เข้าสู่ระบบเสิ่นเฟยฟางตื่นขึ้นมาตอนเช้าหลังตื่นมากินไข่ต้มเมื่อคืนนี้ ถึงได้รู้ว่าสถานการณ์ภายในอำเภอกำลังแย่ ลุงเขยถูกหลอกเข้าป่าก่อนเสียชีวิต และเมื่อคืนบ้านป้าสะใภ้ถูกปล้น นอกจากนี้ยังมีบ้านอื่น ๆ ที่ถูกปล้น ทำให้หลายครอบครัวหวาดกลัว
สมาชิกตระกูลเสิ่นถูกเรียกรวมในตอนเช้าที่ลานบ้าน เสิ่นเฟยฟางสวมชุดเก่า ๆ แล้วเดินตามหลังไป เธอรวมกลุ่มกับพี่สาวของเธอสามคนอาศัยวงล้อมของผู้ใหญ่ในบ้านสามอยู่ “หมู่บ้านเย่ถางถูกปล้นเมื่อคืนคงรู้ข่าวแล้ว ตอนนี้หลาย ๆ หมู่บ้านก็ถูกปล้น มีคนตายหลายคน ฉันกับตาเฒ่าคุยกันแล้วว่าจะไปซินเจียง สถานการณ์ที่นั่นดีกว่าที่นี่มาก” แม่เฒ่าใหญ่เป็นคนบอก ที่ซินเจียงมีญาติตระกูลเสิ่นอยู่ที่นั่น จริง ๆ จะบอกว่าตระกูลเสิ่นก็ไม่ถูก ต้องเป็นญาติจากตระกูลหยูมากกว่า ย่าทวดทั้งสองคนเป็นคนตระกูลหยูที่แต่งงานเข้าตระกูลเสิ่นของที่นี่ แต่พ่อเฒ่าสามไม่เห็นด้วย “พ่อกับแม่อายุเยอะแล้ว การเคลื่อนย้ายระยะไกลย่อมลำบาก เกรงว่าท่านจะทนไม่ไหว” พ่อเฒ่าใหญ่ถอนหายใจ “เป็นเช่นนั้น ฉันกับพี่สะใภ้ของนายเลยคุยกันว่าจะพาพ่อเฒ่าไปด้วย ส่วนแม่เฒ่านั้นบ้านสามจะเป็นคนดูแล” “นั่นไม่เท่ากับว่าพวกเราแยกบ้านกันหรือ!” แม่เฒ่าสามเบิกตาโพลงอย่างตกใจ สามีภรรยาไม่ตายก็ไม่แยกจากกัน ถึงแม้ทั้งสองจะอายุมากแล้วแต่บ้านสามไม่คิดว่าบ้านใหญ่จะตัดสินใจดูแลเพียงพ่อเฒ่าที่มีร่างกายแข็งแรงกว่าแม่เฒ่า “ใช่ พวกเราต้องแยกบ้านกัน!” สถานการณ์ในไห่หนานย่ำแย่ ที่นี่เป็นมณฑลอยู่ทางตอนใต้ของสาธารณประชาชนจีน อากาศที่นี่ร้อนมาก และประกอบอาชีพประมง ทำให้ธัญพืชที่ปลูกไม่ค่อยดีอยู่แล้วไม่ดีไปใหญ่ หลายบ้านให้ลูกชายหย่าสะใภ้หรือทิ้ง หลานสาวที่ไร้ประโยชน์ออกจากบ้าน ทำให้คนตายจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม่เฒ่ารองเห็นด้วย “ใช่ พวกเราควรแยกบ้านกันนานแล้ว!” นางรอคอยวันนี้มานานมาก “แต่ละครอบครัวมีคนเยอะ ย้ายไปด้วยกันไม่ไหว” “พี่สะใภ้หมายความว่าจะทิ้งบ้านสามหรือ!” พ่อเฒ่าสามกล่าวอย่างไม่พอใจ “แล้วมันจริงไหม บ้านสามมีคนเยอะมากจะไปซินเจียงด้วยกันหมดย่อมเป็นภาระ!” พ่อเฒ่ารองตอบน้องชายอย่างขอไปที พ่อเฒ่าใหญ่บอก “ที่ซินเจียงมีเพียงบ้านของพ่อเฒ่าที่บ้านใหญ่จะไปอยู่ ส่วนบ้านรองจะไปอยู่บ้านของแม่เฒ่าใหญ่ บ้านสามไม่มีที่อยู่” เป็นไปตามที่พ่อเฒ่าใหญ่บอก บ้านสามไม่มีบ้านที่นั่นจริง ๆ มีแค่บ้านในไห่หนานที่พวกเขาอาศัยอยู่ในตอนนี้เท่านั้น หากเดินทางไปด้วยกันย่อมเป็นภาระ ผูซีหลินมองบ้านใหญ่ บ้านรอง ด้วยสีหน้ารังเกียจ ทำแบบนี้บีบกันตายชัด ๆ! “ป้าสะใภ้ให้พวกเราไปด้วยไม่ได้หรือคะ ฉันจำได้ว่าพ่อสามีเคยบอกว่ามีพี่ชายอยู่ที่นั่น” พ่อเฒ่าสามยังมีพี่ชายต่างบิดาอีกหนึ่งคน ก่อนแม่เฒ่าแต่งงานกับพ่อเฒ่า แม่เฒ่าเคยแต่งงานและมีลูกชายมาแล้วหนึ่งคน ส่วนสามีเสียชีวิต บ้านอดีตสามีขอหลานชายเอาไว้เพราะมีลูกชายคนเดียว ก่อนหน้านี้ทั้งสองบ้านไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นสิบปีแล้ว “อย่างไรก็ช่าง พวกเรามาแยกบ้านกันเถอะ!” “อีกอย่างบ้านสามยังรับแม่หม้ายกับหลานสาวมาอยู่ด้วย คิดว่าตระกูลเสิ่นร่ำรวยมากหรือ!” หยางหย่าชิงกล่าวหลังแม่สามีกล่าวจบ “พี่สะใภ้” เสิ่นกวงลี่ขมวดคิ้วเมื่อมีชื่อของตนเองในบทสนทนาครั้งนี้ ใบหน้าของหล่อนมีความเสียใจประดับอยู่ ตอนที่สามีของหล่อนยังอยู่ ไม่ใช่ว่านำของดีมามอบให้บ้านเดิมบ่อย ๆ หรือ แม่เฒ่าสามไม่อยากให้เรื่องลูกสาวเป็นประเด็นจึงตอบตกลงง่าย ๆ “ได้ พวกเราแยกบ้านกัน! แต่บ้านสามจะต้องได้บ้านที่นี่” ถึงอย่างไรพ่อเฒ่าใหญ่ พ่อเฒ่ารอง และพ่อเฒ่าสามก็เป็นพี่น้องกัน หากแบ่งบ้านแล้วบ้านสามไม่ได้อะไรก็เสียประโยชน์ พ่อสามีของนางลำเอียงรักลูกชายอีกสองคนมากกว่า ที่ผ่านมายอมอยู่ใต้โอวาทก็ดีแค่ไหนแล้ว พ่อเฒ่าเสิ่นมองลูกชายทั้งสามด้วยดวงตาฝ้าฟางแล้วบอก “ได้ บ้านหลังนี้ให้บ้านสามไป แต่ว่าเงิน ธัญพืชต่าง ๆ ไม่แบ่งให้!” ทุกคนตะลึงกับคำตอบที่ได้รับ ต่อให้มีบ้านแต่ไม่มีเงิน ไม่มีธัญพืชมันจะไปมีความหมายอะไรอีก! แล้วเงินที่บ้านสามหาได้ก็ต้องตกไปเป็นของอีกสองบ้านอย่างนั้นหรือ พ่อเฒ่าสามเหยียดยิ้ม เขาเป็นลูกชายคนเล็กของบ้านแถมคนละแม่ ไม่สนิทกับพี่ชายทั้งสองและรู้ว่าพ่อของเขารักพี่ชายอีกสองคนมากกว่า “ครับ แต่แม่เฒ่าจะอยู่กับบ้านสาม” ในเวลานี้พ่อเฒ่าสามไม่รู้เลยว่าถ้าบ้านใหญ่พาแม่เฒ่าไปอยู่ด้วยแล้วจะเอาไปทิ้งไว้ที่ไหน ต่อให้ต้องอดตายเขาต้องดูแลแม่ของเขาเอง “อืม ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมา” ในที่สุดตระกูลเสิ่นก็แยกบ้านกันแล้ว บ้านใหญ่ บ้านรอง หลังแยกบ้านก็ออกเดินทางไปทันที เหมือนกับว่าวางแผนเอาไว้แล้ว พวกเขาแบกธัญพืชออกไปด้วย ไม่ต่างจากหลายบ้านที่ต้องการไปพึ่งพาญาติที่อื่น ทั้ง ๆ ธัญพืชที่ตระกูลเสิ่นมันมีมากกว่าจำนวนมาก เวลานำไปด้วยย่อมลำบากแต่พวกเขากลับไม่ยอมทิ้งไว้แม้แต่ชั่งเดียว กล่าวได้ว่าต่อให้เดินไปข้างหน้าช้าก็ไม่คิดจะใส่ใจบ้านสาม ภายในลานบ้านตระกูลเสิ่นเงียบลงถนัดตาเมื่อคนลดลงเป็นจำนวนมาก ยี่สิบชีวิตที่เหลืออยู่มีเพียงไม่กี่คนที่มีเรี่ยวแรงเพราะที่เหลือเป็นคนชรา ผู้หญิง และเด็ก พ่อเฒ่าสามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วตัดสินใจ “พวกเรามีเงินเหลือเพียงไม่กี่หยวน หากต้องการเดินทางไปซินเจียงไปได้เพียงสามคนเท่านั้น” หลี่โจวหว่านตะลึง “พ่อสามี...” “ที่นี่ไม่ปลอดภัยพวกเราต้องอยู่อย่างหวาดระแวงหรือคะ” โจวเหม่ยฮุ่ยเป็นกังวล โดยเฉพาะบ้านของหล่อนมีแต่ลูกสาว กลัวว่าพ่อแม่สามีจะทิ้งเอาไว้ที่นี่ เสิ่นกวงหยางถอนหายใจ “ถ้าไปด้วยกันได้ไม่หมดก็ไม่ต้องไป! บ้านตระกูลเสิ่นนั่นมีความปลอดภัยพอสมควร ตอนนี้พวกเราแยกย้ายไปหาของกินและย้ายของเข้ามาที่นี่เถอะ” “อืม” เมื่อตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ต่อแล้วทุกคนแยกย้ายกันไปจัดการทุกอย่าง และที่นี่ไม่ได้ปลอดภัยจึงต้องเกาะกลุ่มกันไป เสิ่นเฟยฟางเดินตามพี่สาวไปเก็บผักแถว ๆ แม่น้ำ ที่ผู้ชายของบ้านหาบน้ำกันอยู่ เสิ่นเฟยเจินปีนี้อายุแปดขวบแล้ว หล่อนทำงานบ้านเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลน้องสาวทั้งสามคน “ระวังตัวกันด้วยนะ มีอะไรตะโกนดังๆ “ “อืม” เสิ่นเฟยเสียนถามด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมต้องระวังด้วยล่ะ แต่ก่อนพวกเรายังออกมาที่นี่ทุกวันเลย” “เฮ้อ ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว รีบเก็บผักเถอะ” เสิ่นฟางเย่บอกน้องสาว เสิ่นเฟยฟางมองผักป่าตรงหน้าที่เริ่มตายแล้ว เธอถอนหายใจ อาหารหลักของบ้านสามคือผักป่ากับน้ำที่ต้องดื่มให้มาก ที่บ้านมีไก่แค่สองตัวที่หลายวันออกไข่ที ส่วนมากจะทำน้ำแกงแบ่งกัน แต่ตอนนี้ถูกยกให้แม่เฒ่าเสิ่นที่อายุแปดสิบกว่าปีแล้ว ‘เอ๊ะ!’ ระหว่างมองหาผักที่ต้องเก็บ เสิ่นเฟยฟางบังเอิญมองเห็นรังไก่ที่น่าจะเป็นรังไก่เก่า เธอมองไปรอบ ๆ พอไม่มีคนสนใจก็เข้าไปดู “ไข่จริง ๆ ด้วย” สองมือทำตะกร้าผักป่าที่เก็บมาให้เป็นโพรง ก่อนหยิบไข่ไก่หลายฟองเข้าตะกร้าแล้วใช้ผักป่าปิดมันอีกรอบ เธอทำเป็นว่าไม่มีไข่ในตะกร้าแล้วช่วยคนอื่นเก็บผักป่าต่อ “ฟานสือหลิว! (ฝรั่ง) ” เสิ่นเฟยฟางตาโตมองผลไม้ตรงหน้าอย่างดีใจ ฟานสือหลิวเป็นผลไม้ที่ให้ความอิ่มและเก็บไว้ได้นาน ต้นฟานสือหลิวมีผลมากและเธอเก็บไม่ถึง ต้องมองหาคนในบ้านที่จะมาช่วย “ลุงสาม!” เสิ่นกวงเหยียนหาบน้ำหลายรอบแล้ว รอบนี้เขากำลังจะนั่งพัก พอได้ยินเสียงหลานสาวจึงรีบเดินไปหา “ฟางเอ๋อร์มีอะไรอย่างนั้นหรือ” “ฉันเจอฟานสือหลิวค่ะ” เสิ่นเฟยฟางพูดเสียงเบาแล้วชี้นิ้ว “อยากเก็บไปไว้ที่บ้าน แต่เอื้อมไม่ถึง” “ฟานสือหลิว” เสิ่นกวงเหยียนมองต้นฟานสือหลิวอึ้ง ๆ เป็นไปไม่ได้! ต้นฟานสือหลิวต้นนี้ไม่ได้ออกลูกมาหลายปีแล้ว และแต่ละบ้านคอยจ้องมันตลอดรวมถึงเขาด้วย แต่มันไม่ออกผลเลย เสิ่นเฟยฟางบอก “รีบเก็บเถอะค่ะ!” “รู้แล้ว” ผลฟานสือหลิวมีหลายลูกมาก สองลุงหลานช่วยกันเก็บได้หนึ่งตะกร้าใหญ่ โดยที่ไม่มีใครสังเกต เสิ่นเฟยฟางเก็บผลฟานสือหลิวลูกสุดท้ายกล่าวว่า “ลุงสามนำเข้าไปเก็บไว้ในห้องนะคะ! ให้คนในบ้านเฝ้าเอาไว้ อย่าเก็บที่ห้องใต้ดินเด็ดขาด” ไม่รู้ว่าสมาชิกตระกูลเสิ่นนั้นได้จากไปจริง ๆ แล้วหรือไม่ หากพวกเขากลับมาย่อมรู้วิธีเปิดห้องใต้ดิน ฟานสือหลิวเป็นเสบียงเก็บไว้กินได้หลายมื้อ “ได้” เสิ่นเฟยฟางไม่ได้เดินตามลุงใหญ่กลับบ้านไป เธอทำทีเดินไปล้างมือที่แม่น้ำ แล้วสะดุ้งเพราะมีปลาวิ่งเข้ามือ! เธอมองอย่างงุนงง “ไม่ใช่ว่าปลาในแม่น้ำหมดแล้วหรือ”ตั้งแต่งานแต่งของพี่ชายคนโต พี่สาวคนรอง และพี่ชายพี่สาวคนอื่น เสิ่นเฟยฟางจะตื่นเต้นเสมอ ทุกครั้งที่มีงานแต่งเธอจะเป็นคนแรกที่ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของงาน ทุกคนในบ้านเสิ่นรับรู้เรื่องนี้ดี และยังช่วยตรวจสอบด้วย แต่ว่ารอบนี้มันแตกต่างจากรอบอื่น งานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟาง เป็นงานแต่งงานที่จัดขึ้นใหญ่กว่างานแต่งงานของพี่คนอื่น อาจเป็นเพราะว่าเสิ่นเฟยฟางคือน้องสาวคนเล็กของบ้านที่ถูกให้ความสำคัญ และคนสำคัญของฝั่งเจ้าบ่าวก็มาร่วมงานเยอะมากแม้แต่คนงานของบ้านเสิ่นยังไม่เพียงพอจนต้องจ้างคนนอกมาช่วยงานอีกหลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ดูแลงานแต่งงานหลัก ๆ ก็คือสี่หญิงแก่งของบ้านเสิ่น เสิ่นกวงลี่ ผูซีหลิน หลี่โจวหว่าน และโจวเหม่ยฮุ่ยเสิ่นเฟยฟางถาม “แม่คะ คุณตาคุณยาย พวกคุณลุงมากันแล้วใช่ไหม?”แม้จะไม่ค่อยได้เจอกันเพราะทุกคนยุ่งกับงานที่ได้รับมอบมาย แต่งานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟางเป็นงานใหญ่ เธออยากให้คนสำคัญมาร่วมงานแต่งงานด้วย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ได้ฤกษ์แต่งงาน“มาแล้ว”“พ่อยังวุ่นวายข้างนอกเหรอ”เสิ่นเฟยเย่บอก “ฉันให้พี่สาวของเธอไปตามพ่อมาแล้ว”ระหว่างรอเจ้าบ่าวช่วงนี้
การสร้างตลาดเป็นการวางแผนระยะยาว แม้ทยอยแต่งงานและยังไม่ได้แต่งงานอีกหลายคน แต่เรื่องนี้ถูกนำเสนอหลังอาหารมื้อเย็นแทบทุกวัน และเป็นวันที่เหล่าสะใภ้ เหล่าลูกเขย ทั้งที่จะแต่งงานและยังรอแต่งงานเข้ามาฟังด้วยเสิ่นเฟยฟางอยากเปิดเป็นตลาดใหญ่ให้มันจบ มีอาคารพาณิชย์ให้เช่า เป็นตลาดที่ลูกค้าต้องเข้ามาซื้อของตลอดทั้งวัน เหมือนตลาดในตัวอำเภอที่ไปซื้อของบ่อย ๆ อีกทั้งเสิ่นเฟยฟางอยากเปิดร้านขายเครื่องปรุงด้วย ทำให้ต้องวางแผนเอาไว้นานมาก ๆอย่างน้อยมันต้องใช้เวลาสร้าง 3 ปี ทำให้ทุกคนเริ่มลงมือกันทีละนิด และจะจริงจังอีกทีคือหลังงานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟาง“ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ฉันจำได้ว่าแต่ก่อนตรงนี้เป็นป่รกร้าง หลังจากนี้มันจะกลายเป็นตลาดของตระกูลเสิ่นแล้ว” เสิ่นเฟยฟางมองที่ดินจำนวนร้อยหมู่ที่ต้องการสร้างเป็นตลาด ตลาดตรงนี้ห่างจากจวนตระกูลเสิ่นพอสมควร ถ้าเดินใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ถ้าขับรถยนต์ก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นโม่ตงจวินมองดูแล้วอดทึ่งไม่ได้ “ตอนบ้านเสิ่นมาที่นี่แรก ๆ ดูลำบากมาก ตอนนี้ร่ำรวยกว่าตระกูลโม่แล้ว”“ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน แค่อยากมีเงินเอาไว้เลี้ยงครอบครัวเ
ปี 1983 พี่น้องบ้านเสิ่นมีแพลนแต่งงานในปีนี้อีกสี่คู่ และอีกสามคู่จะแต่งงานในปี 1984 เสิ่นเฟยฟางกับโม่ตงจวินอยู่ในกลุ่มหลัง ปีนี้การแต่งงานเริ่มต้นที่เสิ่นเฟยเจิน หลานสาวคนที่สี่ของบ้านเสิ่นและเป็นพี่สาวคนโตในบ้านสี่ของเสิ่นเฟยฟางโม่ตงจวินยืนข้างเสิ่นเฟยฟาง ทั้งคู่กำลังช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในงานแต่ง เสิ่นเฟยฟางไม่อยากให้งานผิดพลาด อีกอย่างผู้ใหญ่ฝั่งเจิ้งหยูเชาก็มีแต่ทหารยศใหญ่ พ่อของเขาตอนนี้มียศเป็นนายพลเทียบเท่ากับพ่อของฮวาเจียเฉิง“ไม่ต้องดูแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรผิดพลาด ฟางฟางหยุดกังวลได้แล้ว วุ่นวายตั้งแต่เช้าได้กินข้าวเช้าหรือยัง?”ช่วงนี้บ้านเสิ่นจัดงานแต่งงานต่อ ๆ กัน เว้นช่วงไม่นาน ทำให้คุ้นชินกับการจัดงานแต่ง และนี่เพิ่งผ่านมาไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำเสิ่นเฟยฟางดื่มน้ำอึกใหญ่บอก “ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”ให้พูดกันตามตรงพี่น้องบ้านเสิ่นที่คบหากับคนรักนานสุดย่อมเป็นสาว ๆ บ้านสี่ เสิ่นเฟยฟางไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาแน่”งานแต่งที่ผ่านมารัดกุมเป็นอย่างมาก ตอนงานแต่งของเสิ่นจิ้งรุ่ยมีผิดพลาดบ้าง แต่แก
เมื่อวานพี่น้องบ้านเสิ่นยังคงอยู่ในหมู่บ้านต่ออีกราว ๆ ครึ่งชั่วโมง และสอบถามถึงคนอื่นในหมู่บ้าน ทำให้เสิ่นเฟยฟางได้รู้ว่าปีนั้นคนในหมู่บ้านเสียชีวิตไปเกือบหมด ส่วนใหญ่ที่เหลือล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง คนที่ออกจากหมู่บ้านไปเอาชีวิตรอด ช่วงนี้พวกเขาทยอยกลับมาที่หมู่บ้าน บ้านในอำเภอที่เช่าเอาไว้พวกเขาแบ่งกันนอนเป็นชายและหญิง สำหรับสาว ๆ บ้านแค่เช่าเอาไว้บังหน้า เพราะพากันเข้าไปนอนในมิติทั้งหมด แถมเมื่อคืนพี่สาวของเสิ่นเฟยฟางยังพากันบ่นอีกด้วย อุตส่าห์รีบกลับมาเพื่อหวังว่าพ่อเฒ่าเสิ่นจะยังมีชีวิตอยู่ เสิ่นเฟยฟางอยากให้เขาเห็นว่าลูกหลานที่เขาเลือกทอดทิ้งในปีนั้นตอนนี้รุ่งเรืองแค่ไหน สุดท้ายก็ทำได้เพียงจัดการปัญหาเรื่องขายบ้าน เพราะชายชราชิงเสียชีวิตไปก่อน หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าแล้ว ทุกคนพร้อมเจ้าหน้าที่ซื้อบ้านเดินทางไปยังหมู่บ้าน พวกเขาจัดการฝังพ่อเฒ่าเสิ่นเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ยอมย้ายออกจากบ้านเหมือนที่เสิ่นเฟยฟางได้แจ้งล่วงหน้า พ่อเฒ่าใหญ่ไม่ยอม “ฉันอายุเยอะแล้วถ้าออกจากบ้านหลังนี้ไปจะไปอยู่ที่ไหน? พวกคุณทำแบบนี้ไม่สงสารคนแก่หน่อยเหรอ”
“ที่นี่บ้านของฉัน พวกแกเป็นใครถึงกล้าบอกว่าเป็นบ้านของตัวเองน่ะ!”ราวกับเสียงเรียกรวมตัว พี่น้องคนอื่นที่เดินสำรวจข้างในบ้านรีบเดินออกมาดู เสิ่นเฟยฟางเดินปรี่ไปหาพวกเขาด้วยความโมโหทันที “เป็นสะใภ้ยังไงปล่อยให้พ่อสามีตายแล้วยังไม่รู้”แม่เฒ่าใหญ่มีสีหน้าตกใจก่อนเปลี่ยนเป็นโล่งอก พูดหน้าตาเฉย “อ้อ ตายแล้วเหรอ ดีเลย จะได้ไม่เป็นภาระพวกฉัน อายุมากขนาดนี้ล้างผลาญไม่หยุดจริง ๆ”บ้านเสิ่นในตอนนี้ตกต่ำลงเป็นอย่างมาก ลูกสาวไม่เหลือ นอกจากเหล่าสะใภ้ในบ้านก็จะมีแต่ลูกชายที่ทำอะไรไม่เป็นทั้งนั้น แต่ก่อนพวกเขาดูแลพ่อเฒ่าเสิ่นเป็นอย่างดี วันนี้กลับปล่อยให้เขานอนตายและไร้คนเหลียวแลเสิ่นจิ้งรุ่ยหน้านิ่ง “ตายแล้ว?”สิ่งที่ติดค้างในใจพวกเขามาตลอดนั่นก็คือการที่ปู่ทวดทอดทิ้งพวกเขา ครั้งนี้เสิ่นจิ้งรุ่ยอยากมาให้พ่อเฒ่าเสิ่นได้เห็นว่าชีวิตบ้านสามได้ดีกันขนาดไหน สุดท้ายก็ยังมาไม่ทันโม่ตงจวินเดินออกไปนอกรั้วตระกูลเสิ่น เหมือนจะไปตามหัวหน้าหมู่บ้าน เสิ่นเฟยฟางเลยพูดกับแม่เฒ่าใหญ่ว่า “ก่อนเดินทางไปซินเจียง จำได้ไหมว่ายกบ้านหลังนี้ให้ใครแล้ว”“จำไม่ได้ ฉันไม่ได้ยกให้ใครนะ อย่ามาพูดมั่ว ๆ” แม่เฒ่าใหญ่ทำเฉไฉ
งานเลี้ยงต้อนรับพร้อมงานฉลองให้กับพี่น้องบ้านเสิ่น ทำให้บ้านเสิ่นได้หน้าได้ตากันหมด หลายคนอยากเกี่ยวดองด้วย แต่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสเนื่องจากข้าง ๆ เด็กทุกคนมีชายหนุ่มกับหญิงสาวยืนอยู่ข้างกัน แถมทุกคนยังแนะนำว่าเป็นคนรักของตัวเองอีกด้วย คนที่ย้ายมาทำงานที่นี่ล้วนพากันไปสมัครงาน เสิ่นจิ้งเหวินกับเสิ่นเฟยเสียนถูกกองทัพเรียกตัวเพราะก่อนไปเรียนทำงานให้ที่นี่ หรงหลูเฟยกับหลิวอี้หงจึงตามไปสมัครด้วย โชคดีว่าเป็นช่วงขาดแคลนบุคลากร ทำให้พวกเขาเริ่มงานได้ทันทีเดือนหน้า เสิ่นเฟยเจินเรียนวรรณคดีหล่อนตั้งใจเป็นครูตั้งแต่แรก และมีฉีเหวินลี่ที่เป็นครูอยู่แล้ว ทำให้ทั้งคู่ไปสมัครทำงานด้วยกัน เป็นโรงเรียนประถม เงินเดือนไม่ได้เยอะเหมือนในเมืองใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ยินดีทำงานใกล้บ้าน วันไหนเลิกงานเร็วจะได้ช่วยงานคนอื่นด้วย ส่วนคนที่เหลือล้วนเข้ามาทำงานในธุรกิจของตระกูลเสิ่น บางส่วนไปจัดการขนมหวานบ้านเสิ่น และวางแผนเปิดร้านธัญพืช ร้านเนื้อสัตว์ในตลาดของท่าเรือ สินค้าทั้งหมดล้วนมาจากฟาร์มตระกูลเสิ่น ไหนจะเครื่องปรุงที่หมักเอาไว้ บางคนทำงานในฟาร์มตระกูลเสิ่น อย่
การมีเนื้อสัตว์กลับมาย่อมสร้างความตกใจให้แก่คนในบ้าน แต่เสิ่นเฟยฟางให้พ่อของเธอบอกคนอื่นว่าเขาเป็นคนจับได้พอดี ทำให้ตอนกลางคืนทุกคนย่างกระต่ายกิน และยังมีน้ำแกงไข่ซดให้โล่งคออีกด้วยอันที่จริงการกินเนื้อกระต่ายไม่แบ่งคนที่อยู่ด้านนอกนับว่าพวกเขาตัดสินใจดีแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากป่าไปตอนไหนเนื้อกระ
ทันทีที่รู้ว่าลูกชายต้องการเผาถ่านขายแน่นอนว่าสองผู้เฒ่าของบ้านปฏิเสธทันที ลำพังหากพวกเขาถูกจับก็แค่ถูกทุบตีจนตาย แต่เด็กรุ่นสี่ยังเด็กอยู่มาก พวกเขาไม่อยู่หลาน ๆ ก็ต้องตาย แต่พอรู้ว่าเป็นความคิดของใครกลับยอมตกลงอย่างง่ายดายแม่เฒ่าสามคุยกับสามีว่าหลานสาวคนเล็กของบ้านต้องเป็นดาวนำโชคอย่างแน่นอน พวก
เหลือเวลาอีกสองเดือนที่ฤดูหนาวจะมาถึง บ้านเสิ่นเลยต้องวางแผนกันใหม่ ในบ้านเหลือเงินห้าสิบหยวนรวมกับเงินของป้าสะใภ้ใหญ่ก็รวมเป็นสองร้อยหยวนแม่เฒ่าสามให้ลูกชายช่วยกันซ่อมแซมห้องนอนภายในบ้านตระกูลเสิ่น ก่อนหน้านี้มันทรุดโทรมอยู่แล้วไหนจะโจรเข้ามาปล้นภายในบ้านอีก พอซ่อมแซมเสร็จค่อบนำฟืนเข้ามาเก็บไว้ใน
หลายวันก่อนเสิ่นกวงหยางแบกไข่ไก่กลับบ้านมาหนึ่งตะกร้า คนที่บ้านดีใจจนร้องไห้เพราะอาหารที่เหลือเพียงพอให้กินต่อได้อีกไม่กี่วัน พ่อเฒ่าสาม แม่เฒ่าสาม ขอบคุณหลานสาวอย่างเสิ่นเฟยฟางที่หาอาหารให้ทุกคนได้กินไม่อย่างนั้นชะตาของคนที่บ้านคงไม่พ้นเหมือนบ้านอื่น ๆ ที่ตายเพราะทนความหิวไม่ไหว ภายในหมู่บ้านถูกป







