Masukบังเอิญ บังเอิญแน่ ๆ
“นายมีตัวตนจริงวิลเลียส” เสียงของเซรอนก้องอยู่ในหัว
หน้าหนังสือนั้นมีภาพวาดของใครคนหนึ่ง ที่ดูแล้วคล้ายคลึงกับตัวตนใหม่ของเขามาก แต่ข้อมูลมันล้นสมองจนเขาประมวลไม่ทัน เจ้าของร่างนี้ต้องการให้เขา 'ช่วย' แก้ไขบางสิ่ง...และเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ตอนนี้เพื่อนใหม่อย่าเซรอนยังมาบอกว่าเขาคือผู้พิทักษ์อะไรนั่นอีก
“แบบนี้ คำพยากรณ์จะเป็นจริงอย่างนั้นเหรอ?” เขาถาม อีกฝ่ายได้แต่ถอนหายใจตอบ
“มันจะเป็นจริงก็คราวนี้แหละ”
ให้ตายสิ มีชีวิตใหม่ไม่ทันข้ามวัน ก็เจอเรื่องวุ่นวายขนาดนี้แล้ว
“แน่นอนว่าฉันไม่เข้าใจมันทั้งหมด รู้เพียงว่าคำสาบนั้นมีทางรอดอยู่ แต่มันดูจะยากเกินตัวไปมาก” เซรอนว่าราวกับหมดหนทาง เขาจึงเอ่ยถามออกไป ถ้าเป็นเขาจริง เขาพร้อมที่จะลองทำตาม มันจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าพอจะทำได้เขาจะทำ
“มันคืออะไร? ทางรอดที่ว่า”
“ตามหาคู่แห่งโชคชะตา” วิลเลียสฟังก็ได้แล้วก็ได้แต่มองหน้าอีกฝ่าย “คู่แห่งโชคชะตา...ที่ไม่มีจริง” หลังจากเห็นคิ้วบางที่ขมวดเป็นรอบที่ร้อย เซรอนก็หลุดขำออกมาลืมความเครียดเมื่อครู่ไปทันที
“ปวดหัวไหมเนี่ย โดนฉันจับยัดข้อมูลตั้งมากมาย” วิลเลียสย่นคออย่างตกใจเมื่อเซรอนส่งมือมานวดที่ข้างขมับของเขาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“นิดหน่อย แต่ว่าต่อเถอะ ไหน ๆ ก็รู้เรื่องไปขนาดนี้แล้ว”
“มีตำนานเล่าขานกันว่า สายสัมพันธ์ของคู่แห่งโชคชะตาเคยมีอยู่จริงบนโลก เมื่อนานมาแล้วเทพองค์หนึ่งนาม เฮย์ดินได้ตกหลุมรักมนุษย์ เขาหลงใหลในความรักอันบริสุทธิ์นั้นจนสร้างสายสัมพันธ์พิเศษนี้ขึ้นมาตอบแทนโลกที่นำพาคู่ชีวิตมาให้เขา แต่วันหนึ่งเกิดเรื่องฉาวขึ้นบนสวรรค์ เทพเฮย์ดินจิตใจแตกสลายและถูกครอบงำด้วยความโกรธแค้น เขาจึงทำลายสายใยแห่งโชคชะตานั้นทิ้งด้วยน้ำมือตัวเอง ซ้ำยังนำสายใยที่เชื่อมโยงโลกและมนุษย์ มันคือพลังเชื่อมโยงธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม และไฟไป ราวกับเด็ดมือเด็ดเท้าของมนุษย์ทิ้งก็ไม่ปาน หลังจากนั้นมนุษย์จึงต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ราวก็เด็กแรกเกิดและใช้ชีวิตต่อมาจนปัจจุบันโดยสูญเสียพลัง และไร้ความรู้สึกที่เรียกว่า “รัก””
“นี่คือเหตุผลที่บอกว่า ที่นี่ไม่มีการตกหลุมรัก งั้นเหรอ?” วิลเลียสถามด้วยความสะเทือนใจ การใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีความรัก มันเหมือนเขาเมื่อก่อนไม่มีผิด
“แต่ก็ใช่ว่าเราจะรักใครไม่เป็นหรอกนะ ความรู้สึกถูกใจ ความอยากผูกพันธ์ยังมีอยู่ แต่ไม่มีใครเคยพบคู่แห่งโชคชะตาอีกเลย จนมันกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าไปแล้ว” เขามองดูเซรอนที่ถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ก่อนส่งมือไปตีไหล่หนาเบา ๆ
“แต่นายเชื่อ... ไม่เช่นนั้นคงไม่พาฉันม
าดูสิ่งนี้ ใช่ไหมล่ะ” เขาส่งยิ้มให้คนที่ดูหดหู่เริ่มยิ้มออก
“มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ขนาดแค่ฟังเขาเล่าต่อ ๆ กันมา ยังรู้สึกว่ามันสวยงาม ถ้าในช่วงชีวิตนี้ได้เห็นมันกับตาสักครั้งก็คงตายตาหลับ”
วิลเลียสฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุน “ทำไมหวังแค่เห็น ไม่หวังให้เจอคู่แห่งโชคอะไรนั่นของตัวเองบ้างเหรอ” เซรอนฟังก็หลุดขำพรืด
“คู่แห่งโชคชะตาน่ะ เกิดขึ้นได้แค่กับอัลฟ่าและโอเมก้าเท่านั้น เบต้าอย่างฉันแค่ได้เห็นก็เพียงพอแล้ว”
“ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ?”
“เพราะอัลฟ่าและโอเมก้ามีพันธะผูกกันทางกายภาพอยู่ก่อนแล้ว อีกอย่างเทพนั่นก็เป็นอัลฟ่า คู่ของเขาก็เป็นโอเมก้า”
“แบบนี้เรียกเทพลำเอียงนะ ให้พรแล้ว แต่เลือกปฏิบัติ” ทั้งคู่ต่างหลุดขำ กับคำต่อว่าเทพนั้น “พอเลย ๆ นายกำลังดุหมิ่นเทพนะ” เซรอนว่าทั้งที่ตัวเองก็ขำออกมาเหมือนกัน
“นายอาจทวงคืนทุกอย่างนั้นกลับมาได้ ฉันสัมผัสได้ แล้วโลกนี้ก็จะปลอดภัยแถมยังได้ความรักคืนมาด้วย ถ้านายบอกว่าจะช่วย ฉันก็จะไปด้วย ไปด้วยทุกที่เลย จะตามติดจนกว่านายจะหาเขาเจอ” เซรอนบอกพลางมองมาที่เขา แววตานั้นจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“ฉันเนี่ยนะ” วิลเลียสว่าอย่างไม่มั่นใจ
“อื้มม นายนั่นแหละ...นี่ฉันยอมแม้กระทั่งโดเรียนคาบเช้าเลยนะ” เซรอนว่าออกมาติดตลก แต่แววตาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เขาจึงได้แต่นิ่งไปไปก่อนตอบออกมาอย่างหมายมั่น
“อื้ม เอาสิ ลองดูกันสักตั้ง”
เซรอนตาลุกวาวด้วยความดีใจขึ้นมาทันที “เช่นนั้นเราต้องไปหาคนที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับคัมภีร์นี้ก่อน มีหลายจุดที่ฉันยังไม่เข้าใจ”
“นี่อย่าบอกว่าให้ไปตามหาทายาทนักพยากรณ์นั่นนะ ป่านนี้เชื้อขาดรุ่นไปแล้วหรือเปล่า”
“ไม่ได้หมายความว่าจะตามหาคนแบบนั้น แค่ตามหาคนที่เกี่ยวข้องกับมันต่างหากล่ะ
“แล้วรู้หรือไงว่าใครเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้บ้าง”
“ไม่รู้” ร่างสูงตอบออกมาทันควัน
“เอ้า!”
“แต่ฉฉันรู้จักคนที่น่าจะรู้ เพียงแต่ว่าวันนี้คงจะไม่ได้”
“หือ? ทำไมล่ะ”
“ก็ฉันเพิ่งโดดเรียนคาบเรียนของเขาไปน่ะสิ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
“ปล่อยเรื่องนี้ไปก่อน ฉันว่าเราเข้าไปในเมืองกันดีกว่า นายเองควรมีชุดเป็นของตัวเองนะ เสื้อผ้าของฉันดูไม่พอดีกับตัวนายสักเท่าไหร่”
หือ? ในเมือง นี่เขาจะได้ไปเที่ยวในเมืองของต่างโลกอย่างนั้นเหรอ ตื่นเต้นเหมือนกันแฮะ
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า
บทที่ 10 เรียนรู้โลกใหม่ทางเดินคดเคี้ยวตามคำบอกของดาด้านั้นไม่เกินจริง พวกเขาเดินเบียดเสียดกับผู้คนที่แวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มบางตา ร้านส่วนใหญ่จะขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษา จำวพวกหนังสือและอุปกรณ์เฉพาะทางต่าง ๆ จากที่เขาสังเกตุดูเหมือนโลกนี้จะยังอยู่ในช่วงที่กับคล้ายยุคกลางของโลกเดิม ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เท่าที่เห็นยังคงใช้รถม้าในการเดินทาง และมีรถรางทั้งเครื่องไอน้ำและเคเบิลอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านสินะ“รอตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน”เซรอนขอให้เขารออยู่นอกร้านที่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรทั้งแบบสดและตากแห้งแขวนอยู่เต็มไปหมด มีพืชหลายอย่างที่ดูแปลกตา และเนื่องจากขนาดร้านที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พืชสมุนไพรหลายชิ้นจึงถูกวางสุมเป็นกองโตวิลเลียสยืนหลบอยู่ที่มุมหน้าร้าน มีลูกค้าเดินเข้าออก บางประปราย แต่ทุกคนล้วนออกมาพร้อมถุงหรือไม่ก็กระสอบใบใหญ่เซรอนเข้าไปไม่นานอย่างที่บอก เขาเดินออกมาพร้อมห่อกระดาษขนาดย่อม วิลเลียสไม่ได้สนใจถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปซื้ออะไรจากร้านนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาตอนนี้คือรถรางไอน้ำที่ส่งเสียงหู
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความรู้กันทั้งนั้นเลยนะ”“ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็อาจารย์ที่เข้ามาศึกษาต่อจากรัฐอื่นน่ะ”เดินมาสักพักเซรอนก็พาเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง มือหนาผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยกุ๊งกิ๊ง~“สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ” เซรอนเอ่ยทักทายคนในร้าน“ไงเซรอนวันนี้มีแบบเสื้อผ้าอะไรมาเสนอหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านหนุ่มหน้าสวยเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“ลืมบอกไป ฉันออกแบบเสื้อผ้าส่งให้กับทางร้านเป็นงานอดิเรกน่ะ” คนตัวสูงหันมากระซิบ ก่อนหันไปเอ่ยปฏิเสธเจ้าของร้านอย่างสุภาพ“วันนี้ไม่งานมาเสนอหรอกครับ แต่มีเพื่อนมาด้วย อยากให้ดาด้าช่วยหาชุดเหมาะ ๆ สักสองสามชุด สะดวกไหมครับ”“แฟน?” ดาด้ามองจับผิดเซรอนที่ยกมือบอกปัด “ไม่ใช่ นี่เพื่อนครับ”“แหม ๆ ก็เห็นพาหนุ่มน้อยโอเมก้ามาคิดว่าจะเป็นแฟนเสี





![เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

