LOGIN‘ท่านรักข้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงแต่งกับท่านแล้วข้ากลายเป็นสตรีที่มีเกียรติที่สุดในต้าเว่ย เพราะเช่นนี้ข้าจึงมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้ใดก็ได้’ ‘เจ้ามันเป็นสตรีไร้ยางอายไม่มีหัวใจหานเซียง’ ‘ไร้ยางอายก็ดี ไม่มีหัวใจก็ช่าง ขอเพียงข้าได้เป็นฮองเฮา กุมอำนาจอยู่ในมือ อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากรังแกใครก็ทำได้ ต่อให้เลวกว่านี้หรือกลายเป็นปีศาจข้าก็ไม่สน’
View More“เจ้ามีหัวใจหรือไม่... หานเซียง?”
เสียงถามนั้นราวคำรำพึงมากกว่าการตำหนิ สวีหานเซียงยกยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
“ย่อมต้องมีสิเพคะ หากไม่มี หม่อมฉันคงตายไปแล้ว แต่หัวใจของหม่อมฉัน... ไม่ได้มีไว้เพื่อรักบุรุษใด มีไว้เพียงเพื่อให้หม่อมฉันยังมีชีวิตปกป้องท่านแม่กับทวงความเป็นธรรมให้พี่ชายเท่านั้น”
จ้าวเฉินจ้านมองนางนิ่งงัน สายตาไม่อาจนิยามว่านั่นคือความโกรธ สงสาร หรือสับสน สิ่งเดียวที่รู้คือเขาไม่เคยพบสตรีใดที่พูดถึงชีวิตตัวเองด้วยความว่างเปล่าเช่นนี้มาก่อน
แล้วคำต่อมาของนาง... ก็เหมือนสายฟ้าฟาดกลางห้องเงียบงันแห่งนี้
“หม่อมฉันต้องการหลับนอนกับไท่จื่อเพคะ จนกว่าหม่อมฉันจะตั้งครรภ์ หลังจากนั้นพระองค์จะไม่แตะต้องหม่อมฉันอีกตลอดไปก็ได้”
“นี่เจ้า!” เฉินจ้านแทบกลั้นเสียงตะโกนไม่อยู่ ใบหน้าเขาแดงก่ำไม่รู้เพราะโกรธหรืออับอาย
หานเซียงยังคงสีหน้าสงบ “สิ่งที่หม่อมฉันต้องการมีเพียงเท่านี้เพคะ”
“หานเซียง... นอกจากเจ้าจะไม่มีหัวใจแล้ว เจ้าไม่มียางอายด้วยหรือ?”
“ยางอายเอาไว้ทำอันใดได้เพคะ?” นางตอบเรียบเรื่อย “เอามาแก้แค้นคนได้หรือไม่ หรือเอามาแทนข้าวแก้หิวได้?”
“เจ้านี่มัน...” เฉินจ้านถึงกับพูดไม่ออก มือกำแน่นข้างลำตัว ความโกรธแล่นผ่านแววตา แต่ก็ปนความตกตะลึงบางอย่างที่เขาไม่กล้ายอมรับ
สวีหานเซียงยังคงยืนนิ่ง เยือกเย็นราวหินแกะสลัก “เชิญไท่จื่อกล่าวเรื่องของพระองค์มาเถิด ประเดี๋ยวจะเลยฤกษ์ร่วมหอเพคะ... ลูกคนแรก หม่อมฉันอยากได้ผู้ชาย”
คราวนี้จ้าวเฉินจ้านถึงกับตัวแข็ง ใบหูแดงจนถึงต้นคอ หานเซียงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่รู้เลยว่าความแดงนั้นเกิดจากความอายหรือความโกรธกันแน่ และนางก็ไม่คิดจะใส่ใจ
เขาเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ จึงคิดใช้เด็กผู้หนึ่งทำให้ตนมั่นคงในวังหลังเช่นนี้”
“แล้วสตรีวังหลังคนใดบ้างเพคะ ที่ไม่คิดใช้ลูกของตนสร้างรากฐานให้มั่นคง?” สายตาของนางแข็งกร้าวแต่แฝงแววเศร้า
“ไท่จื่อ... ทรงเกิดในราชวงศ์ เหตุใดจึงถามเช่นนี้เพคะ?”
“เจ้าด่าว่าเปิ่นไท่จื่อโง่หรือ?”
แสงเทียนสะท้อนในดวงตาของนาง ขณะรอยยิ้มเยียบเย็นแตะที่มุมปาก “หม่อมฉันมิได้พูดนะเพคะ เป็นไท่จื่อพูดเอง”
เสียงตอบของสวีหานเซียงนิ่งราบ แต่แฝงรอยเย้ยบางเบาในถ้อยคำ ริมฝีปากนางขยับเพียงน้อย ดวงตาสบตาเขาอย่างไม่ยอมหลบ
เฉินจ้านชะงัก แววตาไหววูบชั่วครู่ ก่อนความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นในใจว่าเขาเสียทีนางแล้วเพราะนางเพียงแค่คิด แต่เป็นเขาที่ดันพูดออกมาเองว่าตนเองโง่เขลา
เขากัดฟันแน่น กลั้นคำด่าที่แทบจะหลุดออกมา เพราะในตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าสตรีที่นาม สวีหานเซียง นี้หาใช่หญิงสาวอ่อนโยนอ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแออย่างที่เห็นด้วยตาไม่ ผู้ใดจะคาดถึงว่าใบหน้าอ่อนหวานนั้นเป็นเพียงเปลือก ภายในกลับเต็มไปด้วยพิษร้ายดั่งตัวเม่นที่พร้อมสู้กลับศัตรูทุกลมหายใจ
“เรื่องที่เปิ่นไท่จื่อจะพูดกับเจ้าก็ไม่มีอันใดมาก” เฉินจ้านพูดช้าแต่เสียงต่ำและเย็นยะเยือกเพราะต้องพยายามหักใจไม่ให้ตนเองบีบคอสตรีกวนโทสะตรงหน้า
“เพียงจะบอกกับเจ้าว่า เปิ่นไท่จื่อให้เจ้าได้ทุกสิ่ง แต่สิ่งเดียวที่มิอาจให้เจ้าได้คือความรัก เพราะเปิ่นไท่จื่อมีสตรีในดวงใจแล้ว”
สวีหานเซียงก้มศีรษะเล็กน้อย สีหน้าไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “เพคะ หม่อมฉันไม่ต้องการความรักและความโปรดปรานของพระองค์”
คำตอบนั้นรวดเร็วเสียจนเฉินจ้านรู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่ทั้งร่างนางพูดราวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ความรัก นั้นเป็นของไร้ค่า นางตอบโดยไม่ต้องไตร่ตรอง แววตานิ่งเสียจนยากจะเดาว่าในใจคิดสิ่งใด
เขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ต่อว่า เพียงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่วนอีกเรื่องนั้นเจ้าก็รู้แล้ว จากนี้อีกหนึ่งเดือน เปิ่นไท่จื่อจะรับเจียงเพ่ยหยูเข้าตำหนักมาในฐานะเหลียงตี้”
“เพคะ หม่อมฉันจะจัดเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม” เสียงนางยังคงเย็นสงบ ราวกับเรื่องนี้เป็นเพียงงานพิธีธรรมดา
เฉินจ้านขมวดคิ้ว จ้องนางอยู่นาน ก่อนเอ่ยอย่างท้าทาย “เจ้าคงจะไม่กลืนน้ำลายตนเอง สุดท้ายรักเปิ่นไท่จื่อจนหึงหวง แล้วทำร้ายเพ่ยหยูภายหลังใช่หรือไม่?”
สวีหานเซียงปรายตามองเขาเพียงนิด มุมปากยกยิ้มบางอย่างเย้ยหยัน “ไท่จื่อเพ้อเจ้ออันใดเพคะ”
เขาชะงัก คำตอบนั้นไม่เพียงบังอาจ แต่ยังกล้าหาญราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
“เจ้าไม่กลัวตายหรือ หานเซียง” เสียงของเขาต่ำลง เหมือนคำขู่ที่คืบคลานเข้ามาหาหานเซียงช้าๆ
“กลัวสิเพคะ” นางตอบนิ่ง แววตายังไม่ไหว “ใครบ้างอยากตาย”
เขากัดกรามแน่น “เช่นนั้นเจ้าก็เคารพเปิ่นไท่จื่อสักหน่อย พูดจาอันใดก็อย่าให้มันเกินไปนัก”
นางยกคิ้วขึ้นราวกับกำลังยั่วเขาทว่ามิใช่ยั่วยวนหากแต่เป็นยั่วโทสะมากกว่า “อ้อ...ได้เพคะ ต่อไปหม่อมฉันจะระวังให้มาก”
น้ำเสียงนั้นเรียบ แต่เฉินจ้านได้ยินชัดว่ามันเต็มไปด้วยความนัยแฝงประชด เขาหลับตา สูดหายใจเข้าลึก ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “เช่นนั้นก็มาดื่มสุรามงคลเถิด”
หานเซียงเงียบไปชั่วครู่ แล้วเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงความมั่นคงไม่ล้อเล่น “ไท่จื่อต้องการยาปลุกกำหนัดช่วยหรือไม่เพคะ”
เคร้ง!
จอกสุราในมือเฉินจ้านหลุดมือร่วงลงกระแทกถาดเสียงดังลั่น ความเงียบในห้องแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เขามองนางตาโต ทั้งโกรธทั้งอับอาย แก้มร้อนผ่าวราวกับถูกตบ
สตรีตรงหน้ากลับยังนั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยราวกับพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ เขากุมขมับ แล้วนึกคำด่าในใจไม่ทัน ‘สวรรค์... เสด็จปู่กับเสด็จอา ประทานตัวอะไรมาให้ข้ากันเล่า?’
“ไม่ต้อง!” เขากัดฟันตอบเสียงเข้ม นับหนึ่งในใจเพื่อห้ามมือไม่ให้คว้าตัวแม่ตัวดีมาตีให้หลาบจำ
สวีหานเซียงยักไหล่ “เช่นนั้นหม่อมฉันกินผู้เดียวก็ได้เพคะ”
น้ำเสียงยังคงเรียบเย็นแต่มีรอยขุ่นในแววตา นางพูดด้วยความหวังดีจากใจ เพราะเห็นว่าเขากับนางเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ให้ทำเรื่องอย่างว่าคงลำบากใจ แต่กลับถูกมองด้วยสายตาโกรธแค้นเสียได้ สวีหานเซียงไม่เข้าใจว่าคนผู้นี้โกรธนางด้วยเรื่องอันใด
“ไหน... ไอ้ยาบัดซบที่เจ้าพูดถึง” อยู่ๆ จ้าวเฉินจ้านก็หันมาเผชิญหน้ากับนางพร้อมยื่นมือมาตรงหน้าแววตาเหมือนสัตว์ป่าที่อดกลั้นเต็มที่ สวีหานเซียงนึกในใจว่าเห็นหรือไม่ในที่สุดท่านก็สนใจ แต่จะทำหน้าคล้ายอยากหักคอนางด้วยเหตุใด หรือเขาจะเขินอายกันนะ?
“นี่เพคะ” หานเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ถึงจะคิดมากมายแต่สุดท้ายนางก็ล้วงเอาขวดหยกสีขาวขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ออกมาจากอกเสื้อส่งให้สวามี แต่แทนที่จ้าวเฉินจ้านจะนำไปผสมในสุราหรืออาหารเขากลับถือมันเดินไปที่ประตู
“หม่าจง มานี่!” องครักษ์เงาโผล่มาแทบจะในพริบตา
“เอายานรกนี่ไปทำลายทิ้งเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะไท่จื่อ” เสียงตอบสั้นๆ แล้วร่างนั้นก็หายไปกับความมืด
สวีหานเซียงตาโต ก่อนจะเผลอใช้กำลังภายในพุ่งตามมาอย่างลืมตัวแต่กลับไม่ทัน “โอ๊ย! ไท่จื่อท่านเสียสติหรือ มันเป็นของหม่อมฉันนะเพคะ ไท่จื่อไม่ต้องการแต่หม่อมฉันต้องใช้!”
“สวี-หาน-เซียง!”
เสียงคำรามของเฉินจ้านดังสะเทือนทั้งห้อง ใบหน้าเขาแดงก่ำ รอยโกรธปะทุเต็มสองตา เขาโกรธสตรีตรงหน้าจนหัวหมุนไปหมด โกรธอย่างที่ไม่เคยโกรธใครเช่นนี้มาก่อน นางช่างกล้าดีนัก ราตรีเข้าหอแต่กลับพกพายากำหนัดมาใช้ กล้าเกินไปแล้วจริงๆ
ปัง!
จ้าวเฉินจ้านหันไปปิดประตูอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสะท้าน จากนั้นก็ไม่พูดไม่จาหมุนตัวกลับมาร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าหานางรวดเร็วราวพยัคฆ์ที่ขาดความอดทน ตรงเข้าไปอุ้มเจ้าสาวที่ดูหมิ่นเขาด้วยการคิดจะใช้ยาปลุกกำหนด สวีหานเซียงยังไม่ทันตั้งตัว ร่างนางถูกอุ้มขึ้นจากพื้นก็ร้องถามด้วยใบหน้าไม่เข้าใจ
“ไท่จื่อ!”
โครม!
เขาไม่ตอบแต่ก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็กลับมายืนตรงหน้าเตียงนอนหลังโตโอ่อ่าก่อนจะโยนร่างเล็กลงบนเตียงเต็มแรงจนที่นอนสั่นสะเทือนสวีหานเซียงทั้งเจ็บทั้งจุก จนหายใจไม่ออกไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากจิ้มลิ้มของนางอ้าพะงาบอยากด่าแต่เสียงกลับติดอยู่ในลำคอ
เฉินจ้านยืนข้างเตียง ด้วยใบหน้าถมึงทึงแววตาวาวโรจน์ราวพายุพร้อมจะพัดพาทุกสิ่งให้ย่อยยับ
“จงจำเอาไว้นะหานเซียงจะหลับนอนกับข้า ยาสวะเหล่านั้นไม่จำเป็น!”
เขาคำรามคำสุดท้ายก่อนยกป้านสุราขึ้น ดื่มรวดเดียวโดยไม่เทใส่จอกที่ถูกเตรียมเอาไว้ หากแต่เขาไม่ได้กลืนมันลงคอ แต่หันไปบีบแก้มของสวีหานเซียงยึดเอาไว้มั่นไม่ให้นางดิ้นหนี
“!!!”
สวีหานเซียงยังไม่ทันร้อง ริมฝีปากของเฉินจ้านก็ทาบลงบนปากนางแน่นหนา รสสุราร้อนแรงไหลเข้าสู่ปากนางพร้อมลมหายใจของเขา!
ตอนที่35||สวีเกากงท่านพลาดแล้วเพียงประโยคคำถามเดียวของหานเซียง โถงตำหนักหลงฉือพลันเงียบกริบ ราวกับอากาศทั้งผืนถูกดูดหายไป หากมีเข็มสักเล่มตกลงบนพื้นหินอ่อน คาดว่าคงดังก้องชัดเจนยิ่งกว่าเสียงกลองศึก เพราะการตำหนิไท่จื่อต่อหน้าฮ่องเต้ ย่อมไม่ต่างจากการประกาศว่าผู้พูดนั้นไม่คิดเกรงกลัวพระบารมีอีกต่อไปสวีเกากงชะงักงัน ลมหายใจที่เคยราบเรียบสะดุดลงกะทันหัน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาเอาไว้ ความมั่นใจที่เคยแน่นหนักในใจว่าทุกอย่างยังอยู่ในกำมือ และที่คิดว่าฮ่องเต้ยังต้องอยู่ข้างตน กับคิดว่าบุตรสาวผู้นี้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งพลันสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาตามขมับ ไหลลงสู่แผ่นหลังช้า ๆ จนผ้าแพรชั้นในชื้นเย็นอย่างน่ารังเกียจคำถามนี้ของหานเซียงเรียบง่ายนัก ไม่มีถ้อยคำฟาดฟัน ไม่มีน้ำเสียงแข็งกร้าว หากกลับคมกริบราวใบมีดบางเฉียบที่เฉือนเนื้อโดยไม่ต้องออกแรง มันบาดลึกและแม่นยำ โดยเฉพาะต่อเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ ผู้ซึ่งทั้งชีวิตไม่เคยยอมให้ผู้ใดตั้งข้อกังขาต่อพระราชอำนาจ นางเพียงพลิกลิ้นเบา ๆ แต่กลับสามารถตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางเก่าแก่ผู้หนึ่งได้อย่างง่ายดายขั
ตอนที่34||บุกรังอสรพิษสักคราการเสด็จเข้าวังหลวงครั้งนี้ สำหรับผู้คนภายนอกอาจเป็นเพียงการเข้าเฝ้าตามธรรมเนียมของสะใภ้หลวงคนแรก เพราะเทียบเชิญที่เขียนด้วยถ้อยคำสุภาพ งดงาม และดูไม่มีพิษภัยใดแอบแฝง ทว่าในความเป็นจริง มีเพียงสองสามีภรรยาเท่านั้นที่รู้ดีว่าอักษรเหล่านั้นคือคำเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าสู่รังอสรพิษโดยมิอาจปฏิเสธได้เทียบเชิญนั้น ไม่ต่างจากแผ่นหนังที่ห่อหุ้มคมมีดเคลือบยาพิษ ผู้ใดอ่านเพียงผิวเผินย่อมไม่เห็นอันตราย แต่สำหรับเฉินจ้านและหานเซียง เพียงปรายตาอ่านตัวอักษรแรกก็รับรู้ได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่การเรียกตัวเข้าเฝ้าด้วยความเอ็นดูเช่นญาติผู้ใหญ่ หากแต่เป็นการเรียกตัวเพื่อมาติดกับดักซึ่งหากพลาดเพียงก้าวเดียว ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากการถูกอสรพิษร้ายเขมือบจนไม่เหลือซากแน่ดังนั้นทั้งสองจึงเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย นี่ไม่ใช่การเยี่ยมเยียน หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับแผนการของบุรุษผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มเมตตา ซุกสันดานต่ำช้าไว้ในคราบมังกรไร้พิษสงมานานกว่าสามทศวรรษจ้าวเจิ้งหรงไม่เคยเป็นฮ่องเต้ที่อ่อนโยนอย่างที่ผู้คนกล่าวขาน และไม่ใช่ฮ่องเต้ใจดีอย่างที่ไท่ซ่างหวงยังคงหลงเชื่อมาจนถึงว
ตอนที่33||หม่อมฉันมิได้แซ่สวีนานแล้วผ่านไปอีกเจ็ดวัน ในที่สุดสวีเกากงก็ได้รับโอกาสเข้าเฝ้าสุ่ยหยางตี้ฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวไม่ใช่เพราะความเมตตา หากเพราะเขามีราชเลขาเจียงยืนอยู่ข้างกายจึงได้โอกาสนี้มาโดยง่าย ซึ่งสวีเกากงเห็นดังนั้นเขากลับยิ่งเหิมเกริมไม่คิดสำนึกตำหนักรับรองหย่งเซวียนเงียบสงบตามแบบฉบับราชสำนักชั้นในที่ฮ่องเต้มีเอาไว้ต้อนรับขุนนางคนสนิท กลิ่นธูปหอมลอยคละคลุ้งชวนผ่อนคลาย เสียงฝีเท้าขันทีเบาบางราวไม่ต้องการรบกวนการเจรจาที่ไม่ควรถูกได้ยินจากผู้ใดสุ่ยหยางตี้ประทับอยู่บนตั่ง หย่อนกายเอนพิงอย่างสบาย พระพักตร์เรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดชัดเจน ดวงตาคมกริบทอดมองสวีเกากงราวกับกำลังประเมินค่าหมากตัวหนึ่งซึ่งปกติหากอยู่ต่อหน้าไท่ซ่างหวงเขาไม่เคยเผยสายตาเช่นนี้ให้บิดาเห็นแม้แต่ครั้งเดียวเขาสวมบทบาทเป็นตัวโง่งมจนบิดาตายใจมาสี่สิบกว่าปีแล้ว“เจิ้งกั๋วกง” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเรียบกับขุนนางผู้หนึ่งที่นับว่าสำคัญยิ่งไม่ใช่ฐานะแม่ทัพควบคุมกองทัพเรือแต่เพราะสวีเกากงหลายปีหลังมานี้อีกฝ่ายควบคุมการเดินขนส่งสินค้าทั้งในและต่างแดนผลประโยชน์นับว่าไม่น้อย“ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้ามีเรื่องร้อนใจอยู่บ้าง”ค
ตอนที่32||พระราชโองการให้หย่าขาดตกถึงจวน!แล้วก็เป็นดังคำสัญญาของไท่ซ่างหวงจ้าวเหยียนจ้ง ไม่ผิดไปเจ็ดวันให้หลัง พระราชโองการจากสุ่ยหยางตี้ฮ่องเต้ถูกส่งตรงมายังจวนเจิ้งกั๋วกงอย่างเป็นทางการ ขบวนขันทีหลวงมาถึงตั้งแต่ยามสาย ธงหลวงสะบัดเหนือหลังคา เสียงกลองพิธีดังหนักแน่นราวกับจะเขย่าหัวใจทุกคนในจวนให้แตกตื่น คราวแรกเจิ้งกั๋วกงกับเจียงอี๋เหนียงคิดว่าไท่จื่อหนุ่มอาจเปลี่ยนใจคิดจะรับบุตรสาวของตนไปเป็นเหลียงตี้อีกคนดังนั้นสวีเกากงจึงรีบแต่งกายจนสง่างามแล้วนำคนทั้งจวนออกมายืนอยู่กลางลาน รับราชโองการด้วยสีหน้าเปี่ยมแววยินดีจนปิดไม่มิด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นค่อยๆ แข็งค้างเมื่อขันทีจากกรมพิธีการเริ่มอ่านราชโองการ“ปีรัชศกสุ่ยหยางตี้ที่สิบเจ็ด ด้วยโองการแห่งฟ้า เราฮ่องเต้จ้าวเจิ้งหรงขอประกาศให้ซ่างกวนเฉี่ยนหย่าขาดจากสวีเกากงนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ชาตินี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นทั้งสองไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยกันตลอดไปจบราชโองการ”สวีเกากงไม่จำเป็นต้องฝืนใจคุกเข่าลงตามพิธีเพราะแข้งขาของเจิ้งกั๋วกงหนุ่มใหญ่มันหมดเรี่ยวแรงจนทรุดลงเอง กว่าเขาจะบังคับมือให้ยื่นออกไปรับผ้าแพรสีเหลืองอย่างจำนนได้ก็ใช้เวลารา











