LOGINร่างบางที่นอนซมอยู่บนเตียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากอาการคลื่นไส้ที่พุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหันพาขวัญรีบยกมือปิดปาก ลุกจากเตียงแทบไม่ทัน ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเสียงอาเจียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเธอคุกเข่าอยู่หน้าโถสุขภัณฑ์จนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้ขย้อนออกมาอีก ร่างกายสั่นสะท้านจากความอ่อนแรง หายใจหอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นไปเกาะขอบอ่างล้างหน้าน้ำเย็นจากก๊อกไหลผ่านปลายนิ้ว พาขวัญวักน้ำขึ้นล้างหน้า เงยหน้ามองตัวเองในกระจก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดคืน เธอหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาพาขวัญลืมตา มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าชะงักอยู่กลางอากาศประจำเดือน...เธอหันกลับไปหยิบโทรศัพท์จากข้างเตียง เปิดปฏิทินในเครื่อง แล้วเลื่อนย้อนดูวันที่ นิ้วเรียวเลื่อนไปทีละเดือนครั้งหนึ่ง...สองครั้ง...ก่อนหยุดนิ่ง พาขวัญนับวันที่อีกครั้ง แล้วนับซ้ำ ริมฝีปากที่เคยเม้มแน่นค่อย ๆ แยกออกจากกัน“ไม่จริง...” เธอวางโทรศัพท์ลงบนขอบอ่าง ก่อนหยิบขึ้นมาดูใหม่ราวกับหวังว่าตัวเลขจะเปลี่ยนไป แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม วันที่เลยกำหนดมานานกว่าที่ควรจะเป็น พาขวัญยืนนิ่งอ
ความอ่อนล้าจากการร้องไห้ตลอดคืนเล่นงานพาขวัญตั้งแต่เช้า เธอลืมตาขึ้นพร้อมอาการมึนศีรษะ พอขยับตัวก็ต้องยกมือกดขมับเอาไว้ คลื่นไส้พะอืดพะอมแล่นขึ้นมาจนต้องรีบลุกไปนั่งริมเตียง สูดลมหายใจช้า ๆ อยู่พักใหญ่กว่าจะดีขึ้น บนโต๊ะข้างเตียง โทรศัพท์มือถือยังคงเงียบสนิทพาขวัญหยิบขึ้นมาเปิดหน้าจอ ไม่มีข้อความใหม่ นิ้วเรียวเลื่อนผ่านรายชื่อ ก่อนหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่ง…เศรษฐวัฒน์ เธอมองอยู่นาน นิ้วโป้งแตะปุ่มโทรออกแล้วชะงัก รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควร แต่ในวันที่ทั้งกายและใจทรุดหนักจนแทบประคองตัวเองไม่อยู่ อย่างน้อยเธอก็ตั้งใจจะ ‘โทรไปขอลางาน’ และลึกๆ ... แค่อยากได้ยินเสียงเขา อยากรู้ว่าเขายังมีความห่วงใยเหลือให้เธอสู้ต่อไหม ในที่สุดก่อนจะเธอก็กดปุ่มโทรออก เสียงสัญญาณดังขึ้นสามครั้ง พาขวัญขยับโทรศัพท์แนบหูแน่นขึ้น“ฮัลโหล...”พาขวัญชะงักกึก เธอเบิกตาขึ้น หลังเหยียดตรงทันที ไม่ใช่เสียงทุ้มที่เธอกำลังรอคอย“...” เสียงนั้นเธอจำได้ อัญยิกา มือที่ถือโทรศัพท์ค่อย ๆ กำแน่น“คุณธันยังไม่ตื่นเหรอคะ” พาขวัญตัดสินใจถาม “คุณธันอาบน้ำอยู่ค่ะ” ปลายนิ้วของพาขวัญซีดลงจากแรงบีบ ภาพผู้หญิงคนนั้นที่ควงแขนเศรษฐวัฒน์เมื่อวานผุ
ตลอดทั้งวัน พาขวัญแทบไม่มีสมาธิทำงานเลย เอกสารตรงหน้าถูกเปิดค้างไว้หลายต่อหลายครั้ง แต่ข้อความเหล่านั้นกลับไม่เข้าหัวหัวสมองเลยแม้แต่น้อย สายตาหวานเผลอเหลือบมองเก้าอี้ทำงานฝั่งตรงข้ามอยู่บ่อยครั้ง... เก้าอี้ที่ควรจะมีใครบางคนนั่งอยู่ และทุกครั้งที่นึกถึงประโยคก่อนเขาจะออกไปเมื่อวาน หัวใจเจ้ากรรมก็ยังแอบมีหวังเล็กๆ ผุดขึ้นมา‘เดี๋ยวผมไปธุระกับคุณแองจี้ข้างนอก อาจจะกลับเข้ามาเย็นๆ’ เย็นๆ ... คำพูดเรียบนิ่งไม่กี่คำ กลับกลายเป็นเหตุผลเหนี่ยวรั้งให้พาขวัญนั่งรออย่างอดทน พนักงานคนอื่นทยอยกลับกันจนหมด หนึ่งทุ่ม... สองทุ่ม... เข็มนาฬิกาเดินผ่านเวลาเลิกงานไปนานแล้ว ออฟฟิศทั้งชั้นเงียบสงัดลงเรื่อยๆ แต่พาขวัญยังคงนั่งอยู่ที่เดิม โทรศัพท์มือถือวางอยู่ข้างมือ เธอหยิบมันขึ้นมาเปิดดูเป็นระยะ ไร้ข้อความ ไร้สายเรียกเข้า... ไม่มีแม้แต่ข้อความสั้นๆ บอกว่าเขาจะไม่กลับมาแล้ว จนกระทั่งเธอเงยหน้ามองออกไปนอกกระจก ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิท ความหวังริบหรี่ที่เกาะกุมอยู่ในใจมาตลอดหลายชั่วโมงค่อยๆ ดับลง พาขวัญเม้มริมฝีปากแน่น พยายามเก็บเอกสารบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทาบางที... คำว่า ‘เย็นๆ’ ของเขา อาจไม่ได้แปลว่าเขาจะ
“ทำไมถึงมาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของคุณได้ล่ะคะ”คำถามจากปากอัญยิกาทำให้พาขวัญตัวแข็งทื่อ หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอหันมองเศรษฐวัฒน์ทันที... สิ่งที่เธอกำลังเฝ้ารอด้วยลมหายใจติดขัด ไม่ใช่คำถามของหญิงสาวตรงหน้า แต่คือคำตอบจากปากของเขาคนรัก... แฟน... หรืออย่างน้อยก็ผู้หญิงที่เขากำลังคบหาอยู่ แค่คำคำเดียวจากเขา อาจช่วยทลายความระแวงที่กัดกินใจเธอมาตลอดหลายวันให้มลายหายไป พาขวัญเผลอกลั้นหายใจ สายตาคู่สวยจับจ้องใบหน้าคมเข้มนั้นไม่วางตาเศรษฐวัฒน์สบสายตาสั่นไหวคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที ไม่มีความลังเล ไม่มีความรู้สึกผิด มีเพียงความนิ่งสงบอย่างคนที่เตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับแนะนำพนักงานทั่วไป“อ๋อ... นี่พาขวัญครับ เลขาส่วนตัวของผมเอง”โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนในทันที พาขวัญนิ่งค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป... เลขาส่วนตัว คำเพียงไม่กี่พยางค์กลับดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในหัว เธอเป็นได้แค่เลขาส่วนตัว...แค่นั้นเองหรือ แล้วช่วงเวลาหวานซึ้งที่ผ่านมาล่ะ คำว่าคนรักที่เธอเคยเข้าใจมาตลอดล่ะ อนาคตและงานแต่งงานริมทะเลที่เธอแอบวาดฝันไว้
กึก…เสียงลูกบิดดังเบา ๆ พาขวัญชะงักไปทันที ประตูเปิดออก ง่ายดายอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ปกติห้องนี้มักถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา หรือบางที... ความรีบร้อนก่อนออกจากห้องอาจทำให้เศรษฐวัฒน์ลืมล็อกมัน เธอพยายามหาเหตุผลให้กับตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปด้านในบรรยากาศภายในห้องแตกต่างจากพื้นที่ส่วนอื่นอย่างชัดเจน มันเงียบ...เย็น...และให้ความรู้สึกห่างไกลจากความอบอุ่นที่เศรษฐวัฒน์มักมอบให้เธอ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขายังคงลอยอวลอยู่จาง ๆ ในอากาศพาขวัญกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างระมัดระวัง โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง เอกสารหลายแฟ้มถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ คอมพิวเตอร์ยังคงปิดอยู่ ข้าวของทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติจนกระทั่ง...สายตาของเธอสะดุดเข้ากับลิ้นชักด้านข้างของโต๊ะ มันแง้มออกมาเพียงเล็กน้อย ราวกับมีใครบางคนเปิดทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจของพาขวัญเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เธอเหลือบมองไปทางประตู ไม่มีใคร ความอยากรู้ผลักให้มือเรียวค่อย ๆ ดึงลิ้นชักออกครืด…ภายในไม่มีเอกสารลับทางธุรกิจ ไม่มีแฟ้มคดี หรือสิ่งใดที่ดูเกี่ยวข้องกับงานของเศรษฐวัฒน์อย่างที่เธอคิด มีเพียงกรอบรูปไม้ขนาดเล็
พาขวัญจัดแจงเก็บกวาดห้องจนเรียบร้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างเศรษฐวัฒน์บนโซฟาตัวนุ่ม ใบหน้าหวานยังคงมีรอยยิ้มแต้มอยู่เต็มดวงตา ราวกับกำลังเก็บความสุขเล็ก ๆ ของช่วงเวลานี้เอาไว้ในความทรงจำหญิงสาวขยับเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มพูดถึงเรื่องราวในอนาคตด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“พี่ธันว่า... ถ้าพวกเราคบกันไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลาที่เหมาะสม ขวัญอยากจัดงานแต่งงานริมทะเลนะคะ” เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง รอยยิ้มกว้างขึ้นเมื่อจินตนาการภาพนั้นขึ้นมาในหัว“เอาแบบเรียบง่าย แต่อบอุ่น มีแค่คนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทก็พอ แล้วก็...” จากงานแต่งงานริมทะเล เรื่องราวในหัวของพาขวัญก็ไหลต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน บ้านหลังเล็ก ๆ ที่เธออยากตกแต่งด้วยตัวเอง วันหยุดที่ได้ทำอาหารให้เขา ไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เคยไปด้วยกัน หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ อย่างการเลือกชื่อให้ลูกในอนาคต ทุกอย่างเป็นเพียงภาพฝันที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับคนที่กำลังมีความรัก พาขวัญกลับรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้แค่เอื้อม“แล้วถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน ขวัญอยากไปหลาย ๆ ที่เลยค่ะ...” เธอพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “แต่ถ้ามีลูกแล้
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช“พรรณวัตร…”เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก
เศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งอยู่หน้าต่างอยู่นาน… นานพอที่แสงจากเสาไฟถนนทอดเงาเย็นเยียบลงบนใบหน้าแข็งกร้าวของเขา ความมืดด้านนอกไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ย้ำเตือนว่าฝันร้ายเมื่อครู่ยังตามหลอกไม่หยุด เขายกมือขึ้นกดสันจมูกแรง ๆ เหมือนกับพยายามบีบความเจ็บให้หายไปกับปลายนิ้ว
เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเบา ๆ ลมทะเลอ่อน ๆ พัดโชยมา กลิ่นเกลือในอากาศชวนให้รู้สึกสบายใจเศรษฐวัฒน์เดินเหยียบทรายขาวสะอาดเคียงข้างศลิษา น้องสาวคนเดียวของเขา“พี่ธัน ถ่ายรูปให้ลิษาหน่อยสิ” ศลิษาหันมายิ้มกว้าง ผมยาวสลวยปลิวตามลม“ถ่ายให้สวยๆ นะคะ ถ่ายออกมาไม่สวย ลิษางอนจริงๆ ด้วย” ศลิษาส่งเสียงเรียก พลา







