Share

บทที่ 7

last update publish date: 2024-10-29 16:00:16

เผย

พี่มะลิเคยแนะนำลูกสาวให้พวกเรารู้จักครั้งหนึ่ง เด็กหญิงมีชื่อว่ามานี อายุแปดขวบ กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สาม

มานีเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวโดยมีคุณตาคุณยายเป็นอีกกำลังสำคัญ พี่มะลิไม่เคยเล่าเรื่องพ่อของมานีให้ฟัง พวกเราเองก็ไม่เคยถาม รู้เพียงแค่มานีเป็นเด็กโตเร็วที่ได้รับความรักเต็มเปี่ยม เด็กหญิงเชื่อว่าตัวเองโตพอดูแลตัวเองได้แล้ว และเธอก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะดูแลคุณแม่ที่ทำงานสายตัวแทบขาดคนเดียวของเธอด้วย

ผมเคยสงสัยว่าทำไมพี่มะลิถึงออกมาเที่ยวดึกๆ ดื่นๆ ได้บ่อยทั้งที่มีลูกเล็ก พี่มะลิส่ายหน้าแล้วเล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจกึ่งหวั่นใจ

“มานีบอกว่าแม่ไปเที่ยวเถอะค่ะ มานีจะดูละครกับคุณยาย ดูยัยเด็กนี่พูดสิ” พี่มะลิหัวเราะ ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือจะเครียดดี “ตอนขายประกันใหม่ๆพี่นัดลูกค้าช่วงค่ำถึงดึกบ่อย มัวแต่ทำงานไม่ลืมหูลืมตา รู้ตัวอีกทีมานีก็ชินแล้วที่พี่ไม่อยู่บ้านเวลานี้ พอพี่กลับไปหาลูกลูกก็บอกว่าไม่ต้องหรอกค่ะ มานีไม่เหงา ว่างั้นแน่ะ”

“โคตรเก่ง” ผมจุปากชม “แต่จริงๆ มานีอาจจะอยากให้พี่อยู่หรือเปล่า”

“พี่เคยอยู่แล้ว” ใบหน้าพี่มะลิมีร่องรอยดำทะมึน เธอกระดกเบียร์ดำเข้าไปอีก “มานีบอกจะดูละคร แม่ก็ชวนคุยอยู่ได้”

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พวกผมที่เหลือหัวเราะอย่างอดไม่อยู่ รับรู้ได้ชัดว่ามานีเป็นเด็กแสบคนหนึ่ง

“ลูกรำคาญว่ะ โอ๊ย คุณแม่ที่น่าสงสาร” พี่เจฟหัวเราะหนักกว่าใคร เจ้าตัวถึงกับถอดแว่นออกเพื่อปาดน้ำตา

“อย่าให้เห็นมึงมีลูกบ้างเถอะ” พี่มะลิโต้กลับพี่เจฟด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย “แต่งมาสามปีแล้วยังไม่มีอีก”

“กูอยากมีแต่เมียไม่อยากมีน่ะสิ” พี่เจฟหยุดหัวเราะทันควัน ดวงตาสีน้ำตาลเหม่อมองไปไกลแสนไกล พี่เตที่ยืนเช็ดแก้วอยู่ด้านหลังบาร์ถึงกับมองตามเพราะนึกว่ามีตัวอะไรเกาะอยู่ด้านหลัง

พี่วศินตบบ่าพี่เจฟปุๆ “ผู้หญิงไม่อยากมีก็อย่าไปฝืนเขา”

“ร่างกายเขาผมไม่ฝืนหรอกพี่” พี่เจฟหัวเราะขื่นๆ

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน น้องมานียืนกอดแขนพี่เจฟแน่นเหมือนเป็นพ่อแท้ๆเลยทีเดียว พี่เจฟที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกโดนหาเรื่องโดยไม่รู้ตัว ผมในฐานะผู้ชมหลุดหัวเราะพรืดเพราะได้ยินกิตติศัพท์ความแสบของเด็กหญิงคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่คิดเลยว่าจะแสบได้ขนาดนี้

“รู้จักเหรอ” เมจิที่มองตามผมมาสักพักถามขึ้น

“อื้อ” ผมพยักหน้า ตักอาหารใส่ปาก “พี่ที่สนิทกัน ตอนแรกว่าจะเข้าไปช่วยอยู่แต่คงไม่ต้องแล้ว” ฝากด้วยนะครับพี่เจฟ

“ดูเรื่องใหญ่อยู่นะ” เมจิวิจารณ์

ผมพยักหน้า มองตามคนสนิททั้งสองที่ค่อยๆเดินไกลออกไปเพราะต้องการหลบสายตาผู้คน ผมไม่ได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันอีก ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นยังตามหาเรื่องอย่างไม่ลดละ แต่พี่เจฟเหมือนจะจับทางอะไรๆ ได้จึงเข้ามากันอีกฝ่ายออกเต็มตัว สุดท้ายผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นก็เดินกระฟัดกระเฟียดจากไป

เห็นแบบนั้นผมจึงกินข้าวต่ออย่างสบายใจ นึกสงสารพี่เจฟที่เป็นคนซวยที่สุดในสมการนี้ขึ้นมา ไว้ไปร้านเก้าหนึ่งเมื่อไหร่ผมต้องจับทั้งคู่มาสัมภาษณ์แบบเอ็กซคลูซีฟสักหน่อยแล้ว

ดูหนังจบแล้วผมกับเมจิมายืนเม้าแตกด้วยกันพักหนึ่ง จากนั้นจึงโบกมือบ๊ายบาย พอหยิบมือถือมาเช็คก็พบแจ้งเตือนจากพี่วศินขึ้นมาเป็นอันแรก เห็นหน้าหล่อๆ ของเขาในมือถือตัวเองแล้วก็นึกหวั่นขึ้นมา ผู้ชายคนนี้กลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมไม่ค่อยอยากจะไปพบเจอชาวแก๊งอย่างที่เคย ผมกลัวว่าระหว่างพูดจะหลุดพิรุธอะไรออกไป แค่คิดก็เหงื่อตกแล้ว

ในแอปพลิเคชันสีเขียว แจ้งเตือนจากพี่วศินบอกว่าเขาส่งข้อความมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว

Wasin: ได้เลิกงานจริงๆสักที

Wasin: *สติกเกอร์*

Wasin: ดูหนังเสร็จแล้วทักมานะครับ”

Wasin: เดี๋ยวพี่ออกไปรับ

ผมคิ้วกระตุกขึ้นมาอย่างหยุดไม่อยู่ รู้สึกประหลาดแต่ก็หุบยิ้มไม่ได้ในเวลาเดียวกัน ถ้าผมมีหางมันคงส่ายไปมา การเดินทางด้วยรถไฟฟ้ากลับบ้านไม่ได้ยากเลยสักนิด แต่พอมีคนมารับผมก็ดีใจเหมือนสุนัขที่เจ้าของมารับจากร้านตัดขนอย่างไรอย่างนั้น

ผมตอบเขาไปว่าดูหนังเสร็จแล้ว พี่วศินตอบกลับมาแทบจะทันที เราพูดคุยเรื่องหนังสัพเพเหระระหว่างที่ผมรอเขามารับ ในตอนที่ผมกำลังเดินลงบันไดเลื่อนเพื่อไปยังสถานที่นัดหมาย ผมก็เจอกับผู้ชายผิวแทนร่างสูงในชุดเสื้อโปโลสีเข้มและกางเกงชิโน่สีครึมพอดีตัว เขาโบกมือให้ผมในจังหวะที่ผมเดินเข้าไป

“นึกว่าพี่กำลังออกมาจากบ้านซะอีก” ผมประหลาดใจ กำลังคิดว่าจะสั่งน้ำเมนูไหนระหว่างรอเขาอยู่พอดี

“ถ้าต้องรอพี่นานขนาดนั้นเดี๋ยวหมิงจะอยากกลับเองซะก่อนน่ะสิ” พี่วศินเดินล้วงกระเป๋า เราเดินข้างกันไปตามทาง “พี่เลิกงานสักพักแล้วก็เลยออกมาหาอะไรกินด้วยน่ะ”

“อ้อ”

“ว่าแต่เรามีที่ไหนอยากไปต่อหรือเปล่า พี่ก็ไม่ได้ถาม”

“ไม่นะครับ ผมกะว่าดูหนังเสร็จก็กลับบ้านแหละ” ผมส่ายหน้า คนตกงานอย่างผมไม่ได้มีเงินพอเที่ยวขนาดนั้นหรอกครับ ถึงจะมีคนเลี้ยงแล้วก็เถอะ

“งั้นไปที่นี่เป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ” เสียงทุ้มฟังดูตื่นเต้นดีใจ พี่วศินยื่นหน้าจอโทรศัพท์มาให้ผมดู ในนั้นเป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการและการตกแต่งภายในที่สวยงาม

“ได้นะ แต่พี่หิวแล้วเหรอ” ผมหันไปมองคนข้างๆ พี่วศินเพิ่งพูดว่ามาที่นี่เพื่อกินข้าวอยู่หยกๆ นี่จะชวนไปกินข้าวอีกแล้ว

พี่วศินหุบยิ้ม “หมายถึงไปตอนมื้อเย็นสิ”

ผมที่โชคดีทำตามความฝันสำเร็จได้เป็นสุนัขของคนมีเงิน นอกจากจะได้นอนอยู่บ้านเฉยๆ แบบไม่อดตายแล้ว ยังได้ออกมาใช้ชีวิตสุดหรูโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักบาท

ผมไม่อยากกลับไปเป็นคนแล้วละครับ

เนื้อวัวมีเดียมแรร์เกรดพรีเมียมในปากผมค่อยๆละลายลงท้อง ทุกรสชาติสัมผัสซาบซ่านไปทั้งโพรงปากทำเอาผมสุขใจเสียจนน้ำตาแทบไหล ดนตรีสดในร้านแสนไพเราะไม่ดังหนวกหู แล้วยังแขกเหรื่อในร้านที่ดูดีจนเป็นอาหารตาได้อีก ฟินว่ะ

ไม่มีเวลาไหนที่ผมอยากกลายร่างเป็นหมาลงไปนั่งแลบลิ้นข้างเท้าพี่วศินมากกว่าตอนนี้แล้ว ชายร่างสูงตรงหน้าผมเปลี่ยนจากเสื้อโปโลมาเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ เขาดูเหมาะกับร้านแบบนี้ยิ่งกว่าร้านคราฟท์เบียร์เป็นไหนๆ เหมือนจู่ๆ ออร่าของพี่วศินก็ได้รับการปลดปล่อยอย่างไรอย่างนั้น บรรยากาศแบบนี้ผมพูดได้คำเดียว่าขอบคุณครับเจ้านาย

อร่อยทั้งปากอร่อยทั้งตา

“พี่อยากมาร้านนี้ตั้งนานแล้ว แต่มาคนเดียวมันเขินๆน่ะ” พี่วศินอธิบายพลางหั่นเนื้อในจาน ดวงตาสีดำเหลือบมองผม เป็นประกายตามรอยยิ้มของเขา “อร่อยไหมหมิง”

“อร่อยมากครับ ขอบคุณที่พามานะ” ผมซึ้งใจ จิ้มเนื้อและผักย่างเข้าปากอีกสองสามคำ แม้แต่ของทอดธรรมดาๆ ก็มีรสชาติที่พิเศษกว่าของทอดตามร้านอาหารทั่วไป ผมชักไม่แน่ใจว่ามันอร่อยกว่าจริงๆ หรือเป็นเพราะมนต์ขลังบรรยากาศร้านด้วย

ผมจิบค็อกเทลที่พนักงานมาเสิร์ฟ ในแก้วใสมีน้ำสีสวย เหนือน้ำแข็งก้อนสี่เหลี่ยมมีผลไม้และดอกไม้ประดับอย่างประณีต เมื่อน้ำสีสวยไหลลงคอ ด้วยหน้าตาที่วิจิตรขนาดนั้นแล้วรสชาติยังดียิ่งกว่า ผมไม่ชอบรสหวานจัดแต่ร้านนี้ชงค็อกเทลได้เปรี้ยวซ่ากำลังดี ความสดชื่นแผ่กระจายไปทั้งร่างกาย ดื่มแล้วก็อยากดื่มอีก ด้วยรสชาติที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ผมไม่สงสัยเลยสักนิดที่เขาจะขนานนามค็อกเทลเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มง่ายแล้วยังเมาเร็ว

พี่วศินยกแก้วค็อกเทลขึ้นจิบ ดวงตาสีดำมองตรงมาทางผมด้วยความผ่อนคลาย เริ่มบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร

“อยู่บ้านพี่มาสักพัก ติดขัดอะไรตรงไหนไหม”

ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมา รู้สึกขัดเขินจนต้องเกาแก้มแต่ก็ตอบตามตรง “สบายจนรู้สึกผิดเลยครับ”

พี่วศินหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีดำวาววับ “ขนาดนั้นเลยเหรอ”

ผมสารภาพ ความรับผิดชอบกับความรักสบายต่อสู้กันอยู่ในใจ “คือพี่เลี้ยงดีเกินอ้ะ ใจหนึ่งผมก็อยากรีบหางานให้ได้ไวๆ แต่อีกใจก็อยากอยู่เป็นหมาพี่ตลอดไปเหมือนกัน”

“พี่จะถือว่าเป็นคำชมนะ” เขาเท้าคาง สีหน้าสบายอารมณ์แบบที่สามารถนำไปล่อลวงผู้เยาว์ใจแตกบางคนได้

“เหมือนฝันผมเป็นจริงเลย” ผมพูดต่อ แก้มผมเริ่มมีสีเรื่อ

“จะอยู่เป็นหมาพี่ตลอดจริงๆ ก็ได้นะ พี่ไม่เอาไปปล่อยวัดหรอก” พี่วศินยื่นหน้าเข้ามาพูดใกล้ๆ เสียงทุ้มของเขาเหมือนเสียงกระซิบจากมารร้าย

พอผมเผยสิ่งที่เขาพยายามเก็บซ่อนสำเร็จครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเป็นเขาเองแล้วที่อนุญาตให้ผมเข้าไปดูเสียเอง

นี่คงเป็นพี่วศินคนที่ไม่เคยมี ‘แฟน’ คนนั้น

ผมหัวเราะกลบเกลื่อน ประมวลความรู้สึกในหัวออกมาเป็นคำพูดเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “แต่มันทำเอาผมเคว้งคว้างไปเหมือนกัน พอมาถึงจุดหมายแล้วมันดันไม่ได้รู้สึกอิ่มขนาดนั้น ผมมีความสุขอยู่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันผมก็กระวนกระวายกับชีวิตตัวเอง”

“นึกว่าได้ใช้ชีวิตอย่างฝันแล้วจะมีความสุขตลอดเวลาเหรอ” เขาถาม ดวงตาสีอนธการคู่นั้นว่างเปล่า

เป็นคำถามที่ผมไม่เคยนึกถามตัวเองเลย

มันก็ควรจะเป็นแบบนั้นนี่นา

“ผมก็นึกไว้แบบนั้นจริงๆ” ผมยอมรับ “แต่สุดท้ายผมก็หนีจากความกังวลไม่พ้นอยู่ดี พอไม่ต้องกดดันเรื่องที่ทำงาน ผมก็กังวลกับตัวเองเรื่องอื่นต่อ เหมือนยิ่งโตขึ้นยิ่งพอใจในตัวเองไม่ได้”

“มันเป็นคำสาปของคนที่เป็นผู้ใหญ่ไงล่ะ” พอเห็นว่าค็อกเทลหมดแก้วแล้วพี่วศินก็รินไวน์ใส่แก้วใบใหม่ยื่นให้ผม เขาหลุบตา “ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนพอใจในตัวเองหรอก”

“ขนาดพี่เองก็ยังรู้สึกแบบนี้เหรอ” ผมรับแก้วก้านใบสวยมา ร่องรอยในน้ำเสียงของเขามีความขมขื่นลึกล้ำซ่อนอยู่

“พี่ก็คนธรรมดานะหมิง” เขายิ้ม “จะให้ไม่มีเรื่องกังวลเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอก เราแค่ต้องหาวิธีรับมือกับมัน”

“พี่วศินดูไม่กังวลกับอะไรเลยแท้ๆ” ผมออกความเห็น เขาดูเหมือนคนที่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ

“พี่แค่แสดงออกแบบนั้น” เขาเฉลย แล้วก็ปัดเรื่องออกจากตัวเอง กลับมาโฟกัสที่ผมอีกครั้ง “แล้วกังวลอะไรล่ะเราช่วงนี้”

“ไม่บอกหรอก” ผมตัดความ จิบไวน์ในแก้วลงคอ ลิ้มรสอาหารในจาน

“เอ้า”

“พี่บอกผมดีกว่าว่าพี่รับมือกับความกังวลยังไง” ผมโยนคำถามกลับไปที่เขา ชักเริ่มจะอยากรู้เรื่องของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ผมเบื่อที่จะเป็นฝ่ายเล่าเรื่องอยู่คนเดียวแล้ว

“พี่เหรอ” เขาเหลือบตามองบน ทำท่าเหมือนใช้ความคิด แล้วก็ชี้นิ้วมาทางผม “เลี้ยงสัตว์ไง”

“น่าเกลียดจริงๆ” ไอ้ผมก็อุตส่าห์จริงจัง จึงอดแขวะเขาไม่ได้

“น่า ของแบบนี้ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

“ขี้หวง”

ตอนที่พี่วศินเรียกเก็บเงินและเตรียมกลับออกจากร้าน ผมคิดว่าเราจะกดลิฟต์ลงไปชั้นจอดรถด้านล่างแต่ไม่ใช่ เพราะดวงไฟหน้าลิฟต์สว่างวาบเป็นเครื่องหมายขึ้นด้านบน

“เราไม่ได้จะกลับบ้านเหรอครับ” ถึงจะถามแบบนั้นแต่ผมก็ก้าวตามเขาเข้ามาในลิฟต์

“พี่เมาแล้วขับกลับไม่ไหวหรอก” คนที่บอกว่าเมาคนนั้นพูดจาฉะฉาน ดึงตัวผมเข้าไปยืนใกล้ๆเมื่อมีผู้โดยสารคนอื่นเดินเข้ามาด้วย

“เมาไม่ขับน่ะดี” ผมคล้อยตาม แต่มองสภาพเขาแล้วก็อดทำหน้ายู่ใส่เขาไม่ได้ “แต่เมายังไงวะ”

ลิฟต์พุ่งตัวขึ้นรวดเร็ว มันหยุดลงเมื่อถึงชั้นล็อบบี้โรงแรม คุณผู้หญิงที่โดยสารมาด้วยเดินออกไปก่อน เมื่อลิฟต์ปิดตัวลงแล้วพุ่งขึ้นอีกครั้งพี่วศินจึงตอบผมเสียที

“ทั้งค็อกเทลทั้งไวน์มันเมากว่าที่หมิงคิดนะ” ผู้ชายตัวสูงอ้าง แขนเขายังคงโอบเอวผมเอาไว้ไม่ปล่อย “พี่อาจจะน็อกกลางทางก็ได้ ไม่สงสารพี่หน่อยเหรอ”

ไอ้ท่าทางแบบนี้มันน่าสงสารตรงไหนไม่ทราบ ผมหรี่ตามองหน้าพี่วศิน มืออุ่นๆบริเวณเอวล็อคร่างกายผมไว้แน่นเหมือนคีมหนีบ ผมเห็นว่าหมายเลขชั้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นจนเข้าเขตที่พักอาศัยไปแล้ว โดยปกติชั้นผู้พักอาศัยของโรงแรมจะถูกล็อคเอาไว้ให้เฉพาะผู้เข้าพัก การที่พี่ชายคนนี้กดเลขชั้นห้องพักได้โดยง่ายย่อมเป็นเพราะเขามีคีย์การ์ดของโรงแรม

“แอบไปเช็คอินมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไม่ได้แอบนะ” เขาไม่ตอบคำถามผม แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ

“นี่วางแผนมาแล้วชัดๆ” ผมเงยหน้าเล็กน้อยมองเขาตาขวาง

“เปล่าซะหน่อย” พี่วศินปฏิเสธตาใส ลิฟต์หยุดนิ่งส่งเสียงดังติ๊ง มืออุ่นที่หนีบเอวผมเอาไว้ข้างนั้นขยับขึ้นมาโอบไหล่ลากผมออกไปจากลิฟต์ บริเวณทางเดินตรงกลางปูด้วยพรมยาวประดับลาย ผนังทั้งสองด้านเป็นประตูห้องเรียงรายห่างกันพอสมควร ดูจากเลขชั้นและขนาดห้องผมก็พอเดาออกว่าชั้นนี้เป็นชั้นห้องสวีท พี่วศินหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาจากไหนไม่ทราบ เขาแตะมันกับประตูแล้วเปิดเข้าไป

ผมกลอกตาเป็นวงกลม รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปแต่ก็เดินเข้าไปตามแรงคนตัวใหญ่ พลันคำพูดของตัวเองก็หลอกหลอนอยู่ในหัว

“เรื่องนี้ไม่ต้องทนก็ได้ครับ วินวิน”

ผมคงต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองแต่โดยดี ทันทีที่ประตูปิดตามหลัง ร่างใหญ่โตของพี่วศินก็เบียดทับผมไว้กับผนังห้องทันที ริมฝีปากของเขาอ้อยอิ่งอยู่ที่ปลายจมูกผม กลิ่นไวน์ลอยอวลอยู่ระหว่างเรา

“หมิงยังอยากกลับบ้านไหม” เขาเสนอทางเลือกให้ผม เหมือนไม่ได้บังคับ แต่สถานการณ์กำลังบังคับให้ผมตัดสินใจอย่างที่เขาต้องการอยู่กลายๆ

“ขนาดนี้ไม่ต้องกลับแล้วครับ” ผมถอนหายใจน้อยๆ สติที่พยายามประคองถูกทิ้งขว้างไว้บนพื้น มือทั้งสองเกาะเอวเขาเอาไว้ “เจ้านายอยากให้ผมทำอะไรก็สั่งมาเลยดีกว่า”

ผมเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาสีดำคู่นั้นหรี่ลงตามรอยยิ้ม สะท้อนใบหน้าอวดดีของผมเพียงชั่วครู่ แล้วริมฝีปากอุ่นจัดก็ทาบทับลงบนริมฝีปากของผม

ผมหลับตาลง หัวใจกระดอนอยู่ในอก ความชุ่มชื้นบนริมฝีปากยังคงทำให้ตื่นเต้นแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรก มือใหญ่และอุ่นทั้งสองประคองใบหน้าของผมเอาไว้แน่นอย่างเคย ร่างทั้งร่างถูกตรึงเอาไว้กับกำแพงหินอ่อนเย็นเฉียบ ความกระสันอยากของพี่วศินคลับคล้ายกับกรงขัง เขามักจะตรึงผมเอาไว้จนไม่อาจหนีไปไหนได้พ้น

ผมถูกยึดไว้กับที่ ในขณะที่ริมฝีปากอุ่นขยับเคลื่อนไปตามใจ รสจูบนุ่มนวลแสนหวานค่อยๆพัฒนาจนปะทุขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งความปรารถนา ผู้ชายตรงหน้ารุกเร้าร้อนแรง เขาดูดดึงริมฝีปากและลิ้นผมเข้าไป ร่างกายผมแข็งเกร็งเมื่อความอ่อนนุ่มในโพรงปากพัวพันหยอกล้อ รสสัมผัสที่ดุดันทำเอาผมหลอมละลายอยู่ในวงแขนแข็งแรงคู่นั้น ความร้อนบนผิวเนื้อของพี่วศินส่งต่อมาถึงร่างกายของผม ทุกพื้นผิวที่สัมผัสกันมีแต่จะเร่งอุณหภูมิร่างกายของผมให้สูงขึ้น เขาจูบไปทั่วทั้งแก้มและใบหน้า ทั้งเปลือกตาและกกหู เมื่อเรียวลิ้นร้อนสัมผัสใบหูผมก็สั่นกระตุกด้วยความวาบหวาม

“หมิงชอบตรงนี้เหรอ” เขากระซิบข้างหูแล้วเลียมันอีก ผมอยากจะบ้าตาย

แค่โดนจูบผมก็แทบสิ้นแรง ริมฝีปากร้อนไล่จูบตั้งแต่กกหูลงมาจนถึงลำคอ พี่วศินปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีเขียวขี้ม้าของผมลงสองเม็ดแล้วไล่จูบลงมาถึงไหปลาร้า ผมกอดยึดร่างกายของเขาเอาไว้แน่น เกรงว่าตัวเองจะหลอมละลายจนไหลลงพื้นไป

พี่วศินตัวสูงกว่าผมแต่ก็ไม่มากนัก ร่างกายที่ทาบทับกันพอดีทำให้กลางกายของเราบดเบียด ฝ่ามือเขาบีบก้นผมจนแทบจะเป็นรอยมือ ที่จุดศูนย์กลางมีความร้อนพวยพุ่ง มันแนบสนิทไปกับท้องน้อยของผม ผมเอนกายแนบชิดมันยิ่งกว่าเดิม ฝ่ามือลูบไล้ไปตามแนวสันหลังของเขา เงยหน้ารับจูบที่ถูกป้อนให้จนแทบสำลัก มือที่ซุกซนของผมจึงค่อยๆเลื้อยมาด้านหน้า สัมผัสความร้อนของเขาที่คราวที่แล้วไม่ได้สัมผัส บีบนวดมันอย่างรักใคร่

เราจูบแลกของเหลวกันอย่างต่อเนื่อง ริมฝีปากของเขาดูดดึง ฟันของเขาขบกัดเบาๆ ยามที่ผมสัมผัสกายเขาที่ด้านล่าง มือใหญ่และร้อนข้างนั้นไม่อยู่เฉย เขาสัมผัสผมบ้างอย่างเท่าเทียมกัน ความร้อนจากปลายนิ้วที่คุ้นเคยทำให้ผมนึกถึงตัวเองคืนก่อนที่ทำตัวน่าอับอายอยู่บนตักเขาอย่างไม่เหลือมาด

ลำคอผมแห้งผาก ปลายนิ้วปลดเข็มขัดของเขาช้าๆ ช้อนตาสบดวงตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นเหมือนกับขออนุญาต พี่วศินอนุญาตให้ผมสัมผัสมันผ่านกางเกง เขาหมุนตัวเอนกายพิงผนัง มือใหญ่ทาบทับลงบนสิ่งที่พองนูนของตน สายตาของเขาทำให้ผมต้องคุกเข่าลง ผมทิ้งตัวลงพื้น ดวงตาเพ่งมองความคับนูนนั้นแล้วกลืนน้ำลาย เงยหน้าขึ้นมองพี่วศินเหมือนสุนัขน่าสงสารเพราะเขาไม่ยอมรูดซิปลงมาเสียที

“รอคำสั่งพี่อยู่เหรอ” เสียงทุ้มของพี่วศินถามคำถามน่าอาย ดึงเข็มขัดโยนไปด้านข้าง แต่ผมอับอายยิ่งกว่าที่ตัวเองมีอารมณ์กับคำพูดของเขาจนแทบคลั่ง

ไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าตาผมเป็นอย่างไร พี่วศินจึงมีรอยยิ้มที่น่ากลัวขนาดนั้น

“เหมือนหมิงกำลังทำให้พี่กลายเป็นคนนิสัยไม่ดีเลย” เขาโทษผม ฝ่ามือเขาข้างหนึ่งลูบแก้มผมอย่างเหลืออด อีกข้างลูบกลางกายตัวเอง

“ผมแค่อยากให้พี่วศินสั่งเอง” ผมพูด ลำคอของผมแห้งผากเสียจนเสียงขาดหาย “ให้ผมช่วยนะ”

“อืม” พี่วศินตอบรับในลำคอ มือที่ว่างชี้ปากผมพลางออกคำสั่ง “หมิงบอกว่าใช้นี่ก็ได้สินะ งั้นอมให้พี่หน่อย”

ผมหลุดยิ้ม ความยินดีพวยพุ่งในตัวผม ฝ่ามือใหญ่ที่ลูบใบหน้าผมเมื่อสักครู่กดหัวผมแนบไว้กับความร้อนของตัวเอง ความร้อนใต้เนื้อผ้าขยับเด้งดันข้างแก้ม ผมเกาะขอบกางเกงด้านหลังของพี่วศินเอาไว้แล้วจึงใช้ฟันรูดซิปกางเกงอีกฝ่ายลง เมื่อดึงกางเกงชั้นในเนื้อละเอียดลงตาม เจ้าท่อนเนื้อที่อึดอัดอยู่ภายในจึงได้เด้งผึงออกมาสูดอากาศ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 117

    “วันนี้พักสบายๆหาอะไรกินอีกวันพรุ่งนี้ก็กลับแล้ว” พี่วศินนอนลูบหัวผมที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง อาหารเช้าย่อยไม่ทันหมดผมก็หมดแรงจะนั่งรอ กรดจะไหลย้อนก็ไหลไปเถอะ“คราวหน้าพาเประไปเที่ยวด้วยสิ” ผมเสนอ จะความรักหรือมรดกผมก็แย่งมาจากเประหมดแล้ว นึกถึงนกแก้วปากขอที่ไม่เคยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาตัวนั้นแล้วก็สง

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 116

    บทรักของเราก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในอ่างอาบน้ำยามเราล้างตัว ฟอกสบู่ไม่ทันเสร็จผมก็ถูกควบขี่จากด้านหลัง ก้นกลมสั่นกระเพื่อมยามฝ่ามือฟาดลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ทันสุขสมเราก็ชำระคราบไคลออกจากร่างกาย นิ้วมือเรียวยาวของพี่วศินบรรจุเจลหล่อลื่นเข้ามาในช่องทางอ่อนนุ่มของผมอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้นเราจึงพากันร

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 115

    ผมนอนหอบหายใจน้ำตาไหล นอกจากความเสียดเสียวที่ทำให้ผมรู้สึกคล้ายฉี่จะราดเสียให้ได้แล้วก็ไม่มีความเจ็บปวดใดเข้ามาแผ้วพานอย่างที่คิด พี่วศินขยับมาจูบไปทั่วกรอบหน้าผมเป็นการปลอบโยน มือขวาที่กระทำการอุกอาจเมื่อครู่กางแผ่อยู่ตรงหน้าผม ปลายนิ้วเพียงสี่ที่ฉ่ำแฉะแวววาว เขาลากมันลงบนแผ่นอกกระเพื่อมของผม“เสร็

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 114

    “อ้าว.. เอ๊ะ อ๊ะ!”ผมไม่ทันผิดหวังกับคำปฏิเสธ ฝ่ามือใหญ่ก็ดันหน้าอกผมจนต้องนอนราบลงกับพื้นไม้ขอบสระ นิ้วมือผมหลุดออกจากอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายของตัวเองด้วยอารามตกใจ พี่วศินยึดต้นขาผมไว้ด้วยสองมือ เขาจับมันแยกอ้า เกี่ยวกางเกงในสีฟ้าให้พ้นทาง แล้วจึงลงลิ้นมา ทว่าไม่ใช่ที่ที่ผมตั้งใจ“พี่ว- อ๊า” ทันทีที่ปลาย

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 113

    Deep Diveดวงไฟรอบสระกลายเป็นสปอตไลท์ พื้นที่ตั้งแต่ชานเรือนจนถึงสระว่ายน้ำกลายเป็นเวที เสียงลมเสียงคลื่นคือดนตรีประกอบ ผมและพี่วศินคือนักแสดงเจ้าบทบาทผู้ครอบครองเวทีอันแสนกว้างขวางนี้โดยมีมวลเมฆและดวงดาราเป็นผู้ชมเปรียบดังเราเป็นนักแสดงผู้เต้นรำอยู่บนปลายเท้า แสงไฟสีนวลฉายฉานทว่าอาภรณ์ฉูดฉาดระยิบร

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 112

    “ผมก็สนิทกับคนไปทั่วแหละ” เพราะผมเกลียดบรรยากาศอึดอัดครับ เป็นมู้ดคอนโทรลเลอร์ประจำกลุ่มตลอด อยากให้ทุกคนสนุก ซึ่งกับบางกลุ่มก็กลายเป็นผมที่พยายามซะจนหมดสนุกเสียเอง “ดีนะสร่างเมาแล้วพี่ไม่อึดอัด แต่ผมอ้ะสร่างเมาแล้วเขินสุดๆ อยากตาย”พี่วศินรู้ว่าผมหมายถึงอะไร เขายิ้มกริ่ม ดวงตาสีดำของเขาหรี่ลง “พอเม

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 83

    ตอนสั่งผมต้องโดนผีที่ร้านเลี้ยงไว้เข้าสิงแน่ๆ ไม่อย่างนั้นผมจะสั่งมาเยอะเหมือนมากันสักสี่ห้าคนแบบนี้ได้ยังไงกันหรือนี่จะเป็นความลับทางการค้ากันนะ ฮือ สายเกินกว่าจะอุทธรณ์กับใครทั้งนั้น ผมจึงต้องรับกรรมด้วยการสวาปามอาหารทะเลแสนอร่อยพวกนี้เข้าปากแต่โดยดี ผมใช้ช้อนส้อมแซะเนื้อสีขาวอวบเด้งของเจ้าปูตัวใ

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 69

    ในเวลาที่แชมป์กำลังเรียนรู้ชีวิตวัยรุ่นอยู่นอกบ้านผ่านมิตรภาพนักเรียนนายสิบ เวลาเดียวกันนั้นเมยก็กำลังเรียนรู้รสนิยมและเพศวิถีของตนเองอยู่ลับๆ เขาไม่เคยกล้าบอกใครเรื่องที่ตนเองเป็นเกย์แม้แต่กับแม่แหม่ม แน่นอนว่าตาและยายก็ย่อมไม่ทราบช่วงนั้นเมยสนิทกับเพื่อนอยู่คนหนึ่ง พอขึ้นม.ปลายก็พาเพื่อนในกลุ่มมา

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 67

    เมย 2เมยเป็นลูกคนเดียว แต่มีน้าชายที่แก่กว่าสามปีอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ชีวิตลูกคนเดียวของเมยจึงไม่ต่างจากคนที่มีพี่น้องมากนัก พอเข้าโรงเรียนแชมป์ก็สะดวกให้เมยเรียกตัวเองว่าพี่มากกว่า เมยจึงไม่ได้เรียกแชมป์ว่าน้าแชมป์อีกนับแต่นั้นแชมป์ชอบเล่นเกมมาก ตอนที่นายถนอมซื้อเครื่องเล่นแฟมิคอมให้เป็นขอ

  • เจ้านายใจดีช่วยเลี้ยงผมทีได้ไหมครับ   บทที่ 46

    ขาขึ้นจากใบสมัครงานที่ผมยื่นไปหลายเจ้า ผมถูกเรียกสัมภาษณ์สองสามที่ สองในนั้นเป็นการสัมภาษณ์ออนไลน์ส่วนอีกหนึ่งที่นัดผมเข้าไปเจอที่ออฟฟิศ และหนึ่งที่สุดท้ายที่ว่าก็เป็นที่ที่ผมหมายตาอยากเข้าไปทำงานมากที่สุดผมก้าวขาลงจากรถมอเตอร์ไซค์ด้วยท่าทางทะมัดทะแมงแล้วยื่นแบงค์ยี่สิบให้พี่วิน เนื่องจากไม่มีหวัง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status