LOGIN‘ท่านรักข้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงแต่งกับท่านแล้วข้ากลายเป็นสตรีที่มีเกียรติที่สุดในต้าเว่ย เพราะเช่นนี้ข้าจึงมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้ใดก็ได้’ ‘เจ้ามันเป็นสตรีไร้ยางอายไม่มีหัวใจหานเซียง’ ‘ไร้ยางอายก็ดี ไม่มีหัวใจก็ช่าง ขอเพียงข้าได้เป็นฮองเฮา กุมอำนาจอยู่ในมือ อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากรังแกใครก็ทำได้ ต่อให้เลวกว่านี้หรือกลายเป็นปีศาจข้าก็ไม่สน’
View Moreตอนที่35||สวีเกากงท่านพลาดแล้วเพียงประโยคคำถามเดียวของหานเซียง โถงตำหนักหลงฉือพลันเงียบกริบ ราวกับอากาศทั้งผืนถูกดูดหายไป หากมีเข็มสักเล่มตกลงบนพื้นหินอ่อน คาดว่าคงดังก้องชัดเจนยิ่งกว่าเสียงกลองศึก เพราะการตำหนิไท่จื่อต่อหน้าฮ่องเต้ ย่อมไม่ต่างจากการประกาศว่าผู้พูดนั้นไม่คิดเกรงกลัวพระบารมีอีกต่อไปสวีเกากงชะงักงัน ลมหายใจที่เคยราบเรียบสะดุดลงกะทันหัน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาเอาไว้ ความมั่นใจที่เคยแน่นหนักในใจว่าทุกอย่างยังอยู่ในกำมือ และที่คิดว่าฮ่องเต้ยังต้องอยู่ข้างตน กับคิดว่าบุตรสาวผู้นี้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งพลันสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหงื่อกาฬเริ่มซึมออกมาตามขมับ ไหลลงสู่แผ่นหลังช้า ๆ จนผ้าแพรชั้นในชื้นเย็นอย่างน่ารังเกียจคำถามนี้ของหานเซียงเรียบง่ายนัก ไม่มีถ้อยคำฟาดฟัน ไม่มีน้ำเสียงแข็งกร้าว หากกลับคมกริบราวใบมีดบางเฉียบที่เฉือนเนื้อโดยไม่ต้องออกแรง มันบาดลึกและแม่นยำ โดยเฉพาะต่อเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ ผู้ซึ่งทั้งชีวิตไม่เคยยอมให้ผู้ใดตั้งข้อกังขาต่อพระราชอำนาจ นางเพียงพลิกลิ้นเบา ๆ แต่กลับสามารถตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางเก่าแก่ผู้หนึ่งได้อย่างง่ายดายขั
ตอนที่34||บุกรังอสรพิษสักคราการเสด็จเข้าวังหลวงครั้งนี้ สำหรับผู้คนภายนอกอาจเป็นเพียงการเข้าเฝ้าตามธรรมเนียมของสะใภ้หลวงคนแรก เพราะเทียบเชิญที่เขียนด้วยถ้อยคำสุภาพ งดงาม และดูไม่มีพิษภัยใดแอบแฝง ทว่าในความเป็นจริง มีเพียงสองสามีภรรยาเท่านั้นที่รู้ดีว่าอักษรเหล่านั้นคือคำเชื้อเชิญให้ก้าวเข้าสู่รังอสรพิษโดยมิอาจปฏิเสธได้เทียบเชิญนั้น ไม่ต่างจากแผ่นหนังที่ห่อหุ้มคมมีดเคลือบยาพิษ ผู้ใดอ่านเพียงผิวเผินย่อมไม่เห็นอันตราย แต่สำหรับเฉินจ้านและหานเซียง เพียงปรายตาอ่านตัวอักษรแรกก็รับรู้ได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่การเรียกตัวเข้าเฝ้าด้วยความเอ็นดูเช่นญาติผู้ใหญ่ หากแต่เป็นการเรียกตัวเพื่อมาติดกับดักซึ่งหากพลาดเพียงก้าวเดียว ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากการถูกอสรพิษร้ายเขมือบจนไม่เหลือซากแน่ดังนั้นทั้งสองจึงเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย นี่ไม่ใช่การเยี่ยมเยียน หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับแผนการของบุรุษผู้ซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มเมตตา ซุกสันดานต่ำช้าไว้ในคราบมังกรไร้พิษสงมานานกว่าสามทศวรรษจ้าวเจิ้งหรงไม่เคยเป็นฮ่องเต้ที่อ่อนโยนอย่างที่ผู้คนกล่าวขาน และไม่ใช่ฮ่องเต้ใจดีอย่างที่ไท่ซ่างหวงยังคงหลงเชื่อมาจนถึงว
ตอนที่33||หม่อมฉันมิได้แซ่สวีนานแล้วผ่านไปอีกเจ็ดวัน ในที่สุดสวีเกากงก็ได้รับโอกาสเข้าเฝ้าสุ่ยหยางตี้ฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวไม่ใช่เพราะความเมตตา หากเพราะเขามีราชเลขาเจียงยืนอยู่ข้างกายจึงได้โอกาสนี้มาโดยง่าย ซึ่งสวีเกากงเห็นดังนั้นเขากลับยิ่งเหิมเกริมไม่คิดสำนึกตำหนักรับรองหย่งเซวียนเงียบสงบตามแบบฉบับราชสำนักชั้นในที่ฮ่องเต้มีเอาไว้ต้อนรับขุนนางคนสนิท กลิ่นธูปหอมลอยคละคลุ้งชวนผ่อนคลาย เสียงฝีเท้าขันทีเบาบางราวไม่ต้องการรบกวนการเจรจาที่ไม่ควรถูกได้ยินจากผู้ใดสุ่ยหยางตี้ประทับอยู่บนตั่ง หย่อนกายเอนพิงอย่างสบาย พระพักตร์เรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดชัดเจน ดวงตาคมกริบทอดมองสวีเกากงราวกับกำลังประเมินค่าหมากตัวหนึ่งซึ่งปกติหากอยู่ต่อหน้าไท่ซ่างหวงเขาไม่เคยเผยสายตาเช่นนี้ให้บิดาเห็นแม้แต่ครั้งเดียวเขาสวมบทบาทเป็นตัวโง่งมจนบิดาตายใจมาสี่สิบกว่าปีแล้ว“เจิ้งกั๋วกง” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเรียบกับขุนนางผู้หนึ่งที่นับว่าสำคัญยิ่งไม่ใช่ฐานะแม่ทัพควบคุมกองทัพเรือแต่เพราะสวีเกากงหลายปีหลังมานี้อีกฝ่ายควบคุมการเดินขนส่งสินค้าทั้งในและต่างแดนผลประโยชน์นับว่าไม่น้อย“ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้ามีเรื่องร้อนใจอยู่บ้าง”ค
ตอนที่32||พระราชโองการให้หย่าขาดตกถึงจวน!แล้วก็เป็นดังคำสัญญาของไท่ซ่างหวงจ้าวเหยียนจ้ง ไม่ผิดไปเจ็ดวันให้หลัง พระราชโองการจากสุ่ยหยางตี้ฮ่องเต้ถูกส่งตรงมายังจวนเจิ้งกั๋วกงอย่างเป็นทางการ ขบวนขันทีหลวงมาถึงตั้งแต่ยามสาย ธงหลวงสะบัดเหนือหลังคา เสียงกลองพิธีดังหนักแน่นราวกับจะเขย่าหัวใจทุกคนในจวนให้แตกตื่น คราวแรกเจิ้งกั๋วกงกับเจียงอี๋เหนียงคิดว่าไท่จื่อหนุ่มอาจเปลี่ยนใจคิดจะรับบุตรสาวของตนไปเป็นเหลียงตี้อีกคนดังนั้นสวีเกากงจึงรีบแต่งกายจนสง่างามแล้วนำคนทั้งจวนออกมายืนอยู่กลางลาน รับราชโองการด้วยสีหน้าเปี่ยมแววยินดีจนปิดไม่มิด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นค่อยๆ แข็งค้างเมื่อขันทีจากกรมพิธีการเริ่มอ่านราชโองการ“ปีรัชศกสุ่ยหยางตี้ที่สิบเจ็ด ด้วยโองการแห่งฟ้า เราฮ่องเต้จ้าวเจิ้งหรงขอประกาศให้ซ่างกวนเฉี่ยนหย่าขาดจากสวีเกากงนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ชาตินี้ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นทั้งสองไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยกันตลอดไปจบราชโองการ”สวีเกากงไม่จำเป็นต้องฝืนใจคุกเข่าลงตามพิธีเพราะแข้งขาของเจิ้งกั๋วกงหนุ่มใหญ่มันหมดเรี่ยวแรงจนทรุดลงเอง กว่าเขาจะบังคับมือให้ยื่นออกไปรับผ้าแพรสีเหลืองอย่างจำนนได้ก็ใช้เวลารา





