแล้ว ออฟฟิศทั้งชั้นเงียบสงัดลงเรื่อยๆ แต่พาขวัญยังคงนั่งอยู่ที่เดิม โทรศัพท์มือถือวางอยู่ข้างมือ เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดดูเป็นระยะ ไร้ข้อความ ไร้สายเรียกเข้า... ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้นๆ บอกว่าเขาจะไม่กลับมาแล้ว จนกระทั่งเธอเงยหน้ามองออกไปนอกกระจก ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท ความหวังริบหรี่ที่เกาะกุมอยู่ในใจมาตลอดหลายชั่วโมงค่อยๆ ดับลง พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่น พยายามเก็บเอกสารบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทาบางที... คำว่า ‘เย็นๆ’ ของเขา อาจไม่ได้แปลว่าเขาจะ
“ทำไมถึงมาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของคุณได้ล่ะคะ”คำถามจากปากอัญยิกาทำให้พาขวัญตัวแข็งทื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอหันมองเศรษฐวัฒน์ทันที... สิ่งที่เธอกำลังเฝ้ารอด้วยลมหายใจติดขัด ไม่ใช่คำถามของหญิงสาวตรงหน้า แต่คือคำตอบจากปากของเขาคนรัก... แฟน... หรืออย่างน้อยก็ผู้หญิงที่เขากำลังคบหาอยู่ แค่คำคำเดียวจากเขา อาจช่วยทลายความระแวงที่กัดกินใจเธอมาตลอดหลายวันให้มลายหายไป พาขวัญเผลอกลั้นหายใจ สายตาคู่สวยจับจ้องใบหน้าคมเข้มนั้นไม่วางตาเศรษฐวัฒน์สบสายตาสั่นไหวคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ไม่มีความลังเล ไม่มีความรู้สึกผิด มีเพียงความนิ่งสงบอย่างคนที่เตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับแนะนำพนักงานทั่วไป“อ๋อ... นี่พาขวัญครับ เลขาส่วนตัวของผมเอง”โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนในทันที พาขวัญนิ่งค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป... เลขาส่วนตัว คำเพียงไม่กี่พยางค์กลับดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัว เธอเป็นได้แค่เลขาส่วนตัว...แค่นั้นเองหรือ แล้วช่วงเวลาหวานซึ้งที่ผ่านมาล่ะ คำว่าคนรักที่เธอเคยเข้าใจมาตลอดล่ะ อนาคตและงานแต่งงานริมทะเลที่เธอแอบวาดฝันไว้
กึก…เสียงลูกบิดดังเบา ๆ พาขวัญชะงักไปทันที ประตูเปิดออก ง่ายดายอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ปกติห้องนี้มักถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา หรือบางที... ความรีบร้อนก่อนออกจากห้องอาจทำให้เศรษฐวัฒน์ลืมล็อกมัน เธอพยายามหาเหตุผลให้กับตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปด้านในบรรยากาศภายในห้องแตกต่างจากพื้นที่ส่วนอื่นอย่างชัดเจน มันเงียบ...เย็น...และให้ความรู้สึกห่างไกลจากความอบอุ่นที่เศรษฐวัฒน์มักมอบให้เธอ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขายังคงลอยอวลอยู่จาง ๆ ในอากาศพาขวัญกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง เอกสารหลายแฟ้มถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ คอมพิวเตอร์ยังคงปิดอยู่ ข้าวของทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติจนกระทั่ง...สายตาของเธอสะดุดเข้ากับลิ้นชักด้านข้างของโต๊ะ มันแง้มออกมาเพียงเล็กน้อย ราวกับมีใครบางคนเปิดทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจของพาขวัญเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เธอเหลือบมองไปทางประตู ไม่มีใคร ความอยากรู้ผลักให้มือเรียวค่อย ๆ ดึงลิ้นชักออกครืด…ภายในไม่มีเอกสารลับทางธุรกิจ ไม่มีแฟ้มคดี หรือสิ่งใดที่ดูเกี่ยวข้องกับงานของเศรษฐวัฒน์อย่างที่เธอคิด มีเพียงกรอบรูปไม้ขนาดเล็
พาขวัญจัดแจงเก็บกวาดห้องจนเรียบร้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเศรษฐวัฒน์บนโซฟาตัวนุ่ม ใบหน้าหวานยังคงมีรอยยิ้มแต้มอยู่เต็มดวงตา ราวกับกำลังเก็บความสุขเล็ก ๆ ของช่วงเวลานี้เอาไว้ในความทรงจำหญิงสาวขยับเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดถึงเรื่องราวในอนาคตด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“พี่ธันว่า... ถ้าพวกเราคบกันไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาที่เหมาะสม ขวัญอยากจัดงานแต่งงานริมทะเลนะคะ” เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง รอยยิ้มกว้างขึ้นเมื่อจินตนาการภาพนั้นขึ้นมาในหัว“เอาแบบเรียบง่าย แต่อบอุ่น มีแค่คนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทก็พอ แล้วก็...” จากงานแต่งงานริมทะเล เรื่องราวในหัวของพาขวัญก็ไหลต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน บ้านหลังเล็ก ๆ ที่เธออยากตกแต่งด้วยตัวเอง วันหยุดที่ได้ทำอาหารให้เขา ไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เคยไปด้วยกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการเลือกชื่อให้ลูกในอนาคต ทุกอย่างเป็นเพียงภาพฝันที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับคนที่กำลังมีความรัก พาขวัญกลับรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้แค่เอื้อม“แล้วถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ขวัญอยากไปหลาย ๆ ที่เลยค่ะ...” เธอพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “แต่ถ้ามีลูกแล้
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้น
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช“พรรณวัตร…”เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก







