Masukความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่
หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย”
คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า
มู่ตานไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงเดินตามร่างของหญิงชราไปอย่างเงียบเชียบ สายตาของบ่าวไพร่ที่เดินสวนไปมาลอบมองมายังนางด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้มหน้าหลบตาเมื่อจางมามาปรายตามอง พวกเขาคงรู้ดีว่านางคือใคร...องค์หญิงเชลย ของรางวัลล้ำค่าของผู้เป็นนาย
จางมามาพานางเดินลึกเข้าไปในตัวจวน ผ่านสวนหินที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ผ่านลานฝึกยุทธ์ที่ยังคงมีกลิ่นเหงื่อและไอเหล็กคละคลุ้ง จนกระทั่งมาถึงเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างสงบในมุมที่ห่างไกลที่สุดของจวน มันเป็นเรือนขนาดกะทัดรัดที่มีสวนไผ่เล็ก ๆ ล้อมรอบอยู่ ดูภายนอกงดงามแต่กลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
นี่คือเรือนไผ่เร้น ที่พักของท่านนับจากนี้” จางมามากล่าวขณะผลักประตูเข้าไป “เครื่องใช้จำเป็นทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ให้แล้ว”
ภายในเรือนสะอาดสะอ้านและตกแต่งอย่างดี เตียงไม้สลักลายเมฆดูแข็งแรงมั่นคง โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าก็ทำจากไม้เนื้อดี แต่ทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา มันคือห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ ไม่ใช่ห้องที่มีเจ้าของ
“ท่านจงจำกฎของที่นี่ไว้ให้ดี” จางมามาหันกลับมาเผชิญหน้านาง สายตาคมปลาบ “หนึ่ง ห้ามท่านก้าวออกจากเขตเรือนไผ่เร้นหากไม่ได้รับอนุญาต สอง อาหารและน้ำจะถูกนำมาส่งให้ที่นี่วันละสามเวลา สาม ทุกคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอิงเฟิงถือเป็นเด็ดขาด ท่านไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือต่อรอง และสี่... อย่าได้หลงลืมสถานะของตนเอง ท่านคือเชลย ไม่ใช่แขก”
แต่ละคำพูดของนางเฉียบคมราวกับใบมีดกรีดลงบนศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของมู่ตาน
เมื่อกล่าวจบ หญิงชราก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้มู่ตานยืนอยู่ลำพังกลางห้องกว้าง พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นราวกับเสียงผนึกฝาโลง
ความเงียบเข้าครอบงำเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวอยู่ในอก มู่ตานทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียง ความเข้มแข็งที่เสแสร้งมาตลอดการเดินทางพังทลายลงในพริบตา ความสูญเสีย ความอัปยศ ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ ภาพเสด็จพ่อที่สิ้นพระชนม์บนบัลลังก์ ภาพนครที่ลุกเป็นไฟ วนเวียนอยู่ในหัวของนางจนแทบคลั่ง
แต่แล้ว...ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้นเอง ประกายไฟแห่งความทระนงก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้... นางบอกกับตัวเองในใจ นี่ไม่ใช่จุดจบ
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจกรงของนางอย่างละเอียด นางมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของศัตรู หลี่เฉียงคือพยัคฆ์ร้ายที่บ้าคลั่งในอำนาจ การต่อต้านเขาตรง ๆ คือความโง่เขลา ส่วนอิงเฟิงคือเหยี่ยวเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนคมเล็บไว้ใต้ปีกที่งดงาม เขาอันตรายยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก นางต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งของคนทั้งสองเพื่อเอาชีวิตรอด
ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา เด็กสาวรับใช้ร่างเล็กคนหนึ่งในชุดสีฟ้าซีดเดินก้มหน้าเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำและผ้าสะอาด นางตัวสั่นเทาเล็กน้อยและไม่กล้าสบตามู่ตาน
“บ่าว... บ่าวชื่อเสี่ยวเหลียน นำน้ำมาให้องค์หญิงชำระล้างเจ้าค่ะ”
มู่ตานมองเด็กสาวคนนั้น นางคงอายุไล่เลี่ยกับนางกำนัลคนสนิทของนางที่ตายไปในสงคราม ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นผ่านดวงตาของนางไปชั่ววูบ
“ขอบใจ” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบขณะที่รับผ้าผืนนั้นมา นางจงใจให้นิ้วสัมผัสกับมือที่สั่นเทาของเด็กสาวเบา ๆ ราวกับจะปลอบประโลม
เสี่ยวเหลียนสะดุ้งเล็กน้อยที่ได้ยินเสียงนางและสัมผัสปลายนิ้วนั้น ก่อนจะรีบวางของแล้วถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจะถูกลงโทษ
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงของมู่ตานดังขึ้น เรียบแต่ก็หนักแน่นพอที่จะหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเตลิดหนีของเด็กสาวได้
เสี่ยวเหลียนตัวแข็งทื่อ นางค่อย ๆ หันกลับมา แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น คางของนางแทบจะชิดอก ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับลูกนก
“องค์...องค์หญิงมีสิ่งใดจะรับสั่งอีกหรือเพคะ”
มู่ตานจ้องมองเด็กสาวตรงหน้า “เจ้ากลัวข้างั้นหรือ”
“บ่าวเปล่าเพคะ! บ่าวเปล่า!” เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าอย่างลนลาน “บ่าว...บ่าวเพียงแค่กลัวว่าจะทำสิ่งใดผิดพลาด...ที่นี่...ที่นี่...” นางถึงกับพูดต่อไม่เป็นคำ
มู่ตานเข้าใจได้ในทันที ความกลัวที่ฝังรากลึกนี้ไม่ได้มาจากตัวนาง แต่มาจากกฎของกรงแห่งนี้ การซักถามใด ๆ ในตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กสาวตื่นกลัวยิ่งขึ้น นางจึงเปลี่ยนท่าที นางมองไปยังอาภรณ์สีฟ้าซีดที่บางเบาของเสี่ยวเหลียน
“อากาศยามค่ำคืนที่แดนเหนือหนาวเหน็บ” มู่ตานกล่าวขึ้นมาลอย ๆ “อาภรณ์ของเจ้าดูบางเกินไป”
คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวเหลียนต้องเงยหน้าขึ้นมองนางเป็นครั้งแรก ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา องค์หญิงเชลย...ผู้ซึ่งควรจะเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในจวนแห่งนี้.กำลังเป็นห่วงนางงั้นหรือ
“เจ้าไปเถิด” มู่ตานกล่าว “และจงดูแลตนเองให้ดี”
เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรวบรวมสติได้ นางรีบก้มลงโค้งคำนับจนหน้าผากแทบจะกระทบพื้น
“ขอบพระทัยองค์หญิง! ขอบพระทัยองค์หญิง!” แล้วจึงรีบลุกขึ้นวิ่งเตลิดออกจากห้องไป ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เพราะความสับสนอลหม่านในใจ
ท่าทีหวาดกลัวนั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง... ผู้คนในจวนแห่งนี้คงจะยำเกรงเจ้านายของตนราวกับ เจ้าชีวิต
**********
ในอีกฟากหนึ่งของจวน ภายในห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยแผนที่การรบและตำราพิชัยสงคราม หลี่เฉียงกำลังใช้ผ้าเช็ดดาบเล่มใหญ่ของเขาอย่างแรง
แสงสะท้อนวูบวาบจากคมดาบสาดกระทบใบหน้าที่บึ้งตึงของเขา มันไล้ผ่านสันกรามที่ขบแน่นขับเน้นสันจมูกที่โด่งตรงและเงามืดที่พาดผ่านรอยแผลเป็นเหนือคิ้วขวาให้ดูชัดเจนจนน่าหวั่นเกรง ทุกครั้งที่แสงสว่างวาบขึ้น มันยิ่งขับเน้นความดุดันและไร้ความปรานีในดวงตาคมกริบคู่นั้นให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น
อิงเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามอย่างสงบ จิบชาชั้นดีจากถ้วยกระเบื้องช้า ๆ กลิ่นหอมของใบชาคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอายมาดขุนศึกของห้องนี้อย่างสิ้นเชิง
“คืนนี้ข้าจะไปหานาง” หลี่เฉียงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แววตาทระนงคู่นั้นมันคอยตอกย้ำถึงความล้มเหลวในอดีตของเขา “ม้าป่าพยศต้องถูกปราบตั้งแต่วันแรก มิเช่นนั้นมันจะไม่มีวันเชื่อง ข้าจะทำลายนางเสีย ทำลายแววตาที่เหมือนกันคู่นั้นให้มันสิ้นซากไป”
อิงเฟิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก พี่ชายเขากำลังจะทำลายหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานของเขาให้ย่อยยับก่อนที่แผนการจะได้เริ่มต้นเสียอีก
“ท่านพี่ใจร้อนเกินไปแล้ว” เขากล่าวแย้ง “บุปผางามล้ำค่า หากขยี้แรงเกินไปก็จะสิ้นกลิ่นหอม นางคือองค์หญิงรัชทายาท คือสตรีที่มีค่าที่สุดในสนามรบนี้ สิ่งที่ท่านจะได้มาก็คือตุ๊กตาที่แตกสลาย ไม่ใช่องค์หญิงผู้ทระนงที่ ผู้ซึ่งความทระนงนั้นคือสิ่งที่กำลังยั่วโทสะของท่านอยู่ตอนนี้”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร” หลี่เฉียงตวาด “ปล่อยให้นางวางแผนแก้แค้นอยู่ในจวนรึ ข้าต้องการให้นางรู้สำนึกถึงสถานะของตัวเองเสียแต่วันนี้!”
“ปล่อยให้นางอยู่กับความกลัวไปก่อน” อิงเฟิงตอบกลับ สายตาฉายแววหลักแหลม “ความกลัวจะกัดกินจิตใจได้ดีกว่าความเจ็บปวดทางกาย ให้เวลานางได้ตระหนักถึงความสิ้นหวังอย่างเต็มที่เสียก่อน เมื่อนั้นจิตใจที่หวาดหวั่นย่อมง่ายต่อการควบคุมกว่าจิตใจที่แตกสลายแต่ยังเต็มไปด้วยความแค้น”
“เล่ห์เหลี่ยมของเจ้ามันน่ารำคาญ!” หลี่เฉียงกระแทกดาบลงบนโต๊ะเสียงดังโครม “ข้าคือแม่ทัพ ข้าเชื่อในอำนาจและการหักหาญ! นับตั้งแต่ท่านพ่อและท่านแม่จากไป ข้าคือผู้ที่ต้องแบกรับทุกสิ่ง! ข้าเป็นนายของจวนแห่งนี้ และข้าเป็นคนตัดสินใจ!”
ความขัดแย้งของทั้งสองจบลงด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด อิงเฟิงไม่ได้โต้เถียงต่อ เขารู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะท้าทายอำนาจของพี่ชายในยามนี้
**********
กลับมาที่เรือนไผ่เร้น มู่ตานได้ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมเรียบ ๆ สีขาวที่เสี่ยวเหลียนนำมาให้แล้ว นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูกลุ่มไผ่ที่ไหวเอนตามแรงลมนอกหน้าต่าง ในใจพยายามคาดเดาชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
ตึง...ตึง...ตึง...
แล้วนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของนาง
พลั่ก...
ประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการเคาะเตือน ร่างของจางมามาปรากฏขึ้นที่ทางเข้า ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเช่นเคย
“องค์หญิง” น้ำเสียงแหบพร่าของนางดังขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่มีบัญชา ให้ท่านไปปรนนิบัติที่เรือนใหญ่คืนนี้”
สิ้นเสียงไร้อารมณ์ของ จางมามา โลกทั้งใบของมู่ตานราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความเย็นเยียบเฉียบพลันแล่นผ่านสันหลังของนางรวดเร็วยิ่งกว่าคมกระบี่ ความกลัวดิบเถื่อนที่พยายามกดข่มไว้ตลอดวันผุดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของแม่ทัพผู้ดุดันราวกับพายุคลั่งในวันยึดนครหวนกลับมาในมโนสำนึก ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง แต่แล้วท่ามกลางความหวาดหวั่นนั้น เสียงทุ้มกังวานของพระบิดาก็ดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำ “มู่ตาน...จำไว้เถิดลูกพ่อ ยามเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย การหันหลังวิ่งหนีมีแต่จะปลุกสัญชาตญาณนักล่าของมันให้ตื่นขึ้น แต่หากเรายืนหยัดอย่างมั่นคง สบตาของมันอย่างไม่หวั่นไหว แม้ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็จะไม่ถูกมันมองว่าเป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอ” ใช่แล้ว...นางคือองค์หญิงมู่ตานแห่งอวิ๋นฮวา นางจะร้องขอความเมตตาไม่ได้ และจะแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูได้ใจไม่ได้เป็นอันขาด มู่ตานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เก็บงำความกลัวทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ จัดอาภรณ์สีขาวให้เข้าที่ แล้วกล่าวกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่ หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง “เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย” คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า
ขบวนทหารม้าอันน่าเกรงขามของแคว้นเทียนหู่เคลื่อนทัพขึ้นเหนือผ่านดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของนาง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบจากการย่ำเท้าของอาชาศึก บดบังทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและร่องรอยของสงคราม ในวันที่สามของการเดินทาง ขบวนทัพได้เคลื่อนผ่านซากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นนางได้เห็นราษฎรของนางที่ยังรอดชีวิต พวกเขาอยู่ในสภาพอิดโรยและสิ้นหวัง ร่างกายผอมโซในอาภรณ์ขาดวิ่น พากันกรูเข้ามาที่ข้างทาง ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษอาหาร “ท่านแม่ทัพ ได้โปรด...ลูกข้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว” ชายชราผู้หนึ่งร่ำไห้ มู่ตานกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองไปยังหลี่เฉียง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือสายตาที่เย็นชา “ทหารที่มัวแต่สงสารเชลยศึก คือทหารที่ตายแล้ว” เขาตวาดเสียงกร้าว “อย่าหยุดขบวน! เคลื่อนผ่านไป!” เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ไล่หลังขบวนทัพมาเปรียบเสมือนกริชเล่มแล้วเล่มเล่าที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของนาง มู่ตานนั่งอยู่บนหลังม้าตัวหนึ่ง มือทั้งสองของนางถูกมัดไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยเชือกป่านเส้นหนา แม้จะไม่ถึ
เปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส







