LOGINสิ้นเสียงไร้อารมณ์ของ จางมามา โลกทั้งใบของมู่ตานราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความเย็นเยียบเฉียบพลันแล่นผ่านสันหลังของนางรวดเร็วยิ่งกว่าคมกระบี่ ความกลัวดิบเถื่อนที่พยายามกดข่มไว้ตลอดวันผุดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของแม่ทัพผู้ดุดันราวกับพายุคลั่งในวันยึดนครหวนกลับมาในมโนสำนึก ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง
แต่แล้วท่ามกลางความหวาดหวั่นนั้น เสียงทุ้มกังวานของพระบิดาก็ดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำ
“มู่ตาน...จำไว้เถิดลูกพ่อ ยามเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย การหันหลังวิ่งหนีมีแต่จะปลุกสัญชาตญาณนักล่าของมันให้ตื่นขึ้น แต่หากเรายืนหยัดอย่างมั่นคง สบตาของมันอย่างไม่หวั่นไหว แม้ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็จะไม่ถูกมันมองว่าเป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอ”
ใช่แล้ว...นางคือองค์หญิงมู่ตานแห่งอวิ๋นฮวา นางจะร้องขอความเมตตาไม่ได้ และจะแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูได้ใจไม่ได้เป็นอันขาด
มู่ตานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เก็บงำความกลัวทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ จัดอาภรณ์สีขาวให้เข้าที่ แล้วกล่าวกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นำทางไป”
จางมามาปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทหารยามสองนายในชุดเกราะเต็มยศก้าวเข้ามาเดินขนาบข้างนางราวกับนักโทษอุกฉกรรจ์
การเดินทางในราตรีนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เส้นทางสู่เรือนพักของหลี่เฉียงนั้นแตกต่างจากส่วนอื่น ๆ ของจวนอย่างสิ้นเชิง พื้นทางเดินปูด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกแข็งกระด้างและมั่นคง สองข้างทางไม่มีสวนดอกไม้หรือสระบัว มีเพียงรูปสลักหินรูปพยัคฆ์ในท่วงท่าต่าง ๆ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในเงามืด แลดูราวกับมีชีวิตจริง ลมยามค่ำคืนพัดผ่านหอบเอาความหนาวเย็นยะเยือกมาปะทะร่างในชุดผ้าไหมบางเบา คบไฟที่ปักอยู่ตามรายทางสั่นไหวไปมา ทำให้เงาของพวกนางทอดยาวบิดเบี้ยวไปบนกำแพงราวกับภูตผีปีศาจ ทุกย่างก้าวช่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางและทหารยามที่ดังกระทบพื้นหินเป็นจังหวะที่น่าอึดอัด
ในที่สุดขบวนเดินทางก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเนินที่สูงที่สุด มองลงไปเห็นพื้นที่ทั้งหมดของจวนราวกับบัลลังก์ของราชันย์ ประตูไม้สีดำบานใหญ่สลักเป็นรูปหัวพยัคฆ์คำรามดูน่าเกรงขาม ทหารองครักษ์สี่นายยืนประจำตำแหน่งอย่างแข็งขัน กลิ่นอายแห่งอำนาจและการทหารแผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้
จางมามาให้สัญญาณ ทหารองครักษ์นายหนึ่งโค้งคำนับแล้วผลักประตูบานยักษ์ให้เปิดออก เสียงไม้เสียดสีกันดังขึ้นอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นภาพด้านในที่มืดสลัว
“เข้าไป” จางมามาออกคำสั่ง
มู่ตานก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ทันทีที่นางก้าวเข้าไป ประตูบานหนักก็ปิดลงตามหลัง เสียงดังกึกก้องของมันราวกับเสียงผนึกชะตากรรมของนางโดยสมบูรณ์
ภายในห้องไม่ใช่ห้องนอนอย่างที่นางคิด แต่เป็นห้องทำงานและห้องบัญชาการรบที่โอ่โถงและกว้างขวาง กลิ่นสุราหมักรสแรงผสมกับกลิ่นโลหะและหนังสัตว์ลอยอบอวลไปทั่ว อากาศเย็นกว่าด้านนอกเสียอีก กลางห้องมีโต๊ะทรายขนาดใหญ่ที่จำลองภูมิประเทศของสนามรบไว้อย่างละเอียด บนผนังด้านหนึ่งแขวนไว้ด้วยอาวุธนานาชนิดที่ส่องประกายวาววับจับแสงไฟ ส่วนอีกด้านเป็นแผนที่แผ่นใหญ่ของทั้งสองแคว้น บนพื้นปูไว้ด้วยหนังหมีและหนังเสือโคร่งผืนมหึมา เตียงนอนขนาดใหญ่โตมโหฬารตั้งอยู่มุมในสุดของห้อง คลุมด้วยผ้าห่มขนสัตว์สีดำสนิท ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ตะโกนบอกถึงอำนาจ ความแข็งแกร่ง และความดิบเถื่อนของผู้เป็นเจ้าของ
และเขาก็อยู่ที่นั่น...
หลี่เฉียงนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมหนังข้างโต๊ะเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง เขาสวมเพียงอาภรณ์ผ้าไหมสีนิลที่ปล่อยชายเสื้อให้เปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นแผงอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจาง ๆ ผมยาวสีดำขลับถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างง่าย ๆ ทำให้โครงหน้าอันคมคายและดุดันของเขาเด่นชัดขึ้น ในมือเขาถือจอกสุราค่อย ๆ ควงเล่นช้า ๆ สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายจับจ้องมาที่นางตั้งแต่แรกที่ก้าวเข้ามาราวกับนางเป็นเหยื่อที่เดินเข้ามาติดกับด้วยตัวเอง
“มาแล้วรึ” เขากล่าวขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขากังวานอยู่ในความเงียบ “ข้านึกว่าเจ้าจะดื้อรั้นกว่านี้เสียอีก”
มู่ตานยืนนิ่งอยู่กลางห้อง รักษาระยะห่าง “ข้าไม่ใช่คนโง่เขลา ท่านแม่ทัพ การต่อต้านที่ไร้ประโยชน์มีแต่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น”
กลิ่นหอมของดอกเหมยยามเช้าลอยอบอวลไปทั่วห้องนอนในเรือนพยัคฆ์คำราม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านโปร่งแสงเข้ามากระทบใบหน้าของหลี่เฉียงที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ใบหน้าคมคายซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยจากการแสร้งอดนอน แต่ทว่าแววตาคู่คมกริบนั้นกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เขากำลังหลับตาฟังเสียงดนตรี แต่หูกลับคอยดักฟังความเคลื่อนไหวภายนอกห้อง ตรงมุมห้องมู่ตานนั่งสงบนิ่งอยู่หลังพิณเหลียนซิน นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนกรีดกรายไปบนสายไหมสีเงิน บรรเลงเพลงทำนองหวานซึ้งตรึงใจราวกับสตรีที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก ทว่าหากสังเกตให้ดี ริมฝีปากอิ่มสีชาดกลับเม้มแน่นเป็นเส้นตรง และดวงตาคู่สวยไม่ได้ยิ้มไปกับเพลง ใจของนางกำลังจดจ่ออยู่กับแผนการที่เพิ่งตกลงกับหลี่เฉียงเมื่อวาน นางรู้ดีว่าความสงบเงียบนี้เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำ อิงเฟิงจะไม่หยุดแค่นี้ และนางต้องเตรียมรับมือกับก้าวต่อไปของเขา ตึง...ตึง...&nbs
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมและอันตรายเช่นเคย กลิ่นสุราหมักราคาถูก กลิ่นเนื้อย่างไหม้เกรียม และกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่านักเลงหัวไม้ที่มาชุมนุมกันสร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันให้กับผู้มาเยือน ทว่าในห้องรับรองพิเศษชั้นสองที่ปิดมิดชิด บรรยากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก อิงเฟิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ามีราคานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งหมุนจอกสุราดินเผาเล่นอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่แฝงรังสีสังหารที่ทำให้แมลงวันยังไม่กล้าบินผ่าน ตรงข้ามเขาคือบุรุษร่างยักษ์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง ชายผู้นั้นสวมเสื้อกั๊กทำจากหนังหมาป่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่เป็นมัด ๆ และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ผมหยิกหยักศกถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ หลายเส้นประดับด้วยกระดูกสัตว์ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้ม และดวงตาสีน้ำตาลอ่
ฉึก! ปลายมีดสั้นคมกริบปักลงบนแผนที่หนังสัตว์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแม่นยำ ปลายคมเจาะทะลุตำแหน่งด่านอุดรจนมิดด้าม ราวกับเจ้าของมีดต้องการจะระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอก หรือประกาศอิสรภาพจากพันธนาการที่มองไม่เห็น อิงเฟิงถอนมือกลับมาช้า ๆ นัยน์ตาหงส์ที่มักจะฉายแววสุภาพอ่อนโยน บัดนี้กลับมืดมิดและลึกล้ำดุจหุบเหวไร้ก้น เขาจ้องมองรอยขาดบนแผนที่ด้วยความพึงพอใจที่เย็นยะเยือก แสงเทียนในห้องหนังสือสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูคมสันและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักหยกที่เปื้อนเลือด เขาไม่ได้กำลังวางแผนรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตามหน้าที่ของกุนซือผู้ปราดเปรื่อง แต่เขากำลังวางแผนที่จะเปิดประตูให้หายนะคืบคลานเข้ามา กุกกัก... เสียงขูด
หลี่เฉียงกลับมาถึงเรือนพยัคฆ์คำรามทางช่องทางลับเดิม เขาโผล่ออกมาในห้องนอนด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและใยแมงมุม เสี่ยวเหลียนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบส่งสัญญาณเคาะประตูเบา ๆ บอกมู่ตานว่าทางสะดวก ก่อนจะกลับไปยืนเฝ้ายามต่อ มู่ตานรีบวิ่งเข้ามาหาหลี่เฉียงพร้อมผ้าชุบน้ำสะอาด “ท่านแม่ทัพ! ท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ได้เรื่องหรือไม่” หลี่เฉียงรับน้ำชาจากนางมาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ก่อนจะเล่าสิ่งที่เขาพบในคลังสินค้าให้ฟังจนหมดเปลือก “ดอกโบตั๋นพันมังกร...” มู่ตานทวนคำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันตา “ข้าเคยได้ยินชื่อราชครูหวังผู้นี้ตอนที่ยังอยู่ที่แคว้นอวิ๋นฮวา เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและโหดเหี้ยม ว่ากันว่าเขามีกองกำลังนักฆ่าส่วนตัว
“ข้าเคยคิดว่าเขาทำไปเพราะความริษยา หรืออยากครอบครองอำนาจ...” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “แต่การวางยาให้พี่ชายตัวเองค่อย ๆ เป็นบ้าและตายอย่างทรมานเช่นนี้ มันเกินกว่าคำว่าริษยาไปมาก มันคือความเกลียดชัง” “คนบางคน ซ่อนคมมีดไว้ในรอยยิ้มได้แนบเนียนกว่าพยัคฆ์ซ่อนเล็บเจ้าค่ะ” มู่ตานเดินเข้ามานั่งลงข้างเขา วางมือบางลงบนหลังมือที่กำแน่นของเขาเพื่อให้คลายลง “ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าท่านรู้ตัวแล้ว และยังคิดว่ายาของเขาได้ผล เราต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์” “ใช่” หลี่เฉียงผ่อนลมหายใจ “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาร่วมมือกับใคร ลำพังอิงเฟิงคนเดียว ไม่มีทางหาสมุนไพรพิษหายากพวกนี้มาได้ในปริมาณมหาศาลตลอดสิบปี โดยไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงิน” “แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ” หลี่เฉียงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แง้มบานห
สายลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก นำพาความเย็นเยียบของหิมะที่เริ่มละลายแทรกซึมเข้ามาในเรือนพยัคฆ์คำราม บรรยากาศภายในเรือนใหญ่อันโอ่อ่าของแม่ทัพผู้เกรียงไกรในวันนี้กลับดูหม่นหมองและอึมครึมราวกับถูกเมฆหมอกแห่งความตายปกคลุม เพล้ง! เสียงถ้วยกระเบื้องแตกกระจายดังก้องกังวานไปทั่วห้องนอน ตามมาด้วยเสียงตวาดเกรี้ยวกราดที่ทำให้บ่าวไพร่และสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่หน้าห้องต่างพากันตัวสั่นงันงก “เอามันออกไป! ข้าไม่กิน! พวกเจ้าคิดจะวางยาข้าหรือไง!” ร่างสูงใหญ่ของหลี่เฉียงนั่งอยู่บนตั่งเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิง นัยน์ตาสีอำพันที่เคยคมกริบดุจพญาเสือบัดนี้กลับดูแดงก่ำและขุ่นมัว เขาชี้มือไปที่ถ้วยยาที่หกกระจายอยู่บนพื้น น้ำยาสีดำข้นส่งกลิ่นฉุนจัดไหลนองเปรอะเปื้อนพรมขนสัตว์ราคาแพง&nbs







