ログインหลังจากกินข้าวต้มจนหมดถ้วย นางก็ปล่อยให้เสี่ยวเหลียนเก็บถาดออกไป แล้วกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง นางตัดสินใจที่จะสำรวจกรงของตนเองอย่างละเอียด นั่นคือเรือนไผ่เร้นที่นางเพิ่งกลับมาถึง...
นางเดินออกไปที่สวนเล็ก ๆ ด้านนอก ลานดินกว้างเพียงไม่กี่ก้าวถูกล้อมรอบไว้ด้วยกำแพงหินสูงทึบ ที่มุมหนึ่งของสวนมีต้นเหมยต้นหนึ่งยืนต้นอยู่อย่างโดดเดี่ยว มู่ตานเดินเข้าไปลูบไล้กลีบดอกอันบอบบางนั้นเบา ๆ นางรู้สึกเหมือนกำลังมองดูเงาสะท้อนของตนเอง บุปผาที่ถูกพรากมาอยู่ในดินแดนอันหนาวเหน็บ แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องเบ่งบานต่อไป
นางใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดในการวางแผน การทบทวนทุกข้อมูลที่นางมีอยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน หลี่เฉียงคือพยัคฆ์ร้าย เขาตรงไปตรงมา บ้าอำนาจ กลยุทธ์ที่ต้องใช้กับเขาก็คือการปฏิเสธที่จะมอบความพึงพอใจให้เขา
ส่วนอิงเฟิง คือเหยี่ยวพิษที่ซ่อนอยู่ในเงามืด เขาฉลาด เจ้าเล่ห์ และอดทน เขาคือผู้ที่นางต้องระวังมากที่สุด
เป้าหมายของนางมีเพียงหนึ่งเดียวคือการเอาชีวิตรอดและหาทางแก้แค้น
ปัง!
เสียงประตูเรือนถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนนางสะดุ้งสุดตัว ทำลายภวังค์ความคิดของนางจนหมดสิ้น
หลี่เฉียงก้าวเข้ามาในเรือน ร่างกายของเขายังคงมีเหงื่อซึมจากการฝึกซ้อมยามเช้า สายตาของเขาจับจ้องมาที่นางซึ่งยืนอยู่กลางสวนเพียงผู้เดียว
เขาเดินตรงเข้ามาหานา มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงแดดยามสายจนหมดสิ้น
“ข้าได้ยินจากจางมามาว่าเจ้ากินอาหารจนหมดถ้วย” เขากล่าวขึ้นน้ำเสียงเย้ยหยัน “ดูเหมือนคืนเดียวก็เพียงพอที่จะสั่งสอนให้เชลยศักดิ์สูงเช่นเจ้าเรียนรู้ที่จะเจียมตัวได้แล้วสินะ”
มู่ตานเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างใจเย็น “ข้าเพียงแค่ต้องรักษาเรี่ยวแรงไว้เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่ปรนนิบัติท่านแม่ทัพต่อไปให้ได้นานที่สุดมิใช่หรือเจ้าคะ”
คำตอบที่สุภาพแต่แฝงไปด้วยหนามแหลมคมทำให้นัยน์ตาของหลี่เฉียงหรี่ลง เขายื่นมือออกมา แตะปลายนิ้วลงบนรอยช้ำที่ยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่บนต้นแขนของนางอย่างแผ่วเบา
“รอยนี่ช่างงดงาม...มันทำให้เจ้างดงามยิ่งขึ้น”
มู่ตานรู้สึกขยะแขยงจนอยากจะอาเจียนออกมา แต่นางกลับบังคับให้ตัวเองยืนนิ่ง
“หากมันเป็นที่พอใจของท่านแม่ทัพ ก็นับว่าเป็นเกียรติของข้าเจ้าค่ะ”
“หึ...” เขาดึงมือกลับ “เจ้ายังคงเป็นเจ้า องค์หญิงผู้ปากดีไม่เคยเปลี่ยน” เขามองนางด้วยสายตาที่หยั่งเชิงอย่างล้ำลึก “แต่การแสดงเช่นนี้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว”
เขาหันหลังให้แก่นาง เดินไปเด็ดดอกเหมยดอกหนึ่งขึ้นมาถือไว้ในมือ แล้วบดขยี้มันอย่างช้า ๆ
“ข้าเริ่มเบื่อการแสดงของเจ้าแล้ว” เขากล่าวโดยไม่หันกลับมามอง
ความทระนงจอมปลอมนั่นมันน่ารำคาญสิ้นดี ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิด เมื่อคืนเขาต้องการทำลายนางให้แหลกสลาย แต่กลับล้มเหลว บัดนี้เขาจึงต้องการเห็นนางถูกทำลายด้วยวิธีอื่น
“ข้าอยากจะรู้ว่า... หากเปลี่ยนวิธีการเจ้าจะยังคงรักษาท่าทีเช่นนี้ไว้ได้อีกหรือไม่”
มู่ตานนิ่งเงียบ หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้นมาด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่ดี
หลี่เฉียงหันกลับมาเผชิญหน้ากับนางอีกครั้ง บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมและคาดเดาไม่ได้
“น้องชายของข้า...เขามีรสนิยมชมชอบของที่งดงาม เขาเฝ้ารอคอยอย่างอดทนมาหลายวันแล้ว”
เลือดในกายของมู่ตานเย็นเยียบลงในทันที
“คืนนี้เจ้าจงไปที่เรือนของเขา” เขากล่าวต่อช้า ๆ ชัด ๆ “ไปดูซิว่าวิธีการอันแยบยลและอ่อนโยนของเขา จะสามารถทำให้เจ้าส่งเสียงร้องออกมาได้หรือไม่ หรือบางทีอาจจะทำให้เจ้ายอมศิโรราบอย่างแท้จริงก็เป็นได้”
มันคือคำสั่งที่โหดร้ายยิ่งกว่าการลงทัณฑ์ใด ๆ คือการโยนนางจากกรงพยัคฆ์ที่เพิ่งจะเริ่มจะเรียนรู้ที่จะตั้งรับ ไปสู่รังเหยี่ยวที่นางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย
หลี่เฉียงเดินจากไป ทิ้งให้มู่ตานยืนแข็งทื่ออยู่กลางสวนเพียงลำพัง เกราะป้องกันที่นางเพิ่งสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
ความหวาดกลัวระลอกใหม่ที่รุนแรงและเย็นเยียบกว่าเดิมถาโถมเข้าใส่จิตใจของนางอย่างบ้าคลั่ง นางรับมือกับพยัคฆ์ร้ายที่โจมตีซึ่งหน้าได้ แต่จะรับมือกับพญาเหยี่ยวที่ซ่อนพิษร้ายไว้ใต้ปีกได้อย่างไร
เสียงกรีดร้องที่ไร้สุรเสียงดังก้องอยู่ในลำคอของนาง ความเยือกเย็นที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่นอันมืดมิด หมากกระดานนี้เพิ่งจะถูกพลิกใหม่ทั้งหมด และนางก็กำลังจะกลายเป็นเบี้ยที่ถูกส่งไปตายอีกครั้ง
มู่ตานที่เดินลงมาจากศาลากลางน้ำพร้อมกับสาวใช้ที่ยกถาดขนมและน้ำชาตามมา หัวเราะเสียงใสจนไหล่สั่น นางก้าวเข้ามาหาบุตรสาวที่ซบหน้าหัวเราะคิกคักอยู่บนไหล่กว้างของอาหลง พลางเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของหลี่ซินเบา ๆ “มีอาหลงรักซินเอ๋อร์และหานเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ ข้าผู้เป็นแม่ก็เบาใจเจ้าค่ะ วันข้างหน้าต่อให้ไม่มีพวกเราคอยคุ้มครอง ก็ย่อมมีท่านอาที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าถังคอยเป็นเกราะกำบังให้นางเสมอ แต่อาหลง ท่านก็เพลา ๆ ความดุลงบ้างเถิด ประเดี๋ยวซินเอ๋อร์ของข้าจะหาคู่ครองไม่ได้จริง ๆ อย่างที่เฉียงเกอว่า” อาหลงมองสบตากับมู่ตานด้วยความเคารพรัก เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าเพียงแต่คัดกรองบุรุษที่จะเข้ามาในชีวิตของนางเท่านั้น หากมีผู้ใดที่ดีพร้อมอย่างแท้จริง ข้าย่อมหลีกทางให้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ข้าจะขอเป็นกำแพงเหล็กกล้าให้นางและตระกูลหลี่ตลอดไป” เขา
เวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปถึงห้าปีเต็ม นครหลวงฉางอันภายใต้การปกครองของฮ่องเต้เจี้ยนเหอเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบร่มเย็นไร้ศึกสงคราม ราษฎรทำมาค้าขายอย่างเป็นสุข เช่นเดียวกับจวนติ้งกั๋วกงอันกว้างใหญ่โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้มิได้มีเพียงความเงียบขรึมและน่าเกรงขามเฉกเช่นค่ายทหารในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ความอบอุ่น และเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วที่ดังก้องไปทั่วทุกมุมของสวนบุปผา ฤดูวสันต์เวียนมาบรรจบอีกครา ดอกอิงฮวาสีชมพูอ่อนเบ่งบานสะพรั่งเต็มต้น กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยละล่องไปตามสายลมที่พัดเอื่อย ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ลานกว้างที่เคยใช้เป็นที่หารือแผนการรบ บัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นลานฝึกซ้อมขนาดย่อมสำหรับทายาทแห่งจวนกั๋วกง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มทะมัดทะแมง กำลังย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ในมือถือดาบไม้สลักลายเรียบง่าย นัยน์ตาคมกริบดุจพยัคฆ์ที่เคยใช้สยบศัตรูนับหมื่น บ
วันตระเวนกินเป็ดย่างผ่านพ้นไป บัดนี้ถึงเวลาของงานมงคลที่แม้จะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในจวนติ้งกั๋วกง ทว่ากลับอบอวลไปด้วยมิตรภาพที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน ในห้องแต่งตัวอันมิดชิด มู่ตานในฐานะพี่สาวและเจ้านายกำลังบรรจงสวมปิ่นปักผมทับทิมสีแดงสดลงบนเรือนผมมวยสวยของเสี่ยวเหลียนอย่างประณีต เสี่ยวเหลียนในชุดมงคลสมรสสีแดงเพลิงนั่งตัวแข็งทื่อ นัยน์ตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จนมองภาพในกระจกไม่ชัด “ร้องไห้ทำไมกันเสี่ยวเหลียน วันนี้เป็นวันมงคล เจ้าต้องยิ้มให้สวยที่สุดสิ” มู่ตานกระซิบเสียงอ่อนโยนพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่เอ่อล้นให้สาวใช้คนสนิท “ท่านหญิงข้าไม่อยากห่างจากท่านเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวเหลียนสะอื้นออกมาจนตัวโยน “ตั้งแต่วันแรกที่ท่านแม่ทัพมอบข้าให้รับใช้ท่านที่แดนเหนือ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเชลยที่ดูบอบบางในวันนั้น จะกลายเป็นทั้งชีวิตและเป
หนึ่งเดือนก่อนกำหนดการเคลื่อนทัพมุ่งหน้าสู่ชายแดนอุดร นครหลวงฉางอันยามค่ำคืนเงียบสงบ แสงจันทร์นวลตาอาบไล้สระบัวภายในจวนติ้งกั๋วกงจนเป็นสีเงินยวง หลี่เฉียงในชุดลำลองสีเข้มประทับนั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำท่ามกลางลมเย็นของฤดูวสันต์ เบื้องหน้าของเขาคือกระดานหมากรุกที่ทิ้งค้างไว้ ทว่าคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไม่ได้สนใจหมากในมือเลยแม้แต่น้อย เว่ยกัวเฉิน แม่ทัพพิทักษ์อุดรผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับนั่งขยี้จมูกตัวเองจนแดงเถือก ใบหน้าคมเข้มที่เคยกรำศึกมาอย่างโชกโชนดูหมองลงด้วยความวิตกกังวล เขาถอนหายใจทิ้งทวนครั้งที่สิบจนตะเกียงวูบไหวพ่นควันจาง ๆ ออกมา “เจ้ามีเรื่องอันใดก็พูดมาเถิดกัวเฉิน ถอนหายใจทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลาในสระจะขาดใจตายเพราะขาดอากาศเสียก่อน” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงเรียบพลางวางหมากสีดำลงบนกระดานด้วยท่วงท่ามั่นคง “ท่านกั๋วกง คือข้า...ข้าเครียดจนกินไม
คำสารภาพรักที่หนักแน่นราวกับคำสาบาน ทำเอาความอดกลั้นสุดท้ายของจอมทัพหนุ่มขาดผึง หลี่เฉียงประคองใบหน้าของนางไว้ด้วยสองมือ โน้มตัวลงไปประทับจุมพิตบนหน้าผากมน ไล้เรื่อยลงมาที่ปลายจมูกรั้น และครอบครองริมฝีปากอวบอิ่มของนางอย่างดูดดื่ม จุมพิตในค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความโหยหา ความทะนุถนอม และความปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน มือหนาของเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องมงกุฎหงส์และเครื่องประดับบนเรือนผมของนางออก ปล่อยให้เส้นผมสีหมึกทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลัง ก่อนจะค่อย ๆ ปลดสายคาดเอวชุดมงคลสีแดงของนางออกอย่างอ้อยอิ่ง เมื่ออาภรณ์สีชาดหลุดลุ่ย ร่างอรชรเปลือยเปล่าปรากฏสู่สายตา ทว่ามู่ตานกลับเผลอหลบสายตา สองแขนยกขึ้นโอบกอดตัวเองด้วยความประหม่าและปมลึกซึ้งในใจ ร่องรอยและตราบาปในอดีตที่นางเคยถูกบังคับขืนใจ ทั้งจากความป่าเถื่อนของเขาในวันวาน และจากความอัปยศในเงื้อมมือของอิงเฟิง ธรรมเนียมที่กรีดแทงสตรีผู้แปดเปื้อนยังคงเป็นฝันร้ายที่ซ่อนอยู่ลึ
มู่ตานวางมือเล็ก ๆ ของนางลงบนฝ่ามือของเขา ความอบอุ่นที่คุ้นเคยแผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว หลี่เฉียงกุมมือนางไว้แน่น ประคองร่างอรชรขึ้นสู่เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ขบวนมงคลสมรสเคลื่อนตัวออกจากจวนท่านหญิง มุ่งหน้าสู่จวนติ้งกั๋วกงแห่งใหม่ท่ามกลางสายลมวสันต์ที่พัดพากลีบดอกท้อให้ปลิวไสว ตลอดสองข้างทาง ราษฎรต่างโปรยกลีบดอกไม้และส่งเสียงอวยพรดังกึกก้อง เป็นภาพความยิ่งใหญ่ที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน เมื่อขบวนเดินทางมาถึงจวนติ้งกั๋วกง มู่ตานถูกประคองให้ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ก่อนจะก้าวเดินเคียงข้างหลี่เฉียงเข้าสู่โถงพิธีที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างอลังการ ณ ตำแหน่งประธานในโถงพิธี ฮ่องเต้เจี้ยนเหอในชุดฉลองพระองค์สีแดงเข้มเสด็จมาเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง ใบหน้าของโอรสสวรรค์เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี เคี
ราตรีกาลแผ่ปกคลุมเมืองหลวงราวกับผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท เมฆฝนก้อนใหญ่ลอยต่ำบดบังแสงจันทร์และดวงดาวจนมิดชิด ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงตกอยู่ในความมืดมิดและหนาวเหน็บ ลมกรรโชกแรงพัดพาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามท้องถนนที่เงียบสงัด
กาลเวลาในหุบเขาเผ่าเชียงดูเหมือนจะไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคงราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็งที่เริ่มขยับตัวรินไหลเมื่อแสงตะวันเริ่มทอแสงแรงกล้าขึ้นในยามเช้า หลังจากที่อาหลงควบม้าฝ่
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนหุบเขาเผ่าเชียงด้วยความเงียบสงบที่แตกต่างไปจากทุกวัน ม่านหมอกสีขาวขุ่นยังคงลอยอ้อยอิ่งปกคลุมยอดไม้และหลังคาเรือนราวกับผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่ยังไม่ถูกเปิดออก อากาศยามเช้าเย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจ หยาดน้ำค้างเกาะพราวบนใ
สายลมแห่งหุบเขาพัดกรรโชกแรง หอบเอากลิ่นอายความชื้นและไอหมอกหนาทึบปกคลุมทั่วอาณาบริเวณของเผ่าเชียง บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงคล้ายเป็นลางบอกเหตุถึงพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัว ณ ชายป่าหมอก ห







