Masuk“นี่ท่านวาดอะไรของท่าน!?” เสียงหวานถึงกับเหิน เมื่อเห็นภาพที่อีกฝ่ายวาด ชายตรงหน้าอย่าพูดถึงความสามารถในการวาดภาพเลย ดูจากภาพแล้วแค่พื้นฐานยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ
ลงเส้นก็ยึกยือ ลงสีก็ผสมกับมั่วซั่วไปหมด
“ก็วาดเจ้าอย่างไรเล่า นี่หัว นี่ขา นี่ท้อง ส่วนนี่...ก็หน้าอกของเจ้า แต่ข้ามิได้วาดใหญ่เท่าของจริงนะ โอ๊ย!”
“ไม่ได้เรื่อง ตัวอะไรก็ไม่รู้ ข้าดูไม่ออกสักนิดว่าเป็นข้ากับลูก” สาวงามฟาดมือลงบนแขนสามีเต็มแรง ใบหน้าแดงก่ำดูก็รู้ว่าเขินอายที่อีกฝ่ายพูดถึงสัดส่วนที่ไม่ควรพูด
“อ่า ข้าไม่ค่อยถนัดวาดรูป”
“แล้วจะเสนอตัวมาวาดด้วยเหตุใดกัน ท่านไปฝึกดาบ ยิงธนูของท่านเถิด”
“...เข้าใจแล้ว” เว่ยเฉิงหยวนถึงกับคอตก ภาพวาดของเขาก็ดูไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ เฮ้อ~ สงสัยวิธีวาดภาพเชื่อมสัมพันธ์ที่ฝูเจี๋ยแนะนำคงไม่เป็นผลเสียแล้ว เช่นนั้นคงต้องใช้อีกวิธี-
“ท่านองครักษ์ขอรับ ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้า” ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ฝูเจี๋ยก็วิ่งหน้าตั้งมารายงาน เป็นอันว่าวันนี้คงไม่ได้อยู่กับภรรยาแล้ว
“ข้าจะเข้าวัง เจ้าเองก็ขยับร่างกายบ้าง นั่งปักเช่นนี้ทั้งวันจะปวดเมื่อยเอาได้”
“...” จางหยู่เยียนไม่ได้ตอบกลับ เพียงแค่พยักหน้าเข้าใจ พลางแอบเหลือบตามองตามหลังกำยำไป
“นายท่าน น่าเอ็นดูจังเจ้าค่ะ”
“น่าแปลกสิไม่ว่า ก่อนหน้าเขาเคยเป็นเช่นนี้เสียเมื่อไหร่กัน เขาต้องวางแผนอะไรไว้เป็นแน่” นิ้วเล็กถูกกัดอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่ง
“อี้ถาน เจ้าช่วยจับตาดูเขาให้ข้าทีได้หรือไม่ ดูว่าได้ออกไปพบเกาซูเหวินหรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าพวกเขาแอบพบกันเพื่อวางแผนบางอย่างอยู่หรือเปล่า” แม้อี้ถานจะเป็นเพียงนางกำนัล มิได้มีวิชาสืบหาอย่างพวกทหาร แต่เรื่องเป็นหูเป็นตา อย่าได้ประมาทนางกำนัลในวังหลังเชียว
“ฮูหยินวางใจเจ้าค่ะ บ่าวจะตามดูท่านองครักษ์แล้วมารายงานฮูหยินทุกวัน” สาวใช้พระราชทานจากฮองเฮาตอบรับหนักแน่น
และนางก็ทำได้ดังปากว่าจริงๆ
“วันนี้ท่านองครักษ์แวะไปดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ ดูเหมือนจะไปกับใต้เท้ากรมอาญา”
“วันนี้ท่านองครักษ์ไปที่หน่วยฝึกองครักษ์เจ้าค่ะ อยู่ที่นั่นทั้งวันไม่ได้ไปไหนเลย” อี้ถานนำเรื่องมารายงานเช่นนี้ติดต่อกันมาหลายวันแล้ว และวันนี้ก็เช่นกัน
“ท่านองครักษ์พบกับคุณหนูเกาจริงเจ้าค่ะ แต่แค่เดินผ่านเท่านั้น คุณหนูเกาเอ่ยทักก็ทำราวไม่ได้ยิน เดินผ่านไปหน้าตาเฉย”
“แน่ใจหรือว่าพวกเขาไม่ได้แอบเอาจดหมายอะไรให้กัน” จางหยู่เยียนขมวดคิ้วงุนงง คนรักกันจะทำเช่นนั้นได้หรือ ไม่พบหน้า ไม่พูดคุย เป็นไปได้หรือ
“แน่ใจเจ้าค่ะ บ่าวมองไม่ผิดแน่เจ้าค่ะฮูหยิน”
“แปลกนัก” สี่นายบ่าวนั่งพูดคุยกันอย่างใช้ความคิด ทว่ายังไม่ได้ถกเถียงถึงเรื่องนี้ เสียงทุ้มของชายหนุ่มก็ดังขึ้น
“ข้าเองก็แปลกใจเช่นกัน ไม่คิดว่าจะเป็นคนของฮูหยินที่สอดแนมข้า”
“เว่ยเฉิงหยวน!!! เอ่อ ท่านพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ” ตาคมหรี่มองจับผิดหยู่เยียนจนวางหน้าไม่ถูก เหล่าบ่าวรับใช้ก็ต่างหมอบคลานออกจากห้องนอนไป ให้สามีภรรยาได้พูดคุยกัน โดยไม่เหลียวมองสักนิดว่านายหญิงกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลืออยู่
“เรื่องอะไร ฮูหยินไม่เข้าใจหรือ”
“ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ”
“...เฮ้อ อยากรู้อะไรเหตุใดไม่ถาม ข้าเกือบสังหารคนของเจ้าเสียแล้ว คิดได้อย่างไรส่งคนไปสะกดรอยตามองครักษ์ของฝ่าบาท ทำเช่นนี้เข้าข่ายสอดแนม” ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้าใกล้ภรรยาจนนางต้องผงะถอยห่าง
“ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว สอดแนมอันใดกัน” มือเล็กดันร่างสูงให้ออกไปก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งหน้ากระจก มือไม้จัดนั่นจัดนี่เพื่อไม่ให้มีพิรุธ โดยไม่รู้เลยว่าท่าทีเช่นนี้หากเป็นผู้ต้องสงสัยคงถูกจับทันที
“หากไม่สอดแนม เช่นนั้นข้าคงต้องตีความว่าฮูหยินหึงหวงสามี จนต้องให้บ่าวตามดู”
“ข้ามิได้หึงหวง”
“อย่าปฏิเสธไปเลย เอาเป็นว่าต่อจากนี้ข้าจะอยู่ให้เจ้าดูตลอดเวลา”
“หมายความว่าอย่างไร” จางหยู่เยียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นึกเสียวสันหลังเพราะสายตาเจ้าเล่ห์ที่มองมา
“ต่อจากนี้ สามีจะมาพักที่เรือนกับฮูหยินทุกวันดีหรือไม่”
สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องนอน ผ่านสตรีร่างบอบบางที่ยืนรออยู่ พากันตรงดิ่งไปยังห้องตำราที่อยู่ห่างออกมา เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนเด็กน้อย“คำนับฮูหยินเจ้าค่ะ เมื่อครู่ได้ยินเสียงเด็ก คงเป็นคุณชายน้อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”“บุตรข้าเป็นสตรี” เว่ยเฉิงหยวนตอบกลับไป พลางประคองภรรยาเดินอ้อมมานั่งบนเก้าอี้ที่ทำงาน“เป็นสตรีหรอกหรือเจ้าคะ มิเป็นไรนะเจ้าคะ อย่างไรเสียท้องสองก็ต้องเป็นบุตรชายแน่ หรือไม่จากนี้ข้าก็จะได้ช่วยแบ่งเบาฮูหยิน มีทายาทให้สกุลเว่ย” น้ำเสียงไร้ซึ่งคำเย้ยหยัน ทว่าสีหน้ากลับมองหยู่เยียนอย่างเหนือกว่า ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นสตรี นางก็ยังมีโอกาส ไม่แน่ว่าลูกของนางในวันหน้าอาจจะได้เป็นทายาทสกุลเว่ย นางอาจมอบบุตรชายให้สกุลเว่ยได้“หากท่านยังไม่ทำอันใดเสียที ข้าจะกลับแล้ว มิอยากได้ยินเสียงนกกาให้ระคายหู”“ใจเย็นก่อนเถิด ฝูเจี๋ยกำลังมาแล้ว...ส่วนคุณหนูเกา ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยตัดความสัมพันธ์กับเกาซูเหวินตามตรง“ข้าเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าช่วยข้านำหลักฐานมาจัดการสองพ่อลูกสกุลเกา ข้าซาบซึ้งน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์ทรยศครอบครัวเพื่อช่วยข้า”
เสียงร้องของเด็กทารกแรกเกิดเงียบสงบลง เปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงฝัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มติดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทำเอาผู้เป็นมารดาอดยิ้มตามไม่ได้“นายท่านกับองค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกหรือ”“ยังเลยเจ้าค่ะ” ได้ยินคำตอบของซีเยว่ จางหยู่เยียนก็ถอนหายใจหนัก นี่ก็เริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้จะเป็นอย่างไรนางมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อในตัวสามีอยู่ไม่น้อย ทว่าความกังวลของคนไหนเลยจะห้ามกันได้ ยามนี้คงได้แต่มุ่งความสนใจมาที่ลูกน้อย จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านสตรีพึ่งคลอดโอบอุ้มลูกน้อยที่กำลังหลับใหลหลังจากดื่มนมเสร็จ ลงนอนบนเตียงเล็ก ยกผ้าขึ้นมาคลุม พลางตบเบาๆ บนหน้าอกน้อยให้นางได้หลับสนิท“รอหน่อยเถิดคนดีของแม่ ประเดี๋ยวบิดาเจ้าก็กลับมาแล้ว ถึงครานั้นเจ้าจะได้มีชื่อเรียกเหมือนผู้อื่นเสียที” รอยยิ้มอ่อนประดับอยู่บนดวงหน้าหวาน ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากที่หยู่เยียนตัดสินใจพูดคุย ให้โอกาสสามีในวันนั้น เขาก็ดีกับนางทุกอย่าง ไม่ว่าคิดหรือทำสิ่งใดล้วนบอกกล่าวนาง กระนั้นอีกฝ่ายยังมีหน้าที่เป็นขุนนางของราชสำนัก เรื่องบ้านเมืองล้วนพูดได้ไม่หมด และนางเอ
กระนั้นพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเงินทองมากมายที่เสียไปกับการจ้างนักฆ่ามืออาชีพ อย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางซัดทอดมาถึงคนบงการเป็นแน่“นักฆ่าพวกนี้เป็นมือสังหารที่พร้อมพลีชีพหากภารกิจล้มเหลว ดีที่ข้าจับเป็นพวกมันได้หลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนสั่งการก็คงเบาใจได้ว่าพวกมันจะไม่ซัดทอดถึง” เว่ยเฉิงหยวนล่อพวกนักฆ่าไปยังปากทางถ้ำก็เพราะเช่นนี้ เขาต้องการหาทำเลที่เหมาะกับการใช้พิษยาสลบและต้องการให้เรื่องนี้เงียบที่สุด ห่างจากสายตาของคนที่เกาจิ้งให้แอบมาดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่เฉิงหยวน อย่าได้ชักช้า”“กระหม่อมเพียงชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีเหตุจูงใจในการสังหารองค์รัชทายาท ซ้ำยังมีเงินทองมากมายจ้างนักฆ่ามืออาชีพจะมีสักกี่คน”“...” ทุกสายตามองตามการกระทำขององครักษ์เว่ย“เลิกพูดพล่ามเสียที ฝ่าบาทเพคะ ทรงให้ความเป็นธรรมกับสกุลเกาด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำของเว่ยเฉิงหยวนก็ทำให้สกุลเกาแปดเปื้อนถึงเพียงนี้ ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังกล้าใส่ความท่านพ่อของหม่อมฉันอีก” เกากุ้ยเฟยออกหน้ารับ แม้เรื่องคราวนี้ไม่สำเร็จแต่พระนางก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานซัดทอดมาถึงพวกนาง“เฉิงหยวน หากเจ้าไม่มีหลักฐานอย่าพ
บรรยากาศในลานพิธีล่าสัตว์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่มีทหารมาแจ้งว่าขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกลอบโจมตี แล้วบัดนี้ก็ยังหาตัวองค์รัชทายาทไม่พบ ฝ่าบาทโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เห็นองครักษ์เว่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งเป็นคนเอ่ยทักเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดแผนการเอาไว้อย่างดี หลังจากกำจัดองค์รัชทายาทแล้วเขาก็จะป้ายความผิดข้อหาละเลยหน้าที่ให้เว่ยเฉิงหยวนเสียฝ่าบาทแม้จะรักสหายเพียงใด แต่ก็คงไม่เท่ากับสายเลือดของพระองค์เอง“ใต้เท้าเกาจะสื่อสิ่งใด”“กระหม่อมมิได้จะสื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การอารักขาเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยองครักษ์ ทว่าเว่ยเฉิงหยวนกลับปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับองค์รัชทายาทที่บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” คำพูดของเกาจิ้งชักจูงเหล่าขุนนางให้พยักหน้าเห็นด้วย เกากุ้ยเฟยได้ยินละครฉากใหญ่ของบิดาก็ยกยิ้ม“...”“แล้วเช่นนี้เราจะมีหน่วยองครักษ์ไว้เพื่อสิ่งใด” เสียงคนในงานต่างตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของใต้เท้าเกาทว่าเพียงสองลมหายใจเท่านั้นทุกคนก็ต้องกลับคำกันหมด“ก็เพื่ออยู่รอฟังว่าผู้ใดคิดท
องค์รัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งนั่งอยู่บนรถม้า เด็กชายวัยหกย่างเจ็ดหนาวนิ่งสงบ เกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ นิ้วมือทั้งสิบหุบไปทีละนิ้ว ละนิ้ว ราวกับกำลังไล่เรียงลำดับบางสิ่ง“เราเข้าเขตหุบเขาชิงฉูแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เข้าใจแล้ว” เสียงเล็กตอบรับ พลางกระชับของในสาบเสื้อเอาไว้แน่นท่านน้าเขยบอกกับเขาไว้ว่า หากเข้าเขตหุบเขาให้ระวังตัวให้ดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ซุ่มลอบสังหารที่ดีที่สุด หากพ้นเขตนี้ไปจะมีทหารลาดตระเวนแล้ว ฉะนั้นอีกเพียงสองเค่อ (30 นาที) ถ้าไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเขาปลอดภัยแล้วทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7 นาที) องค์รัชทายาทของแคว้นก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกซุ่มโจมตีอย่างที่เว่ยเฉิงหยวนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด“องค์รัชทายาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์มือดีของเฉิงหยวนเปิดรถม้า เข้ามาคว้าร่างเด็กชายเข้าอ้อมอก สีหน้าหนานเนี่ยนเจินตื่นกลัวเล็กน้อยแต่มิได้ทำตัวเป็นปัญหา เขาทำตามสิ่งที่ท่านน้าเขยบอกไว้ทุกอย่าง‘เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น หม่าหรงจะเป็นผู้พาองค์รัชทายาทออกจากรถม้า จากนั้นหากคนร้ายตามมามากเกินไป เขาจะอุ้มองค์รัชทายาทม
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู” เว่ยเฉิงหยวนนั่งไม่ติด เดินเข้าหาลี่จูทันทีที่นางออกมาจากห้องทำคลอด“ยังไม่คลอดเจ้าค่ะ นายท่านหลีกทางเถิด” เป็นครั้งแรกที่ลี่จูกล้า ถึงขึ้นสั่งเจ้าของเรือน เพราะบัดนี้นางมิอาจชักช้าได้ ฮูหยินปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่คุณหนูกลับไม่ยอมคลอดเสียที“อาหยวนใจเย็นเอาไว้ พวกนางแม่ลูกย่อมต้องปลอดภัย”“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรขอรับท่านย่า เสียงของหยู่เยียนแผ่วเบาลงทุกที” มือใหญ่เกาะผนังประตูกั้นฟัง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนรักเป็นดั่งคมมีดปักลงกลางอก กระนั้นก็ยังเจ็บไม่เท่ากับการได้ยินว่าเสียงนั้นแผ่วเบาลงเรื่อยๆ“สวรรค์เมตตาด้วย บรรพบุรุษสกุลเว่ยคุ้มครองสะใภ้และทายาทสืบสกุลด้วยเถิด” ไป๋เหลียนอันได้แต่เอ่ยภาวนา ทว่าคำพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้องครักษ์หนุ่มคลายความเครียดได้ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว“...ข้าจะเข้าไปหานาง” สิ้นประโยคนั้นเว่ยเฉิงหยวนก็พรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง สองมือเข้าไปตระกองกอดร่างที่เหนื่อยอ่อนของภรรยา แขนหนึ่งสอดรองใต้คอ อีกมือยื่นขึ้นไปจับมือเล็กที่บีบผ้าห้อยลงมา จนมันยับยู่“ขอข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่เกะกะ” เมื่อองครักษ์หนุ่มว่าเช่น







