LOGINบรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่
“ขวัญ ทางนี้”
เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊ะหินอ่อนใต้ตึก พาขวัญรีบก้าวเท้าเร็ว ๆ ไปสมทบ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”
“คนอย่างพาขวัญ พรรณวัตร เคยพลาดด้วยเหรอ” อัญญาพูดหยอก ก่อนจะยิ้มกว้าง
“โปรเจกต์ Emotional Branding ของแก อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไปขิงในห้องพักครูไม่หยุดเลยนะ พร้อมพรีเซนต์ยัง”
พาขวัญไม่ตอบทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิด MacBook ขึ้นมาตรวจสอบสไลด์หน้าแล้วหน้าเล่า นิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายแนวไลฟ์สไตล์ เรื่องราวของผู้คน และบรรยากาศ มากกว่ากราฟตัวเลขที่น่าเบื่อ
“สินค้าที่ดีมันต้องเข้าถึงอินเนอร์คนว่ะแก” เธอพูดขณะสายตายังจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์
“เราไม่ได้ขายแค่ของ แต่เรากำลังขายความหมายที่เขาอยากจะให้มันอยู่ในชีวิตเขา”
“พูดซะ…ฉันอยากควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลยว่ะ” อัญญาหัวเราะเบา ๆ
“แกนี่เกิดมาเพื่อเป็นนักมาร์เก็ตติ้งจริงๆ”
พาขวัญยิ้มรับด้วยความเชื่อมั่น เธอไม่รู้เลยว่าประโยคทำนองนี้... เคยทำให้ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนค่ายรถหรู ต้องชะงักฝีเท้ากลางฮอลล์หรู และหันกลับมามองเธออย่างจริงจังมาแล้วครั้งหนึ่ง
ช่วงบ่ายหลังการนำเสนอจบลง พาขวัญเดินออกมาจากตึกคณะด้วยความรู้สึกเบาสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเพื่อน
“จบสักที กาแฟต้องเข้าแล้วนะจุดนี้… ป่ะแอน เราไปหาอะไรกินหน่อย… ฉันง่วง”
“จัดไป เดี๋ยวพี่เปย์เอง” อัญญาว่าพลางกอดคอเพื่อน เดินไปยังลานจอดรถ
ทว่า... ระหว่างที่เดินผ่านแถวรถที่จอดเรียงราย พาขวัญรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่นหลัง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาที่หนักอึ้ง เธอหยุดกึกแล้วหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณลานจอดรถยังคงเงียบเชียบ มีเพียงรถซีดานสีดำสนิทติดฟิล์มทึบจอดอยู่วงนอกสุด แสงแดดยามบ่ายสะท้อนพื้นผิวรถจนขึ้นเงาวับแต่มองไม่เห็นคนข้างใน
“มีอะไรเหรอขวัญ” อัญญาถาม
“เปล่า... สงสัยจะเบลอเพราะอดนอนมั้ง” เธอบอกปัดพลางยิ้มขำตัวเอง ก่อนจะเดินต่อโดยไม่ติดใจอะไร
แต่ภายในรถคันนั้น... บรรยากาศกลับเย็นเยียบจนแทบจับแข็ง เศรษฐวัฒน์นั่งพิงเบาะหลังในความมืด มือหนาเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปทีละก้าวเขามองรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่เหมือนไม่เคยรู้จักคำว่าสูญเสีย มันสดใสจนน่าหมั่นไส้ และในขณะเดียวกันก็น่าทำลายให้ดับวูบลง
“ยิ้มเข้าไปพาขวัญ...” เขาพึมพำเสียงเย็นลอดไรฟัน แววตาที่สะท้อนแสงฟิล์มดูมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
“เพราะหลังจากนี้... ฉันจะทำให้เธอรู้เองว่า ความรู้สึกที่เธออยากขายนักหนามันเจ็บปวดแค่ไหน”
กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนหอมอบอวลอยู่ในคาเฟ่สไตล์มินิมอลใกล้รั้วมหาวิทยาลัย เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังสม่ำเสมอ แสงแดดบ่ายส่องผ่านกระจกใส บานใหญ่ลงมากระทบโต๊ะไม้ไม้สีอ่อนจนเกิดเงานุ่ม ๆให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง บรรยากาศคึกคักแต่ไม่วุ่นวาย แบบร้านที่นักศึกษานิยมมานั่งทำงานมากกว่ามานั่งคุย
พาขวัญยืนต่อคิวอยู่ที่หน้าบาร์ ในอ้อมแขนกอด MacBook และแฟ้มโปรเจกต์หนาปึกเอาไว้แน่น
“คาปูเย็น หวานน้อยค่ะ” เธอสั่งเสียงใส ก่อนจะขยับไปยืนรอตรงโซนรับเครื่องดื่ม มือบางหยิบมือถือขึ้นมาเช็กไลน์กลุ่มเพื่อนที่กำลังกรี๊ดกร๊าดเรื่องพรีเซนต์จบ
จู่ๆ กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่ผสมกลิ่นหนังจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นแบบที่นักศึกษาทั่วไปใช้ แต่มันคือกลิ่นของความสุขุมและอำนาจ พาขวัญเผลอเงยหน้าขึ้นหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว สายตาของเธอไปสบกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังพอดี
ชายหนุ่มรูปร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนที่ดูเรียบแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบ นาฬิกาเรือนบางราคาที่ไม่ใช่ของทั่วไปบนข้อมือรับกับบุคลิกนิ่งลึกที่ดูคาดเดายาก
“ขอโทษครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ เขาหยุดมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับถอยให้เล็กน้อย
“ผมยืนใกล้ไปหน่อย” เศรษฐวัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าดูสดใสกว่าที่เขาเห็นจากระยะไกล... และดูอันตรายต่อความตั้งใจของเขามากกว่าที่คิด
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” พาขวัญยิ้มตอบตามมารยาท
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับทันที สายตาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่ามารยาทจะกำหนด ก่อนจะละออกไปมองบอร์ดเมนูเหนือเคาน์เตอร์
ทั้งสองยืนรอเครื่องดื่มเงียบ ๆ เสียงไอน้ำจากเครื่องชงกาแฟดังกลบความเงียบที่ไม่มีใครตั้งใจสร้าง
“มาพรีเซนต์โปรเจกต์จบเหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ สายตาเหลือบมองแฟ้มในอ้อมแขนเธอเพียงแวบเดียว
พาขวัญเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่คนแปลกหน้าทักถูก
“ใช่ค่ะ... ดูออกด้วยเหรอคะ”
“ดูโล่งใจ” เขาพูดเรียบ ๆ คล้ายเป็นข้อสังเกตมากกว่าคำชม
“มากเลยค่ะ” เธอพยักหน้า
“เหมือนยกอะไรหนัก ๆ ออกจากอก”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ ไม่มีคำพูดต่อ แต่ในใจกลับหยุดอยู่กับน้ำเสียงนั้น น้ำเสียงที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาเผลอสนใจ
“เรียนด้านอะไรครับ” คำถามหลุดออกไปก่อนที่เขาจะได้คิดถึงเหตุผล
“การตลาดค่ะ” พาขวัญตอบอย่างไม่ลังเล ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ชอบเรื่องแบรนด์ ชอบดูว่าคนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เขาเลือกใช้”
เขานิ่งไปเสี้ยววินาที คำตอบนั้นซ้อนทับกับภาพบางอย่างที่ยังไม่จางจากความทรงจำ
“ผมก็สนใจเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน” เขาเลือกพูดเพียงเท่าที่จำเป็น
“จริงเหรอคะ” พาขวัญเงยหน้ามองเขาอย่างสนใจ
“การตลาดมันไม่ได้ขายของอย่างเดียวเนอะ มันขายเรื่องราว”
เขามองเธอ ก่อนจะพยักหน้า “บางเรื่อง ถ้าเล่าไม่ดีพอ… มันก็ไม่มีใครอยากจำ”
พาขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังจนเธอรู้สึกแปลกๆ แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อ เสียงบาริสต้าก็ขัดขึ้น
“คาปูเย็น หวานน้อย ได้แล้วครับ”
พาขวัญรีบขยับไปรับแก้ว แต่เพราะมือกำลังพะวักพะวนกับมือถือและแฟ้ม ทำให้แฟ้มเจ้ากรรมเลื่อนหลุดมือ เอกสารเกือบสิบแผ่นร่วงกระจายลงบนพื้น
“อ๊ะ… ขอโทษค่ะ” เธออุทานอย่างตกใจ รีบก้มลงเก็บ
เศรษฐวัฒน์ก้มลงช่วยทันทีโดยไม่ต้องคิด นิ้วมือแข็งแรงแตะเข้ากับปลายนิ้วเรียวเล็กโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นวาบเพียงเสี้ยววินาทีทำให้เขาใจกระตุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาข่มความรู้สึกนั้นไว้ก่อนจะถอยมือออกอย่างรวดเร็ว แล้วส่งเอกสารคืนให้เธอ
“ขอบคุณมากนะคะ... ” พาขวัญเงยหน้าขึ้นยิ้ม
ระยะห่างใกล้กว่าครั้งไหน ๆ ทำให้เขาเห็นชัดแววตาที่เปิดเผย ไร้การป้องกัน และไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่ตรงขอบของเรื่องราวที่เธอไม่ได้เป็นคนเลือก
“ไม่เป็นไรครับ” เขาลุกขึ้นยืนก่อนเป็นฝ่ายแรก
“ผมชื่อธัน... เรียกผมว่าธันก็ได้ครับ”” เขาเลือกใช้ชื่อที่ศลิษาเคยเรียก ชื่อที่เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
พาขวัญยิ้มกว้าง “พาขวัญค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณธัน”
คำว่า ยินดีที่ได้รู้จัก จากปากเธอ... สำหรับเศรษฐวัฒน์มันคือจุดเริ่มต้นของเกมที่เดิมพันด้วยหัวใจ และเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้เด็ดขาด
เวลาเลิกงานผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้ว แต่ไฟที่โต๊ะทำงานหน้าห้องประธานยังคงสว่างอยู่ พาขวัญกำลังจดจ่ออยู่กับการสรุปรายงานโปรเจกต์ใหม่จนลืมดูเวลา มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นมิสคอลจากพี่ชายเกือบสิบสายและข้อความที่เต็มไปด้วยความกังวล‘ขวัญ อยู่ไหน เลิกงานหรือยัง? พี่รออยู่ที่หน้าอู่นะ’ ‘ขวัญ รับสายพี่หน่อย’ เธอกำลังจะพิมพ์ตอบ แต่ทว่า... เสียงเปิดประตูกระจกอัจฉริยะดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างสูงสง่าของเศรษฐวัฒน์ที่ก้าวออกมา เขาถอดสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเชิ้ตสีขาวที่พับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ ดูผ่อนคลายแต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างเหลือร้าย“ขยันเกินไปหรือเปล่าครับ วันแรกผมยังไม่ให้โอทีนะ” เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ“อ๊ะ...ท่านประธาน ขวัญขอโทษค่ะ พอดีกำลังเพลินไปหน่อย” พาขวัญรีบเก็บของเข้ากระเป๋า “ขวัญกำลังจะกลับแล้วค่ะ”“เดี๋ยวก่อนครับ...” เขาขยับเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ “วันนี้ทำงานวันแรก แถมคุณยังสรุปงานออกมาได้ดีเกินคาด ผมว่าจะชวนไปทานข้าวฉลองเริ่มงานสักหน่อย ถือเป็นการรับน้องในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว... สะดวกไหมครับ”พาขวัญชะงักไปครู่หนึ่ง “เอ่อ... คือ พี่ชายขวัญรออยู่ที่บ้านค่ะ ขวัญเกร
ตึกสูงตระหง่านของ KC. Luxury Auto ในเช้าวันนี้ดูโอ่อ่ากว่าที่พาขวัญจำได้ในวันสัมภาษณ์ แสงแดดสะท้อนกระจกอาคารจนดูเหมือนเพชรเม็ดงามใจกลางกรุง พาขวัญสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จัดระเบียบชุดสูทให้เข้าที่อีกครั้ง ก่อนจะก้าวเข้าสู่ล็อบบี้หินอ่อนที่เย็นเฉียบบริเวณโถงกระจกชั้นล่าง พนักงานใหม่หลายสิบคนกำลังทยอยรายงานตัว เสียงพูดคุยเจือความตื่นเต้นดังระงม อัญญาเพื่อนสนิทของเธอยืนกอดแฟ้มเอกสารแน่น ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความภูมิใจที่ได้เริ่มต้นในสายงานมาร์เก็ตติ้งดิจิทัลตามที่ฝันไว้ และเป็นเส้นทางปกติของเด็กจบใหม่“ยินดีด้วยนะแก” พาขวัญหันมายิ้มให้เพื่อน ดวงตาเป็นประกาย “แกก็เหมือนกัน ยินดีกับแกด้วยนะขวัญ” อัญญาตอบ แต่แล้วคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความกังวล เธอขยับเข้ามาใกล้แล้วลดเสียงลง “ขวัญ... แกต้องทำงานใกล้ชิดผู้บริหารขนาดนั้น แกต้องระวังตัวหน่อยนะ ถ้ามีอะไรแปลก ๆ บอกฉันทันที เข้าใจไหม”“ระวังอะไร ที่นี่ดูมืออาชีพจะตาย” พาขวัญยิ้มกว้าง ยกมือแตะแขนเพื่อนเบา ๆ “แล้วคุณธัน เอ่อ ประธานก็ดูสุภาพและใจดีมาก”คำว่า สุภาพ ทำให้อัญญาขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกนิด “คนสุภาพไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปนะแกโ
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ... พยายามภาวนาให้ความวิตกที่ตีกันยุ่งเหยิงในหัวจางหายไปง่ายๆ แบบควันบุหรี่พวกนั้นบ้าง‘หรือเขาจะคิดมากไปเอง…’ เขาพยายามตั้งคำถามเพื่อปลอบใจตัวเอง ชื่อ ‘ธัน’ อาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่โหลที่สุดในประเทศนี้ หรือโลกมันอาจจะไม่ได้เหวี่ยงน้องสาวของเขาไปวางไว้ในเงื้อมมือของศัตรูเบอร์หนึ่งได้แม่นยำขนาดนั้น ทว่าหัวใจที่กระตุกผิดจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงนัยน์ตาคมกริบดั่งใบมีดของเศรษฐวัฒน์ในวันวาน กลับตะโกนเตือนว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือการจงใจที่น่าขนลุกชายหนุ่มก้มลงมองมือที่สั่นเทาของตัวเอง... มือที่เคยเปรอะเปื้อนเลือดขณะโอบกอดร่างไร้วิญญาณของศลิษา และมือคู่เดียวกันนี้ที่สู้ทนประคับประคองพาขวัญให้เติบโตมาอย่างดีที่สุดแทนพ่อกับแม่เขาหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ความจริงมันหนักอึ้งจนขยับปากพูดออกไ
บรรยากาศที่บ้านพรรณวัตรเย็นวันนี้อบอวลด้วยความสุข พาขวัญแวะซื้อกับข้าวชุดใหญ่มาฉลอง กลิ่นหอมของอาหารฝีมือแม่และการได้เห็นพี่ชายกลับมาบ้านเร็วทำให้หัวใจเธอพองโตอย่างบอกไม่ถูก“วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าขวัญ ซื้อของมาเต็มเลย” ภารันต์ถามพลางลุกขึ้นช่วยน้องสาวถือของเข้าครัว เขาอยู่ในเสื้อยืดเก่าๆ ที่มีรอยเปื้อนน้ำมันเครื่องจางๆ ตามสไตล์เจ้าของอู่ซ่อมรถ แต่แววตาที่มองน้องสาวนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน“ข่าวดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะพี่รันต์” พาขวัญยิ้มกว้างจนตาปิด“ขวัญได้งานแล้วนะ แถมเป็นบริษัทที่ขวัญใฝ่ฝันเลยด้วย”“จริงเหรอ เก่งมากน้องสาวพี่” ภารันต์หัวเราะเบาๆ อย่างโล่งใจ“แต่พี่ว่าถ้าขวัญอยากเรียนต่อเลย พี่ก็ยังส่งไหวนะ”“ไม่เอาแล้วค่ะพี่รันต์” เธอกอดแขนพี่ชายพลางซบหน้าออดอ้อน“ขวัญอยากทำงานก่อน เก็บเงินได้แล้วค่อยเรียนต่อทีหลัง จะได้ไม่เป็นภาระของพี่รันต์กับแม่ไงคะ”“บริษัทไหนล่ะ เอเจนซี่แถวสุขุมวิทที่ขวัญเคยเล่าให้ฟังหรือเปล่า”พาขวัญส่ายหน้าช้าๆ แววตาเป็นประกายภูมิใจ เธอกดเสียงให้ตื่นเต้นขึ้นอีกนิด “ไม่ใช่ค่ะ... แต่เป็นบริษัทใหญ่ระดับท็อปเลยนะพี่รันต์... KC. LUXURY AUTO
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้นชะมัด…ตึกจริงสวยกว่าที่เห็นในเว็บอีกแก… บริษัทระดับท็อปขนาดนี้ ถ้าเราได้ทำงานที่เดียวกันนะ จะเป็นอะไรที่คอมพลีทมาก” อัญญากระซิบเบา ๆ พร้อมกับปรับสูทตัวเองให้เข้าที่พาขวัญพยักหน้า พยายามซ่อนมือที่เย็นเฉียบ “นั่นสิแอน แต่คนสมัครเยอะขนาดนี้ ดูแต่ละคนสิ เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจทั้งนั้นเลย เราจะรอดไหมนะ” พาขวัญตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างตั้งแต่ยืนในล็อบบี้ เพดานสูง เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน และสายตาของพนักงานต้อนรับที่สุภาพแต่ประเมินทุกการเคลื่อนไหว พวกเธอได้รับบัตรผู้มาติดต่อ และถูกเชิญขึ้นไปยังชั้นสัมภาษณ์ห้องรับรองผู้สมัครกว้าง โปร่ง เงียบ มีผู้สมัครอีกประมาณสิบกว่าคนนั่งรออยู่ ทุกคนดูเก่ง ดูมั่นใจ และดูพร้อมพอ ๆ กัน พาขวัญกำแฟ้มเอกสารแน่นโดยไม่รู้ตัว“ไม่ต
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท นิ้วชี้จิ้มค้างอยู่ที่ประกาศรับสมัครงานบนหน้าเว็บสีดำทองดูหรูหรา“เฮ้ย... เดี๋ยวสิแอน” พาขวัญยกมือเบรก “ฉันยังไม่พร้อมเลยนะ กะว่าจะขอ Gap Year พักสมองสักเดือนสองเดือนก่อน”“พักอะไรของแกคะ…เพื่อนขวัญ” อัญญาทำเสียงดุใส่ “เรียนจบเกียรตินิยมมาร์เก็ตติ้งมาเพื่อพักเหรอ งานระดับ KC. LUXURY AUTO ไม่ได้เปิดรับ Marketing Trainee บ่อยๆ นะแก ตำแหน่ง Brand Experience นี่คือตัวท็อปของสายงานเราเลยนะ”พาขวัญถอนหายใจยาว สายตาจดจ้องที่โลโก้ตัวอักษรสีเงินนูนเด่นอยู่บนหน้าจอ... เรียบ เท่ ดูแพงในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย แต่แฝงไปด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง“ฉันไม่ได้อยากเริ่มกับคอร์ปอเรทใหญ่ขนาดนี้ว่ะแอน” เธอพูดตามตรง “อยากเริ่มจากเอเจนซี่เล็กๆ ที่ได้ลองเรียนรู้ก่อน”“แกพูดเหมือนคนไม่มีของ ทั้งที่โปรเจกต์แกอาจารย์เอาไ







