Se connecterเมื่อเงาของหลี่เฉียงลับหายไปจากขอบประตู มู่ตานยังคงยืนแข็งทื่ออยู่กลางสวนนั้นอีกเนิ่นนาน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้
นางไม่รู้ว่าตนเองก้าวกลับเข้ามาในเรือนได้อย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงนอนของตนเองตั้งแต่เมื่อใด รู้เพียงแค่ว่าความแข็งแกร่งที่เสแสร้งไว้ทั้งหมดได้พังทลายลงในพริบตา
นางทรุดกายนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหมดแรง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้จากความหวาดหวั่นที่แล่นจับขั้วหัวใจ มันคือความกลัว แต่เป็นความกลัวคนละชนิดกับที่นางมีต่อหลี่เฉียง
ความกลัวที่มีต่อหลี่เฉียงนั้นเปรียบดั่งเปลวไฟที่ลุกโชน มันร้อนและแผดเผาอย่างรุนแรง คือการเผชิญหน้าที่ตรงไปตรงมา นางรู้ว่าต้องรับมืออย่างไร
แต่ความกลัวที่นางกำลังรู้สึกในตอนนี้ มันคือห้วงน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง มันเย็น มันคือความมืดมิดที่มองไม่เห็นตัวตน ความกลัวต่อรอยยิ้มที่สุภาพ ต่อเล่ห์กลที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความอ่อนโยนที่ค่อย ๆ ฉุดรั้งนางให้จมดิ่งลงสู่ความสับสน นางไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับเขาอย่างไร ไม่รู้ว่าจะต้องตั้งรับแบบไหน ความไม่รู้นี้เองที่กัดกินจิตใจของนางยิ่งกว่าความเจ็บปวดใด ๆ ที่เคยได้รับมา
นางนั่งจมอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัวนั้นเนิ่นนานเท่าใดก็มิอาจทราบได้ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของเสี่ยวเหลียนดังขึ้นที่หน้าประตู เด็กสาวก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบพร้อมกับถาดน้ำชา นางเห็นสีหน้าซีดเผือดและแววตาที่เหม่อลอยของมู่ตานก็บังเกิดความสงสารจับใจ แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าจัดเตรียมถ้วยชาอย่างเงียบงัน
ในชั่วขณะนั้นเอง มู่ตานก็ตระหนักได้ว่านางจะจมอยู่กับความกลัวเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ นางต้องหาข้อมูล ต้องรู้ให้ได้ว่าศัตรูคนใหม่ของนางเป็นคนเช่นไร
“เสี่ยวเหลียน” นางเอ่ยขึ้น เสียงของนางยังคงสั่นเทาเล็กน้อย
เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว รีบหันมาคุกเข่าลงทันที “องค์หญิงมีอะไรจะสั่งบ่าวหรือเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด ข้าไม่ได้จะทำอะไรเจ้า” มู่ตานกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวของเด็กสาว “ข้าเพียงแค่อยากจะรู้ว่าท่านอิงเฟิงเขาเป็นคนเช่นไร”
สีหน้าของเสี่ยวเหลียนซีดลงยิ่งกว่าเดิม นางก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอก “บะ...บ่าว...บ่าวไม่กล้ากล่าวถึงท่านอิงเฟิงเพคะ”
“ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้านินทานายของเจ้า” มู่ตานปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงเล็กน้อย “ข้าเพียงแค่อยากจะเตรียมตัวให้ถูกต้อง เช่น...เขาชมชอบสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่ ดนตรี บทกวี หรือว่า...การฝึกยุทธ์เช่นเดียวกับพี่ชายของเขา”
เสี่ยวเหลียนลังเลอยู่ครู่ใหญ่ นางลอบมองซ้ายขวาราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน ก่อนจะกระซิบตอบด้วยเสียงที่เบาที่สุด
“ท่านอิงเฟิง...เขา...เขาแตกต่างจากท่านแม่ทัพโดยสิ้นเชิงเพคะ” นางหยุดไปอึดใจหนึ่ง “เขา...สุภาพเสมอเพคะ ไม่เคยตวาดบ่าวไพร่ ไม่เคยทำร้ายใคร แต่ทุกคนในจวนกลับกลัวเขายิ่งกว่ากลัวท่านแม่ทัพเสียอีก เพราะไม่มีใครรู้ว่าภายใต้รอยยิ้มของเขานั้นเขากำลังคิดอะไรอยู่”
หัวใจของมู่ตานเย็นเยียบลง คำตอบของเสี่ยวเหลียนยืนยันในสิ่งที่นางคาดเดาไว้ไม่ผิดเพี้ยน
“เขา...เคยมีสตรีมาปรนนิบัติที่เรือนหรือไม่” นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด
เสี่ยวเหลียนส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่เคยเลยเพคะ! องค์หญิงเป็นคนแรก ปกติแล้วเรือนของท่านอิงเฟิงจะเงียบสงบราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวนหากไม่ได้รับคำสั่งเพคะ”
มู่ตานพยักหน้ารับช้า ๆ ข้อมูลที่ได้มาน้อยนิดแต่มันก็มีค่ามหาศาล นางเป็นคนแรก ซึ่งหมายความว่านางคือหมากตัวสำคัญในเกมอะไรบางอย่างของเขา ไม่ใช่เพียงของเล่นชั่วข้ามคืน
“ไปเถิด” นางกล่าวกับเสี่ยวเหลียน “แล้วช่วยเตรียมน้ำอาบและเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดที่ข้ามีให้ด้วย”
เมื่อเสี่ยวเหลียนจากไป และบานประตูปิดลงความเงียบอันเยียบเย็นก็กลับเข้าครอบงำเรือนไผ่เร้นอีกครั้ง
มู่ตานยังคงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความหวาดหวั่นต่อห้วงน้ำลึกนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนถึงขีดสุด นางรับรู้ถึงปลายนิ้วที่สั่นเทาของตนเอง รับรู้ถึงหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นขบวน แล้วนางจึงค่อย ๆ สั่งการร่างกายของตนเอง
นางบังคับให้มือที่สั่นเทานั้นหยุดนิ่ง บังคับให้ลมหายใจที่ตื้นเขินกลับมาลึกและสม่ำเสมอ
นี่ไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อไปพบชายคนรักที่ต้องแต่งแต้มด้วยความหวังหรือความปรารถนา แต่นี่คือการเตรียมตัวของนักรบ คือการสวมเกราะเพื่อเข้าสู่สมรภูมิที่อันตรายที่สุด...สมรภูมิที่มองไม่เห็นคมดาบ แต่กลับสังหารคนได้ทั้งเป็น
เมื่อน้ำอาบมาถึง นางใช้เวลาอยู่ในห้องชำระกายนานกว่าปกติ นางอาบน้ำชำระร่างกายอย่างเชื่องช้า จงใจขัดถูทุกอณูบนผิวเนื้อ ไม่ใช่เพื่อความงาม แต่เพื่อลบกลิ่นอายคาวเลือดและโทสะของหลี่เฉียงที่ยังคงฝังแน่น นางต้องกำจัดเปลวไฟที่แผดเผาให้สิ้นซาก ก่อนที่จะก้าวลงไปในห้วงน้ำที่เยือกเย็น
นางปล่อยให้ความอุ่นของน้ำช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในใจออกไปชั่วคราว จากนั้นก็เดินมาหยุดอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า อาภรณ์ที่นางมีล้วนเป็นผ้าฝ้ายและผ้าไหมเรียบ ๆ ไม่มีชุดใดที่งดงามเป็นพิเศษ
นางเหลือบมองชุดสีขาว...
‘ไม่ได้ สีขาวคือการยอมจำนน คือการไว้ทุกข์ ข้ายังไม่แพ้’
นางปรายตามองชุดสีแดงเข้ม
‘ก็ไม่ได้เช่นกัน’
นั่นคือสีแห่งการท้าทายที่โจ่งแจ้ง มันใช้ได้ผลกับพยัคฆ์ร้ายอย่างหลี่เฉียง แต่จะไร้ผลกับพญาเหยี่ยวอย่างอิงเฟิง
มือของนางจึงเลือกหยิบชุดสีเขียวหยกที่ดูสงบและสะอาดตาที่สุดขึ้นมาสวมใส่ มันเป็นสีของไผ่ที่แสดงถึงความสุขุม ความอดทน และความมีชีวิตชีวา สีที่สามารถโอนอ่อนตามแรงลม แต่ไม่เคยหักโค่น
นางนั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลือง บรรจงสางผมยาวสลวยของตนเองอย่างใจเย็น ทุกครั้งที่หวีไม้ลากผ่านเส้นผม มันคือการดึงสติ คือการจัดระเบียบความคิดที่สับสนวุ่นวายให้เข้าที่ นางกำลังสร้างหน้ากากของนางขึ้นมา เส้นผมที่เกล้าขึ้นเป็นมวยต่ำอย่างเรียบง่ายแต่ดูสง่างามคือเกราะชิ้นแรก มันแสดงถึงความสงบแต่ก็พร้อมที่จะรับมือ นางปล่อยปอยผมเล็กน้อยให้เคลียข้างแก้มเพื่อลดทอนความแข็งกร้าวบนใบหน้า พร้อมทบทวนกลยุทธ์ของตนเอง
‘จงเป็นกระจกเงา นิ่งสงบ และสะท้อนทุกสิ่งกลับไป’
นางไม่ได้แต้มเครื่องประทินโฉมใด ๆ นางจะไม่แต่งแต้มตนเองราวกับนางคณิกาที่รอรับแขก แต่นางก็จะไม่เผยความอ่อนแอให้ศัตรูเห็น นางจึงแตะเพียงชาดสีอ่อนที่ริมฝีปากเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยซีดเผือดที่เกิดจากความหวาดหวั่น นี่ไม่ใช่การแต่งแต้มเพื่อความงาม แต่มันคือสีสันแห่งการหลอกลวง
ภาพที่สะท้อนกลับมาคือนางพญาหงส์ที่ปีกหัก แม้จะบาดเจ็บและตกอยู่ในกรง แต่ความสง่างามและความทระนงก็ยังคงฉายชัดออกมาจากแววตา
มู่ตานที่เดินลงมาจากศาลากลางน้ำพร้อมกับสาวใช้ที่ยกถาดขนมและน้ำชาตามมา หัวเราะเสียงใสจนไหล่สั่น นางก้าวเข้ามาหาบุตรสาวที่ซบหน้าหัวเราะคิกคักอยู่บนไหล่กว้างของอาหลง พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลี่ซินเบา ๆ “มีอาหลงรักซินเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ ข้าผู้เป็นแม่ก็เบาใจเจ้าค่ะ วันข้างหน้าต่อให้ไม่มีพวกเราคอยคุ้มครอง ก็ย่อมมีท่านอาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าถังคอยเป็นเกราะกำบังให้นางเสมอ แต่อาหลง ท่านก็เพลา ๆ ความดุลงบ้างเถิด ประเดี๋ยวซินเอ๋อร์ของข้าจะหาคู่ครองไม่ได้จริง ๆ อย่างที่เฉียงเกอว่า” อาหลงมองสบตากับมู่ตานด้วยความเคารพรัก เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าเพียงแต่คัดกรองบุรุษที่จะเข้ามาในชีวิตของนางเท่านั้น หากมีผู้ใดที่ดีพร้อมอย่างแท้จริง ข้าย่อมหลีกทางให้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะขอเป็นกำแพงเหล็กกล้าให้นางและตระกูลหลี่ตลอดไป” เขา
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงห้าปีเต็ม นครหลวงฉางอันภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เจี้ยนเหอเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม ราษฎรทำมาค้าขายอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับจวนติ้งกั๋วกงอันกว้างใหญ่โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้มิได้มีเพียงความเงียบขรึมและน่าเกรงขามเฉกเช่นค่ายทหารในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความอบอุ่น และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสวนบุปผา ฤดูวสันต์เวียนมาบรรจบอีกครา ดอกอิงฮวาสีชมพูอ่อนเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยละล่องไปตามสายลมที่พัดเอื่อย ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลานกว้างที่เคยใช้เป็นที่หารือแผนการรบ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมขนาดย่อมสำหรับทายาทแห่งจวนกั๋วกง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มทะมัดทะแมง กำลังย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ในมือถือดาบไม้สลักลายเรียบง่าย นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่เคยใช้สยบศัตรูนับหมื่น บ
วันตระเวนกินเป็ดย่างผ่านพ้นไป บัดนี้ถึงเวลาของงานมงคลที่แม้จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในจวนติ้งกั๋วกง ทว่ากลับอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ในห้องแต่งตัวอันมิดชิด มู่ตานในฐานะพี่สาวและเจ้านายกำลังบรรจงสวมปิ่นปักผมทับทิมสีแดงสดลงบนเรือนผมมวยสวยของเสี่ยวเหลียนอย่างประณีต เสี่ยวเหลียนในชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงนั่งตัวแข็งทื่อ นัยน์ตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จนมองภาพในกระจกไม่ชัด “ร้องไห้ทำไมกันเสี่ยวเหลียน วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าต้องยิ้มให้สวยที่สุดสิ” มู่ตานกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เอ่อล้นให้สาวใช้คนสนิท “ท่านหญิงข้าไม่อยากห่างจากท่านเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนสะอื้นออกมาจนตัวโยน “ตั้งแต่วันแรกที่ท่านแม่ทัพมอบข้าให้รับใช้ท่านที่แดนเหนือ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเชลยที่ดูบอบบางในวันนั้น จะกลายเป็นทั้งชีวิตและเป
หนึ่งเดือนก่อนกำหนดการเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนอุดร นครหลวงฉางอันยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาอาบไล้สระบัวภายในจวนติ้งกั๋วกงจนเป็นสีเงินยวง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มประทับนั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำท่ามกลางลมเย็นของฤดูวสันต์ เบื้องหน้าของเขาคือกระดานหมากรุกที่ทิ้งค้างไว้ ทว่าคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้สนใจหมากในมือเลยแม้แต่น้อย เว่ยกัวเฉิน แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งขยี้จมูกตัวเองจนแดงเถือก ใบหน้าคมเข้มที่เคยกรำศึกมาอย่างโชกโชนดูหมองลงด้วยความวิตกกังวล เขาถอนหายใจทิ้งทวนครั้งที่สิบจนตะเกียงวูบไหวพ่นควันจาง ๆ ออกมา “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิดกัวเฉิน ถอนหายใจทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลาในสระจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศเสียก่อน” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงเรียบพลางวางหมากสีดำลงบนกระดานด้วยท่วงท่ามั่นคง “ท่านกั๋วกง คือข้า...ข้าเครียดจนกินไม
คำสารภาพรักที่หนักแน่นราวกับคำสาบาน ทำเอาความอดกลั้นสุดท้ายของจอมทัพหนุ่มขาดผึง หลี่เฉียงประคองใบหน้าของนางไว้ด้วยสองมือ โน้มตัวลงไปประทับจุมพิตบนหน้าผากมน ไล้เรื่อยลงมาที่ปลายจมูกรั้น และครอบครองริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างดูดดื่ม จุมพิตในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความโหยหา ความทะนุถนอม และความปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน มือหนาของเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องมงกุฎหงส์และเครื่องประดับบนเรือนผมของนางออก ปล่อยให้เส้นผมสีหมึกทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลัง ก่อนจะค่อย ๆ ปลดสายคาดเอวชุดมงคลสีแดงของนางออกอย่างอ้อยอิ่ง เมื่ออาภรณ์สีชาดหลุดลุ่ย ร่างอรชรเปลือยเปล่าปรากฏสู่สายตา ทว่ามู่ตานกลับเผลอหลบสายตา สองแขนยกขึ้นโอบกอดตัวเองด้วยความประหม่าและปมลึกซึ้งในใจ ร่องรอยและตราบาปในอดีตที่นางเคยถูกบังคับขืนใจ ทั้งจากความป่าเถื่อนของเขาในวันวาน และจากความอัปยศในเงื้อมมือของอิงเฟิง ธรรมเนียมที่กรีดแทงสตรีผู้แปดเปื้อนยังคงเป็นฝันร้ายที่ซ่อนอยู่ลึ
มู่ตานวางมือเล็ก ๆ ของนางลงบนฝ่ามือของเขา ความอบอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว หลี่เฉียงกุมมือนางไว้แน่น ประคองร่างอรชรขึ้นสู่เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ขบวนมงคลสมรสเคลื่อนตัวออกจากจวนท่านหญิง มุ่งหน้าสู่จวนติ้งกั๋วกงแห่งใหม่ท่ามกลางสายลมวสันต์ที่พัดพากลีบดอกท้อให้ปลิวไสว ตลอดสองข้างทาง ราษฎรต่างโปรยกลีบดอกไม้และส่งเสียงอวยพรดังกึกก้อง เป็นภาพความยิ่งใหญ่ที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน เมื่อขบวนเดินทางมาถึงจวนติ้งกั๋วกง มู่ตานถูกประคองให้ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างหลี่เฉียงเข้าสู่โถงพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างอลังการ ณ ตำแหน่งประธานในโถงพิธี ฮ่องเต้เจี้ยนเหอในชุดฉลองพระองค์สีแดงเข้มเสด็จมาเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง ใบหน้าของโอรสสวรรค์เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี เคี
หลี่เฉียงผุดลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาเบิกกว้างแดงก่ำ เขาพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือมู่ตานไว้แน่นจนนางเจ็บร้าว “อย่าดับมัน! ใครสั่งให้เจ้าดับ!” เขาตะคอกใส่หน้านาง
ณ ศาลาริมน้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาล อิงเฟิงยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของเรือนไผ่เร้นด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนมุมปากของเขาดูคล้ายกับรอยยิ้มของนักดูมหรสพที่กำลังรอ
กาลเวลาในเรือนเหมยแดงไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเงียบงันประดุจสายน้ำในฤดูหนาวที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ภายนอกกำแพงเรือน สายลมเหมันต์ยังคงพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาปกคล
ปลายยามอู่ แสงตะวันยามเที่ยงวันสาดส่องลงมากระทบหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วสวนดอกเหมย ก่อเกิดเป็นแสงสะท้อนระยิบระยับบาดตา ทว่าความสว่างไสวยามทิวานั้นกลับมิอาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่กัดกินอยู่ภายในใจของผู้อาศัยในเรือนเหมยแดงได้&nb







