Masukขบวนทหารม้าอันน่าเกรงขามของแคว้นเทียนหู่เคลื่อนทัพขึ้นเหนือผ่านดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของนาง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบจากการย่ำเท้าของอาชาศึก บดบังทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและร่องรอยของสงคราม
ในวันที่สามของการเดินทาง ขบวนทัพได้เคลื่อนผ่านซากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นนางได้เห็นราษฎรของนางที่ยังรอดชีวิต พวกเขาอยู่ในสภาพอิดโรยและสิ้นหวัง ร่างกายผอมโซในอาภรณ์ขาดวิ่น พากันกรูเข้ามาที่ข้างทาง ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษอาหาร
“ท่านแม่ทัพ ได้โปรด...ลูกข้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว” ชายชราผู้หนึ่งร่ำไห้
มู่ตานกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองไปยังหลี่เฉียง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือสายตาที่เย็นชา
“ทหารที่มัวแต่สงสารเชลยศึก คือทหารที่ตายแล้ว” เขาตวาดเสียงกร้าว “อย่าหยุดขบวน! เคลื่อนผ่านไป!”
เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ไล่หลังขบวนทัพมาเปรียบเสมือนกริชเล่มแล้วเล่มเล่าที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของนาง
มู่ตานนั่งอยู่บนหลังม้าตัวหนึ่ง มือทั้งสองของนางถูกมัดไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยเชือกป่านเส้นหนา แม้จะไม่ถึงกับล่ามโซ่ตรวนอย่างนักโทษอุกฉกรรจ์ แต่ก็เป็นการตอกย้ำสถานะเชลยของนางได้อย่างชัดเจน อาภรณ์สีแดงเพลิงในวันนั้นถูกเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายหยาบ ๆ สีมอซอ ผมที่เคยสยายยาว บัดนี้ถูกรวบไว้อย่างลวก ๆ ฝุ่นดินและไอแดดทำให้ริมฝีปากของนางแห้งผากจนแตกระแหง
นางเรียนรู้ที่จะเงียบ เรียนรู้ที่จะอดทน เพราะทุกครั้งที่นางพยายามต่อต้าน ผลลัพธ์ที่ได้คือความเจ็บปวดที่มากขึ้น
แม่ทัพพยัคฆ์หลี่เฉียงขี่ม้านำอยู่หน้าขบวน ร่างสูงใหญ่ของเขาตั้งตระหง่านดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน ตลอดการเดินทางเขาบังคับตนเองให้ปฏิบัติต่อนางราวกับนางไม่มีตัวตนในสายตา หลายครั้งที่หางตาของเขาจับจ้องได้ถึงร่างที่โอนเอนเกือบจะร่วงหล่น แต่เขากลับบีบบังเหียนม้าในมือจนแน่นแล้วบังคับสายตาให้มองตรงไปเบื้องหน้า
แววตาที่ทระนงองอาจแม้จะอยู่ในสภาพที่น่าสมเพช มันช่างเหมือนกับนางในวันนั้นเหลือเกิน...
ความทรงจำที่เจ็บปวดแล่นผ่านเข้ามาในมโนสำนึก ทำให้โทสะของเขายิ่งคุกรุ่น หากนางทำท่าจะตกม้า เขาก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง หากอาหารและน้ำที่ทหารโยนให้หกหล่น เขาก็ปล่อยให้นางอดอยากอยู่อย่างนั้น ความเย็นชาและไร้ความปรานีที่เขาจงใจแสดงออกมานั้นเด็ดขาดยิ่งกว่าคมดาบเสียอีก
“เร่งฝีเท้าขึ้นอีก! ก่อนตะวันตกดินเราต้องถึงที่หมาย!” เสียงคำรามกร้าวของเขาดังขึ้น ปลุกให้ทหารที่เริ่มอ่อนล้ากลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง
ในค่ำคืนวันที่ห้า อากาศหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ มู่ตานซึ่งมีเพียงผ้าคลุมผืนบางนั่งตัวสั่นเทาอยู่ข้างกองไฟที่อยู่ห่างออกไป นางได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ มาจากกลุ่มทหาร
“ดูนั่นสิ เลือดของราชวงศ์ก็ไม่ได้อุ่นไปกว่าพวกเรานักหรอก”
หลี่เฉียงซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ไม่ไกลมองเห็นภาพนั้น เขาแสยะยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอะไร
ในทางกลับกันจอมยุทธ์เหยี่ยวอิงเฟิง ผู้ซึ่งนั่งขัดสมาธิอ่านม้วนตำราอยู่ภายใต้แสงจันทร์อย่างสงบได้ลอบสังเกตการณ์นางอยู่ตลอดเวลา
‘พญาหงส์ที่ปีกหัก...ก็ยังคงเป็นพญาหงส์...แต่หากปล่อยให้แข็งตายไปเสียก่อน...ก็ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี’ เขาคิดในใจ
ชั่วครู่ต่อมาทหารนายหนึ่งได้เดินผ่านจุดที่มู่ตานนั่งอยู่ แล้วบังเอิญทำผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนาผืนหนึ่งหล่นลงบนพื้น มันหล่นลงในระยะที่ห่างจากนางพอสมควร ไม่ใกล้พอที่จะเป็นการจงใจมอบให้ แต่ก็ใกล้พอที่นางจะสามารถคลานเข้าไปหยิบมันได้หากนางยอมลดเกียรติของตนเองลง
มู่ตานชะงักไป นางมองผ้าคลุมผืนนั้น แล้วจึงเหลือบไปมองอิงเฟิงที่ยังคงอ่านตำราของเขาต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางเข้าใจในทันที นี่ไม่ใช่ความเมตตาแต่มันคือการทดสอบ
นางค่อย ๆ หันสายตากลับมา เมินเฉยต่อผ้าคลุมผืนนั้น แล้วจึงกระชับผ้าคลุมผืนบางที่ขาดวิ่นของตนเองให้แน่นขึ้น ยอมทนรับความหนาวเหน็บ ดีกว่ายอมรับความเมตตาที่มีเงื่อนไข
‘น่าสนใจ’ อิงเฟิงคิดในใจ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เย็นเยียบ ‘นางไม่ใช่แค่ทระนง แต่นางฉลาดพอที่จะมองเห็นกับดัก...’
การกระทำเหล่านี้สร้างความสับสนให้นางยิ่งนัก นางไม่ไว้ใจเขา ไม่ไว้ใจบุรุษผู้นี้ยิ่งกว่าพี่ชายที่แสดงความเกลียดชังต่อนางอย่างเปิดเผยเสียอีก ความเมตตาที่มีเงื่อนไขย่อมน่าสะพรึงกลัวกว่าความเกลียดชังที่โจ่งแจ้ง
กาลเวลาแห่งการเดินทางได้ผ่านไปราวเจ็ดวันนับตั้งแต่นครอวิ๋นฮวาล่มสลาย สำหรับองค์หญิงมู่ตาน มันยาวนานราวกับชั่วชีวิต จนในที่สุดขบวนทัพก็เดินทางมาจนถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบกำแพงเมืองขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กำแพงหินสีดำสูงชันราวกับหน้าผา บนยอดกำแพงมีธงรูปพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดอย่างน่าเกรงขาม ประตูเมืองทำจากเหล็กกล้าดูแข็งแกร่งจนแทบไม่มีสิ่งใดทำลายได้
นี่คือที่ตั้งของจวนแม่ทัพใหญ่พิทักษ์อุดร ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นเทียนหู่
“เปิดประตู!” เสียงของหลี่เฉียงกึกก้อง
บานประตูเหล็กหนักอึ้งค่อย ๆ ถูกชักรอกเปิดออก เผยให้เห็นเส้นทางสู่ด้านในที่กว้างขวางและเรียงรายไปด้วยทหารยามในชุดเกราะเต็มยศ ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง...องค์หญิงเชลย ด้วยแววตาที่แตกต่างกันไป ทั้งความอยากรู้อยากเห็น ความสมเพช และความเหยียดหยาม
ม้าของนางถูกจูงเข้าไปด้านใน ผ่านลานฝึกทหารอันกว้างใหญ่ ผ่านโรงเก็บอาวุธที่น่าสะพรึงกลัว จนมาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ตัวคฤหาสน์สร้างจากไม้สีเข้มและหินสีดำ ดูยิ่งใหญ่และน่าหวั่นเกรงไม่ต่างจากเจ้าของของมัน
ทหารนายหนึ่งเข้ามาแก้มัดให้นาง ก่อนจะกระชากลงจากหลังม้าอย่างไม่ปรานี ร่างที่อ่อนล้าของมู่ตานเซถลาจนเกือบล้มลง
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ของเจ้า...องค์หญิง” หลี่เฉียงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า แสยะยิ้มเย็นชา “หรือควรจะเรียกว่า กรง ดีล่ะ”
มู่ตานเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ ฝุ่นดินบนใบหน้าไม่อาจปิดบังประกายทระนงในดวงตาของนางได้ นางกวาดสายตามองจวนหลังใหญ่นี้ มองกำแพงสูงที่ล้อมรอบ มองทหารยามที่ยืนคุมทุกย่างก้าว
นี่สินะ...กรงพยัคฆ์ที่นางจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
หัวใจของนางเย็นเยียบ แต่ไฟแค้นกลับยิ่งลุกโชนขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ไม่ว่าที่นี่จะเป็นบ้านหรือกรง นางขอสาบาน สักวันหนึ่งนางจะต้องเป็นผู้ทำลายมันลงด้วยมือของนางเอง
สิ้นเสียงไร้อารมณ์ของ จางมามา โลกทั้งใบของมู่ตานราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความเย็นเยียบเฉียบพลันแล่นผ่านสันหลังของนางรวดเร็วยิ่งกว่าคมกระบี่ ความกลัวดิบเถื่อนที่พยายามกดข่มไว้ตลอดวันผุดขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอจนแทบหายใจไม่ออก ภาพของแม่ทัพผู้ดุดันราวกับพายุคลั่งในวันยึดนครหวนกลับมาในมโนสำนึก ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง แต่แล้วท่ามกลางความหวาดหวั่นนั้น เสียงทุ้มกังวานของพระบิดาก็ดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำ “มู่ตาน...จำไว้เถิดลูกพ่อ ยามเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย การหันหลังวิ่งหนีมีแต่จะปลุกสัญชาตญาณนักล่าของมันให้ตื่นขึ้น แต่หากเรายืนหยัดอย่างมั่นคง สบตาของมันอย่างไม่หวั่นไหว แม้ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็จะไม่ถูกมันมองว่าเป็นเพียงเหยื่อที่อ่อนแอ” ใช่แล้ว...นางคือองค์หญิงมู่ตานแห่งอวิ๋นฮวา นางจะร้องขอความเมตตาไม่ได้ และจะแสดงความอ่อนแอให้ศัตรูได้ใจไม่ได้เป็นอันขาด มู่ตานสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เก็บงำความกลัวทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางลุกขึ้นยืนช้า ๆ จัดอาภรณ์สีขาวให้เข้าที่ แล้วกล่าวกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ความโอ่อ่าภายในจวนแม่ทัพแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความงามอันอ่อนช้อยของพระราชวังอวิ๋นฮวาที่มู่ตานคุ้นเคย ที่นี่ไม่มีภาพวาดลายบุปผชาติหรือเครื่องกระเบื้องเคลือบสีสดใส มีเพียงความแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และความเย็นชาที่จับต้องได้ พื้นหินขัดมันวาววับสะท้อนเงาเสาไม้สีดำสนิทต้นมหึมาที่ตั้งเรียงรายไปตามทางเดินยาว เสาแต่ละต้นสลักลายพยัคฆ์คำรามอย่างดุดัน ทุกย่างก้าวของมู่ตานสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบ บรรยากาศทั้งหมดหนักอึ้งราวกับมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่ หญิงชรานางหนึ่งในชุดสีเทาเข้มยืนรอนางอยู่ที่โถงทางเข้า นางมีใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก เรือนร่างผอมเกร็งแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่ง ผมของนางมวยไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นเงินธรรมดา ๆ หนึ่งอัน แววตาที่มองมายังมู่ตานนั้นว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง “เชิญองค์หญิงตามข้ามา” น้ำเสียงของนางแหบและไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ “บ่าวชื่อจางมามา เป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้ มีหน้าที่ดูแลความเป็นไปทุกอย่างในจวนแห่งนี้...รวมถึงท่านด้วย” คำว่า ‘ดูแล’ ของนางฟังดูคล้ายกับคำว่า ‘ควบคุม’ มากกว่า
ขบวนทหารม้าอันน่าเกรงขามของแคว้นเทียนหู่เคลื่อนทัพขึ้นเหนือผ่านดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของนาง ฝุ่นดินสีเหลืองฟุ้งตลบจากการย่ำเท้าของอาชาศึก บดบังทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและร่องรอยของสงคราม ในวันที่สามของการเดินทาง ขบวนทัพได้เคลื่อนผ่านซากหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นนางได้เห็นราษฎรของนางที่ยังรอดชีวิต พวกเขาอยู่ในสภาพอิดโรยและสิ้นหวัง ร่างกายผอมโซในอาภรณ์ขาดวิ่น พากันกรูเข้ามาที่ข้างทาง ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษอาหาร “ท่านแม่ทัพ ได้โปรด...ลูกข้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว” ชายชราผู้หนึ่งร่ำไห้ มู่ตานกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางมองไปยังหลี่เฉียง แต่สิ่งที่นางได้รับกลับมาคือสายตาที่เย็นชา “ทหารที่มัวแต่สงสารเชลยศึก คือทหารที่ตายแล้ว” เขาตวาดเสียงกร้าว “อย่าหยุดขบวน! เคลื่อนผ่านไป!” เสียงกรีดร้องและร่ำไห้ไล่หลังขบวนทัพมาเปรียบเสมือนกริชเล่มแล้วเล่มเล่าที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของนาง มู่ตานนั่งอยู่บนหลังม้าตัวหนึ่ง มือทั้งสองของนางถูกมัดไขว้ไว้ด้านหน้าด้วยเชือกป่านเส้นหนา แม้จะไม่ถึ
เปลวเพลิงเลียเลียแผ่นฟ้าจนกลายเป็นสีเลือด ควันไฟสีดำขโมงบดบังแสงสุดท้ายของดวงตะวันจนมิด กลิ่นไหม้ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในอากาศจนน่าสะอิดสะเอียน เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงประดาบดังสะท้อนแว่วมาจากทั่วทุกสารทิศ นครหลวงอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นอวิ๋นฮวา บัดนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน ณ ศูนย์กลางของความพินาศนั้นคือท้องพระโรงใหญ่ที่เคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้เสาหยกสลักลายมังกรหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง ม่านปักลายบุปผชาติถูกไฟไหม้จนหงิกงอเป็นเถ้าถ่าน บัลลังก์หงส์ทองคำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ บัดนี้กลับหมองคล้ำด้วยเขม่าควันและรอยเลือด ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันเป็นชุดพระราชพิธีเต็มยศยังคงยืนหยัดอย่างทระนง แม้ชายแขนเสื้อที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตรจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและรอยเลือด ผมยาวสลวยที่เคยประดับด้วยปิ่นหยกและไข่มุกเลอค่า บัดนี้กลับหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้างามล่มเมืองที่ซีดเผือด องค์หญิงมู่ตาน...รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอวิ๋นฮวา ในมือนางกำกริชสั้นประจำพระองค์ไว้แน่น ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งที่เคยทอประกายสดใส







