INICIAR SESIÓNเศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งอยู่หน้าต่างอยู่นาน… นานพอที่แสงจากเสาไฟถนนทอดเงาเย็นเยียบลงบนใบหน้าแข็งกร้าวของเขา ความมืดด้านนอกไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ย้ำเตือนว่าฝันร้ายเมื่อครู่ยังตามหลอกไม่หยุด
เขายกมือขึ้นกดสันจมูกแรง ๆ เหมือนกับพยายามบีบความเจ็บให้หายไปกับปลายนิ้ว แต่สุดท้ายทำได้เพียงปล่อยลมหายใจหนัก ๆ ที่เต็มไปด้วยความคั่งแค้นออกมา
ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงก็ดังขึ้น
“ท่านประธานครับ พรุ่งนี้เวลา 09.00 น. ทีมประชาสัมพันธ์จะไปคอยรับเพื่อเดินทางไปงานเปิดตัว KC PRIME X ครับ — ธวัช”
เขามองข้อความนั้นนิ่ง ๆ อยู่นาน ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงอย่างช้า ๆ
ใช่… งานพรุ่งนี้สำคัญ เขาต้องปรากฏตัวในฐานะประธานบริษัท KC. LUXURY AUTO ให้สมบูรณ์แบบ ให้ทุกคนเห็นความมั่นคงและอำนาจของเขา แต่ลึกลงไป เขารู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร…
เศรษฐวัฒน์นั่งนิ่งอยู่หน้าข้อมูลของรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดที่เพิ่งเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน ๆ ในยุโรป รถยี่ห้อเดียวกับที่ศลิษาเคยพูดถึงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่สุดในชีวิตและตั้งใจจะเอาเข้ามาทำตลาดในไทย
เขาจำได้ดี… คืนที่น้องสาวยืนกอดแฟ้มพรีเซนต์แน่นจนสันกระดาษบี้งอตรงหน้าโต๊ะเขา ดวงตาเธอเป็นประกายสดใส
“พี่ธัน…ลิษาอยากทำโปรเจกต์นี้ รถค่ายนี้ดีมาก ถ้าพี่ช่วยผลักดัน ลิษาอยากลองทำเป็นไลน์ใหม่ของบริษัทเรา”
ตอนนั้น เขาแค่ยิ้มเอื่อยและบอกให้น้อง “ค่อย ๆ วางแผน”
ชีวิตยุ่งเกินกว่าจะช่วยคิด และเขาไม่รู้เลยว่านั่น… จะเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายที่ได้ฟังน้องสาวพูดถึงความฝันของเธอ ตอนนี้… เหลือเพียงแฟ้มโครงการที่เธอไม่มีโอกาสเขียนให้สมบูรณ์ กับเขา… ผู้ที่ยังติดหนี้ความตั้งใจของเธออยู่ทุกลมหายใจ
เศรษฐวัฒน์เอื้อมหยิบแฟ้มสีซีดตรงมุมโต๊ะ ปัดฝุ่นบนปกเบา ๆ ราวกับกลัวทำร้ายบางอย่างที่ยังผูกพันเขากับเธอเอาไว้ เขาพึมพำเสียงแผ่ว แทบไม่รู้ว่าเป็นคำพูดหรือคำสัญญา
“ลิษา… พี่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริงแทนแกเองนะ”
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย หลับตาแน่น ภาพเลือดของศลิษายังชัดเจนในหัว ภาพที่เธอนอนแน่นิ่งในอ้อมแขนเขายังชัดเจน จนเหมือนขยับมือไปก็ยังรู้สึกถึงความอุ่นจากครั้งสุดท้ายที่เขากอดเธอ เขาพึมพำเสียงแผ่วท่ามกลางความมืดของห้อง
“และตั้งแต่พรุ่งนี้…พี่จะทวงคืนความยุติธรรมให้แกนะ ลิษา”
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันทั้งเย็นชา แข็งกร้าว และเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความตั้งใจอันเงียบงัน ไม่ใช่เศรษฐวัฒน์คนเดิมอีกแล้ว
“ใครมันทำให้น้องพี่เจ็บ… มันจะต้องเจ็บร้อยเท่าพันเท่า… ไอ้ภารันต์”
ท่ามกลางแสงโปรเจกเตอร์ เสียงแฟลช และสายตาของผู้คนหลายร้อยคู่ เศรษฐวัฒน์ยืนอยู่บนเวทีพร้อมรอยยิ้มสุขุมที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและสื่อมวลชน เขาเพิ่งปิดท้ายการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของ KC. LUXURY AUTO ค่ายรถระดับไฮเอนด์ที่เขาเป็นผู้กุมบังเหียน
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับงานเปิดตัวรถยนต์ ดนตรีจังหวะเร้าใจ เทคโนโลยี แสงสีไฟสปอตไลต์ตัดผ่านความมืด และคำบรรยายสรรพคุณ ในใจเขากลับว่างเปล่าอย่างประหลาด
ทันทีที่พิธีกรประกาศเชิญสื่อถ่ายภาพปิดท้าย เศรษฐวัฒน์โค้งให้ผู้ชมเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากเวทีอย่างรวดเร็ว ราวกับอยากหลุดออกจากพื้นที่สปอตไลต์ให้เร็วที่สุด
หลังจากก้าวลงจากเวที เศรษฐวัฒน์ดึงสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ เขาปลดกระดุมบนลงหนึ่งเม็ด ก่อนยื่นสูทให้ผู้ช่วยถือไว้แล้วเดินเลี่ยงออกจากโซนวีไอพี
“ท่านประธาน จะกลับห้องรับรองเลยไหมครับ” ธวัชถามตามทันทีที่เห็นเจ้านายเดินไปอีกทาง
“ไม่ต้อง ฉันจะเดินดูงานเอง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วก้าวจากไปทันที
เขาไม่อยากฟังคำชมสวยหรูในห้องรับรอง ไม่อยากฟังทีมงานรายงานว่า
“งานราบรื่นดีครับ”
สิ่งที่เขาต้องการ…คือเสียงจริงของคนดู เสียงที่ไม่มีใครปรุงแต่งให้ฟังสบายหู
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาว เหมือนพนักงานหนุ่มออฟฟิศทั่วไปเดินปะปนกับผู้ร่วมงานอย่างแนบเนียน สายตาคมสอดส่องปฏิกิริยาของผู้คนที่ยืนล้อมรถยนต์รุ่นใหม่อยู่ตรงกลางฮอลล์ หลายคนถ่ายรูป บ้างถกกันเรื่องราคา บ้างเปรยว่าชอบดีไซน์ไฟหน้า เขากำลังจะเดินผ่านไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคหนึ่งดังขึ้นมาพอดี
“ฉันว่ารถมันดีมากอ่ะเเอน แต่ทีมการตลาดเขาขายเรื่องราวน้อยไปหน่อยนะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นและชัดเจนจนเขาต้องหยุดเท้าเองโดยไม่รู้ตัว เศรษฐวัฒน์ขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ๆ ด้านหลัง แล้วตั้งใจฟังเสียงเพื่อนถามอย่างงง ๆ
“ขายเรื่องราว ยังไงอ่ะพาขวัญ”
เสียงหญิงสาวคนนั้น ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่ฟังดูนุ่มนวล “รถหรูระดับนี้ คนซื้อไม่ได้ซื้อเพราะเครื่องแรงหรือไฟหน้าสวยอย่างเดียวหรอกนะเเอน… เขาซื้อความรู้สึก ซื้อภาพจำ ซื้อความผูกพันที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ รถคันที่ใช่สำหรับฉัน มันคือ Emotional Marketing น่ะ”
คำว่า Emotional ทำเอาเขาใจสะดุดวูบหนึ่ง เพราะสิ่งที่ทำให้เขาอยากสร้างรถรุ่นนี้ขึ้นมา… คือ ความทรงจำของศลิษา น้องสาวที่ไม่มีวันกลับมา เธอเป็นคนชอบรถยี่ห้อนี้มาก เธอฝันอยากนำเข้ารถยี่ห้อนี้มาขายในเมืองไทยและอยากขับพาพี่ชายอย่างเขาไปเที่ยวทะเล และเขาก็อยากสร้างสิ่งที่มีความหมายแทนเธอ… แต่สุดท้าย เขาทำสำเร็จแค่ครึ่งเดียว
หญิงสาวพูดต่ออย่างลื่นไหล “ต่อให้ของดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่เล่าเรื่องความรู้สึกให้คนฟังได้เชื่อมโยง เขาก็ไม่อินหรอก… มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียวอยู่แล้วนะเเอน”
เศรษฐวัฒน์เผลอยิ้มมุมปากนิด ๆ โดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มแบบที่เขาไม่ได้มีมานาน เธอพูดเหมือนอ่านใจเขาออก เขาชะโงกมองเพียงแวบเดียว เห็นหญิงสาวตัวเล็กบอบบาง ผมยาว หน้าหวาน ๆ แต่งตัวชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ดูมีของ ดวงตาเป็นประกายตอนพูดเรื่องการตลาด ผู้หญิงแบบนี้…ไม่มีทางรู้หรอกว่าคำพูดของเธอไปกระทบแผลลึกในใจใครบางคน และก็ไม่มีทางรู้ด้วย… ว่าเศรษฐวัฒน์ กำลังฟังทุกคำของเธออย่างจดจ่อ
เสียงเพื่อนถามอีก “แต่เธอพูดเหมือนเจ้าของบริษัทเลยนะเนี่ย สมแล้วที่จะจบเกียรตินิยมมาร์เก็ตติ้ง บริษัทยักษ์ใหญ่ดึงตัวกันให้ควั่ก”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ก็…ไม่ขนาดนั้นหรอกแกก็ ฉันแค่คิดว่ามันน่าไปทำได้ดีกว่านี้อีกแค่นั้น”
เขานิ่งไป นักศึกษาจะจบใหม่ รู้เรื่อง Emotional Marketing ขนาดนี้ ทั้งฉลาด ทั้งพูดเป็น ทั้งมองเห็นจุดที่ทีมเขาพลาด…ความสนใจของเขา เปลี่ยนจากรถยนต์ ไปเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้โดยสมบูรณ์
หลังจากฟังบทสนทนานั้นจนจบ ร่างสูงยืนเงียบอยู่หลังสองสาวอีกครู่หนึ่ง สายตายังมองตามหญิงสาวตัวเล็กผมยาวที่กำลังเดินไปดูรถคันอื่นกับเพื่อน
เขารู้สึกทั้งสนใจ ทั้งหงุดหงิด… เพราะเสียงของเธอกำลังดึงให้เขานึกถึงศลิษา น้องสาวที่ตายไป แต่เธอก็พูดเรื่องการตลาดเหมือนเข้าใจเขาเกินเหตุ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่ชอบ ทั้งอบอุ่น ทั้งเจ็บ ทั้งดึงดูด ทั้งโกรธใครสักคนที่ไม่ควรเกี่ยวกันเลย เขาตัดสินใจทันที
“ธวัช” เขาเรียกผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ครับท่านประธาน”
“ฉันมีงานให้ทำ” เสียงสั่งงานดังขึ้น เขาพยักพเยิดไปทางหญิงสาวคนนั้น ร่างบางกำลังยืนยิ้มให้เพื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกผู้ชายอีกคนจับตามองแบบจริงจัง
“ไปหาข้อมูลผู้หญิงผมยาวคนนั้นมาให้ฉัน” น้ำเสียงของเขาทั้งนิ่ง ทั้งเฉียบ
ธวัชกลืนน้ำลายทันที “คนที่พูดเรื่อง Emotional Marketing น่ะหรือครับ”
“ใช่” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนเหยียดสายตามองเธออีกครั้ง
“ฉันอยากรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อ อายุ จนถึงว่ากำลังทำอะไรอยู่”
ธวัชพยักหน้า “รับทราบครับท่านประธาน ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
เศรษฐวัฒน์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายืนมองภาพหญิงสาวที่กำลังหัวเราะเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มของเธอเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเจ็บ ตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ห้องทำงานท่านประธาน ร่างสูงนั่งรออยู่ในห้องส่วนตัว เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ธวัชเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีดำในมือ สีหน้าเหมือนคนกำลังลังเลจะพูดดีไหม
“ได้ข้อมูลแล้วครับ”
“เอามา” น้ำเสียงเขาเย็นและสั้น
ธวัชยื่นแฟ้มให้ แต่ไม่ได้ถอยออกไป เขายืนค้าง เหมือนยังมีอะไรจะบอก
“มีอะไร” เจ้านายถามโดยไม่เงยหน้า
“คือ…ข้อมูลมันค่อนข้าง…สุ่มเสี่ยงที่ท่านจะไม่ชอบครับ”
ใบหน้าคมเงยขึ้นทันที แววตาคมขึ้นหนึ่งระดับ
“พูดมา”
ธวัชสูดลมหายใจ “ชื่อเธอคือ พาขวัญ พรรณวัตร อายุยี่สิบสอง กำลังจะจบคณะบริหาร สาขาการตลาด เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง …เธอเป็นน้องสาวของคุณภารันต์ครับ”
รถตู้กระจกติดฟิล์มมืดสนิทเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ลานจอดรถชั้น VIP ของคอนโดหรูใจกลางเมืองในเวลาเกือบสองทุ่ม ความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทางและการทำงานตลอดสองวันทำให้พาขวัญแทบไม่มีแรง ทั้งประชุม ทั้งแก้เอกสาร และต้องรับมือกับเรื่องสัญญาที่กดดันจนสมองล้าไปหมด เธอถอนหายใจยาว ก่อนหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมา“ขวัญเอกสารของโครงการนี้รีบแก้ส่งให้ฝ่ายกฎหมายอนุมัติก่อนเช้า” เศรษฐวัฒน์เอ่ยขึ้นเสียงราบเรียบขณะหันมามองเธอ พาขวัญหันไปมองอย่างเหนื่อยๆ “ต้องเสร็จคืนนี้เลยเหรอคะ”“ครับ ฝ่ายกฎหมายรออยู่” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง“ถ้าขวัญกลับบ้านตอนนี้ กว่าจะถึง กว่าจะเริ่มทำก็คงดึกมากแล้ว เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง“เอาอย่างนี้ไหมขึ้นไปทำที่ห้องพี่ก่อนก็ได้ เอกสารต้นฉบับอยู่ที่นั่น จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปมา พี่ก็จะได้ช่วยขวัญทำด้วย งานจะได้เสร็จเร็วๆ”พาขวัญลังเลเล็กน้อย เธอสบตากับนัยน์ตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและนึกถึงคำพูดที่เขาเคยให้ไว้เมื่อคืน เธอไม่ได้รู้สึกกลัวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่พอนึกถึงหน้าพี่ชายอย่างภารันต์ขึ้นมา การขึ้นไปคอนโดของเขาในเวลานี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะตัดสิน
ทันทีที่ประตูปิดลง พาขวัญก็ยืนพิงประตูอยู่พักหนึ่ง หัวใจยังเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาข้างนอก ความอบอุ่นจากจูบเมื่อครู่ยังคงชัดเจน พอนึกถึงใบหน้าก็ร้อนขึ้นมาอีก“บ้าจริง...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ก่อนเดินไปนั่งลงบนเตียงทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเธอยังเรียบเรียงความรู้สึกตัวเองไม่ถูก เธอรู้ว่าตัวเองชอบเศรษฐวัฒน์มานานแล้ว แต่เธอไม่คิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเศรษฐวัฒน์จะเดินมาถึงจุดนี้เร็วขนาดนี้ เธอชอบความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาคอยถาม คอยจำรายละเอียดเกี่ยวกับเธอได้ และยิ่งวันนี้...และยิ่งวันนี้ตอนที่เขาปกป้องเธอต่อหน้าคู่ค้าโดยไม่ลังเล ความรู้สึกที่เคยพยายามเก็บไว้ก็ยิ่งชัดขึ้นกว่าเดิมแต่สิ่งที่ทำให้เธอใจสั่นที่สุดกลับเป็นเรื่องเมื่อครู่ เธอรู้ว่าเขาต้องการเธอ และที่น่าอายกว่าคือ...เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านและรังเกียจมันเลย ถ้าเขาเดินหน้าต่อ เธออาจจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นก็ได้ แต่พอเธอชะงัก เขากลับหยุดทันทีไม่ต้อน ไม่ฝืน ไม่เร่งรัดและไม่แสดงอาการหงุดหงิดเลยสักนิด ไม่ทำให้เธอรู้สึกผิดมีเพียงคำพูดสั้น ๆ ว่า ‘พี่รอได้ครับ’ แค่ประโยค พร้อมสายตาที่ให้เกียรติกัน มันพังทลายกำแพงในใจพาขวัญจน
ค่ำวันต่อมา...บรรยากาศบนโต๊ะอาหาร พาขวัญตัดสินใจเอ่ยขึ้นมากลางโต๊ะ“แม่คะ พี่รันต์คะ”ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน“มีอะไรหรือเปล่าลูก” คุณแม่เอ่ยถาม“คือ…” พาขวัญวางช้อนลง ก่อนมองหน้ามารดา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก“พรุ่งนี้ขวัญต้องไปทำงานต่างจังหวัดกับที่บริษัทค่ะ”ภารันต์ที่กำลังตักข้าวชะงักมือทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองน้องสาว สายตาเต็มไปด้วยความระแวง “ไปต่างจังหวัด ไปกับใคร” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดัง แต่ความไม่เห็นด้วยชัดเจนมากพาขวัญสบสายตาพี่ชายก่อนตอบเสียงเบา “ไปกับทีมงานหลายคนค่ะ ไปประชุมแล้วก็เซ็นสัญญากับลูกค้า”“ไปค้างคืนหรือเปล่า” น้ำเสียงของภารันต์เริ่มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ค่ะ... ค้างหนึ่งคืน ต้องสรุปงานเช้าวันถัดไป”“แล้วกลับวันไหน”“น่าจะวันถัดไปค่ะ” “พี่ไม่อยากให้ไปเลย!” ภารันต์เงยหน้าขึ้นมองน้องสาวทันที แล้ววางช้อนลงกระทบจานเสียงดัง แกรก จนผู้เป็นแม่ต้องหันมามองบรรยากาศในห้องเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด แม่มองหน้าลูกชาย ก่อนหันกลับมามองพาขวัญ“รันต์... ใจเย็นๆ ก่อนลูก” แม่เอ่ยปรามเบาๆ“จะให้ผมใจเย็นได้ยังไงครับแม่!” ภารันต์หันไปหามารดา ก่อนจะจ้องหน้าน้องสาว “รันต์…” ผู้เป
ทันทีที่เศรษฐวัฒน์เดินผ่านประตูเข้ามาภายในบ้าน เขาก็พบว่ามารดายังคงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก คุณหญิงดาราเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือ ก่อนส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ลูกชาย“กลับมาแล้วเหรอธัน”“ครับคุณแม่” เศรษฐวัฒน์ถอดเสื้อสูทส่งให้แม่บ้าน ก่อนเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับมารดา“ทำไมคุณแม่ยังไม่นอนอีกล่ะครับ”“แม่รอธันอยู่น่ะ”คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย เขามองมารดาอย่างสงสัย “คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”หญิงสูงวัยไม่ได้ตอบทันที เธอมองใบหน้าลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ช่วงนี้ลูกดูเหนื่อยๆ นะ”“งานเยอะนิดหน่อยครับ”“เรื่องงาน... หรือเรื่องอื่น”คำถามนั้นทำให้เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย เขาหันไปมองมารดา ก่อนยิ้มบางๆ “คุณแม่หมายถึงอะไรครับ”“แม่เลี้ยงลูกมากับมือนะธัน” คุณหญิงดารายกมือขึ้นลูบแขนลูกชายเบาๆ ก่อนถามอย่างระมัดระวัง “ทำไมแม่จะไม่รู้ว่า... ธันกำลังทำอะไรอยู่” มารดามองเขานิ่ง แววตาของเศรษฐวัฒน์เปลี่ยนไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที ชายหนุ่มเอนหลังพิงโซฟา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผมรู้ว่ากำลังทำอะไรครับ” ชายหนุ่มสบตาผู้เป็นแม่ “แม่ไม่ได้ถามว่าลู
ขณะเดียวกัน ภายในอีกมุมหนึ่งของบ้าน ภารันต์เดินเข้าไปในห้องของตัวเอง ก่อนปิดประตูลงช้า ๆ สีหน้าอ่อนโยนที่เพิ่งใช้ปลอบน้องสาวเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงความตึงเครียดที่สั่งสมอยู่ภายในชายหนุ่มยืนพิงประตู หลับตาลงช้า ๆ พร้อมกับถอนหายใจยาว เขายอมถอย...เพราะพาขวัญโตพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองแล้ว และเขาไม่ต้องการเป็นพี่ชายเผด็จการที่เอาแต่บังคับหรือควบคุมทุกอย่างในชีวิตของน้องสาวอย่างที่พาขวัญเคยว่า แต่การยอมถอยของเขา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมหลับตาปล่อยให้น้องสาวเดินเข้าหากับดักโดยไม่ทำอะไร ภารันต์เดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา นิ้วเรียวกดโทรออกหาคนที่เขาไว้ใจ “ฉันมีเรื่องให้นายช่วย”ปลายสายเงียบรอฟัง ภารันต์เดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองแสงไฟด้านนอกด้วยแววตาเคร่งเครียด เขารู้อยู่เต็มอกว่าเศรษฐวัฒน์เกลียดเขาเข้าไส้ รู้ดีว่าการตายของศลิษา...คือบาดแผลที่อีกฝ่ายไม่เคยลืม ไม่เคยปล่อยวาง และรู้ดีว่าในสายตาของเศรษฐวัฒน์ เขาคือคนที่ต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียครั้งนั้นทั้งหมดแต่สิ่งที่เขาไม่รู้และต้องการคำตอบ คือ...ความแค้นนั้นจะหยุดอยู่ที่ตัวเขา หรือกำลังถูกส่งต่อไปยังพาขวัญน้องสาวบ
“ขวัญ”เสียงเรียกจากคนรักทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากเอกสารสัญญาบนโต๊ะ“คะ”“พี่ชายขวัญโทรมาครับ”หัวใจของพาขวัญกระตุกวูบเล็กน้อย มือที่กำลังถือปากกาชะงักทันที“พี่ภารันต์เหรอคะ”“อืม” เศรษฐวัฒน์พยักหน้ารับ ก่อนส่งโทรศัพท์ให้เธอพาขวัญก้มมองหน้าจอที่ปรากฏสายที่ไม่ได้รับถึงสองครั้ง ใบหน้าหวานเริ่มฉายแววกังวล“เขาว่าอะไรไหมคะ”“พี่ไม่ได้รับให้ครับ” เศรษฐวัฒน์ตอบอย่างใจเย็น ก่อนสบตาเธอ “พี่คิดว่าเขาน่าจะต้องการคุยกับขวัญโดยตรง” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“แต่เห็นโทรมาสองครั้งแล้ว... น่าจะมีเรื่องสำคัญ”พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่น ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ“พี่ธันคิดว่า... พี่ชายขวัญรู้เรื่องของเราหรือยังคะ”คำถามนั้นทำให้เศรษฐวัฒน์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาทีเขารู้ดีว่าภารันต์ต้องรู้อยู่แล้ว... เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้มากแค่ไหน ทว่าแทนที่จะตอบตามความจริง ชายหนุ่มกลับยื่นมือไปกุมมือบางที่เริ่มเย็นชื้นเอาไว้เบาๆ“ถ้ารู้แล้ว... แล้วเขาไม่เห็นด้วยล่ะ”คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่น “ขวัญ... ไม่รู้ค่ะ”“ไม่ต้องกลัว” เศรษฐวัฒน์ยิ้มบางๆ อย่างนุ่มนวล “ไม่ว่า
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
อาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก “ตื่นเต้น
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่ “ขวัญ ทางนี้”เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊







