LOGIN“ว่าไป...ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว พวกเจ้าสนใจมาเก็บกับแกล้มกับพวกข้าไหม”
“องค์ช๊าย!”
สิ้นเสียงร้องโหยหวนของขันทีหม่าเยว่ไม่นาน รู้ตัวอีกทีเฉินอวี้ก็มายืนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กลางอุทยานดอกไม้เสียแล้ว
เสื้อนอกตัวงามพับเก็บไว้อย่างดีในอกเสื้อ เสื้อผ้าของเฉินอวี้ทะมัดทะแมงอยู่ก่อนแล้วจึงไม่ต้องถกเก็บจุดใดเป็นพิเศษ และเหตุที่ชายหนุ่มต้องมาทำกิจกรรมแปลกพิสดารเช่นนี้ก็เพราะผู้ที่เชิญชวนเขาคือองค์ชายเจ็ดหยางซิงอี
หากเป็นผู้อื่น ขันทีหม่าเยว่ ผู้นำทางของเขา คงหาทางปฏิเสธได้โดยง่าย แต่เมื่ออีกคนเป็นหนึ่งในสามเชื้อพระวงศ์หยาง ซ้ำนัดหมายของเฉินอวี้และองค์จักรพรรดิก็ใกล้พลบค่ำโน่น สุดท้ายขันทีหม่าเยว่จึงไม่อาจปฏิเสธคำชวนขององค์ชายได้
“...ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ขันทีหม่าเยว่ตอบ แต่ถึงกระนั่นก็ยังไม่ลืมให้ความสำคัญกับเฉินอวี้ ขันทีวัยกลางคนแจ้งแก่ชายหนุ่มว่า เขาเป็นอาคันตุกะขององค์จักรพรรดิ มิจำเป็นต้องลงไปเสาะหากับแกล้มกับองค์ชายในอุทธยานดอกไม้หรอก หากประสงค์จะหาที่พักรอนัดหมาย ทาง
เมื่อยามเย็นใกล้เข้ามา อันวาร์จึงเห็นว่าสมควรหยุดการเก็บเกี่ยวได้เสียที เขาเรียกรวมกลุ่มชาวสวนจำเป็นของตนบนทางเดินหิน จุดที่กองเมล็ดดอกตะวันจิ๋วไว้ อันวาร์และซานหลินช่วยกันโกยเมล็ดตะวันจิ๋วลงเสื้อนอกสีไข่แดงเค็ม ด้วยทักษะการมัดเชือกของซานหลินเสื้อนอกตัวนั้นก็กลายเป็นถุงใส่เมล็ดพืชอย่างดีความสามัคคีของพวกเขาออกดอกผลเป็นเมล็ดดอกตะวันจิ๋วหนึ่งถุงน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมบนทางเดินหิน สี่บุรุษสภาพเหงื่อโทรมกายเพราะทำงานกลางแจ้ง แต่ที่แย่ที่สุดเห็นจะเป็นอันวาร์ วราหะ ผู้ถกขากางเกงขึ้นสูงและถูกใบไม้ใบหญ้าบาดขาขณะเก็บเกี่ยวจนเป็นแผลเล็กแผลน้อยเต็มไปหมดว่ากันตามจริง ตอนแรกเขาไม่รู้สึกอะไรเลย แต่พอขึ้นมายืนให้ลมโกรกคลายร้อนบนทางเดินหินสักพักก็รู้สึกคันยุบยิบที่ขาขึ้นมา ก้มลงมองก็พบว่าขาตนมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมดขันทีหม่าเยว่ตกใจมากยามเห็นว่าขาสองข้างของอันวาร์มีบาดแผล กระวีกระวาดเข้ามาดูราวมันเป็นแผลใหญ่โตพลางตำหนิซานหลินว่า เหตุใดจึงไม่ดูแลองค์ชายให้ดี ซึ่งเจ้าของชื่อก็นิ่วหน้ามองบรรดาแผลเล็กแผลน้อยบนขาของวัยรุ่นชาววัง ขณะที่หนุ่มหล่อนิรนามยืนสำรวมกิริยาอยู่ไม่ไกลนัก
“ว่าไป...ไหน ๆ ก็เจอกันแล้ว พวกเจ้าสนใจมาเก็บกับแกล้มกับพวกข้าไหม”“องค์ช๊าย!”สิ้นเสียงร้องโหยหวนของขันทีหม่าเยว่ไม่นาน รู้ตัวอีกทีเฉินอวี้ก็มายืนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่กลางอุทยานดอกไม้เสียแล้วเสื้อนอกตัวงามพับเก็บไว้อย่างดีในอกเสื้อ เสื้อผ้าของเฉินอวี้ทะมัดทะแมงอยู่ก่อนแล้วจึงไม่ต้องถกเก็บจุดใดเป็นพิเศษ และเหตุที่ชายหนุ่มต้องมาทำกิจกรรมแปลกพิสดารเช่นนี้ก็เพราะผู้ที่เชิญชวนเขาคือองค์ชายเจ็ดหยางซิงอีหากเป็นผู้อื่น ขันทีหม่าเยว่ ผู้นำทางของเขา คงหาทางปฏิเสธได้โดยง่าย แต่เมื่ออีกคนเป็นหนึ่งในสามเชื้อพระวงศ์หยาง ซ้ำนัดหมายของเฉินอวี้และองค์จักรพรรดิก็ใกล้พลบค่ำโน่น สุดท้ายขันทีหม่าเยว่จึงไม่อาจปฏิเสธคำชวนขององค์ชายได้“...ด้วยความยินดีพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ขันทีหม่าเยว่ตอบ แต่ถึงกระนั่นก็ยังไม่ลืมให้ความสำคัญกับเฉินอวี้ ขันทีวัยกลางคนแจ้งแก่ชายหนุ่มว่า เขาเป็นอาคันตุกะขององค์จักรพรรดิ มิจำเป็นต้องลงไปเสาะหากับแกล้มกับองค์ชายในอุทธยานดอกไม้หรอก หากประสงค์จะหาที่พักรอนัดหมาย ทาง
มีเพียงไม่กี่คนในพระบรมมหาราชวังไป๋และนักบวชชั้นสูงเท่านั้นที่รู้ว่า เหตุที่องค์ชายไป๋เหลียนฮวามีพระพลานามัยไม่แข็งแรงมาตั้งแต่วันประสูตินั้น...เป็นเพราะทรงมีพระวิญญาณเพียงครึ่งดวง...และอีกครึ่งของพระองค์ก็คือ เฉินอวี้ในวัยเยาว์ เฉินอวี้จำได้ว่า ใต้แดดจ้าของโอเอซิสกลางทะเลทรายและร่มเงาของบ้านใหญ่สกุลเฉิน เขาและเพื่อนสนิท..ไป๋เหลียนฮวา มักจะเล่นหาสมบัติด้วยกันตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน จะอาคารเก็บของหรือห้องหับในเรือนใหญ่ พวกเขาวิ่งเล่นไปด้วยกันทุกห้อง มุดเข้ามุดออกไปเสียทุกที่ไม่ว่าจะใต้โต๊ะอาหารหรือบนขื่อคานของบ้าน จะโดนดุสักกี่ครั้งกี่คราวก็ไม่เคยเลิกพวกเขาติต่างว่าพวกตนเป็นจอมยุทธ์ตามหาสมบัติวิเศษ สมบัติที่ไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ขณะเดียวกันก็มิได้ระบุว่าคือสิ่งใด อาจจะเป็นกระบี่ของเทพเซียน คัมภีร์ลับ หรืออัญมณีวิเศษ พวกเขาไม่รู้เลย รู้แค่ว่าต้องตามหาให้เจอ แล้วเมื่อเจอก็คงจะรู้เองว่าคือสิ่งใดพวกเขาเล่นกันทุกวัน แล้ววันหนึ่งก็ไปพบภาพเหมือนภาพหนึ่งในห้องเก็บขอ
เมื่อซานหลินกลับมาอยู่ข้างกายอันวาร์ เฉินฝู่หมิงและซูมู่ถงก็ขอตัวกลับไปที่ตำหนักองค์ชายเจ็ดอันวาร์พอหมดธุระกับหวังต้าเหยียนแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คือรจนา แต่พอสอบถามกับขันทีผู้ทำหน้าที่ดูแลนัดหมายขององค์จักรพรรดิแล้วทราบว่า หญิงสาวในร่างชายหนุ่มออกไปทำธุระนอกวัง และจะกลับมาในช่วงเย็น เขาก็ชวนซานหลินออกไปเดินเล่นรอบวัง เพื่อฆ่าเวลารอหล่อนแทนตอนแรกเขาตั้งใจว่าจะกลับไปเล่นกับหวังต้าเหยียนอีกรอบ แต่คิดไปคิดมา เขาเพิ่งออกมาจากตำหนักของนาง หากกลับไปตอนนี้มันก็จะเขินหน่อย ๆ ไว้เขาเดินเล่นจนเท้าปวดแล้วค่อยแวะไปหานางอีกทีน่าจะดีกว่า เผื่อเขาจะได้ขนมจากโรงครัวไปฝากนางด้วยเขาเพิ่งได้ออกมานอกตำหนักเมื่อเช้า อยู่อุดอู้ในนั้นมาก็ตั้ง 17 วัน ขอเขาออกไปเดินเหินที่อื่นนอกจากตามห้องหับในตำหนักของตนบ้างเถอะ ถึงนิสัยเขาดั้งเดิมจะติดบ้านแค่ไหน ให้มาอยู่เหมือนกักตัวเป็นโรคระบาดแบบนี้ เขาเองก็ไม่ไหวหรอกนะ บอกเลยอันวาร์และซานหลินพากันเดินไปทั่วพระบรมมหาราชวังหยาง พวกเขาเดินตั้งแต่ตำหนักของหยางลู่จื้อ โรงครัวกลาง สนามหญ้าหลังโรงครัว ลานฝึกทหาร หอจดหมายเหตุ โรงเก็บม้า ศาลากลางน้ำ
ช่วงที่ถูกคุมขังอยู่ในตำหนัก อันวาร์เคยถามถึงหวังต้าเหยียนจากผู้ตรวจการที่เข้ามาสอบปากคำเขาอยู่สองถึงสามครั้ง แต่คำตอบที่ได้กลับมาก็มีเพียงคำว่า “เป็นความลับพ่ะย่ะค่ะ”เฉินฝู่หมิงและซูมู่ถงรายงานแก่เขาว่า หวังต้าเหยียนพักรักษาตัวอยู่ที่ตำหนักของนาง อาการค่อย ๆ ดีขึ้นแต่ยังไม่ใคร่แข็งแรงนัก ยังมีแพทย์หลวงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอันวาร์พอทราบอาการนางคร่าว ๆ จากทั้งสองผู้เฒ่าก็รีบไปตำหนักนางทันที ที่นั่นทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งดอกยี่โถส่งกลิ่นอบอวล และอารักขาผู้ขานการมาเยือนของเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆในห้องบรรทม หวังต้าเหยียนอยู่ในชุดนอนขาวสะอาด นางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่กลางแท่นบรรทมใหญ่ รับแดดสายที่สาดผ่านช่องหน้าต่างมาพาดผ่านฟูกนอนอย่างง่วงงุน จนกระทั่งอันวาร์และเสื้อผ้าของเขามาเยือนเขาเลือกใส่ฉลองพระองค์สีสันแสบตา เพราะเป็นวันดีที่จะได้เจอน้องสาว เป็นเสื้อนอกสีไข่แดงเค็มปักดิ้นทองตัวเดียวกันกับที่เคยใส่ไปเจอรจนาครั้งแรก และทันทีที่นางเห็นเขาใต้แสงตะวัน ใบหน้าเล็กซูบตอบก็ปรากฏรอยยิ้มยินดี“ท่านพี่ซิงอีนี่! ข้าตาแทบบอดแล้ว&r
ตอนที่รู้ผลการสืบสวน อันวาร์รู้สึกเหมือนตนถูกลอตเตอรี่รางวัล 300 ล้านบาท...เป็นโชคดีของเขาที่หยางซิงอีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักพาตัวหวังต้าเหยียน แต่ในความยินดี เวลาหลายวันที่ผ่านมาก็ทำให้ชายหนุ่มได้ขบคิดบางสิ่งบางอย่างและไม่ช้าก็เร็ว เขาก็คาดว่าตนและรจนาคงมีเรื่องต้องคุยกันสักหน่อยมีเรื่องเล่าในกองทัพอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องราวของกองกำลังพิเศษแห่งแคว้นหวังที่ล่มสลายไปแล้ว โดยแคว้นนี้ดั้งเดิมตั้งอยู่ทางใต้ของแคว้นหยาง ขั้นอยู่ตรงกลางระหว่างแคว้นหยางและแคว้นเยี่ย เล่าขานกันว่า กองกำลังพิเศษนี้ดั้งเดิมเป็นชนเผ่าจากเขาสูงนาม “เจียง” เพื่อให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดได้กลางป่าเขา คนเผ่านี้จึงฝึกฝนร่างกายอย่างหนักตั้งแต่อายุยังน้อย จนคนในเผ่ามีลักษณะทางกายภาพแปลกประหลาด ทั้งร่างกายสูงใหญ่ราวกับยักษา แขนขายาวเหมือนไม้พลอง และมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยแผลพุพองจากการฝึกกับกรวดทรายในกระทะร้อนหลังแคว้นหวังค้นพบการมีอยู่ของชนเผ่าเจียงก็จับพวกเขามาเป็นทหาร และนำการฝึกฝนของพวกเขามาประยุกต์ใช้คู่กับการฝึกวรยุทธ์เดินลมปราณ ไม่นานจาก “







