เข้าสู่ระบบหลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ
เช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีก หยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียก เฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่” “เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดู เมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ” เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย “ขอบใจเจ้ามาก” นางพูดด้วยความจริงใจ ก่อนจะโบกมือลาแล้วรีบกลับบ้าน เมื่อกลับถึงเรือน นางทำทีเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจยังครุ่นคิดหาทางว่าจะไปทำอาหารที่บ้านท่านหมอเวิงได้อย่างไรโดยไม่ให้ใครสงสัย “พี่สะใภ้ไปไหนมา ข้าเห็นท่านเดินออกไปเมื่อครู่” หยวนจูเอ่ยถาม พลางมองพี่สะใภ้ด้วยสายตาจับผิด เฉาเยว่ถึงกับเหงื่อซึมตามฝ่ามือ แต่รีบตั้งสติ ตอบด้วยเสียงเรียบ “เมื่อครู่ข้าเอาของไปทิ้ง เห็นเหมือนมีผักป่าอยู่ใกล้ลำธารเลยลองเดินไปดู แต่สุดท้ายกลับเป็นแค่หญ้าธรรมดา” นางพูดพลางกวาดลานบ้านอย่างไม่ให้พิรุธ หยวนจูหรี่ตาเล็กน้อย “จริงหรือ?” “ถ้าไม่เช่นนั้น ข้าจะไปที่ใดได้อีกเล่า” เฉาเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ถ้าเช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ…อ้อ! เมื่อวานผลไม้ที่ท่านเก็บมาอร่อยมาก ข้าอยากกินอีก” เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาเฉาเยว่พลันสว่างขึ้น เพราะนี่คือข้ออ้างที่นางจะใช้เพื่อออกไปบ้านท่านหมอเวิงได้อย่างไม่ผิดสังเกต “ได้สิ ข้าจะไปเก็บให้เจ้าพรุ่งนี้ เมื่อวานข้าเห็นว่ามันยังไม่สุกดีนัก” หยวนจูได้ยินดังนั้นก็สะบัดผมเดินจากไป ไม่สนใจพี่สะใภ้อีกต่อไป ผลไม้พรุ่งนี้หรือวันไหนก็ได้ ขอเพียงได้กินก็พอ เมื่อเห็นน้องสามีลับตาไปแล้ว เฉาเยว่นาบมือลงบนอกอย่างโล่งใจ จากนั้นจึงเริ่มทำงานบ้านต่ออย่างขยันขันแข็ง ทั้งให้อาหารหมูและไก่ ทำความสะอาดคอก แล้วขนขี้หมูไปเทไว้ในแปลงผักให้กลายเป็นปุ๋ย กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จเวลาก็ล่วงถึงเที่ยงวัน นางแหงนมองพระอาทิตย์ที่ส่องแสงจ้าอยู่กลางฟ้า ก่อนจะรีบไปหาแม่สามีเพื่อขอเบิกของทำอาหาร “ท่านแม่ เที่ยงแล้วเจ้าค่ะ” นางพูดพลางก้มศีรษะลง “รู้เวลากินดีนักนะ!” แม่สามีบ่นพลางกระแทกเท้าเข้าไปหยิบกุญแจไขห้องเก็บของ หยิบไข่ออกมาสองฟอง น้ำมันเล็กน้อย และข้าวถ้วยหนึ่ง “เอาไป ทำให้พอกิน แล้วอย่าลืมเอาอาหารไปส่งให้สามีเจ้าด้วย” “เอาไปให้สามีของข้าด้วยหรือเจ้าคะ?” เฉาเยว่ถามเสียงเบา ไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังถูกหรือไม่ “ก็ใช่น่ะสิ!” หญิงชราตอบห้วน ๆ เหตุผลจริงคืออยากเอาใจลูกชายคนโต กลัวว่าหากเขาทำงานเหมืองแล้วไม่สบายใจ จะไม่ส่งเงินกลับมาบ้าน เมื่อได้รับคำยืนยันจากแม่สามี รอยยิ้มของเฉาเยว่พลันผลิบาน นางรีบลงมือทำอาหารด้วยความตั้งใจ หลังจากเสร็จเรียบร้อยก็จัดใส่ตะกร้า ใส่น้ำดื่มในกระบอกไม้ไผ่เตรียมไว้พร้อม “ท่านแม่ อาหารเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะนำไปให้สามีก่อน” พูดจบ นางเรียกคนในบ้านออกมากิน แล้วรีบคว้าตะกร้าเดินออกจากเรือนด้วยหัวใจที่เต้นแรงอย่างมีความสุข หยวนจูเดินออกมาพอดีจนเกือบชนพี่สะใภ้เข้าเต็มแรง “ท่านจะรีบไปตายหรือไร จะชนข้าอยู่แล้ว!” นางตะคอกเสียงดังด้วยความหงุดหงิด “น้องหยวนจู…พี่สะใภ้ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ” เฉาเยว่รีบเอ่ยขอโทษด้วยท่าทางสั่นกลัว หยวนจูเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยิ่งขัดตา “ท่านจะไปไหนก็ไปเถอะ” นางโบกมือไล่เพราะไม่อยากเห็นหน้าอีก อีกทั้งยังรู้สึกแปลกใจ หรือว่าพี่สะใภ้จะดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเดิม? นางเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหาร เห็นมารดากับพี่รองนั่งอยู่แล้วจึงเอ่ยถาม “ท่านแม่ พี่สะใภ้รีบวิ่งไปไหนกันหรือเจ้าคะ?” ซูฟางยิ้มเล็กน้อย “นางคงรีบเอาอาหารไปให้พี่ใหญ่ของเจ้าน่ะสิ” “หา! ท่านแม่ถึงให้ไปด้วยหรือ ทุกทีไม่เคยเลยนี่นา” “ก็แค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ รอให้พี่ใหญ่ของเจ้าไปเหมืองแร่แล้วก็คงไม่ต้องทำอีก เจ้าก็อดทนไว้หน่อยเถอะ” ซูฟางพูดพลางแค่นยิ้ม คิดถึงผลที่จะได้รับในภายหน้า หยวนจูฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ “ท่านแม่ช่างคิดรอบคอบจริง ๆ เจ้าค่ะ” นางพูดพลางนั่งลงกินข้าวอย่างสบายใจ จินตนาการถึงอนาคตที่สดใสของครอบครัวด้วยรอยยิ้มพอใจ ทางด้านเฉาเยว่ นางรีบเร่งฝีเท้ามายังทุ่งนา สายตาเหลือบเห็นร่างสูงใหญ่ของสามีกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานอยู่กลางแดดจัด ความเหน็ดเหนื่อยของเขาทำให้หัวใจนางอ่อนลง นางจึงตะโกนเรียกเสียงใส “ท่านพี่! มากินข้าวได้แล้ว!” หยวนเล่อหันตามเสียง เห็นภรรยากำลังเดินมาพร้อมตะกร้าในมือ เขารีบก้าวเข้ามาใกล้ ยกมือบังแดดให้นาง “เจ้ามาทำอะไรกลางแดดร้อนเช่นนี้ ดูสิ หน้าแดงไปหมดแล้ว” เฉาเยว่ายิ้มกว้าง ยกตะกร้าขึ้นให้ดู “ข้าเอาอาหารมาให้ท่านต่างหาก” เขาเห็นดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ “เจ้าช่างเอาใจพี่เหลือเกิน” นางจูงมือเขาไปนั่งใต้ร่มไม้ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวออกมา ซับเหงื่อให้ด้วยท่าทีอ่อนโยน “ท่านเหนื่อยมากหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่เท่าไรหรอก แต่แปลกใจนัก ทำไมเจ้าถึงเอาอาหารมาให้ได้ ท่านแม่ยอมให้มาหรือ?” เขาถามเสียงนุ่ม เพราะรู้ดีว่ามารดาไม่ค่อยถูกกับภรรยาเท่าใดนัก “ท่านแม่สั่งให้ข้านำมาให้เองเจ้าค่ะ รีบกินเถอะ เดี๋ยวจะเย็นหมด” นางยื่นตะเกียบให้เขาพร้อมรอยยิ้ม “แล้วเจ้าล่ะ กินหรือยัง” เขาถามพลางมองอย่างห่วงใย “ข้ากินแล้วเจ้าค่ะ ท่านกินเถอะ” นางตอบเบา ๆ แม้ยังไม่หิวเท่าไรนัก หยวนเล่อเริ่มกินอาหารเงียบ ๆ แต่ในใจกลับอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก รสชาติเรียบง่ายแต่กลับรู้สึกอร่อยกว่าครั้งไหน ๆ หลังจากเขากินเสร็จ เฉาเยว่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่ม “ท่านพี่ อีกไม่กี่วันท่านก็ต้องไปเหมืองแร่แล้ว หากถึงที่นั่นเมื่อใด อย่าลืมส่งที่อยู่มาบอกข้าด้วยนะเจ้าคะ” เขาพยักหน้าช้า ๆ “ได้สิ ข้าจะส่งมา เจ้ามีอะไรอีกหรือเปล่า ดูท่าเหมือนยังมีเรื่องจะพูดต่อ” “พรุ่งนี้ท่านจะขึ้นเขาอีกหรือไม่เจ้าคะ ถ้าไป ข้าขอฝากเอาผลไม้บนนั้นมาสักหน่อยได้ไหม ข้ารู้สึกมึนหัวเล็กน้อย คิดจะไปหาท่านหมอเวิงสักที” นางโกหกเล็กน้อย ไม่อยากให้เขารู้เรื่องที่ตั้งใจทำ หยวนเล่อขมวดคิ้ว “เจ้าไม่สบายหรือ?” เขาเอามือแตะหน้าผากนางเบา ๆ “ไม่ร้อนมาก แต่เจ้าก็ยังฝืนมาให้ข้ากินข้าวอีก…” “ข้าไม่ได้ป่วยหรอกเจ้าค่ะ แค่เวียนหัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง” นางรีบยิ้มกลบเกลื่อน “กะว่าจะไปหาท่านหมอเวิงตรวจดูเท่านั้น” หยวนเล่อถอนหายใจยาว “ได้ พรุ่งนี้พี่จะเก็บผลไม้มาให้ เจ้าเองก็อย่าลืมไปหาหมอด้วย เงินที่เก็บไว้ ถ้ามีเรื่องจำเป็นก็ใช้บ้าง อย่ามัวแต่เก็บอย่างเดียว เข้าใจไหม” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย เฉาเยว่พยักหน้า “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ จะใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น ตอนนี้ก็สายแล้ว ข้าคงต้องกลับก่อน ท่านก็อย่าทำงานหนักจนลืมพักเล่า” “ข้ารู้แล้ว เจ้าเดินดี ๆ นะ” เขากล่าวพร้อมมองตามแผ่นหลังของภรรยาที่ค่อย ๆ เดินลับตาไป ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น เสียงลมพัดเบา ๆ ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างแปลกประหลาด…คล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน
“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกันรุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตนหลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขาวันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักว
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดูเมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นักหยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วยเมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วย







