เข้าสู่ระบบเศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งอยู่หน้าต่างอยู่นาน… นานพอที่แสงจากเสาไฟถนนทอดเงาเย็นเยียบลงบนใบหน้าแข็งกร้าวของเขา ความมืดด้านนอกไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ย้ำเตือนว่าฝันร้ายเมื่อครู่ยังตามหลอกไม่หยุด
เขายกมือขึ้นกดสันจมูกแรง ๆ เหมือนกับพยายามบีบความเจ็บให้หายไปกับปลายนิ้ว แต่สุดท้ายทำได้เพียงปล่อยลมหายใจหนัก ๆ ที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นออกมา
ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงก็ดังขึ้น
“ท่านประธานครับ พรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ทีมประชาสัมพันธ์จะไปคอยรับเพื่อเดินทางไปงานเปิดตัว KC PRIME X ครับ — ธวัช”
เขามองข้อความนั้นนิ่ง ๆ อยู่นาน ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงอย่างช้า ๆ
ใช่… งานพรุ่งนี้สำคัญ เขาต้องปรากฏตัวในฐานะประธานบริษัท KC. LUXURY AUTO ให้สมบูรณ์แบบ ให้ทุกคนเห็นความมั่นคงและอำนาจของเขา แต่ลึกลงไป เขารู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร…
เศรษฐวัฒน์นั่งนิ่งอยู่หน้าข้อมูลของรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดที่เพิ่งเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน ๆ ในยุโรป รถยี่ห้อเดียวกับที่ศลิษาเคยพูดถึงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่สุดในชีวิตและตั้งใจจะเอาเข้ามาทำตลาดในไทย
เขาจำได้ดี… คืนที่น้องสาวยืนกอดแฟ้มพรีเซนต์แน่นจนสันกระดาษบี้งอตรงหน้าโต๊ะเขา ดวงตาเธอเป็นประกายสดใส
“พี่ธัน…ลิษาอยากทำโปรเจกต์นี้ รถค่ายนี้ดีมาก ถ้าพี่ช่วยผลักดัน ลิษาอยากลองทำเป็นไลน์ใหม่ของบริษัทเรา”
ตอนนั้น เขาแค่ยิ้มเอื่อยและบอกให้น้อง “ค่อย ๆ วางแผน”
ชีวิตยุ่งเกินกว่าจะช่วยคิด และเขาไม่รู้เลยว่านั่น… จะเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายที่ได้ฟังน้องสาวพูดถึงความฝันของเธอ ตอนนี้… เหลือเพียงแฟ้มโครงการที่เธอไม่มีโอกาสเขียนให้สมบูรณ์ กับเขา… ผู้ที่ยังติดหนี้ความตั้งใจของเธออยู่ทุกลมหายใจ
เศรษฐวัฒน์เอื้อมหยิบแฟ้มสีซีดตรงมุมโต๊ะ ปัดฝุ่นบนปกเบา ๆ ราวกับกลัวทำร้ายบางอย่างที่ยังผูกพันเขากับเธอเอาไว้ เขาพึมพำเสียงแผ่ว แทบไม่รู้ว่าเป็นคำพูดหรือคำสัญญา
“ลิษา… พี่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริงแทนแกเองนะ”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย หลับตาแน่น ภาพเลือดของศลิษายังชัดเจนในหัว ภาพที่เธอนอนแน่นิ่งในอ้อมแขนเขายังชัดเจน จนเหมือนขยับมือไปก็ยังรู้สึกถึงความอุ่นจากครั้งสุดท้ายที่เขากอดเธอ เขาพึมพำเสียงแผ่วท่ามกลางความมืดของห้อง
“และตั้งแต่พรุ่งนี้…พี่จะทวงคืนความยุติธรรมให้แกนะ ลิษา”
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันทั้งเย็นชา แข็งกร้าว และเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความตั้งใจอันเงียบงัน ไม่ใช่เศรษฐวัฒน์คนเดิมอีกแล้ว
“ใครมันทำให้น้องพี่เจ็บ… มันจะต้องเจ็บร้อยเท่าพันเท่า… ไอ้ภารันต์”
ท่ามกลางแสงโปรเจกเตอร์ เสียงแฟลช และสายตาของผู้คนหลายร้อยคู่ เศรษฐวัฒน์ยืนอยู่บนเวทีพร้อมรอยยิ้มสุขุมที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและสื่อมวลชน เขาเพิ่งปิดท้ายการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของ KC. LUXURY AUTO ค่ายรถระดับไฮเอนด์ที่เขาเป็นผู้กุมบังเหียน
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับงานเปิดตัวรถยนต์ ดนตรีจังหวะเร้าใจ เทคโนโลยี แสงสีไฟสปอตไลต์ตัดผ่านความมืด และคำบรรยายสรรพคุณ ในใจเขากลับว่างเปล่าอย่างประหลาด
ทันทีที่พิธีกรประกาศเชิญสื่อถ่ายภาพปิดท้าย เศรษฐวัฒน์โค้งให้ผู้ชมเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากเวทีอย่างรวดเร็ว ราวกับอยากหลุดออกจากพื้นที่สปอตไลต์ให้เร็วที่สุด
หลังจากก้าวลงจากเวที เศรษฐวัฒน์ดึงสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ เขาปลดกระดุมบนลงหนึ่งเม็ด ก่อนยื่นสูทให้ผู้ช่วยถือไว้แล้วเดินเลี่ยงออกจากโซนวีไอพี
“ท่านประธาน จะกลับห้องรับรองเลยไหมครับ” ธวัชถามตามทันทีที่เห็นเจ้านายเดินไปอีกทาง
“ไม่ต้อง ฉันจะเดินดูงานเอง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วก้าวจากไปทันที
เขาไม่อยากฟังคำชมสวยหรูในห้องรับรอง ไม่อยากฟังทีมงานรายงานว่า
“งานราบรื่นดีครับ”
สิ่งที่เขาต้องการ…คือเสียงจริงของคนดู เสียงที่ไม่มีใครปรุงแต่งให้ฟังสบายหู
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาว เหมือนพนักงานหนุ่มออฟฟิศทั่วไปเดินปะปนกับผู้ร่วมงานอย่างแนบเนียน สายตาคมสอดส่องปฏิกิริยาของผู้คนที่ยืนล้อมรถยนต์รุ่นใหม่อยู่ตรงกลางฮอลล์ หลายคนถ่ายรูป บ้างถกกันเรื่องราคา บ้างเปรยว่าชอบดีไซน์ไฟหน้า เขากำลังจะเดินผ่านไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคหนึ่งดังขึ้นมาพอดี
“ฉันว่ารถมันดีมากอ่ะเเอน แต่ทีมการตลาดเขาขายเรื่องราวน้อยไปหน่อยนะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นและชัดเจนจนเขาต้องหยุดเท้าเองโดยไม่รู้ตัว เศรษฐวัฒน์ขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ๆ ด้านหลัง แล้วตั้งใจฟังเสียงเพื่อนถามอย่างงง ๆ
“ขายเรื่องราว ยังไงอ่ะพาขวัญ”
เสียงหญิงสาวคนนั้น ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่ฟังดูนุ่มนวล “รถหรูระดับนี้ คนซื้อไม่ได้ซื้อเพราะเครื่องแรงหรือไฟหน้าสวยอย่างเดียวหรอกนะเเอน… เขาซื้อความรู้สึก ซื้อภาพจำ ซื้อความผูกพันที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ รถคันที่ใช่สำหรับฉัน มันคือ Emotional Marketing น่ะ”
คำว่า Emotional ทำเอาเขาใจสะดุดวูบหนึ่ง เพราะสิ่งที่ทำให้เขาอยากสร้างรถรุ่นนี้ขึ้นมา… คือ ความทรงจำของศลิษา น้องสาวที่ไม่มีวันกลับมา เธอเป็นคนชอบรถยี่ห้อนี้มาก เธอฝันอยากนำเข้ารถยี่ห้อนี้มาขายในเมืองไทยและอยากขับพาพี่ชายอย่างเขาไปเที่ยวทะเล และเขาก็อยากสร้างสิ่งที่มีความหมายแทนเธอ… แต่สุดท้าย เขาทำสำเร็จแค่ครึ่งเดียว
หญิงสาวพูดต่ออย่างลื่นไหล “ต่อให้ของดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่เล่าเรื่องความรู้สึกให้คนฟังได้เชื่อมโยง เขาก็ไม่อินหรอก… มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียวอยู่แล้วนะเเอน”
เศรษฐวัฒน์เผลอยิ้มมุมปากนิด ๆ โดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มแบบที่เขาไม่ได้มีมานาน เธอพูดเหมือนอ่านใจเขาออก เขาชะโงกมองเพียงแวบเดียว เห็นหญิงสาวตัวเล็กบอบบาง ผมยาว หน้าหวาน ๆ แต่งตัวชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ดูมีของ ดวงตาเป็นประกายตอนพูดเรื่องการตลาด ผู้หญิงแบบนี้…ไม่มีทางรู้หรอกว่าคำพูดของเธอไปกระทบแผลลึกในใจใครบางคน และก็ไม่มีทางรู้ด้วย… ว่าเศรษฐวัฒน์ กำลังฟังทุกคำของเธออย่างจดจ่อ
เสียงเพื่อนถามอีก “แต่เธอพูดเหมือนเจ้าของบริษัทเลยนะเนี่ย สมแล้วที่จะจบเกียรตินิยมมาร์เก็ตติ้ง บริษัทยักษ์ใหญ่ดึงตัวกันให้ควั่ก”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ก็…ไม่ขนาดนั้นหรอกแกก็ ฉันแค่คิดว่ามันน่าไปทำได้ดีกว่านี้อีกแค่นั้น”
เขานิ่งไป นักศึกษาจะจบใหม่ รู้เรื่อง Emotional Marketing ขนาดนี้ ทั้งฉลาด ทั้งพูดเป็น ทั้งมองเห็นจุดที่ทีมเขาพลาด…ความสนใจของเขา เปลี่ยนจากรถยนต์ ไปเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้โดยสมบูรณ์
หลังจากฟังบทสนทนานั้นจนจบ ร่างสูงยืนเงียบอยู่หลังสองสาวอีกครู่หนึ่ง สายตายังมองตามหญิงสาวตัวเล็กผมยาวที่กำลังเดินไปดูรถคันอื่นกับเพื่อน
เขารู้สึกทั้งสนใจ ทั้งหงุดหงิด… เพราะเสียงของเธอกำลังดึงให้เขานึกถึงศลิษา น้องสาวที่ตายไป แต่เธอก็พูดเรื่องการตลาดเหมือนเข้าใจเขาเกินเหตุ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่ชอบ ทั้งอบอุ่น ทั้งเจ็บ ทั้งดึงดูด ทั้งโกรธใครสักคนที่ไม่ควรเกี่ยวกันเลย เขาตัดสินใจทันที
“ธวัช” เขาเรียกผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ครับท่านประธาน”
“ฉันมีงานให้ทำ” เสียงสั่งงานดังขึ้น เขาพยักพเยิดไปทางหญิงสาวคนนั้น ร่างบางกำลังยืนยิ้มให้เพื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกผู้ชายอีกคนจับตามองแบบจริงจัง
“ไปหาข้อมูลผู้หญิงผมยาวคนนั้นมาให้ฉัน” น้ำเสียงของเขาทั้งนิ่ง ทั้งเฉียบ
ธวัชกลืนน้ำลายทันที “คนที่พูดเรื่อง Emotional Marketing น่ะหรือครับ”
“ใช่” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนเหยียดสายตามองเธออีกครั้ง
“ฉันอยากรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อ อายุ จนถึงว่ากำลังทำอะไรอยู่”
ธวัชพยักหน้า “รับทราบครับท่านประธาน ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
เศรษฐวัฒน์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายืนมองภาพหญิงสาวที่กำลังหัวเราะเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มของเธอเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเจ็บ ตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ห้องทำงานท่านประธาน ร่างสูงนั่งรออยู่ในห้องส่วนตัว เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ธวัชเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีดำในมือ สีหน้าเหมือนคนกำลังลังเลจะพูดดีไหม
“ได้ข้อมูลแล้วครับ”
“เอามา” น้ำเสียงเขาเย็นและสั้น
ธวัชยื่นแฟ้มให้ แต่ไม่ได้ถอยออกไป เขายืนค้าง เหมือนยังมีอะไรจะบอก
“มีอะไร” เจ้านายถามโดยไม่เงยหน้า
“คือ…ข้อมูลมันค่อนข้าง…สุ่มเสี่ยงที่ท่านจะไม่ชอบครับ”
ใบหน้าคมเงยขึ้นทันที แววตาคมขึ้นหนึ่งระดับ
“พูดมา”
ธวัชสูดลมหายใจ “ชื่อเธอคือ พาขวัญ พรรณวัตร อายุยี่สิบสอง กำลังจะจบคณะบริหาร สาขาการตลาด เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง …เธอเป็นน้องสาวของคุณภารันต์ครับ”
หลายสัปดาห์ต่อมา…บ้านไม้สองชั้นหลังเก่าสไตล์วินเทจของคุณลุง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ร่มรื่นในจังหวัดจันทบุรี กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังครอบครัวพรรณวัตรย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันแม่พิมใช้เวลาส่วนใหญ่จัดเก็บข้าวของและดูแลบ้านให้เข้าที่ ขณะที่ภารันต์ลงมือปัดกวาด ถางหญ้า และจัดพื้นที่รอบบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ปลอดภัยสำหรับน้องสาวและหลานตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกเช้าวันหนึ่ง พาขวัญเดินออกจากห้องตรวจฝากครรภ์พร้อมภาพอัลตราซาวนด์แผ่นเล็กในมือ เธอก้มมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วแตะลงบนจุดเล็ก ๆ ในภาพอย่างแผ่วเบา... ลูกของเธออายุครรภ์เกือบสองเดือนแล้ว และหัวใจดวงเล็ก ๆ นั้นก็กำลังเต้นอย่างแข็งแรง“เป็นยังไงบ้างขวัญ หมอว่ายังไงบ้างลูก” แม่พิมรีบลุกจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นลูกสาวเดินออกมา พร้อมจับมือเธอเอาไว้ด้วยความห่วงใยพาขวัญยื่นภาพอัลตราซาวนด์ให้แม่กับพี่ชายดู รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขณะที่ดวงตากลมโตมีน้ำใสคลอเบา ๆ “ลูกแข็งแรงดีค่ะแม่... วันนี้ขวัญได้ยินเสียงหัวใจแกเต้นด้วยค่ะ”ภารันต์รับภาพนั้นไปมอง ปลายนิ้วแตะลงบนจุดเล็ก ๆ กลางภาพ ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที
ตลอดสามวันที่ต้องบินไปสะสางงานด่วนถึงต่างประเทศ เศรษฐวัฒน์กลับพบว่าตัวเองแทบไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเจรจาธุรกิจมูลค่ามหาศาลเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางตัวเลขในสัญญาและเสียงสนทนาของคู่ค้า ภาพใบหน้าของพาขวัญกลับแทรกเข้ามาอยู่ในความคิดครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งเป็นตอนที่เธอยืนถือแก้วกาแฟมาวางบนโต๊ะ ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นเรียกเขาเบา ๆ ว่า “พี่ธัน” และบางครั้ง... ก็เป็นเพียงภาพเธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม โต๊ะที่ตอนนี้ไม่มีเธออีกแล้วยิ่งเวลาผ่านไป ความกระวนกระวายในอกกลับยิ่งเพิ่มขึ้น จนในที่สุดเศรษฐวัฒน์ก็ไม่อาจหลอกตัวเองต่อไปได้ สิ่งที่ทำให้เขาอยากรีบกลับประเทศไทยไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเป็นคนผลักไสออกไปจากชีวิตด้วยตัวเองพาขวัญ…เพียงคิดถึงชื่อของเธอ ความแน่นในอกก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ครั้งนี้เขาไม่สนแล้วว่าใครจะผิดใครจะถูก ทันทีที่กลับถึงไทย เขาจะไปหาเธอ เขาจะคุยกับเธอให้รู้เรื่อง และหากยังพอมีโอกาสเหลืออยู่... เขาจะขอเริ่มต้นใหม่อีกครั้งทันทีที่งานเสร็จ เศรษฐวัฒน์จึงรีบจองเที่ยวบินแรกกลับกรุงเทพฯ โดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่เมื่อก้าวพ้นประตูผู้โดยสารขาเข้า ร่างสูงก
โต๊ะทำงานของพาขวัญ... ว่างเปล่าเศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะตัวนั้น สายตาคมกริบเลื่อนไปยังประตูห้องทำงานราวกับกำลังรอคอยให้ใครบางคนเปิดประตูเดินเข้ามาในอีกไม่กี่วินาที ชายหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนร้อนรน ก่อนจะหันไปเอ่ยเรียกธวัช เลขาคู่ใจให้เข้ามาพบทันที“พาขวัญไปไหน... ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่มาทำงาน” เขาถามเสียงห้วน แววตากลัดกลุ้มปิดไม่มิดธวัชสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบรายงานตามความจริง “เอ่อ... คุณพาขวัญเหรอครับท่าน คือว่า... คุณพาขวัญไม่ได้มาทำงานสามวันแล้วครับ”สามวันแล้ว…คำตอบนั้นเปรียบเสมือนมีค้อนปอนด์ทุบซ้ำลงกลางอก ท่านประธานชะงักกึก เมื่อลองนับเวลาดูแล้วมันก็คือวันที่เขาตั้งใจพูดจาใจร้าย ไล่ตะเพิดเธอ และฟังคำสารภาพเรื่องโกหกเรื่องท้องจากปากเธอนั่นเอง เธอหายไปจากบริษัทตั้งแต่วันนั้น...วันที่เขาเป็นคนผลักไสเธอออกไปด้วยตัวเอง สมองของเขาตื้อตันไปหมด ความตระหนกวาบขึ้นมาในอก แต่เพียงไม่กี่วินาทีเศรษฐวัฒน์ก็รีบหาเหตุผลมาหักล้างมัน‘ไม่หรอก... เธอคงแค่เสียใจ’ เขาพยายามคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อลดความร้อนรนในใจ‘ผู้หญิงอย่างพาขวัญรักเขาจะตายไป... เธอไม่มีทางขาดเขาได้หรอก อยู่ ๆ จะ
เสียงประตูห้องทำงานปิดลง พร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวกลับคืนมาอีกครั้งเศรษฐวัฒน์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ลมหายใจหนักหน่วงจากอารมณ์โกรธที่ยังไม่จางหาย ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตานิ่งสนิทของพาขวัญเมื่อครู่ยังคงหมุนวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอกล้าด่าเขา กล้าตอกหน้าต่อว่าทั้งเรื่องเด็กเป็นเพียงคำโกหก และสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุด… คือการที่เธอกล้าหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ผู้หญิงที่เคยอ่อนหวาน คอยเอาอกเอาใจ และยอมทำตามคำพูดของเขาแทบทุกอย่าง บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเศรษฐวัฒน์ขบกรามแน่น เขาควรจะรู้สึกสะใจไม่ใช่หรือ... ในเมื่อเขาได้ทำให้เธอเจ็บปวด ได้ทำให้เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการแก้แค้น และในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการไว้ทั้งหมดแต่แล้วทำไม... ความเงียบภายในห้องถึงได้ชวนให้อึดอัดถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับ เมื่ออาการปวดแล่นตุบ ๆ เริ่มโจมตีขึ้นมาตรงขมับ“ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง...” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ“เธอเป็นน้องสาวของภาร
บ้านพรรณวัตรทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน พาขวัญก็เห็นแม่พิมกับภารันต์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่รีบลุกขึ้นทันที เพียงแค่เห็นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าของน้องสาว ภารันต์ก็ไม่ต้องถามอะไรมากนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่าน้องสาวคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น“ขวัญ...” แม่พิมเดินเข้าไปโอบกอดลูกสาว“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่สบายตรงไหน”พาขวัญไม่ตอบในทันที เธอซบหน้าลงกับอกของแม่ หลับตาลง แล้วปล่อยให้ตัวเองนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ตลอดทางกลับบ้าน เธอพยายามไม่ร้องไห้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รักเธอจริง ๆ ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองเอาไว้ก็แทบหมดลงพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของแม่ เธอเช็ดน้ำตาบนแก้ม แล้วมองหน้าแม่กับพี่ชาย“แม่คะ... พี่รันต์”“มีอะไร บอกแม่ได้นะลูก” แม่พิมลูบแขนเธอเบา ๆพาขวัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา“ขวัญมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่รันต์ค่ะ”ภารันต์ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”พาขวัญเงยหน้าขึ้น“ขวัญท้องค่ะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่พิมนิ่งไป ส่วนภารันต์เหมือนหยุดหายใจ“...ว่าอะไรนะ”“ขวัญท้องค่ะ”
“ถ้าเธอไม่อยากอับอายไปตลอดชีวิต ก็ไปทำแท้งซะ... หรือไม่ก็ตามรอยน้องสาวฉันไปซะ ไปให้รถชนตายแล้วจบเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไปซะ!”คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว โดยเฉพาะคำว่าตามรอยน้องสาวฉัน พาขวัญมองผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา... คนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่มีความผูกพันใดหลงเหลืออยู่เลยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มจนหมด ขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงเปียกชื้นอยู่บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่โตกลับนิ่งสงบลงอย่างน่ากลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะจมอยู่กับความแค้นจนมืดบอด เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องยืนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกต่อไป“เข้าใจแล้วค่ะ...” พาขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว“คุณคิดว่าขวัญจะเอาเรื่องลูกมาล้อเล่น เพื่อรั้งผู้ชายอย่างคุณไว้จริง ๆ เหรอคะ”เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบยามได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเธอ“หูตาคุณคงมืดบอดเพราะความแค้นจนมองไม่เห็นควา
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้น
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่ “ขวัญ ทางนี้”เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊







