LOGIN‘ท่านรักข้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงแต่งกับท่านแล้วข้ากลายเป็นสตรีที่มีเกียรติที่สุดในต้าเว่ย เพราะเช่นนี้ข้าจึงมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้ใดก็ได้’ ‘เจ้ามันเป็นสตรีไร้ยางอายไม่มีหัวใจหานเซียง’ ‘ไร้ยางอายก็ดี ไม่มีหัวใจก็ช่าง ขอเพียงข้าได้เป็นฮองเฮา กุมอำนาจอยู่ในมือ อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากรังแกใครก็ทำได้ ต่อให้เลวกว่านี้หรือกลายเป็นปีศาจข้าก็ไม่สน’
View Moreคือสามพ่อลูกสกุลเจียง เจียงพ่านสือ เจียงพ่านฉือ และเจียงเหม่ยลี่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบิดาของนางก็ไม่ได้อยู่ในคุกหลวง แต่ถูกนำไปกักขังในบ้านนอกเมืองของซ่างกวนหานเซียงรอนางไป ‘จัดาร’ตามที่นางพึงใจ“แล้วจ้าวเจิ้งหรงเล่าเพคะ” นางอดจะถามถึงอดีตฮ่องเต้ที่สังหารบิดาและมารดาของสามีเสียบิดา“คนเช่นมันตายย่อมสบายเกินไป ข้าจะคุมขังมันให้ตายช้าๆ ในคุกหลวง ให้มันได้รู้ว่าข้าอยู่สุขสบายเพียงใด ปกครองบ้านเมืองให้ประชาชนรักขุนนางบูชา จนมันแค้นแสนสาหัส”“หึ! นี่จึงสมเป็นท่าน จ้าวเฉินจ้าน”“แล้วเจ้าเล่า?” เป็นจ้าวเฉินจ้านที่เอ่ยถามภรรยาบ้าง ขณะถามเขาก็ทอดสายตามองบุตรชายที่หลับอยู่บนเตียง“คง...ค่อยๆ แล่เนื้อ เลาะกรดูกพวกมันกระมังเพคะ” พี่ชายของนางตายศพไม่หวนคืน พวกมันก็ต้องเผชิญสิ่งเดียวกัน“แม้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีละเว้นหรือ?”“แล้วเหตุใดหม่อมฉันต้องละเว้นมันด้วย”“ดี! นี่จึงสมเป็นซ่างกวนฮองเฮา”“ท่านไม่คิดว่าหม่อมฉันเหี้ยมโหดอกตัญญูหรือเพคะ?”“ไม่เคยคิด สวีเกากงสมควรโดนเช่นนี้นานแล้ว คนที่แม้แต่ลูกในไส้ยังสังหารได้ ความเป็นคนไม่มีนานแล้ว ว่าแต่...”จ้าวเฉินจ้านก้าวเข้าไปใกล้ซ่างกวนจนปลายเท้าของตนกับนาง
ตอนที่ 54 || อวสานเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงผินพระพักตร์ไปทางซ้าย ที่ซึ่งจ้าวเจิ้งอัน เป่ยฉีอ๋องยืนสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีกรมท่าของฝ่ายบู๊พาดอยู่บนไหล่กว้างที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลบางจางจากคมดาบในอดีต เขายืนตัวตรง สายตาแน่วแน่ แต่ไม่แสดงความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย“เสด็จอาเล็กของเรา”พระสุรเสียงกังวานชัดในโถงกว้าง “ถูกใส่ร้ายจนต้องจากเมืองหลวงไปชายแดนเหนือนานถึงสิบเก้าปี ปกป้องแคว้นเป่ยซวีอันยากแค้นรับลมหนาวและคมดาบแทนราชสำนัก มิหนำซ้ำยังสูญเสียทั้งภรรยาและบุตรชายหญิง ไร้ทายาทสืบสกุล”ถ้อยคำแต่ละคำหนักแน่นเหมือนก้อนหินตกลงในสระนิ่ง เงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนก้มหน้าลง บางคนหลบสายตาอย่างรู้สึกผิดในใจ แม้ไม่ได้เป็นผู้ใส่ร้ายในวันนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดยืนหยัดปกป้องเขาอดีตองค์ชายสามที่มีวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงลุกจากบัลลังก์มังกร การที่ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความหมาย มันคือการลดช่องว่างแห่งอำนาจลงด้วยพระองค์เอง เสียงฝีพระบาทกระทบขั้นหินอ่อนทีละขั้น กังวานชัดเจนในความเงียบราวกับนับเวลาย้อนสู่อดีตจ้าวเจิ้งอันรีบก้าวออกมาค
เสียงซิบซุบฮือฮาดังแผ่วเบาขึ้นทันทีหลังจบราชโองการ แม้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยท้วงชัดเจนแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งแต่งคราวนี้เนื่องจากรู้สึกไม่ถูกต้องที่เด็กน้อยวัยเพียงหนึ่งขวบครึ่งจะขึ้นเป็นไท่จื่อของแผ่นดิน เนื่องจากเด็กวัยเท่านี้ล้วนยังมิพ้นอ้อมอกหมัวมัวด้วยซ้ำในอดีตไม่เคยมีมาก่อน สุดท้ายจึงเป็นเสนาบดีกรมกลาโหมที่ใจกล้าก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง ประสานมือคารวะสูงแล้วเอ่ยทัดทาน“กราบทูลฝ่าบาท ตามแบบแผนโบราณ ไท่จื่อมักได้รับการสถาปนาเมื่อพระชนมายุครบสิบแปดหรือยี่สิบปี เพื่อแสดงถึงความพร้อมทั้งด้านร่างกายและปัญญา…”เฉินตี้ฮ่องเต้มองลงมายังท่านเจ้ากรมกลาโหมนิ่ง พระพักตร์สงบแต่สายตาคมกริบราวคมดาบพร้อมประหารคนได้ทั้งที่ปกติแล้วครั้งที่อีกฝ่ายเป็นหวงซุนจนถึงฐานะไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านกิริยานั้นสุขุมก็จริง ทว่าก็มีแววตาอ่อนโยนเป็นนิด“ความพร้อมมิได้วัดที่ตัวเลขของอายุ หากวัดที่การเตรียมการ เรากับฮองเฮาจะอบรมไท่จื่อด้วยตนเอง ให้เขาเติบโตอย่างเปรียบพร้อม มิใช่ปล่อยให้การเมืองเลี้ยงดูแทนพ่อแม่”ถ้อยคำเรียบง่าย แต่ตัดบทสนทนาอย่างเด็ดขาดจากนั้นไม่มีขุนนางคนใดกล้าทักท้วงอีก สัญญาณจากกรมพิธีการดังขึ้นอีกคร
ตอนที่ 53 || ซ่างกวนฮองเฮาทันทีที่สิ้นพระสุรเสียง กรมพิธีการเคลื่อนขบวนเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างเป็นลำดับขั้นขันทีเอกสองนายอุ้มพานทองคำลงยาสีแดง เดินนำหน้าอย่างช้า ๆ ทุกก้าวย่างต้องเหยียบลงตรงจังหวะกลองพิธีที่บรรเลงต่ำหนักเป็นจังหวะเดียวกัน ด้านหลังคือนางกำนัลชั้นในสี่นาง ถือพัดหางนกยูงและฉัตรหงส์ทองลดระดับต่ำตามระเบียบ ไม่ให้สูงเกินพระพักตร์ฮ่องเต้บนพานทอง เบื้องซ้ายคือ ตราประจำตำแหน่งฮองเฮา แกะสลักหยกขาวลายหงส์โผบินเหนือเมฆ อักษรประทับด้านล่างคมชัดเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจฝ่ายใน เบื้องขวาคือ มงกุฎหงส์ทอง ตัวเรือนถักจากทองคำบริสุทธิ์ ฝังทับทิม ไข่มุก และหยกเขียวอ่อน สองปีกหงส์กางออกโค้งรับแสงอรุณ เส้นพู่ไข่มุกห้อยระย้าลงมาข้างแก้มตามแบบพิธีใหญ่เมื่อขบวนหยุดลงเบื้องหน้าบันไดบัลลังก์ ขันทีทั้งสองคุกเข่าพร้อมกัน ยกพานเหนือศีรษะตามธรรมเนียม “ถวายตราฮองเฮาและมงกุฎหงส์ทองพ่ะย่ะค่ะ”ดนตรีพิธีการเปลี่ยนทำนองเป็นช้า ลึก และสงบ เสียงระฆังสำริดดังหนึ่งครั้งเพื่อประกาศขั้นตอนสำคัญถัดไปประตูทิศตะวันออกของท้องพระโรงเปิดออกอย่างพร้อมเพรียง ซ่างกวนซ่างกวนหานเซียงปรากฏกายในฉลองพระองค์เต็มยศฝ่ายในสีแดงชา
คราวนี้เอง หยวนหมัวมัวกับเฉากงกง ซึ่งเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในตำหนักตะวันออก ต่างหันมองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง แววตาทั้งสองเต็มไปด้วยความครุ่นคิด หลังจากช่วยกันประคองจ้าวเฉินจ้านกลับมานอนบนเตียงเรียบร้อยแล้ว หยวนหมัวมัวจึงหันไปมองไท่จื่อเฟยอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง“เอ่อ…ไท่จื
“ฮ่องเต้จึงเลือกหนทางเนรเทศ หลังประทานบรรดาศักดิ์อ๋องให้กับองค์ชายเจ็ดแล้วฮ่องเต้จึงเนรเทศจิ้งอ๋องไปอยู่แดนเหนือ แคว้นเป่ยซวี”หานเซียงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว นางรู้ดีว่าเป่ยซวีหมายถึงอะไรแดนกันดาร ในยามถึงฤดูหนาวก็อากาศหนาวจัด ส่วนฤดูฝนกลับไม่มี นอกจากฤดูแล้ง ไหนยังเป็นชายแดนที่เต็มไปด้วยศึกจากต่างเผ
ดึกสงัดคืนหนึ่งในอีกสองเดือนต่อมา...ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านชายคาเรือน เสียงไม้กระทบกันแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับธรรมชาติกำลังกล่อมผู้คนให้หลับใหล ดวงจันทร์บนท้องนภาส่องแสงขาวนวล ลอยต่ำลงผิดปกติ ประหนึ่งตั้งใจแอบฟังเสียงกระซิบในห้องบรรทมที่ไฟตะเกียงยังไม่ดับภายในม่านเตียง ผืนผ้าไหมยับย่นอย่างไร้
“ดังนั้น สิ่งที่เปิ่นไท่จื่อทำในคืนนี้ ก็เป็นเพียงการคืนสนองให้เพ่ยหยูเพียงหนึ่งสวนเท่านั้น”น้ำเสียงของจ้าวเฉินจ้านเรียบ เย็น และมั่นคงราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องที่ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างถี่ถ้วน มิใช่การตัดสินใจชั่ววูบในคืนวิวาห์ของเหลียงตี้ใหม่ ผู้ชายตรงหน้านางยังคงเป็นไท่จื่อผู้กุมอำนาจ เป็นแพทย์











