ชังได้ท่านชังไป!

ชังได้ท่านชังไป!

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-26
Bahasa: Thai
goodnovel18goodnovel
Belum ada penilaian
106Bab
2.2KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

‘ท่านรักข้าหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ขอเพียงแต่งกับท่านแล้วข้ากลายเป็นสตรีที่มีเกียรติที่สุดในต้าเว่ย เพราะเช่นนี้ข้าจึงมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้ใดก็ได้’ ‘เจ้ามันเป็นสตรีไร้ยางอายไม่มีหัวใจหานเซียง’ ‘ไร้ยางอายก็ดี ไม่มีหัวใจก็ช่าง ขอเพียงข้าได้เป็นฮองเฮา กุมอำนาจอยู่ในมือ อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากรังแกใครก็ทำได้ ต่อให้เลวกว่านี้หรือกลายเป็นปีศาจข้าก็ไม่สน’

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทนำ

ปฐมบท

ท้องฟ้ายามพลบค่ำขมุกขมัว กลิ่นดินหลังฝนตกใหญ่ยังลอยคละคลุ้งในอากาศ มีขบวนรถม้าจำนวนหลายสิบคันกำลังมุ่งหน้าลงใต้ด้วยฝีเท้าเร่งร้อน เสียงเกือกม้าเหยียบย่ำลงบนถนนดินขรุขระซึ่งมีแอ่งน้ำขังเป็นตะหลุกหลายแห่งดังกึกก้องไปตลอดเส้นทาง

"หม่าจงเจ้าไปเร่งท้ายขบวนหน่อยใกล้ค่ำแล้ว แถวนี้บรรยากาศไม่ดี"

บุรุษบนหลังอาชาพ่วงพีสีดำสนิทตะโกนสั่งบุรุษอีกคนซึ่งขี่ม้าตีคู่อยู่ด้านข้างรถม้าคันโต เจ้าของนามหม่าจงรับคำสั่งแล้วบังคับบังเหียนพาม้าย้อนกลับไปยังท้ายขบวน ยิ่งดวงอาทิตย์จวนอัสดงบรรยากาศพลันเย็นยะเยือก ทุกฝีเท้าล้วนเร่งรีบนัก

พอแสงสุดท้ายของสุริยาลาลับขอบฟ้าขบวนดังกล่าวก็เคลื่อนผ่านช่องเขาคับแคบ ด้านหนึ่งคือภูผาสูงชันอีกด้านเป็นหน้าผาลึกล้ำที่หากตกลงไปคงยากจะรอดชีวิต เส้นทางทอดยาวกว่าสิบลี้ดูอันตรายจนผู้คุ้มกันต่างระวังภัย พอท้ายขบวนเข้ามาอยู่ในช่องเขาคับแคบทั้งหมดเท่านั้นกลับปรากฏเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง!

"พวกเราบุก! หากผู้ใดขัดขืนฆ่าให้สิ้น! แล้วยึดเอาทรัพย์พวกมันมาให้หมด!"

สิ้นเสียงตะโกนกึกก้องของหัวหน้าโจรภูเขาก้อนหินใหญ่ถูกปล่อยให้กลิ้งลงมาขวางเส้นทางด้านหน้าและปิดท้ายขบวน รถม้าคันหน้าสุดถูกบังคับให้หยุดกึกพร้อมเสียงม้ากรีดร้องเสียงแหลมสูง ทุกชีวิตพลันชักกระบี่ออกมาเตรียมสู้ตายทันที แล้วกองโจรกว่าห้าร้อยชีวิตก็ถาโถมลงมาจากยอดทิวเขาสูง พวกมันดูสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากปีศาจ แววตาที่ลอดผ่านหน้ากากเปี่ยมด้วยความกระหายทั้งเลือดเนื้อและทรัพย์สิน

"โจรภูเขาจู่โจมแล้ว ปกป้องนายน้อยจ้าว!" บุรุษซึ่งนำขบวนตะโกนกึกก้อง เหล่าบุรุษสวมชุดเกราะสีดำหลายร้อยชีวิตรีบกระจายกำลังปกป้องรถม้าคันโตที่อยู่กลางขบวนทันควันแสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่ด้านในย่อมสำคัญยิ่ง

อึดใจต่อมาเสียงโลหะปะทะกันก็ดังขึ้นทันที สะเก็ดไฟแตกเป็นประกายทุกครั้งที่ดาบปะทะกันเสียงดังกึกก้องสะท้านไปทั้งช่องเขาคับแคบ เหล่าผู้คุ้มกันขบวนกว่าหกร้อยชีวิตแม้ฝีมือการต่อสู้ดีและกำลังที่มากกว่า แต่ก็เสียเปรียบในทางชัยภูมิเพราะพวกโจรอยู่ด้านบนแต่พวกตนอยู่ด้านล่างที่เป็นช่องเขาคับแคบราวกับสุกรถูกต้อนเข้าสู่กับดักจากนายพราน เพียงเสี้ยวลมหายใจนั้นเลือดก็สาดกระเซ็น พวกผู้คุ้มกันทั้งหลายก็ร่วงหล่น ดั่งใบไม้แห้งปลิดปลิว

หัวหน้าโจรเป็นชายร่างใหญ่ หน้าตาเต็มไปด้วยแผลเป็น มันมองภาพดังกล่าวแล้วหัวเราะต่ำเสียงดังก่อนจะตะโกนเสียงเหี้ยมสั่งอยู่เบื้องบนกับรองหัวหน้ามือซ้ายของตนว่าให้เร่งลงไปรวบรัดจัดการทุกชีวิตให้สิ้นโดยเร็ว

รองหัวหน้าโจรมือซ้ายรับคำสั่งแล้วพาคนอ้อมลงไปอีกทางซึ่งตรงกันข้ามกับรองหัวหน้ามือขวาที่ลงไปก่อนหน้า เรียกว่าจู่โจมสามทางไม่เปิดโอกาสให้ม้าสักตัวรอดไปได้ ไม่ทันถึงสามช่วงลมหายใจเจ้าหัวหน้าโจรก็ได้เห็นพรรคพวกของตนไล่บดขยี้คนในขบวนราวกับทุกชีวิตเป็นมดและปลวก

เดิมทีภูเขาแถบนี้เป็นถิ่นหากินของพรรคพวกของมัน หลายวันก่อนมีจดหมายลึกลับแจ้งว่าวันนี้จะมีขบวนสูงศักดิ์ที่มากด้วยทรัพย์สินและเสบียงจะผ่านพร้อมตั๋วเงินหมื่นตำลึงให้สังหารทุกชีวิตในขบวนให้สิ้นจะม้าจะวัวก็ห้ามเหลือเอาไว้ มันจึงพาพรรคพวกมาดักปล้นในคืนนี้ ไม่คิดว่าจะเป็นจริง คราวแรกมันแค่ลองมาเสี่ยงดวงคิดว่าอย่างไรก็ได้ทั้งขึ้นและล่อง ทั้งทรัพย์สินที่ปล้นได้กับค่าจ้างของผู้ส่งจดหมายลึกลับ

"เร่งฆ่าให้สิ้น ห้ามรอดไปได้แม้แต่ชีวิตเดียว!"

ไม่นานรถม้าที่มีคนสำคัญโดยสารอยู่ก็ถูกจู่โจม แตกออกเป็นเสี่ยงด้วยตะขอเหล็กของโจรภูเขาหลายสิบคนแต่ด้านในกลับว่างเปล่า ส่วนบุรุษหนุ่มหน้าหยกซึ่งเป็นเป้าหมายหลักแห่งการจ้างวานปล้นในคราวนี้กลับอยู่ด้านในรถม้าอีกคันที่ดูแสนธรรมดา เรือนกายสูงโปร่งในอาภรณ์เรียบหรูสีเทาดำพุ่งทะยานพร้อมกระบี่ในมือออกมาโรมรันกับโจรป่าอย่างองอาจ

ถึงรูปกายของเขาจะดูราวกับบัณฑิตผู้คงแก่เรียนอยู่มาก ทว่ายามคับขันก็ยังพอปกป้องตนเองได้ ยามถูกจู่โจมชายหนุ่มก็ยกดาบขึ้นรับไม่สะท้าน

ชายหนุ่มหน้าหยกกับผู้คุ้มกันอีกสิบสองชีวิตสู้ไปพลางถอยไป ไม่ทันสังเกตว่าพวกตนถูกกลุ่มโจรกว่าครึ่งร้อยไล่ต้อนจนแยกออกจากขบวนไกลออกไปเรื่อย ๆ สุดท้ายจึงจนมุมอยู่บนหน้าผาสูงชันเพราะด้อยในชัยภูมิ ให้เก่งกาจมากฝีมือในเชิงต่อสู้เพียงใด แต่พวกเขามีเพียงสิบสามชีวิตคนส่วนเหล่าโจรร้ายห้อมล้อมกับมากถึงครึ่งร้อย จวนตัวจึงหันหลังชนกันอย่างอับจนหนทางจะไปต่อได้ เบื้องหน้าคือนักฆ่าในคราบโจรภูเขา ส่วนเบื้องหลังมีหน้าผาสูง หากถอยอีกไม่เกินหกก้าว พวกเขาย่อมตกลงไป ทางใดในยามนี้มีค่าเท่ากับตายทั้งหมด!

"หม่าจงเจ้าพานายน้อยจ้าวของพวกเราหนีไป" บุรุษหน้าเหี้ยมนาม เหล่ยเจี๋ย กระซิบกับสหายและลูกน้องวัยใกล้เคียงแต่มีใบหน้าอ่อนโยนกว่า

"ไม่! หากจะไปพวกเราต้องไปด้วยกัน" เป็นชายหนุ่มแต่งกายหรูหรารูปร่างสูงโปร่งราวกับเป็นบัณฑิตหน้าหยกนั่นเองที่กระซิบเสียงลอดไรฟัน เขาปฏิเสธออกไปแทนหม่าจงเสียงเด็ดขาดและทรงอำนาจผิดรูปร่างและหน้าตายิ่งนัก

"แต่ว่านายน้อย..." เหล่ยเจี๋ยพยายามจะเอ่ยค้าน

"จงฟังข้าเหล่ยเจี๋ย เพราะข้าคือนายน้อยของเจ้า!" บุรุษหนุ่มหน้าหยกเอ่ยเสียงเหี้ยมผิดหน้าตา จากนั้นก็กระชับด้ามกระบี่ พุ่งทะยานออกไปฟาดฟันอย่างไม่กลัวตายกิริยาองอาจราวกับแม่ทัพใหญ่

การต่อสู้ยืดเยื้อทั้งที่มีเพียงสิบสามชีวินที่ถูกไล่ต้อน เลือดอุ่นเริ่มไหลรินจากบาดแผลบนร่างกายของพวกเขาแต่ละคน ส่วนอีกด้านยังได้ยินเสียงต่อสู้ฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดทั้งสองฝ่ายต่างล้มตายและบาดเจ็บคนแล้วคนเล่า

ส่วนทั้งนายและบ่าวทั้งสิบสามชีวิตนั้นก็ยังคงกัดฟันยืนหยัดต่อสู้ ไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าว ทว่าสุดท้ายน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟในจังหวะหนึ่งบุรุษหนุ่มหน้าหยกก็พลาดท่า ถูกถีบจนล้มลงบนพื้นหิน กระบี่ของรองหัวหน้าโจรมือขวาหน้าเหี้ยมฟาดฟันลงมาเกือบตัดลำคอของเขาไปอย่างฉิวเฉียด!

ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง...

เฟี้ยว...ฉึก!

เฟี้ยว...ฉึก!

เฟี้ยว...ฉึก!

เสียงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศดังมาจากแนวผาสูงราวกับห่าฝน ทุกดอกเฉียบขาดราวกับถูกคำนวณระยะมาอย่างแม่นยำจากผู้ปล่อย และมีลูกศรสามดอกพุ่งลงมาจากที่สูงในมุมเฉียง ปักทะลุคอรองหัวหน้าโจรภูเขากับลูกน้องของมันทั้งสามคนที่กำลังพุ่งตรงไปหมายจะเอาชีวิตของบุรุษหนุ่มหน้าหยก ร่างอัปลักษณ์ทั้งสามทรุดลงแทบพร้อม เลือดสาดกระเซ็นอาบผืนดินสีคล้ำ กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยฟุ้งไปทั่วลานหินแคบ ๆ

โจรที่เหลือชะงักงัน ภาพสหายล้มตายต่อหน้าในพริบตาเกือบหมดสิ้นทำให้หลายคนชะงักมือ เพียงเสี้ยวอึดใจเดียวก่อนจะมีเสียงตะโกนกึกก้องดังขึ้นจากด้านหลัง เพราะยังคิดว่าตนกำลังเหนือกว่าและได้เปรียบ "ฆ่าให้หมด!"

"ลงมือ!" หากแต่เสียงสตรีผู้เป็นเจ้าของลูกธนูทั้งสามดอกนั้นกลับตะโกนสั้นกระชับ แต่ทรงอำนาจกว่าเสียงของหัวหน้าโจรดังกล่าว เสียงนั้นเย็นเฉียบ และเต็มไปด้วยความมั่นใจของผู้คุมสถานการณ์ดังกับนางคือแม่ทัพใหญ่

เงาร่างในชุดดำทะยานลงจากโขดหินสูง เสื้อคลุมสีแดงดำปลิวสะบัด ดุจเหยี่ยวโฉบลงจากฟ้า ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบาแทบไม่มีเสียง ในขณะเดียวกัน เงาคนอีกหลายร่างก็ปรากฏตัวจากพงไม้รอบทิศ บ้างยืนประจำตำแหน่งบนที่สูงพร้อมธนู บ้างเลื้อยเข้าประชิดถือดาบสั้น การเคลื่อนไหวเงียบเชียบและแม่นยำ ราวกับฝึกมาด้วยกันนับพันครั้ง ไม่มีเสียงตะโกน ไม่มีความลังเล มีเพียงการลงมือพร้อมเพรียงกำจัดโจรร้ายนั้นได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปเสียด้วยซ้ำ!

บุรุษหนุ่มหน้าหยกที่ถูกล้อมอยู่กลางวงพวกโจรป่าผู้ถูกเรียกว่า ‘นายน้อยจ้าว’ พลันเบิกตากว้าง หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วกระหน่ำหนักยิ่งกว่าเดิมนี่ไม่ใช่การช่วยเขากับคนของเขาจากปากประตูยมโลกหรอกหรือ?

หากช้ากว่านี้อีกเพียงไม่กี่ลมหายใจ ขบวนของเขาคงไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่ม้าหรือวัวลากเกวียนสักตัวเป็นแน่

สตรีชุดดำปิดหน้าด้วยผ้าแพรสีแดงเข้มกระโดดลงมายืนอยู่ตรงหน้าเขา กระบอกธนูสะพายหลังยังสั่นไหวเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหว นางกระชากกระบี่ออกมากำไว้ในมือแน่น เงาของคมกระบี่นั้นวาววับสะท้อนแสงจันทร์เย็นเยียบ คมดาบสะอาด ไม่มีรอยเลือดติดอยู่แม้แต่น้อย บ่งบอกว่าการสังหารเมื่อครู่เป็นเพียงการเปิดทางเท่านั้นนางยังมิได้ลงมือด้วยอาวุธที่ตนถนัดด้วยซ้ำไป ใช้เพียงธนูก็เด็ดชีพศัตรูไปเกินครึ่งแล้ว ฝีมือเช่นนี้ไม่ธรรมดาเลย

"คุ้มกันคุณชายจ้าว ปกป้องทุกชีวิตในขบวนให้ปลอดภัย!" นางยังคงตะโกนสั่งเสียงเหี้ยม คำสั่งสั้น ๆ แต่ชัดเจน กลิ่นอายที่กระจายรอบกายของนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารอย่างนักฆ่าที่ถูกฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญ หาใช่จอมยุทธ์พเนจรที่อาศัยวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานออกช่วยคนหาชื่อเสียงไม่

สองเงาร่างแยกออกมาขนาบซ้ายขวาของเขาทันที ตั้งท่ารับศัตรูโดยไม่ต้องมองหน้ากันแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติราวกับร่างกายจดจำหน้าที่ได้เองว่องไวราวอสรพิษมิผิดไป

"เป็นใครกัน!" หัวหน้าโจรที่เห็นว่าตนเพลี่ยงพล้ำถึงกับคำรามลั่น เส้นเลือดที่ลำคอของมันปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ พลางชักดาบใหญ่แล้วกระตุ้นม้าพุ่งเข้าใส่หวังตัดศีรษะผู้นำฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นเรื่อง

สตรีในอาภรณ์สีดำแต่ผ้าคลุมของนางเป็นสีแดงรัดกุมตะโกนตอบแล้วหัวเราะแผ่วเบา เสียงหวานแต่เย็นเยียบเสียจนขนลุก "มารดาของเจ้าอย่างไรเล่าไอ้โจรชั่ว!"

คำพูดยังไม่ทันจบ ร่างของนางก็พุ่งเข้าใส่ ท่วงท่าคล่องแคล่ว ดุดัน และเฉียบคม กระบี่ตวัดผ่านลำคอศัตรูราวตัดดอกไม้ในสวน ไม่มีท่าทางฟุ่มเฟือย ไม่มีการประลองยืดเยื้อ เลือดพุ่งเป็นสาย ทุกท่วงท่าเด็ดขาดหวังปลิดชีพศัตรูเท่านั้นร่างโจรล้มลงแทบจะพร้อมกับกระบี่เล่มเรียวหวนคืนปลอก

รอบด้าน ลูกน้องของนางลงมือพร้อมกัน ธนูจากที่สูงกดดันไม่ให้โจรตั้งแนว ดาบสั้นจากแนวพุ่มไม้ฉีกแนวหลัง เสียงกรีดร้องดังระงม โจรถูกบีบให้แตกกระเจิง ขวัญเสียจนแทบไม่ทันตั้งตัวยิ่งเห็นหัวหน้าและรองหัวหน้าทั้งสองตายสิ้นพวกมันยิ่งขวัญเตลิด

บุรุษหนุ่มทั้งสิบสามชีวิตตั้งหลักได้ในที่สุด พวกเขากัดฟัน ชักกระบี่เข้าประชิดโจรที่เหลือตามจังหวะที่สตรีชุดดำบีบวงให้ เลือดที่เปรอะพื้นทำให้ฝ่าเท้าลื่น แต่ไม่มีใครถอยจนบุรุษหนุ่มหน้าหยกเห็นว่ามีโจรกำลังจะทำร้ายสตรีลึกลับจากด้านหลังเขารีบพุ่งเข้าไปช่วย

จนกลายเป็นทั้งสองคนประสานมือโดยไม่ต้องเอ่ยคำ หนึ่งฟาด หนึ่งแทง เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น ก่อนคมกระบี่ของชายหนุ่มจะเสียบทะลุหน้าอกของโจรคนสุดท้ายอย่างแม่นยำ ร่างใหญ่ทรุดฮวบ เลือดทะลัก โจรที่เหลือไม่ถึงยี่สิบชีวิตจากห้าร้อยแตกฮือหนีเข้าป่าราวฝูงสุนัขไร้หัว

ความเงียบเข้าครอบงำหุบเขา เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบของผู้รอดชีวิต กับกลิ่นคาวเลือดที่ลอยอบอวล

สตรีชุดดำสะบัดกระบี่เช็ดเลือด เก็บคืนปลอก ขณะเดียวกันนางเพียงพยักหน้าลูกน้องทั้งหลายก็รีบถอยออกไปเก็บกวาดโดยรอบจนปลอดภัยในทันที ดูเป็นระบบระเบียบคล้ายทหารที่ได้รับคำสั่งชัดเจนจากแม่ทัพโดยไม่มีเสียง

ชายหนุ่มหันมาสบตาสตรีลึกลับ ดวงตาเรียวรีราวดวงตานางพญาหงส์เหนือผ้าแพรแดงทำให้หัวใจเขาสะดุดวูบหนึ่งแต่เขายังไม่ทันขยับปากเอ่ยขอบคุณ ร่างเล็กเตรียมจะจากไปหลังพบว่าเป้าหมายที่ตนรับมอบหมายให้มาปกป้องนั้นไม่ตายนางก็ไม่คิดเอ่ยคำใดเพิ่มให้มากความ เพราะคำสั่งจาก ‘นายใหญ่’ คือนายน้อยจ้าวต้องปลอดภัยเท่านั้นบัดนี้นางทำสำเร็จภารกิจจึงจบ

"ช้าก่อนมิทราบว่าแม่นางคือผู้ใดกัน?"

ร่างอรชรหยุดเพียงครู่เดียว แล้วเอ่ยตอบโดยไม่หันกลับเพราะนางกับเขาย่อมเดินคนละเส้นทาง "เป็นเพียงผู้ผ่านทางเท่านั้น"

กล่าวจบนางจึงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ลูกน้องเริ่มถอนกำลัง แต่ในเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง เงาโจรผู้หนึ่งที่แกล้งตายก็ผุดลุกขึ้นจากกองศพ หน้าไม้ในมือเล็งตรงมายังชายหนุ่ม

"จงตายเสียเถิด จ้าวเฉินจ้าน!"

เฟี้ยว!

"ระวัง!"

นางตะโกนพร้อมพุ่งเข้าขวาง อย่างไม่สนใจชีวิตตน ราวกับไม่กลัวตนจะเจ็บหรือตายแค่เพียงปกป้องร่างสูงใหญ่เอาไว้ได้เป็นพอ!

ฉึก!

ลูกธนูปักลึกที่แผ่นหลังด้านซ้ายของนางจนทะลุมาหน้าอก เลือดสดทะลักออกมาทันควัน นางสะอึก ร่างกระตุกเสียจังหวะไปชั่วอึดใจก่อนจะกลับมายืนมั่นคง นางหักปลายธนูทิ้ง ฝ่าเท้ากดพื้นแน่นไม่ให้ล้ม

"ท่านหัวหน้า!" ลูกน้องร้องลั่น

นางไม่สนใจ ซัดมีดสั้นออกไปในอึดใจเดียว ตัดหลอดลมมือหน้าไม้ขาดสะบั้น ก่อนร่างนั้นจะล้มลงตายสนิท

ทว่านางเองก็เซถลากระอักเลือดออกมาจากปากคำโต เพราะใช้กำลังภายในไปเมื่อครู่ในขณะที่ตนเองบาดเจ็บจากลูกธนู แต่นางเพียงยกมือเช็ดอย่างว่องไวก่อนออกคำสั่งเสียงเข้ม "ถอย!"

ลูกน้องรีบพุ่งเข้าประคอง แต่หญิงสาวกลับผลักออก "ไม่ต้องเก็บกวาดนักฆ่าให้สิ้นแล้วรีบ แยกย้าย"

กล่าวจบ นางก็เตรียมใช้วิชาตัวเบาทะยานหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือด แต่บุรุษหนุ่มหน้าหยกที่ยืนตกตะลึงพลันได้สติเขาไม่รอช้ารีบคว้าข้อมือของนางเอาไว้

"ช้าก่อนแม่นาง!"

ชายหนุ่มที่รอดตายเพราะสตรีลึกลับเป็นครั้งที่สองทั้งยึดข้อมือของนางและร้องเรียกให้นางหยุดเสียงดัง เขาเป็นหมอ เป็นผู้คุ้นเคยพิษบาดแผลมานักต่อนัก แต่ไม่เคยรู้สึกโกลาหลในอกเท่าครั้งนี้

"ปล่อย!" นางกล่าวแล้วผลักเขาออกห่าง นางก้าวไปได้เพียงสามก้าวก็ทรุดฮวบลงหัวเข่ากระแทกพื้น ลูกน้องร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งอุทานลั่นก่อนจะพุ่งมาประคอง "นายหญิง!"

ชายหนุ่มรีบตรงเข้าไปหวังช่วยพยุงเรือนกายบอบบางอีกแรงแต่ไม่ทันเขาจึงร้องบอกนาง "ข้าเป็นหมอ สามารถรักษาเจ้าได้!"

แต่ร่างเล็กสะบัดกายจากลูกน้องตัวโตก่อนจะหันกลับมาซัดฝ่ามือเปรี้ยงใส่ร่างของบุรุษหน้าหยกไม่แรงนักแค่ทำให้เขาหยุดชะงักเท่านั้นมิได้บาดเจ็บ แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานหายลับไปกับรัตติกาล ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากเขา ชายหนุ่มทำได้เพียงมองตามแต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากความมืด…

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
106 Bab
ตอนที่1
ตอนที่ 1||มังกรมักซ่อนเขี้ยวเล็บณ มหานครจิ่งเฉิงต้นยามซวีลมหนาวจากทิศเหนือพัดกรูเข้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักรต้าเยี่ยน เป็นสัญญาณบอกว่าฤดูหนาวกำลังใกล้มาเยือนแล้ว กลิ่นบุปผาลอยกรุ่น ผสมหญ้าแห้งและฟางข้าวถูกเผาใต้แสงโคมแดงที่ไหวระริกในตำหนักหลงฉือในวังหลวงส่วนหน้าซึ่งเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิ จนบังเกิดเงาสะท้อนบนผนังเป็นภาพแกะสลักแล่นไหวราวกับสัตว์เทพเหล่านั้นกำลังขยับเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิตชีวาภายในโถงกว้างของตำหนักบัดนี้กลับไร้เสียงผู้คน ขันทีและมหาดเล็กถูกขับไล่ออกไปหมดสิ้นโดยเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ มังกรผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าเยี่ยนขณะนี้ บรรยากาศจึงสงบและเป็นส่วนตัวดังนั้นในยามนี้ภายในโถงกว้างจึงเหลือเพียงสองร่างที่นั่งเผชิญหน้ากันบนเก้าอี้ไม้สลักมังกร ตรงกลางคือโต๊ะไม้แกะสลักมังกรคาบลูกแก้วสวรรค์ นั้นมีป้านน้ำชาหยกเนื้อดีวางอยู่ ผู้หนึ่งวัยราวสามสิบตอนปลายใกล้สี่สิบ อีกผู้ราวหกสิบปีไม่เกินกว่านั้นทั้งสองบุรุษ จะเป็นใครไปได้หากมิใช่ เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ 'จ้าวเจิ้งหรง'ผู้เป็นเจ้าของตำหนัก กับพระบิดาของเขา 'จ้าวเหยียนจ้ง' ไท่ซ่างหวง เอกบุรุษผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าฮ่องเต้ ทั้งสองขณะนี้กำลังนั่ง
Baca selengkapnya
ตอนที่2
ตอนที่ 2 ||สตรีเย็นชาแห่งอารามเมี่ยวจิงทิวเขาเหยียนซานยามเช้าอาบด้วยแสงตะวันแรก ดอกเหมยป่าบานสะพรั่ง หมอกสีเงินที่คลี่คลุมตลอดแนวเขา เสียงระฆังจากอารามแม่ชี ‘เมี่ยวถิง’ ที่ตั้งอยู่บนไหล่เขา คนละด้านกับวัดหลวงไถ่เหยียน ดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขาร่างเล็กของสตรีวัยสิบหกปีก้าวออกจากเรือนเล็กด้านหลังอารามด้วยกิริยาสงบ ด้านหลังร่างเล็กมีสาวใช้อาวุโสนางหนึ่งติดตาม ร่างอรชรนั้นสวมชุดสีเทาเรียบง่ายตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือดูสะอาดสะอ้านม่านผมดำขลับของนางถูกรวบขึ้นเรียบร้อยปักด้วยปิ่นไม้จันทน์หอมเอาไว้ครึ่งศีรษะ ปล่อยเสียครึ่งศีรษะ เงางามยามที่นางเคลื่อนไหว ใบหน้านวลเนียนราวหยกสลักงดงามราวจันทร์ฉายในคืนเพ็ญ แต่ความงดงามของนางลดลงเสียสามในสิบส่วนเพราะนางวางสีหน้าสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาอารมณ์หรือความคิด นางดูเย็นชาราวสตรีที่ตัดแล้วซึ่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาร่างอรชรมาหยุดที่ด้านหน้าศาลาทรงแปดเหลี่ยมข้างอารามทิศใต้ ที่ด้านในมีบุรุษสูงวัยนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงกลม ที่ตรงหน้าเขามีโต๊ะหินเรียบง่าย ที่วางป้านน้ำชาและถ้วยชา กับกระดานหมากล้อมพร้อมโถใส่เม็ดหมากสองโถ"ให้นางเข้ามาเถิด"เสียงทรงอำนาจนั้นถึงจะสูงวัยแล
Baca selengkapnya
ตอนที่3
ตอนที่ 3 || ไท่จื่อเฉินจ้านผู้อ่อนโยนเช้าวันหนึ่งในต้นฤดูหนาว ท้องฟ้าของมหานครจิ่งเฉิงแจ่มใสดุจผืนผ้าไหมที่เพิ่งถูกชะล้างจนสะอาดไร้ฝุ่นหมอก ลมหนาวพัดเอื่อย กลิ่นไม้ฟืนเผาใหม่ลอยคละเคล้ากับกลิ่นดอกเหมยแรกแย้มที่เพิ่งผลิดอกเหนือกำแพงวังหลวง เสียงระฆังยามเช้าจากอารามเต๋าแห่งหนึ่งดังกังวานก้องสะท้อนบนหลังคาเคลือบกระเบื้องเงา ปลุกให้ทุกชีวิตในมหานครตื่นขึ้นจากนิทราขบวนรถม้าขบวนใหญ่เคลื่อนผ่านประตูเมืองทิศใต้เข้ามาตั้งแต่กลางยามเหม่าธงประจำตัวของไท่จื่อแห่งต้าเยี่ยนโบกสะบัดโดดเด่นสะดุดตา ชาวบ้านแลเห็นก็ต่างประสานมือคารวะพร้อมกล่าวสรรเสริญเนื่องจากไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านหลายปีมานี้เขาเป็นดังเทวดารักษาผู้คนด้วยวิชาแพทย์อันล้ำเลิศมาตั้งแต่ยังเยาว์ แล้วยิ่งฤดูฝนที่ผ่านมาเขายังเดินทางไปช่วยภัยโรคระบาดอย่างไม่รักตัวกลัวตายจึงยิ่งทำให้ชาวบ้านรักและเคารพเขาดั่งเทพเซียนม่านผ้าของรถม้าถูกแหวกออก เผยให้เห็นบุรุษหนุ่มในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ทำให้เขายิ่งใกล้คำว่าเทพเซียนไปอีกหลายส่วน ผิวพรรณของเขาสะอาดราวหยกขาวยามต้องแสงอรุณ แววตาอบอุ่นทอประกายเมตตา ทุกสายตาที่มองเห็นล้วนต้องหยุดนิ่ง เหมือนต้องมนตร์ของรอ
Baca selengkapnya
ตอนที่4
ตอนที่ 4 ||เกิดในราชวงศ์เดิมก็ไม่ง่ายแสงอาทิตย์ยามเฉินเจิดจ้า ภายในตำหนักหลงฉือตำหนักกลางส่วนพระองค์อีกตำหนักของเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ที่มีเอาไว้หารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการกับพบปะระหว่างพระญาติคนสนิทไม่มากกลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งทั่วห้องโถง พื้นหินอ่อนสะท้อนแสงแดดที่ลอดผ่านบานหน้าต่างลงอ่อนโยน ขันทีน้อยสิบกว่าคนกำลังทำงานในหน้าที่ของตนด้วยกิริยาระมัดระวัง ทหารยามและองครักษ์ยืนประจำตำแหน่งราวกับหินสลัก บรรยากาศจึงเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างมั่นคงไม่ถึงอึดใจต่อมาจ้าวเฉินจ้านไท่จื่อแห่งต้าเยี่ยนเดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง แม้ยังไม่ทันเอ่ยคำ แต่สายตาทุกคู่ในตำหนักล้วนจับจ้องอยู่ที่เขาผู้เดียว วันนี้เป็นวันพิเศษถึงขั้นที่เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ ถึงกับมีคำสั่งงดประชุมขุนนางในยามเช้าหนึ่งวัน เพื่อรอพบหน้าหลานชายคนโปรดกับไท่ซ่างหวง เรือนกายสูงโปร่งเพราะเขาไม่ถนัดออกรบไท่จื่อหนุ่มเชี่ยวชาญเพียงวิชาแพทย์แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม"องค์ไท่จื่อเสด็จ..."สิ้นเสียงขันทีหน้าตำหนักตะโกนแจ้งไม่นานเรือนกายสูงสง่าของจ้าวเฉินจ้านก็ก้าวเข้าสู่ห้องพักผ่อนส่วนพระองค์ของตำหนักหลงฉือเข้ามาถึงก็ท
Baca selengkapnya
ตอนที่5
ตอนที่ 5 || ขอเลือกทางที่สามลมเย็นต้นฤดูวสันต์พัดเอื่อยผ่านลานหินอ่อนหน้า ตำหนักหลงฉือ กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้ง เดิมทีนั้นควรเป็นบรรยากาศผ่อนคลายแต่บัดนี้กลับตึงเครียดอย่างหนักเพราะทายาทรุ่นต่อไปปฏิเสธการแต่งงานที่มังกรทั้งสองรุ่นตั้งใจกำหนดให้ไท่ซ่างหวงเอนหลังบนเก้าอี้แกะสลักมังกรเก้าเล็บ แววตาเรียบเฉยใต้คิ้วสีดอกเลาจับจ้องหลานชายคนโปรดที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ส่วนจ้าวเฉินจ้านเขากลับยืนสง่าไม่หลบตาทั้งเสด็จปู่และเสด็จอาผู้เป็นฮ่องเต้ มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบข้างลำตัวหลังปฏิเสธหนักแน่นออกไป"หึ! หากเจ้าดื้อดึงจะแต่งกับเจียงเพ่ยหยูให้จงได้นี่มิใช่เจ้าคิดเดินรอยตามบิดาของเจ้าหรืออาจ้าน"พอไท่ซ่างหวงกล่าวถึงอดีต จ้าวเฉินจ้านถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนแววตาจะแข็งกร้าวขึ้นสามส่วน เพราะในอดีตเสด็จแม่ของเขาเดิมที เป็นเสด็จปู่เลือกเช่นกันส่วนเสด็จพ่อของเขาขณะนั้นคือไท่จื่อเพราะไม่อาจขัดใจบิดาตนจึงยอมแต่งงานแต่ก็ภายในวังหลังของตำหนักบูรพาก็มีสตรีที่บิดาเขารักอยู่ก่อนแล้วแต่ที่คาดไม่ถึงคือหลังแต่งงานกับเสด็จแม่ของเขาไม่นานสตรีที่เสด็จพ่อของเขารักเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็นว่าแท้จริงนางมิได้จริงใจแต่เข้าห
Baca selengkapnya
บทที่6 1/2
ตอนที่ 6 || ราชโองการตกถึงจวน"เหล่ยเจี๋ย เจ้ารีบเรียกเว่ยเสียนกับสือเยี่ยนให้ไปรอพบเปิ่นไท่จื่อเดี๋ยวนี้เปิ่นไท่จื่อจะไปรอที่ตำหนัก!"สุรเสียงนั้นไม่ดัง หากคมดุจคมดาบที่เพิ่งลับคมเสร็จ ความสงบเยือกเย็นยิ่งทำให้ผู้ฟังหนาวสะท้านกว่าการตวาดเสียอีกหลังออกจากตำหนักหลงฉือ จ้าวเฉินจ้านมิได้ชะลอฝีเท้าแม้ครึ่งก้าว ชายอาภรณ์สีขาวสะอาดสะบัดตามจังหวะเดิน สีหน้าราบเรียบประหนึ่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น แต่ใต้ผิวน้ำนั้นคือกระแสเชี่ยวกรากที่พร้อมกลืนกินผู้ใดก็ได้เหล่ยเจี๋ย หัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ รีบค้อมศีรษะรับบัญชาโดยมิกล้าสบสายตา “รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำเขาก็หมุนกายกระโดดขึ้นหลังม้า ควบจากไปดุจลูกธนู ทิ้งหน้าที่คุ้มกันไว้แก่หม่าจง รองหัวหน้าองครักษ์จิ่นอู่ผู้ช่วยและสหายของตนแทนจ้าวเฉินจ้านก้าวขึ้นรถม้าอย่างสง่างาม ท่วงท่าเรียบร้อยดุจคุณชายผู้แสนอ่อนโยน หากผู้ใดมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นจะเห็นเงาไฟที่ยังไม่มอดดับภายในรถม้า เฉากงกงซึ่งหลบอยู่ก่อนหน้ารีบรินน้ำชาอุ่นให้นายน้อยของตนอย่างระมัดระวัง "ไท่จื่ออย่าทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ"กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาทำให้อากาศภายในคับแคบยิ่งกว่าเดิมถึงเขาไม
Baca selengkapnya
บทที่6 2/2
ความคิดนั้นยังไม่ทันตกผลึก จ้าวเฉินจ้านก็ลุกขึ้น "พวกเจ้ากลับไปทำหน้าที่ของตน เปิ่นไท่จื่ออยากอยู่ลำพัง""พ่ะย่ะค่ะ"ประตูเปิดและปิดอีกครั้ง เสียงฝีเท้าห่างออกไปฮ่าวตู้กงกงยกถาดน้ำชากับของว่างเข้ามาอย่างเงียบเชียบ วางลงเบื้องหน้า ก่อนก้มศีรษะรอรับคำสั่งจ้าวเฉินจ้านไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงโบกมือเบา ๆ เป็นสัญญาณให้ถอยไปเมื่อห้องอักษรเหลือเพียงเขา แสงแดดยามบ่ายเริ่มอ่อนลง เงาของกรอบหน้าต่างทอดยาวบนพื้นเขาหยิบถ้วยชาขึ้น จ้องมองผิวน้ำสะท้อนใบหน้าของตนเอง ใบหน้าที่ผู้คนเห็นว่าอ่อนโยน มีคุณธรรม เหมาะสมกับตำแหน่งไท่จื่อ แต่นัยน์ตาในเงาสะท้อนนั้นเย็นเยียบยามอยู่เพียงลำพังสายอีกวันต่อมาหลังจากไท่ซ่างหวงกับเฟิ่งตี้ฮ่องเต้เรียกไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านเข้าเฝ้าและบีบบังคับให้เขายอมแต่งคุณหนูเจ็ดสวีเป็นไท่จื่อเฟย...ถนนในตรอกจวนเจิ้งกั๋วกงสวีเกากงขุนนางใหญ่ที่ควบคุมทั้งกองทัพเรือและกรมการค้าทางเรือกับท่าเรือใหญ่น้อยนับครึ่งร้อยของต้าเยี่ยนก็มีขบวนอันเชิญพระราชโองการจากวังหลวงมาเยือน"มีราชโองการมาถึงเจิ้งกั๋วกงสวีเกากง!"เสียงของขันทีผู้ช่วยตะโกนขึ้นตามมาด้วยเสียงฆ้องตีดังก้องจนชาวบ้านแถบนั้นพากันชะโงกห
Baca selengkapnya
บทที่7 1/2
ตอนที่ 7 || ร้อนตัวร้อนใจ"เหตุใดเป็นสวีหานเซียง ไม่เป็นเจียวเอ๋อของพวกเราเล่าเจ้าค่ะท่านพี่" นางกล่าวขึ้นเสียงสั่นราวกับสะเทือนใจนักหนา"เพราะหานเซียงเป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกซ่างกวนเฉี่ยน อย่างไรเล่าเจ้าไม่น่าถามโง่ๆ"สวีเกากงตอบไม่ถนอมน้ำใจเจียงอี๋เหนียงอีกต่อไป เพราะสำหรับเขาไม่เกี่ยงอยู่แล้วว่าจะเป็นบุตรสาวคนใดที่ได้แต่งกับไท่จื่อจ้าวเฉินจ้าน เพราะคนใดเขาก็ได้เป็นท่านพ่อตาของว่าที่ฮ่องเต้พระองค์ต่อไป ยิ่งเป็นสวีหานเซียงยิ่งดี เพราะซ่างกวนเฉี่ยนมารดาของนางเป็นบุตรีของสหายเก่าไท่ซ่างหวงจ้าวเหยียนจ้ง สวีหานเซียงแต่งเข้าไปฐานะย่อมมั่นคงกว่าสวีเผยเจียวหลายเท่า เพราะคุณหนูแปดสวีเป็นเพียงบุตรีที่เกิดจากเจียงอี๋เหนียงต่อให้สกุลเจียงขณะนี้มีอำนาจเพียงใดก็สู้อำนาจของไท่ซ่างหวงมิได้แน่"แต่ว่า...แต่ ‘ซ่างกวนเฉี่ยน’ ผู้นั้นตาบอดเพราะพวกเรานะเจ้า! "คนมีความผิดร้อนตัวเมื่อฟังว่าคนที่นางเคยคิดกำจัดจะกลับมา และไม่ใช่เพียงกลับมาธรรมดา นางยังกลับมาด้วยฐานะสูงส่งอีกด้วย"เจ้าหุบปากนะเจียงอี๋เหนียง แล้วก็อย่ามาเหมารวมข้าไปด้วย เรื่องวางยาจนเฉี่ยนเอ๋อตาบอดเป็นเจ้ากับคนของเจ้าทำ!"สวีเกากงที่รู้
Baca selengkapnya
บทที่7 2/2
"ก็รึไม่จริงเจ้าค่ะ แล้วนี่หากหานเซียงกลับมาแต่งกับชายหนุ่มธรรมดาก็แล้วไป แต่นางกำลังจะเป็นสะใภ้ราชวงศ์คนแรกเชียวนะเจ้าค่ะ หากนางสืบเรื่องของคุณชายสามสวีขึ้นมาพวกเรามิแย่หรือ? "เจียงเหม่ยลี่กังวลยิ่งนัก วางยาเจิ้งกั๋วกงฟู่เหรินจนตาบอดกับนางแท้งบุตรก็โทษไม่เบาอยู่แล้ว แต่โทษวางแผนสังหารซื่อจื่อเจิ้งกั๋วกง นางคงไม่รอดแน่แล้วดูจากท่าทางของสามี เขาคงเอาตัวรอดไม่ช่วยนางเป็นแน่ นางไม่น่าหลงรักบุตรไม่มีหัวใจผู้นี้เลยจริงๆ"เช่นไรให้ข้ารีบตัดไฟเสียแต่ต้นลมดีหรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่""พอแล้ว! " เสียงคำรามดังขึ้นอีกหน ราวกับฟ้าผ่ากลางลานหน้าเรือนหลักของจวน หลังสวีเกากงฟังคำพูดของเจียงอี๋เหนียง สวีเกากงมิได้โง่จนไม่เข้าใจความหมายแฝงนั้นของนาง ตรงกันข้ามเจิ้งกั๋วกงเข้าใจดีทีเดียว"เจ้าจงจำไว้ เจียงอี๋เหนียง เจ้าห้ามคิดแตะต้องพวกนางสองแม่ลูกอีกเด็ดขาด! "สวีเกากงก็เป็นบุรุษเช่นนี้นี่แหละ เขาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมาเป็นอันดับหนึ่งที่ห้ามเจียงอี๋เหนียงแตะต้องสวีหานเซียงกับฮูหยินเองของตนเองมิใช่รักใคร่ห่วงใยทว่าของมองเห็นผลประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่างหาก บุตรสาวกำลังจะแต่งเป็นสะใภ้ราชวงศ์แถมยังเป็นสมรสพระราชท
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status