LOGINความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่
หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง
“เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย”
คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า
มู่ตานไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงเดินตามร่างของหญิงชราไปอย่างเงียบเชียบ สายตาของบ่าวไพร่ที่เดินสวนไปมาลอบมองมายังนางด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้มหน้าหลบตาเมื่อจางมามาปรายตามอง พวกเขาคงรู้ดีว่านางคือใคร...องค์หญิงเชลย ของรางวัลล้ำค่าของผู้เป็นนาย
จางมามาพานางเดินลึกเข้าไปในตัวจวน ผ่านสวนหินที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหาร ผ่านลานฝึกยุทธ์ที่ยังคงมีกลิ่นเหงื่อและไอเหล็กคละคลุ้ง จนกระทั่งมาถึงเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างสงบในมุมที่ห่างไกลที่สุดของจวน มันเป็นเรือนขนาดกะทัดรัดที่มีสวนไผ่เล็ก ๆ ล้อมรอบอยู่ ดูภายนอกงดงามแต่กลับให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
นี่คือเรือนไผ่เร้น ที่พักของท่านนับจากนี้” จางมามากล่าวขณะผลักประตูเข้าไป “เครื่องใช้จำเป็นทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ให้แล้ว”
ภายในเรือนสะอาดสะอ้านและตกแต่งอย่างดี เตียงไม้สลักลายเมฆดูแข็งแรงมั่นคง โต๊ะเครื่องแป้งและตู้เสื้อผ้าก็ทำจากไม้เนื้อดี แต่ทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา มันคือห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ ไม่ใช่ห้องที่มีเจ้าของ
“ท่านจงจำกฎของที่นี่ไว้ให้ดี” จางมามาหันกลับมาเผชิญหน้านาง สายตาคมปลาบ “หนึ่ง ห้ามท่านก้าวออกจากเขตเรือนไผ่เร้นหากไม่ได้รับอนุญาต สอง อาหารและน้ำจะถูกนำมาส่งให้ที่นี่วันละสามเวลา สาม ทุกคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอิงเฟิงถือเป็นเด็ดขาด ท่านไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธหรือต่อรอง และสี่... อย่าได้หลงลืมสถานะของตนเอง ท่านคือเชลย ไม่ใช่แขก”
แต่ละคำพูดของนางเฉียบคมราวกับใบมีดกรีดลงบนศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของมู่ตาน
เมื่อกล่าวจบ หญิงชราก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้มู่ตานยืนอยู่ลำพังกลางห้องกว้าง พร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังขึ้นราวกับเสียงผนึกฝาโลง
ความเงียบเข้าครอบงำเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นระรัวอยู่ในอก มู่ตานทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียง ความเข้มแข็งที่เสแสร้งมาตลอดการเดินทางพังทลายลงในพริบตา ความสูญเสีย ความอัปยศ ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ ภาพเสด็จพ่อที่สิ้นพระชนม์บนบัลลังก์ ภาพนครที่ลุกเป็นไฟ วนเวียนอยู่ในหัวของนางจนแทบคลั่ง
แต่แล้ว...ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้นเอง ประกายไฟแห่งความทระนงก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้... นางบอกกับตัวเองในใจ นี่ไม่ใช่จุดจบ
นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจกรงของนางอย่างละเอียด นางมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของศัตรู หลี่เฉียงคือพยัคฆ์ร้ายที่บ้าคลั่งในอำนาจ การต่อต้านเขาตรง ๆ คือความโง่เขลา ส่วนอิงเฟิงคือเหยี่ยวเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนคมเล็บไว้ใต้ปีกที่งดงาม เขาอันตรายยิ่งกว่าพี่ชายเสียอีก นางต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งของคนทั้งสองเพื่อเอาชีวิตรอด
ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา เด็กสาวรับใช้ร่างเล็กคนหนึ่งในชุดสีฟ้าซีดเดินก้มหน้าเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำและผ้าสะอาด นางตัวสั่นเทาเล็กน้อยและไม่กล้าสบตามู่ตาน
“บ่าว... บ่าวชื่อเสี่ยวเหลียน นำน้ำมาให้องค์หญิงชำระล้างเจ้าค่ะ”
มู่ตานมองเด็กสาวคนนั้น นางคงอายุไล่เลี่ยกับนางกำนัลคนสนิทของนางที่ตายไปในสงคราม ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นผ่านดวงตาของนางไปชั่ววูบ
“ขอบใจ” นางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบขณะที่รับผ้าผืนนั้นมา นางจงใจให้นิ้วสัมผัสกับมือที่สั่นเทาของเด็กสาวเบา ๆ ราวกับจะปลอบประโลม
เสี่ยวเหลียนสะดุ้งเล็กน้อยที่ได้ยินเสียงนางและสัมผัสปลายนิ้วนั้น ก่อนจะรีบวางของแล้วถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าจะถูกลงโทษ
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงของมู่ตานดังขึ้น เรียบแต่ก็หนักแน่นพอที่จะหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเตลิดหนีของเด็กสาวได้
เสี่ยวเหลียนตัวแข็งทื่อ นางค่อย ๆ หันกลับมา แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น คางของนางแทบจะชิดอก ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับลูกนก
“องค์...องค์หญิงมีสิ่งใดจะรับสั่งอีกหรือเพคะ”
มู่ตานจ้องมองเด็กสาวตรงหน้า “เจ้ากลัวข้างั้นหรือ”
“บ่าวเปล่าเพคะ! บ่าวเปล่า!” เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าอย่างลนลาน “บ่าว...บ่าวเพียงแค่กลัวว่าจะทำสิ่งใดผิดพลาด...ที่นี่...ที่นี่...” นางถึงกับพูดต่อไม่เป็นคำ
มู่ตานเข้าใจได้ในทันที ความกลัวที่ฝังรากลึกนี้ไม่ได้มาจากตัวนาง แต่มาจากกฎของกรงแห่งนี้ การซักถามใด ๆ ในตอนนี้มีแต่จะทำให้เด็กสาวตื่นกลัวยิ่งขึ้น นางจึงเปลี่ยนท่าที นางมองไปยังอาภรณ์สีฟ้าซีดที่บางเบาของเสี่ยวเหลียน
“อากาศยามค่ำคืนที่แดนเหนือหนาวเหน็บ” มู่ตานกล่าวขึ้นมาลอย ๆ “อาภรณ์ของเจ้าดูบางเกินไป”
คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวเหลียนต้องเงยหน้าขึ้นมองนางเป็นครั้งแรก ดวงตาของเด็กสาวเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา องค์หญิงเชลย...ผู้ซึ่งควรจะเกลียดชังทุกสิ่งทุกอย่างในจวนแห่งนี้.กำลังเป็นห่วงนางงั้นหรือ
“เจ้าไปเถิด” มู่ตานกล่าว “และจงดูแลตนเองให้ดี”
เสี่ยวเหลียนยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรวบรวมสติได้ นางรีบก้มลงโค้งคำนับจนหน้าผากแทบจะกระทบพื้น
“ขอบพระทัยองค์หญิง! ขอบพระทัยองค์หญิง!” แล้วจึงรีบลุกขึ้นวิ่งเตลิดออกจากห้องไป ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เพราะความสับสนอลหม่านในใจ
ท่าทีหวาดกลัวนั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง... ผู้คนในจวนแห่งนี้คงจะยำเกรงเจ้านายของตนราวกับ เจ้าชีวิต
**********
ในอีกฟากหนึ่งของจวน ภายในห้องหนังสือที่เต็มไปด้วยแผนที่การรบและตำราพิชัยสงคราม หลี่เฉียงกำลังใช้ผ้าเช็ดดาบเล่มใหญ่ของเขาอย่างแรง
แสงสะท้อนวูบวาบจากคมดาบสาดกระทบใบหน้าที่บึ้งตึงของเขา มันไล้ผ่านสันกรามที่ขบแน่นขับเน้นสันจมูกที่โด่งตรงและเงามืดที่พาดผ่านรอยแผลเป็นเหนือคิ้วขวาให้ดูชัดเจนจนน่าหวั่นเกรง ทุกครั้งที่แสงสว่างวาบขึ้น มันยิ่งขับเน้นความดุดันและไร้ความปรานีในดวงตาคมกริบคู่นั้นให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น
อิงเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามอย่างสงบ จิบชาชั้นดีจากถ้วยกระเบื้องช้า ๆ กลิ่นหอมของใบชาคละคลุ้งตัดกับกลิ่นอายมาดขุนศึกของห้องนี้อย่างสิ้นเชิง
“คืนนี้ข้าจะไปหานาง” หลี่เฉียงเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แววตาทระนงคู่นั้นมันคอยตอกย้ำถึงความล้มเหลวในอดีตของเขา “ม้าป่าพยศต้องถูกปราบตั้งแต่วันแรก มิเช่นนั้นมันจะไม่มีวันเชื่อง ข้าจะทำลายนางเสีย ทำลายแววตาที่เหมือนกันคู่นั้นให้มันสิ้นซากไป”
อิงเฟิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก พี่ชายเขากำลังจะทำลายหมากตัวสำคัญที่สุดในกระดานของเขาให้ย่อยยับก่อนที่แผนการจะได้เริ่มต้นเสียอีก
“ท่านพี่ใจร้อนเกินไปแล้ว” เขากล่าวแย้ง “บุปผางามล้ำค่า หากขยี้แรงเกินไปก็จะสิ้นกลิ่นหอม นางคือองค์หญิงรัชทายาท คือสตรีที่มีค่าที่สุดในสนามรบนี้ สิ่งที่ท่านจะได้มาก็คือตุ๊กตาที่แตกสลาย ไม่ใช่องค์หญิงผู้ทระนงที่ ผู้ซึ่งความทระนงนั้นคือสิ่งที่กำลังยั่วโทสะของท่านอยู่ตอนนี้”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร” หลี่เฉียงตวาด “ปล่อยให้นางวางแผนแก้แค้นอยู่ในจวนรึ ข้าต้องการให้นางรู้สำนึกถึงสถานะของตัวเองเสียแต่วันนี้!”
“ปล่อยให้นางอยู่กับความกลัวไปก่อน” อิงเฟิงตอบกลับ สายตาฉายแววหลักแหลม “ความกลัวจะกัดกินจิตใจได้ดีกว่าความเจ็บปวดทางกาย ให้เวลานางได้ตระหนักถึงความสิ้นหวังอย่างเต็มที่เสียก่อน เมื่อนั้นจิตใจที่หวาดหวั่นย่อมง่ายต่อการควบคุมกว่าจิตใจที่แตกสลายแต่ยังเต็มไปด้วยความแค้น”
“เล่ห์เหลี่ยมของเจ้ามันน่ารำคาญ!” หลี่เฉียงกระแทกดาบลงบนโต๊ะเสียงดังโครม “ข้าคือแม่ทัพ ข้าเชื่อในอำนาจและการหักหาญ! นับตั้งแต่ท่านพ่อและท่านแม่จากไป ข้าคือผู้ที่ต้องแบกรับทุกสิ่ง! ข้าเป็นนายของจวนแห่งนี้ และข้าเป็นคนตัดสินใจ!”
ความขัดแย้งของทั้งสองจบลงด้วยความเงียบที่น่าอึดอัด อิงเฟิงไม่ได้โต้เถียงต่อ เขารู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะท้าทายอำนาจของพี่ชายในยามนี้
**********
กลับมาที่เรือนไผ่เร้น มู่ตานได้ชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมเรียบ ๆ สีขาวที่เสี่ยวเหลียนนำมาให้แล้ว นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูกลุ่มไผ่ที่ไหวเอนตามแรงลมนอกหน้าต่าง ในใจพยายามคาดเดาชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
ตึง...ตึง...ตึง...
แล้วนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของนาง
พลั่ก...
ประตูถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีการเคาะเตือน ร่างของจางมามาปรากฏขึ้นที่ทางเข้า ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉยเช่นเคย
“องค์หญิง” น้ำเสียงแหบพร่าของนางดังขึ้น “ท่านแม่ทัพใหญ่มีบัญชา ให้ท่านไปปรนนิบัติที่เรือนใหญ่คืนนี้”
กลิ่นหอมของดอกเหมยยามเช้าลอยอบอวลไปทั่วห้องนอนในเรือนพยัคฆ์คำราม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านโปร่งแสงเข้ามากระทบใบหน้าของหลี่เฉียงที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ใบหน้าคมคายซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยจากการแสร้งอดนอน แต่ทว่าแววตาคู่คมกริบนั้นกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เขากำลังหลับตาฟังเสียงดนตรี แต่หูกลับคอยดักฟังความเคลื่อนไหวภายนอกห้อง ตรงมุมห้องมู่ตานนั่งสงบนิ่งอยู่หลังพิณเหลียนซิน นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนกรีดกรายไปบนสายไหมสีเงิน บรรเลงเพลงทำนองหวานซึ้งตรึงใจราวกับสตรีที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก ทว่าหากสังเกตให้ดี ริมฝีปากอิ่มสีชาดกลับเม้มแน่นเป็นเส้นตรง และดวงตาคู่สวยไม่ได้ยิ้มไปกับเพลง ใจของนางกำลังจดจ่ออยู่กับแผนการที่เพิ่งตกลงกับหลี่เฉียงเมื่อวาน นางรู้ดีว่าความสงบเงียบนี้เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำ อิงเฟิงจะไม่หยุดแค่นี้ และนางต้องเตรียมรับมือกับก้าวต่อไปของเขา ตึง...ตึง...&nbs
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมและอันตรายเช่นเคย กลิ่นสุราหมักราคาถูก กลิ่นเนื้อย่างไหม้เกรียม และกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่านักเลงหัวไม้ที่มาชุมนุมกันสร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันให้กับผู้มาเยือน ทว่าในห้องรับรองพิเศษชั้นสองที่ปิดมิดชิด บรรยากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก อิงเฟิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ามีราคานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งหมุนจอกสุราดินเผาเล่นอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่แฝงรังสีสังหารที่ทำให้แมลงวันยังไม่กล้าบินผ่าน ตรงข้ามเขาคือบุรุษร่างยักษ์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง ชายผู้นั้นสวมเสื้อกั๊กทำจากหนังหมาป่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่เป็นมัด ๆ และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ผมหยิกหยักศกถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ หลายเส้นประดับด้วยกระดูกสัตว์ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้ม และดวงตาสีน้ำตาลอ่
ฉึก! ปลายมีดสั้นคมกริบปักลงบนแผนที่หนังสัตว์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแม่นยำ ปลายคมเจาะทะลุตำแหน่งด่านอุดรจนมิดด้าม ราวกับเจ้าของมีดต้องการจะระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอก หรือประกาศอิสรภาพจากพันธนาการที่มองไม่เห็น อิงเฟิงถอนมือกลับมาช้า ๆ นัยน์ตาหงส์ที่มักจะฉายแววสุภาพอ่อนโยน บัดนี้กลับมืดมิดและลึกล้ำดุจหุบเหวไร้ก้น เขาจ้องมองรอยขาดบนแผนที่ด้วยความพึงพอใจที่เย็นยะเยือก แสงเทียนในห้องหนังสือสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูคมสันและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักหยกที่เปื้อนเลือด เขาไม่ได้กำลังวางแผนรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตามหน้าที่ของกุนซือผู้ปราดเปรื่อง แต่เขากำลังวางแผนที่จะเปิดประตูให้หายนะคืบคลานเข้ามา กุกกัก... เสียงขูด
หลี่เฉียงกลับมาถึงเรือนพยัคฆ์คำรามทางช่องทางลับเดิม เขาโผล่ออกมาในห้องนอนด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและใยแมงมุม เสี่ยวเหลียนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบส่งสัญญาณเคาะประตูเบา ๆ บอกมู่ตานว่าทางสะดวก ก่อนจะกลับไปยืนเฝ้ายามต่อ มู่ตานรีบวิ่งเข้ามาหาหลี่เฉียงพร้อมผ้าชุบน้ำสะอาด “ท่านแม่ทัพ! ท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ได้เรื่องหรือไม่” หลี่เฉียงรับน้ำชาจากนางมาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ก่อนจะเล่าสิ่งที่เขาพบในคลังสินค้าให้ฟังจนหมดเปลือก “ดอกโบตั๋นพันมังกร...” มู่ตานทวนคำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันตา “ข้าเคยได้ยินชื่อราชครูหวังผู้นี้ตอนที่ยังอยู่ที่แคว้นอวิ๋นฮวา เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและโหดเหี้ยม ว่ากันว่าเขามีกองกำลังนักฆ่าส่วนตัว
“ข้าเคยคิดว่าเขาทำไปเพราะความริษยา หรืออยากครอบครองอำนาจ...” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “แต่การวางยาให้พี่ชายตัวเองค่อย ๆ เป็นบ้าและตายอย่างทรมานเช่นนี้ มันเกินกว่าคำว่าริษยาไปมาก มันคือความเกลียดชัง” “คนบางคน ซ่อนคมมีดไว้ในรอยยิ้มได้แนบเนียนกว่าพยัคฆ์ซ่อนเล็บเจ้าค่ะ” มู่ตานเดินเข้ามานั่งลงข้างเขา วางมือบางลงบนหลังมือที่กำแน่นของเขาเพื่อให้คลายลง “ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าท่านรู้ตัวแล้ว และยังคิดว่ายาของเขาได้ผล เราต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์” “ใช่” หลี่เฉียงผ่อนลมหายใจ “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาร่วมมือกับใคร ลำพังอิงเฟิงคนเดียว ไม่มีทางหาสมุนไพรพิษหายากพวกนี้มาได้ในปริมาณมหาศาลตลอดสิบปี โดยไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงิน” “แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ” หลี่เฉียงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แง้มบานห
สายลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก นำพาความเย็นเยียบของหิมะที่เริ่มละลายแทรกซึมเข้ามาในเรือนพยัคฆ์คำราม บรรยากาศภายในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในวันนี้กลับดูหม่นหมองและอึมครึมราวกับถูกเมฆหมอกแห่งความตายปกคลุม เพล้ง! เสียงถ้วยกระเบื้องแตกกระจายดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอน ตามมาด้วยเสียงตวาดเกรี้ยวกราดที่ทำให้บ่าวไพร่และสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่หน้าห้องต่างพากันตัวสั่นงันงก “เอามันออกไป! ข้าไม่กิน! พวกเจ้าคิดจะวางยาข้าหรือไง!” ร่างสูงใหญ่ของหลี่เฉียงนั่งอยู่บนตั่งเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาสีอำพันที่เคยคมกริบดุจพญาเสือบัดนี้กลับดูแดงก่ำและขุ่นมัว เขาชี้มือไปที่ถ้วยยาที่หกกระจายอยู่บนพื้น น้ำยาสีดำข้นส่งกลิ่นฉุนจัดไหลนองเปรอะเปื้อนพรมขนสัตว์ราคาแพง&nbs







