Beranda / รักโบราณ / เชลยรักสองพยัคฆ์ / บทที่ 2 กฎของกรงทอง

Share

บทที่ 2 กฎของกรงทอง

last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-27 04:49:01

          ความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่

          หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง

          “เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย”

          คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า

          มู่ตานไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงเดินตามร่างของหญิงชราไปอย่างเงียบเชียบ สายตาของบ่าวไพร่ที่เดินสวนไปมาลอบมองมายังนางด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้มหน้าหลบตาเมื่อจางมามาปรายตามอง พวกเขาคงรู้ดีว่านางคือใคร...องค์หญิงเชลย ของรางวัลล้ำค่าของผู้เป็นนาย

          จางมามาพานางเดินลึกเข้าไปในตัวจวน ผ่านสวนหินที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ผ่านลานฝึกยุทธ์ที่ยังคงมีกลิ่นเหงื่อและไอเหล็กคละคลุ้ง จนกระทั่งมาถึงเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างสงบในมุมที่ห่างไกลที่สุดของจวน มันเป็นเรือนขนาดกะทัดรัดที่มีสวนไผ่เล็ก ๆ ล้อมรอบอยู่ ดูภายนอกงดงามแต่กลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด

          นี่คือเรือนไผ่เร้น ที่พักของท่านนับจากนี้” จางมามากล่าวขณะผลักประตูเข้าไป “เครื่องใช้จำเป็นทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ให้แล้ว”

          ภายในเรือนสะอาดสะอ้านและตกแต่งอย่างดี เตียงไม้สลักลายเมฆดูแข็งแรงมั่นคง โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าก็ทำจากไม้เนื้อดี แต่ทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา มันคือห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ ไม่ใช่ห้องที่มีเจ้าของ

          “ท่านจงจำกฎของที่นี่ไว้ให้ดี” จางมามาหันกลับมาเผชิญหน้านาง สายตาคมปลาบ “หนึ่ง ห้ามท่านก้าวออกจากเขตเรือนไผ่เร้นหากไม่ได้รับอนุญาต สอง อาหารและน้ำจะถูกนำมาส่งให้ที่นี่วันละสามเวลา สาม ทุกคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอิงเฟิงถือเป็นเด็ดขาด ท่านไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือต่อรอง และสี่... อย่าได้หลงลืมสถานะของตนเอง ท่านคือเชลย ไม่ใช่แขก”

          แต่ละคำพูดของนางเฉียบคมราวกับใบมีดกรีดลงบนศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของมู่ตาน

          เมื่อกล่าวจบ หญิงชราก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้มู่ตานยืนอยู่ลำพังกลางห้องกว้าง พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นราวกับเสียงผนึกฝาโลง

          ความเงียบเข้าครอบงำเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวอยู่ในอก มู่ตานทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียง ความเข้มแข็งที่เสแสร้งมาตลอดการเดินทางพังทลายลงในพริบตา ความสูญเสีย ความอัปยศ ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ ภาพเสด็จพ่อที่สิ้นพระชนม์บนบัลลังก์ ภาพนครที่ลุกเป็นไฟ วนเวียนอยู่ในหัวของนางจนแทบคลั่ง

          แต่แล้ว...ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้นเอง ประกายไฟแห่งความทระนงก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

         ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้... นางบอกกับตัวเองในใจ นี่ไม่ใช่จุดจบ

          นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจกรงของนางอย่างละเอียด นางมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของศัตรู หลี่เฉียงคือพยัคฆ์ร้ายที่บ้าคลั่งในอำนาจ การต่อต้านเขาตรง ๆ คือความโง่เขลา ส่วนอิงเฟิงคือเหยี่ยวเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนคมเล็บไว้ใต้ปีกที่งดงาม เขาอันตรายยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก นางต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งของคนทั้งสองเพื่อเอาชีวิตรอด

          ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา เด็กสาวรับใช้ร่างเล็กคนหนึ่งในชุดสีฟ้าซีดเดินก้มหน้าเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำและผ้าสะอาด นางตัวสั่นเทาเล็กน้อยและไม่กล้าสบตามู่ตาน

          “บ่าว... บ่าวชื่อเสี่ยวเหลียน นำน้ำมาให้องค์หญิงชำระล้างเจ้าค่ะ”

          มู่ตานมองเด็กสาวคนนั้น นางคงอายุไล่เลี่ยกับนางกำนัลคนสนิทของนางที่ตายไปในสงคราม ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นผ่านดวงตาของนางไปชั่ววูบ

          “ขอบใจ” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบขณะที่รับผ้าผืนนั้นมา นางจงใจให้นิ้วสัมผัสกับมือที่สั่นเทาของเด็กสาวเบา ๆ ราวกับจะปลอบประโลม

          เสี่ยวเหลียนสะดุ้งเล็กน้อยที่ได้ยินเสียงนางและสัมผัสปลายนิ้วนั้น ก่อนจะรีบวางของแล้วถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจะถูกลงโทษ

          “เดี๋ยวก่อน”

          เสียงของมู่ตานดังขึ้น เรียบแต่ก็หนักแน่นพอที่จะหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเตลิดหนีของเด็กสาวได้

          เสี่ยวเหลียนตัวแข็งทื่อ นางค่อย ๆ หันกลับมา แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น คางของนางแทบจะชิดอก ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับลูกนก

          “องค์...องค์หญิงมีสิ่งใดจะรับสั่งอีกหรือเพคะ”

          มู่ตานจ้องมองเด็กสาวตรงหน้า “เจ้ากลัวข้างั้นหรือ”

          “บ่าวเปล่าเพคะ! บ่าวเปล่า!” เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าอย่างลนลาน “บ่าว...บ่าวเพียงแค่กลัวว่าจะทำสิ่งใดผิดพลาด...ที่นี่...ที่นี่...” นางถึงกับพูดต่อไม่เป็นคำ

          มู่ตานเข้าใจได้ในทันที ความกลัวที่ฝังรากลึกนี้ไม่ได้มาจากตัวนาง แต่มาจากกฎของกรงแห่งนี้ การซักถามใด ๆ ในตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กสาวตื่นกลัวยิ่งขึ้น นางจึงเปลี่ยนท่าที นางมองไปยังอาภรณ์สีฟ้าซีดที่บางเบาของเสี่ยวเหลียน

          “อากาศยามค่ำคืนที่แดนเหนือหนาวเหน็บ” มู่ตานกล่าวขึ้นมาลอย ๆ “อาภรณ์ของเจ้าดูบางเกินไป”

          คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวเหลียนต้องเงยหน้าขึ้นมองนางเป็นครั้งแรก ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา องค์หญิงเชลย...ผู้ซึ่งควรจะเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในจวนแห่งนี้.กำลังเป็นห่วงนางงั้นหรือ

          “เจ้าไปเถิด” มู่ตานกล่าว “และจงดูแลตนเองให้ดี”

          เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรวบรวมสติได้ นางรีบก้มลงโค้งคำนับจนหน้าผากแทบจะกระทบพื้น

          “ขอบพระทัยองค์หญิง! ขอบพระทัยองค์หญิง!” แล้วจึงรีบลุกขึ้นวิ่งเตลิดออกจากห้องไป ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เพราะความสับสนอลหม่านในใจ

ท่าทีหวาดกลัวนั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง... ผู้คนในจวนแห่งนี้คงจะยำเกรงเจ้านายของตนราวกับ เจ้าชีวิต

**********

          ในอีกฟากหนึ่งของจวน ภายในห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยแผนที่การรบและตำราพิชัยสงคราม หลี่เฉียงกำลังใช้ผ้าเช็ดดาบเล่มใหญ่ของเขาอย่างแรง

          แสงสะท้อนวูบวาบจากคมดาบสาดกระทบใบหน้าที่บึ้งตึงของเขา มันไล้ผ่านสันกรามที่ขบแน่นขับเน้นสันจมูกที่โด่งตรงและเงามืดที่พาดผ่านรอยแผลเป็นเหนือคิ้วขวาให้ดูชัดเจนจนน่าหวั่นเกรง ทุกครั้งที่แสงสว่างวาบขึ้น มันยิ่งขับเน้นความดุดันและไร้ความปรานีในดวงตาคมกริบคู่นั้นให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

          อิงเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามอย่างสงบ จิบชาชั้นดีจากถ้วยกระเบื้องช้า ๆ กลิ่นหอมของใบชาคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอายมาดขุนศึกของห้องนี้อย่างสิ้นเชิง

          “คืนนี้ข้าจะไปหานาง” หลี่เฉียงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แววตาทระนงคู่นั้นมันคอยตอกย้ำถึงความล้มเหลวในอดีตของเขา “ม้าป่าพยศต้องถูกปราบตั้งแต่วันแรก มิเช่นนั้นมันจะไม่มีวันเชื่อง ข้าจะทำลายนางเสีย ทำลายแววตาที่เหมือนกันคู่นั้นให้มันสิ้นซากไป”

          อิงเฟิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก พี่ชายเขากำลังจะทำลายหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานของเขาให้ย่อยยับก่อนที่แผนการจะได้เริ่มต้นเสียอีก

          “ท่านพี่ใจร้อนเกินไปแล้ว” เขากล่าวแย้ง “บุปผางามล้ำค่า หากขยี้แรงเกินไปก็จะสิ้นกลิ่นหอม นางคือองค์หญิงรัชทายาท คือสตรีที่มีค่าที่สุดในสนามรบนี้ สิ่งที่ท่านจะได้มาก็คือตุ๊กตาที่แตกสลาย ไม่ใช่องค์หญิงผู้ทระนงที่ ผู้ซึ่งความทระนงนั้นคือสิ่งที่กำลังยั่วโทสะของท่านอยู่ตอนนี้”

          “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร” หลี่เฉียงตวาด “ปล่อยให้นางวางแผนแก้แค้นอยู่ในจวนรึ ข้าต้องการให้นางรู้สำนึกถึงสถานะของตัวเองเสียแต่วันนี้!”

          “ปล่อยให้นางอยู่กับความกลัวไปก่อน” อิงเฟิงตอบกลับ สายตาฉายแววหลักแหลม “ความกลัวจะกัดกินจิตใจได้ดีกว่าความเจ็บปวดทางกาย ให้เวลานางได้ตระหนักถึงความสิ้นหวังอย่างเต็มที่เสียก่อน เมื่อนั้นจิตใจที่หวาดหวั่นย่อมง่ายต่อการควบคุมกว่าจิตใจที่แตกสลายแต่ยังเต็มไปด้วยความแค้น”

          “เล่ห์เหลี่ยมของเจ้ามันน่ารำคาญ!” หลี่เฉียงกระแทกดาบลงบนโต๊ะเสียงดังโครม “ข้าคือแม่ทัพ ข้าเชื่อในอำนาจและการหักหาญ! นับตั้งแต่ท่านพ่อและท่านแม่จากไป ข้าคือผู้ที่ต้องแบกรับทุกสิ่ง! ข้าเป็นนายของจวนแห่งนี้ และข้าเป็นคนตัดสินใจ!”

          ความขัดแย้งของทั้งสองจบลงด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด อิงเฟิงไม่ได้โต้เถียงต่อ เขารู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะท้าทายอำนาจของพี่ชายในยามนี้

**********

          กลับมาที่เรือนไผ่เร้น มู่ตานได้ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมเรียบ ๆ สีขาวที่เสี่ยวเหลียนนำมาให้แล้ว นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูกลุ่มไผ่ที่ไหวเอนตามแรงลมนอกหน้าต่าง ในใจพยายามคาดเดาชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง

          ตึง...ตึง...ตึง...

          แล้วนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของนาง

          พลั่ก...

          ประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการเคาะเตือน ร่างของจางมามาปรากฏขึ้นที่ทางเข้า ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเช่นเคย

          “องค์หญิง” น้ำเสียงแหบพร่าของนางดังขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่มีบัญชา ให้ท่านไปปรนนิบัติที่เรือนใหญ่คืนนี้”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 76 สุมไฟแค้น 2

    คำรายงานของอาหลงเปรียบเสมือนหมากชิ้นสุดท้ายที่ปะติดปะต่อภาพแผนการอันเลวร้ายให้กระจ่างชัด หลี่เฉียงหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นเพลิงโทสะที่กำลังลุกโชนในอก ข้อสันนิษฐานของเขาในกระโจมบัญชาการเมื่อคืนก่อนได้รับการยืนยันด้วยหลักฐานที่ประจักษ์ชัด พิษจากแคว้นซีเยว่มาปรากฏอยู่ที่ชายแดนเหนือของต้าถังได้อย่างไร หากไม่มีคนของพวกมันคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง อิงเฟิงไม่ได้เป็นเพียงกบฏที่หวังชิงบัลลังก์ แต่มันคือสายเลือดแห่งซีเยว่ที่ฝังตัวอยู่ในต้าถังมานานนับสิบปี “ส่งม้าเร็วกลับไปเมืองหลวง นำสาส์นลับที่ผนึกด้วยตราเลือดของข้าไปมอบให้องค์รัชทายาทด้วยมือของเขาเอง” หลี่เฉียงลืมตาขึ้น แววตาของเขาบัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งที่แฝงไปด้วยคมมีดนับพันเล่ม “จงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่า แผนการก่อกบฏของรุ่ยอ๋องเป็นเพียงฉากหน้า ศัตรูที่แท้จริงที่กำลังจ้องขย้ำคอต้าถังคือแคว้นซีเยว่ ให้พระองค์ทรงระวังการเคลื่อนไหวของราชครูหวังฉีและฮองเฮาให้ดี พวกมันอาจมีเส้นสายเชื่อมโยงกับซีเยว่ด้วยเช่นกัน

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 76 สุมไฟแค้น 1

    ลานกว้างเบื้องหลังแนวป้องกันของทัพหน้า บัดนี้ได้แปรสภาพเป็นลานประหารที่ไร้ซึ่งเพชฌฆาต มีเพียงพญามัจจุราชที่มองไม่เห็นกำลังแกว่งเคียวเกี่ยวตวัดดวงวิญญาณของเหล่าทหารหาญต้าถังไปทีละดวง เสียงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดทรมานดังระงมไปทั่วหุบเขาศิลา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเลือดสีดำคล้ำที่ถูกกระอักออกมาคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นคาวโลหิตและกลิ่นเหงื่อกาฬของความตาย ร่างของทหารนับร้อยที่รอดชีวิตจากการหนีตายมาได้ กำลังนอนเกลือกกลิ้งทุรนทุรายอยู่บนผืนผ้าใบและฟางแห้งที่ถูกปูรองไว้ลวก ๆ ผิวหนังของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดดำปูดโปนขึ้นตามลำคอและขมับราวกับมีรากไม้พิษชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง อาการชักกระตุกเกิดขึ้นเป็นระยะก่อนที่ลมหายใจจะค่อย ๆ แผ่วลงจนสิ้นใจไปในที่สุด มู่ตานก้าวเดินฝ่าดงความตายนั้นด้วยความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว แววตาของอดีตองค์หญิงแห่งแคว้นอวิ๋นฮวาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก แม้ภาพเบื้องหน้าจะน่าสะดุ้งกลัวเพียงใด นางสะบัดชายเสื้อคลุมสีเข้มออก นั่งคุกเข่าลงข้างร่างของนายทหารหนุ

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 75 วสันต์สีเลือดและเงาทะมึนที่คืบคลาน 4

    หลี่เฉียงยื่นมือออกไปรับถ้วยชา ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาสัมผัสกับปลายนิ้วของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ กระแสความผูกพันที่ละมุนละไมแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของทั้งสองคน เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ไออุ่นจากสมุนไพรไหลซ่านลงสู่กระเพาะ ขับไล่ความตึงเครียดในจิตใจไปได้อย่างน่าประหลาด เมื่อเขาลดถ้วยชาลง หลี่เฉียงสบตากับมู่ตานท่ามกลางแสงไฟจากคบเพลิงที่ส่องสลัว แววตาของเขาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาดุจหน้าผาสูงชัน ค่อย ๆ อ่อนแสงลงเล็กน้อย เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำขอบคุณใด ๆ ทว่าการพยักหน้าให้เบา ๆ เพียงหนึ่งครั้ง และแววตาที่ทอดยาวมองนางนานกว่าปกติ ก็เพียงพอแล้วที่จะสื่อสารความรู้สึกซาบซึ้งจากก้นบึ้งของหัวใจที่แหลกสลาย มู่ตานรับถ้วยชาเปล่ากลับมา นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาที่หวั่นไหวและหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ นางรับรู้ได้ว่า พื้นที่ในหัวใจของชายผู้นี้ แม้จะเต็มไปด้วยบาดแผลและถูกครอบครองด้วยความทรงจำของลี่อินไปแล้ว ทว่านางก็ค่อย ๆ แท

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 75 วสันต์สีเลือดและเงาทะมึนที่คืบคลาน 3

    “ท่านแม่ทัพหมายความว่าอย่างไรขอรับ หรือมันเพียงแค่อยากใช้ซยงหนูเป็นเครื่องมือสังหารพวกเรา” เว่ยกัวเฉินขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจในความซับซ้อนของหมากกระดานนี้ หลี่เฉียงเดินวนรอบโต๊ะแผนที่ช้า ๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ “ท่านพ่อของข้าเคยเล่าให้ฟังก่อนสิ้นใจว่า บิดาที่แท้จริงของอิงเฟิงเป็นเพียงบัณฑิตตกยากที่รอนแรมมาจากแดนไกล ท่านพ่อสงสารจึงรับอุปการะไว้ให้ที่พักพิง ทว่าหลังจากบัณฑิตผู้นั้นป่วยตาย อิงเฟิงก็ถูกท่านพ่อรับมาเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรมและปกปิดชาติกำเนิดไว้ ข้าไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งวันนี้ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่า ภูมิหลังที่แท้จริงของบัณฑิตผู้นั้น อาจไม่ใช่แค่คนพเนจรต้อยต่ำ” หลี่เฉียงหยุดเดิน หันมาสบตาผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองด้วยแววตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “คิดดูสิ หา

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 75 วสันต์สีเลือดและเงาทะมึนที่คืบคลาน 2

    “ข้า...ข้าจะช่วยองค์หญิงเพคะ” เสี่ยวเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ ทว่าหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม แววตาของเด็กสาวสลดลงเมื่อนึกถึงความจริงบางอย่าง “ที่ผ่านมา...ข้าละอายใจนักเพคะ ทั้งที่ท่านแม่ทัพส่งข้ามาให้รับใช้ท่าน แต่พอคุณหนูลี่อินปรากฏตัว ข้ากลับไปทุ่มเทดูแลแต่นางจนละเลยท่าน ข้าเป็นบ่าวที่ไม่ได้เรื่องเหลือเกินเพคะ” น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งหยดลงมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความสำนึกผิด “ข้าจะไม่ทำให้การเสียสละของคุณหนูต้องสูญเปล่า และข้าจะไม่ละทิ้งท่านอีกแล้ว ข้าจะเรียนรู้วิธีสกัดยา ข้าจะเป็นมือเป็นเท้าให้ท่านเองเพคะ” มู่ตานส่ายหน้าช้า ๆ เอื้อมมือไปเช็ดคราบน้ำตาให้เด็กสาวซื่อสัตย์ผู้นี้ด้วยความอ่อนโยน นางไม่เคยโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าลี่อินร่างกายอ่อนแอและต้องการการดูแลมากเพียงใด อีกทั้งนางก็เอ็นดูลี่อินดั่งน้องสาว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางหยิบรากสมุนไพรแห้งใส่ลงไปในโกร่งให้เด

  • เชลยรักสองพยัคฆ์   บทที่ 75 วสันต์สีเลือดและเงาทะมึนที่คืบคลาน 1

    สายลมแห่งวสันตฤดูพัดโชยมานำพาเอาความอบอุ่นและกลิ่นอายของไอดินหลังน้ำแข็งละลาย ต้นไม้สองข้างทางที่เคยแห้งโกร๋นเริ่มผลิใบอ่อนสีเขียวขจี ดอกท้อและดอกซิ่งเบ่งบานชูช่อรับแสงตะวันประดุจการเฉลิมฉลองของธรรมชาติที่ได้ตื่นจากการหลับใหล ทว่าความงดงามแห่งฤดูกาลแห่งชีวิตนี้ กลับไม่อาจชะล้างบรรยากาศอันหนักอึ้งและมืดมนที่แผ่ซ่านออกมาจากขบวนทัพหลวงนับแสนนายได้เลย กองทัพอันเกรียงไกรแห่งต้าถังเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงดุจมังกรเหล็กกล้าที่เลื้อยผ่านขุนเขาและทุ่งราบ เสียงฝีเท้าของชายชาติทหารนับแสนดังกึกก้องปฐพี สอดประสานไปกับเสียงกีบเท้าม้าและเสียงล้อรถม้าเสบียงที่บดเบียดไปบนผืนดิน ธงรบสีแดงฉานสลักอักษรหลี่ปลิวสะบัดอย่างองอาจท้าทายสายลม ทว่าภายใต้ความยิ่งใหญ่นั้น กลับแฝงไว้ด้วยความเงียบงันราวกับขบวนแห่ศพที่กำลังมุ่งหน้าสู่ปรโลก หลี่เฉียงนั่งหลังตรงตระหง่านอยู่บนอาชาศึกสีนิลตัวเขื่อง ชุดเกราะเกล็ดปลาสีดำทมิฬของเขาสะท้อนแสงอาทิตย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status