เข้าสู่ระบบบรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่
“ขวัญ ทางนี้”
เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊ะหินอ่อนใต้ตึก พาขวัญรีบก้าวเท้าเร็ว ๆ ไปสมทบ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”
“คนอย่างพาขวัญ พรรณวัตร เคยพลาดด้วยเหรอ” อัญญาพูดหยอก ก่อนจะยิ้มกว้าง
“โปรเจกต์ Emotional Branding ของแก อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไปขิงในห้องพักครูไม่หยุดเลยนะ พร้อมพรีเซนต์ยัง”
พาขวัญไม่ตอบทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิด MacBook ขึ้นมาตรวจสอบสไลด์หน้าแล้วหน้าเล่า นิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายแนวไลฟ์สไตล์ เรื่องราวของผู้คน และบรรยากาศ มากกว่ากราฟตัวเลขที่น่าเบื่อ
“สินค้าที่ดีมันต้องเข้าถึงอินเนอร์คนว่ะแก” เธอพูดขณะสายตายังจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์
“เราไม่ได้ขายแค่ของ แต่เรากำลังขายความหมายที่เขาอยากจะให้มันอยู่ในชีวิตเขา”
“พูดซะ…ฉันอยากควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลยว่ะ” อัญญาหัวเราะเบา ๆ
“แกนี่เกิดมาเพื่อเป็นนักมาร์เก็ตติ้งจริงๆ”
พาขวัญยิ้มรับด้วยความเชื่อมั่น เธอไม่รู้เลยว่าประโยคทำนองนี้... เคยทำให้ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนค่ายรถหรู ต้องชะงักฝีเท้ากลางฮอลล์หรู และหันกลับมามองเธออย่างจริงจังมาแล้วครั้งหนึ่ง
ช่วงบ่ายหลังการนำเสนอจบลง พาขวัญเดินออกมาจากตึกคณะด้วยความรู้สึกเบาสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเพื่อน
“จบสักที กาแฟต้องเข้าแล้วนะจุดนี้… ป่ะแอน เราไปหาอะไรกินหน่อย… ฉันง่วง”
“จัดไป เดี๋ยวพี่เปย์เอง” อัญญาว่าพลางกอดคอเพื่อน เดินไปยังลานจอดรถ
ทว่า... ระหว่างที่เดินผ่านแถวรถที่จอดเรียงราย พาขวัญรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่นหลัง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาที่หนักอึ้ง เธอหยุดกึกแล้วหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณลานจอดรถยังคงเงียบเชียบ มีเพียงรถซีดานสีดำสนิทติดฟิล์มทึบจอดอยู่วงนอกสุด แสงแดดยามบ่ายสะท้อนพื้นผิวรถจนขึ้นเงาวับแต่มองไม่เห็นคนข้างใน
“มีอะไรเหรอขวัญ” อัญญาถาม
“เปล่า... สงสัยจะเบลอเพราะอดนอนมั้ง” เธอบอกปัดพลางยิ้มขำตัวเอง ก่อนจะเดินต่อโดยไม่ติดใจอะไร
แต่ภายในรถคันนั้น... บรรยากาศกลับเย็นเยียบจนแทบจับแข็ง เศรษฐวัฒน์นั่งพิงเบาะหลังในความมืด มือหนาเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปทีละก้าวเขามองรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่เหมือนไม่เคยรู้จักคำว่าสูญเสีย มันสดใสจนน่าหมั่นไส้ และในขณะเดียวกันก็น่าทำลายให้ดับวูบลง
“ยิ้มเข้าไปพาขวัญ...” เขาพึมพำเสียงเย็นลอดไรฟัน แววตาที่สะท้อนแสงฟิล์มดูมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
“เพราะหลังจากนี้... ฉันจะทำให้เธอรู้เองว่า ความรู้สึกที่เธออยากขายนักหนามันเจ็บปวดแค่ไหน”
กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนหอมอบอวลอยู่ในคาเฟ่สไตล์มินิมอลใกล้รั้วมหาวิทยาลัย เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังสม่ำเสมอ แสงแดดบ่ายส่องผ่านกระจกใส บานใหญ่ลงมากระทบโต๊ะไม้ไม้สีอ่อนจนเกิดเงานุ่ม ๆให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง บรรยากาศคึกคักแต่ไม่วุ่นวาย แบบร้านที่นักศึกษานิยมมานั่งทำงานมากกว่ามานั่งคุย
พาขวัญยืนต่อคิวอยู่ที่หน้าบาร์ ในอ้อมแขนกอด MacBook และแฟ้มโปรเจกต์หนาปึกเอาไว้แน่น
“คาปูเย็น หวานน้อยค่ะ” เธอสั่งเสียงใส ก่อนจะขยับไปยืนรอตรงโซนรับเครื่องดื่ม มือบางหยิบมือถือขึ้นมาเช็กไลน์กลุ่มเพื่อนที่กำลังกรี๊ดกร๊าดเรื่องพรีเซนต์จบ
จู่ๆ กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่ผสมกลิ่นหนังจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นแบบที่นักศึกษาทั่วไปใช้ แต่มันคือกลิ่นของความสุขุมและอำนาจ พาขวัญเผลอเงยหน้าขึ้นหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว สายตาของเธอไปสบกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังพอดี
ชายหนุ่มรูปร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนที่ดูเรียบแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบ นาฬิกาเรือนบางราคาที่ไม่ใช่ของทั่วไปบนข้อมือรับกับบุคลิกนิ่งลึกที่ดูคาดเดายาก
“ขอโทษครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ เขาหยุดมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับถอยให้เล็กน้อย
“ผมยืนใกล้ไปหน่อย” เศรษฐวัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าดูสดใสกว่าที่เขาเห็นจากระยะไกล... และดูอันตรายต่อความตั้งใจของเขามากกว่าที่คิด
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” พาขวัญยิ้มตอบตามมารยาท
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับทันที สายตาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่ามารยาทจะกำหนด ก่อนจะละออกไปมองบอร์ดเมนูเหนือเคาน์เตอร์
ทั้งสองยืนรอเครื่องดื่มเงียบ ๆ เสียงไอน้ำจากเครื่องชงกาแฟดังกลบความเงียบที่ไม่มีใครตั้งใจสร้าง
“มาพรีเซนต์โปรเจกต์จบเหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ สายตาเหลือบมองแฟ้มในอ้อมแขนเธอเพียงแวบเดียว
พาขวัญเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่คนแปลกหน้าทักถูก
“ใช่ค่ะ... ดูออกด้วยเหรอคะ”
“ดูโล่งใจ” เขาพูดเรียบ ๆ คล้ายเป็นข้อสังเกตมากกว่าคำชม
“มากเลยค่ะ” เธอพยักหน้า
“เหมือนยกอะไรหนัก ๆ ออกจากอก”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ ไม่มีคำพูดต่อ แต่ในใจกลับหยุดอยู่กับน้ำเสียงนั้น น้ำเสียงที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาเผลอสนใจ
“เรียนด้านอะไรครับ” คำถามหลุดออกไปก่อนที่เขาจะได้คิดถึงเหตุผล
“การตลาดค่ะ” พาขวัญตอบอย่างไม่ลังเล ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ชอบเรื่องแบรนด์ ชอบดูว่าคนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เขาเลือกใช้”
เขานิ่งไปเสี้ยววินาที คำตอบนั้นซ้อนทับกับภาพบางอย่างที่ยังไม่จางจากความทรงจำ
“ผมก็สนใจเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน” เขาเลือกพูดเพียงเท่าที่จำเป็น
“จริงเหรอคะ” พาขวัญเงยหน้ามองเขาอย่างสนใจ
“การตลาดมันไม่ได้ขายของอย่างเดียวเนอะ มันขายเรื่องราว”
เขามองเธอ ก่อนจะพยักหน้า “บางเรื่อง ถ้าเล่าไม่ดีพอ… มันก็ไม่มีใครอยากจำ”
พาขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังจนเธอรู้สึกแปลกๆ แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อ เสียงบาริสต้าก็ขัดขึ้น
“คาปูเย็น หวานน้อย ได้แล้วครับ”
พาขวัญรีบขยับไปรับแก้ว แต่เพราะมือกำลังพะวักพะวนกับมือถือและแฟ้ม ทำให้แฟ้มเจ้ากรรมเลื่อนหลุดมือ เอกสารเกือบสิบแผ่นร่วงกระจายลงบนพื้น
“อ๊ะ… ขอโทษค่ะ” เธออุทานอย่างตกใจ รีบก้มลงเก็บ
เศรษฐวัฒน์ก้มลงช่วยทันทีโดยไม่ต้องคิด นิ้วมือแข็งแรงแตะเข้ากับปลายนิ้วเรียวเล็กโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นวาบเพียงเสี้ยววินาทีทำให้เขาใจกระตุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาข่มความรู้สึกนั้นไว้ก่อนจะถอยมือออกอย่างรวดเร็ว แล้วส่งเอกสารคืนให้เธอ
“ขอบคุณมากนะคะ... ” พาขวัญเงยหน้าขึ้นยิ้ม
ระยะห่างใกล้กว่าครั้งไหน ๆ ทำให้เขาเห็นชัดแววตาที่เปิดเผย ไร้การป้องกัน และไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่ตรงขอบของเรื่องราวที่เธอไม่ได้เป็นคนเลือก
“ไม่เป็นไรครับ” เขาลุกขึ้นยืนก่อนเป็นฝ่ายแรก
“ผมชื่อธัน... เรียกผมว่าธันก็ได้ครับ”” เขาเลือกใช้ชื่อที่ศลิษาเคยเรียก ชื่อที่เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
พาขวัญยิ้มกว้าง “พาขวัญค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณธัน”
คำว่า ยินดีที่ได้รู้จัก จากปากเธอ... สำหรับเศรษฐวัฒน์มันคือจุดเริ่มต้นของเกมที่เดิมพันด้วยหัวใจ และเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้เด็ดขาด
บ้านพรรณวัตรทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน พาขวัญก็เห็นแม่พิมกับภารันต์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่รีบลุกขึ้นทันที เพียงแค่เห็นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าของน้องสาว ภารันต์ก็ไม่ต้องถามอะไรมากนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่าน้องสาวคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น“ขวัญ...” แม่พิมเดินเข้าไปโอบกอดลูกสาว“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่สบายตรงไหน”พาขวัญไม่ตอบในทันที เธอซบหน้าลงกับอกของแม่ หลับตาลง แล้วปล่อยให้ตัวเองนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ตลอดทางกลับบ้าน เธอพยายามไม่ร้องไห้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รักเธอจริง ๆ ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองเอาไว้ก็แทบหมดลงพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของแม่ เธอเช็ดน้ำตาบนแก้ม แล้วมองหน้าแม่กับพี่ชาย“แม่คะ... พี่รันต์”“มีอะไร บอกแม่ได้นะลูก” แม่พิมลูบแขนเธอเบา ๆพาขวัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา“ขวัญมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่รันต์ค่ะ”ภารันต์ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”พาขวัญเงยหน้าขึ้น“ขวัญท้องค่ะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่พิมนิ่งไป ส่วนภารันต์เหมือนหยุดหายใจ“...ว่าอะไรนะ”“ขวัญท้องค่ะ”
“ถ้าเธอไม่อยากอับอายไปตลอดชีวิต ก็ไปทำแท้งซะ... หรือไม่ก็ตามรอยน้องสาวฉันไปซะ ไปให้รถชนตายแล้วจบเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไปซะ!”คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว โดยเฉพาะคำว่าตามรอยน้องสาวฉัน พาขวัญมองผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา... คนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่มีความผูกพันใดหลงเหลืออยู่เลยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มจนหมด ขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงเปียกชื้นอยู่บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่โตกลับนิ่งสงบลงอย่างน่ากลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะจมอยู่กับความแค้นจนมืดบอด เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องยืนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกต่อไป“เข้าใจแล้วค่ะ...” พาขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว“คุณคิดว่าขวัญจะเอาเรื่องลูกมาล้อเล่น เพื่อรั้งผู้ชายอย่างคุณไว้จริง ๆ เหรอคะ”เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบยามได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเธอ“หูตาคุณคงมืดบอดเพราะความแค้นจนมองไม่เห็นควา
เมื่อเข็มนาฬิกาบนโต๊ะทำงานบอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเลิกงาน พนักงานคนอื่น ๆ ต่างทยอยเก็บกระเป๋าและเดินออกจากออฟฟิศไปจนหมด หลงเหลือไว้เพียงความเงียบงันและบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งชั้นภายในห้องทำงานผู้บริหาร แสงไฟส้มอ่อนสาดส่องกระทบกับร่างของเศรษฐวัฒน์ที่ยังคงนั่งก้มหน้าตรวจเอกสาร อัญยิกาไม่ได้กลับเข้ามากับเขาในตอนบ่าย พาขวัญยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา ลมหายใจของเธอติดขัดและสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอไว้เป็นครั้งสุดท้าย“พี่ธันคะ...”เสียงหวานเอ่ยเรียกแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับความเงียบ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เศรษฐวัฒน์ชะงักปลายปากกาในมือ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ แววตาคมกริบคู่ นั้นเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใด ๆ“มีอะไร” เศรษฐวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียดพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า แม้ขอบตาร้อนผ่าวจะเริ่มเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม“เรื่องที่...ที่คุณแองจี้พูดเมื่อกลางวัน เรื่องงานแต่งงานของพี่ธันกับเธอ...มันคือเรื่องจริงใช่ไหมคะ”เศรษฐวัฒน์นิ่งอึ้งไปชั่ววินาที สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ เขารู้ดี
“เพราะฉะนั้น...ตำแหน่งเลขาส่วนตัวก็คงต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักหน่อย”ปลายนิ้วของพาขวัญจิกเข้าหากันแน่นจนเกร็ง อัญยิการะบายยิ้มอย่างพอใจเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาเจ็บปวดนั้น “แต่คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ” น้ำเสียงของเธอกลับฟังดูอ่อนโยนอย่างน่าขนลุก “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งงานคุณ” เธอหยุดจังหวะ แล้วตอกย้ำประโยคถัดมาอย่างเน้นย้ำ “ฉันแค่กำลังเข้ามารับตำแหน่งที่ควรเป็นของฉัน” อัญยิกายังคงยิ้ม “คุณเข้าใจใช่ไหมคะ”ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ สายตาของพาขวัญเลื่อนต่ำลงมองมือของตัวเอง มืออีกข้างค่อย ๆ ขยับไปแตะกระเป๋าสะพายที่วางอยู่ข้างเก้าอี้โดยอัตโนมัติ... ภายในนั้นมีซองเอกสารจากโรงพยาบาล และแผ่นผลตรวจขึ้นสองขีดที่เธอยังไม่มีโอกาสได้บอกใคร'ฉันกับคุณธันกำลังจะแต่งงานกันค่ะ' ประโยคนั้นตอกย้ำดังก้องอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว หากเขาตกลงใจจะแต่งงานกับหญิงอื่นแล้ว... เรื่องสำคัญที่เธอกำลังจะบอกเขา จะยังคงมีความหมายอะไรอีก เธอค่อย ๆ ลูบกระเป๋าแล้วละมือลง ปล่อยให้มันซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะเงียบ ๆ ไม่ให้ใครได้ทันสังเกตเห็น โดยเฉพาะชายหนุ่มที่กำลังเดินกลับเข้ามาในห้องเสียงฝีเท้าหนักแน่นอั
พาขวัญมาถึงห้องทำงานประธานบริษัทตั้งแต่เช้า แม้ร่างกายจะยังอ่อนเพลียและใบหน้าซีดเซียวจากอาการแพ้ท้อง แต่เธอก็ยังฝืนทำงานตามปกติ แฟ้มเอกสารถูกเปิดเรียงอยู่บนโต๊ะ เลขาสาวก้มหน้าตรวจรายละเอียด พยายามจดจ่อกับงานตรงหน้าเพื่อไม่ให้ความคิดล่องลอยเสียงประตูเปิดขึ้น พาขวัญเงยหน้าตามความเคยชิน ก่อนจะเห็นเศรษฐวัฒน์เดินเข้ามาในชุดสูทเรียบหรู สุขุมเช่นทุกวัน ทว่าสิ่งที่ทำให้มือของเธอชะงักอยู่เหนือเอกสาร คือหญิงสาวที่เดินตามหลังเขาเข้ามา อัญยิกาถือแฟ้มติดมือ เดินตามเศรษฐวัฒน์เข้ามาอย่างสนิทสนม“สวัสดีค่ะคุณเลขา” อัญยิกาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มหวานธรรมชาติพาขวัญชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มรับตามมารยาท “สวัสดีค่ะ คุณอัญยิกา”“วันนี้คุณแองจี้จะเข้ามาเรียนรู้งานกับผมทั้งวันนะครับ” เศรษฐวัฒน์บอกพลางเดินไปยังโต๊ะทำงาน“รบกวนด้วยนะคะ” อัญยิกาส่งยิ้ม ก่อนเดินตามเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคย“ค่ะ” พาขวัญพยักหน้ารับสั้นๆ แล้วก้มลงทำงานต่อทันทีเศรษฐวัฒน์วางเอกสารลงบนโต๊ะ ก่อนหันกลับมามองเลขาคู่ใจ “คุณพาขวัญครับ”“คะ”“ช่วยเตรียมกาแฟของผมและเตรียมให้คุณแองจี้ด้วยนะครับ เอาลาเต้ไม่หวาน แล้วก็ขนมโฮลวีตปิ้งไม่เอาแยม”“คุณธัน
ร่างบางที่นอนซมอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการคลื่นไส้ที่พุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันพาขวัญรีบยกมือปิดปาก ลุกจากเตียงแทบไม่ทัน ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเสียงอาเจียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเธอคุกเข่าอยู่หน้าโถสุขภัณฑ์จนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ขย้อนออกมาอีก ร่างกายสั่นสะท้านจากความอ่อนแรง หายใจหอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นไปเกาะขอบอ่างล้างหน้าน้ำเย็นจากก๊อกไหลผ่านปลายนิ้ว พาขวัญวักน้ำขึ้นล้างหน้า เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดคืน เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาพาขวัญลืมตา มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าชะงักอยู่กลางอากาศประจำเดือน...เธอหันกลับไปหยิบโทรศัพท์จากข้างเตียง เปิดปฏิทินในเครื่อง แล้วเลื่อนย้อนดูวันที่ นิ้วเรียวเลื่อนไปทีละเดือนครั้งหนึ่ง...สองครั้ง...ก่อนหยุดนิ่ง พาขวัญนับวันที่อีกครั้ง แล้วนับซ้ำ ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อย ๆ แยกออกจากกัน“ไม่จริง...” เธอวางโทรศัพท์ลงบนขอบอ่าง ก่อนหยิบขึ้นมาดูใหม่ราวกับหวังว่าตัวเลขจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม วันที่เลยกำหนดมานานกว่าที่ควรจะเป็น พาขวัญยืนนิ่งอ
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้น
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช“พรรณวัตร…”เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก






![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
