LOGIN“บอกว่าอย่ากรี๊ด”
“ฉันจะกลับบ้าน! ไอ้!”
เสียงที่จะก่นด่าถูกผลักลงคออีกรอบเพราะจู่ ๆ เขาก็ประกบปากจูบ ส่งควันและเรียวลิ้นเข้ามารุกราน ความร้อนชื้นของลิ้นที่ฉาบเคลือบด้วยรสบุหรี่กับควันฟุ้งกระจายขึ้นสมอง ควันพวกนั้นก็หลั่งไหลออกทางจมูกและลงคอ ทำให้สำลัก ฉันอยากไล่ควันพวกนั้นออกไปแต่ทำไม่ได้เพราะเรียวปากแข็งแรงบดเบียดแนบเน้นหนักจนฟันเรากระทบกัน แรงขบเม้มและดูดดึงส่งผลให้ปากฉันบวมเจ่อจนรู้สึกได้ ในอกวาบไหว ร่างกายชาวาบ ความหวาดผวาเกาะกุมหัวใจที่สั่นไหวรุนแรง
ไม่ว่าจะดิ้นรนยังไง ปากนั้นก็ยังระรานไม่เลิกไม่ถอยห่าง ทำเอาเรี่ยวแรงในกายถูกสูบออกไป มือที่เคยทุบตีเขาเปลี่ยนเป็นขยุ้มเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มแน่น ลมหายใจหอบรัว ใจจะขาดรอมร่อ ถึงจุดที่คิดว่าตายแน่แล้ว เขาถึงยอมถอยห่าง ฉันเจ็บปากและแสบคอเพราะควันบุหรี่ไปหมด
“อา...ชื่นใจจัง”
สุ้มเสียงกลั้วหัวเราะนั้นดึงสติขึ้นมา ฉันจิกตาวาววับจ้องเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ รวบรวมแรงน้อยนิดเพื่อผลักเขาเต็มกำลัง
“อ๊ะ ว้าย!”
ผลคือตัวฉันตกจากโซฟาลงไปบนพื้นพรมเพราะไม่คิดว่าเขาจะยอมปล่อยง่าย ๆ
“รีบเหรอครับคนสวย หืม...”
หน้าหล่อเหลาระบายยิ้ม เขาส่งบุหรี่เข้าปากปล่อยควันออกทางจมูกขณะโน้มตัวลงมากักตัวฉันไว้บนพื้นพรม
“ไอ้บ้า”
ทันทีที่ด่า เขาพ่นควันนั่นใส่หน้า ทำเอาสำลักและไอโขลกจนแสบคออีกรอบ ยิ่งเรียกรอยยิ้มในตาคมมากขึ้น
เขารื่นรมย์ เคลื่อนไหวเนิบนาบ หากทุกการกระทำกลับเต็มไปด้วยการข่มขวัญ ทำฉันยิ่งลนลาน ร่างกายที่คร่อมอยู่ด้านบนเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งตามแบบฉบับผู้ชายและดูเหมือนยิ่งฉันต่อต้านยิ่งยั่วให้เขาสนุกสนานระราน
“คนสวยพูดเพราะจะน่ารักมากขึ้นนะ”
“ใครอยากน่ารักกับนาย”
“ปากดีจริง แล้วเรียกนายอะไร เธอเป็นรุ่นน้องถึงจะต่างคณะก็ต้องเรียกฉันว่าพี่หรือเปล่า”
“หึ” ฉันข่มความกลัวจิกตามองเขาเขม็ง “ออกไป”
“นี่ห้องพี่”
“งั้นก็ลุก ฉันจะออกไปเอง”
“ออกไม่ได้หรอก”
“เอ๊ะ!”
เขาดึงบุหรี่ออกจากปาก หันไปพ่นควันทางอื่น ฉันคิดจะใช้จังหวะที่เขาไม่ได้ระวังถีบกายหนาออกไป แต่แค่ยกเท้า ท่อนขาก็ถูกจับยกเกี่ยวรัดสะโพกสอบส่งผลให้กระโปรงร่นขึ้นถึงโคนขา
“เป็นคนใจร้อนจริงด้วยนะเรา”
รอยยิ้มจากหน้าหล่อเหลาแม้จะทำให้เขาดูหล่อกระชากใจแต่ฉันเห็นแล้วใจผวา ไม่รู้เขาวางบุหรี่ไปตอนไหน ตอนนี้กายแกร่งเบียดเข้าแนบชิด โดยเฉพาะหน้าขาแกร่งเบียดแนบกลางหว่างขาฉัน ขยับเสียดสีเบา ๆ หากสร้างความหวั่นหวาดให้ฉันมากมาย
“จะทำอะไร ลุกออกไปนะ”
“อืม...ลุกตั้งนานแล้ว ไม่รู้สึกเหรอ”
พลันนั้น ฉันรับรู้ถึงอาการลุกที่เขาว่า ใต้สาบกางเกงนั้น บางอย่างมันเริ่มตื่นตัวหยัดขยายชวนประสาทผวา มันยังถูกดลงเสียดสีซอกขาฉันอย่างจาบจ้วงหยาบคาย
“อะ ไอ้บ้า ปล่อย! นายไม่มีสิทธิ์มากักขังฉัน นายกำลังทำผิดกฎหมายอยู่นะ ฉันจะแจ้งตำรวจ”
“ความสมยอมไม่ใช่ความผิดนะครับคนสวย”
ปากยิ้ม ๆ ยียวนกดลงมาจูบไซ้แก้มอย่างเย้าหยอก ฉันเบี่ยงหน้าหนีสุดฤทธิ์ กำกำปั้นทุบตีอีกฝ่ายไม่ยั้งไม่นับ แต่ทุกที่ที่มือสัมผัสล้วนแต่แน่นตึงแข็งแกร่ง สร้างความเจ็บช้ำให้กับมือฉันเอง ก่อนจะถูกรวบมือสองข้างกระชากขึ้นไปกดไว้พื้นเหนือหัว นั่นทำให้ฉันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง
“สู้มือแบบนี้สิค่อยน่าสนุก”
“จะข่มขืนกันหรือไง” แม้จะกลัว หากความปากดีที่มีไม่ลดละจนนึกอยากตบกะโหลกตัวเอง เขาทาบทับลงมาทั้งตัว น้ำหนักที่มีกดตัวฉันจนแทบบี้แบนติดพื้น
“พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ตอนนี้เธอก็เป็นเด็กพี่แล้ว”
“ใครจะเป็น”
“อ้าว...” น้ำเสียงลากยาวของเขาบอกฉันว่าเขากำลังยียวน “ไหนบอกเท่าไหร่ก็จะจ่ายถ้าพี่ช่วยไง”
“นายได้เงินแล้วนี่ ห้าล้านไม่พอเหรอ”
“อันนั้นมันค่าฝีมือพี่ แต่ค่าที่ช่วยเรา เราต้องจ่ายหรือจะเบี้ยว”
“แต่...” ทันทีที่อ้าปากจะสวนตอบ ปากร้อนก็ประกบปาก จูบขยี้บี้บดขบดึงทั้งยังสอดลิ้นร้อนชื้นเข้ามาไซ้ซอนไปทั่วโพรงปาก แรงที่เขากดเข้าใส่บอกฉันได้ว่ามันคือการเอาชนะคะคานให้สยบยอม ฉันเบือนหน้าหนีก็ถูกจับหน้าตรึงให้รับปากลิ้นร้ายจนหายใจหายคอไม่ทัน
“คนอย่างพี่ไม่จำเป็นต้องข่มขืนผู้หญิงหรอกที่รัก”
สุ้มเสียงพร่าต่ำเต็มไปด้วยความมาดมั่นเมื่อเขาผละปากออกห่างแต่แค่ไม่กี่วินาที ปากร้อนก็ประกบลงมาใหม่ จูบครั้งนี้ถูกละเลียดเบียดเคล้าเร้าโรม สติเริ่มกระเจิดกระเจิงเมื่อกระแสวาบหวามซ่านไปทุกปลายประสาท ร่างกายคลายล่องลอยจากพื้น ประกอบกับกายส่วนล่างถูกกายแกร่งเบียดไซ้ไถถู เนื้อผ้าเสียดสีกับจุดอ่อนไหวก่อเกิดเป็นความเสียวซ่านวาบหวามยากจะต้านทาน
“ไม่...ไม่เอา อย่า...”
ร่างกายฉันสั่นระริกไร้เรี่ยวแรงเมื่อถูกจูบซ้ำ ๆ หนักเบาสลับกันจนปากบวมเจ่อ เขาลากปากไปจูบไซ้ซอกคอ ขบดึงใบหู และวกกลับมาประกบปาก ขณะปล่อยมือจากหน้าฉันเลื่อนลงไปบีบเคล้นยอดอก สามัญสำนึกส่วนลึกทั้งกลัวทั้งผวา รู้สึกต่อต้านจึงส่งเสียงตะกุกตะกักสั่นเครือออกมา
จู่ ๆ ฉันก็นึกถึงหน้าพ่อแม่ และสำนึกได้ว่าที่ผ่านมา ฉันคิดว่าตัวเองเก่งเอาตัวรอดได้ จัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง หารู้ไม่ว่าโลกอีกด้านที่ไม่เคยเห็นมันร้ายกาจมากขนาดไหน พานทำให้ขอบตาร้อนผ่าว
“รู้จักกลัวแล้วเหรอ”
“คนแก่อะไรจะน่ารักแบบนี้ หืม... จูบนิดจูบหน่อยแค่นี้ก็แก้มแดงไปหมดแล้ว”“ซีน่ะ”เมียรักค้อนไม่จริงจัง ใบหน้าละมุนละไมรอยยิ้ม“เด็ก ๆ ไปไหนแล้วล่ะ”“เล่นทรายอยู่กับตา”“งั้นเราไปเล่นด้วยดีกว่า”“ไม่อยากไป” คนตัวใหญ่กระชับอ้อมกอด ซุกหน้าจูบไซ้ลำคอขาวแม้ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดกันจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หากเวลาส่วนใหญ่ก็ทุ่มเทให้ลูกทั้งสามเสียเป็นส่วนใหญ่“งอแงแล้วค่ะคุณพ่อ”“ก็อยากอยู่กับคุณแม่นี่ ”“เอาไว้คืนนี้ค่อยงอแงต่อ ตอนนี้ไปหาลูกกัน”“ถ้าไม่งอแงตอนนี้มีอะไรเป็นรางวัล”“ทุกอย่างที่คุณพ่อต้องการเลยดีมั้ย”“ดีมากครับ งั้นขอมัดจำก่อน”คนหลงเมียไม่วายเรียกร้องจูบหวาน ๆ จนซาบซ่านไปทุกอณูแก้วตาหัวเราะตาเป็นประกายคว้ามือหนาพากันเดินออกจากห้อง ลงไปสนามหน้าบ้านที่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ลูก ๆ ทั้งสามเล่นรถตักดินอยู่กับผู้เป็นตา แต่มียายสายหยุดและหลานชายซึ่งเป็นลูกชายของเอกที่เอามาฝากเลี้ยงนั่งเล่นอยู่ด้วย“เล่นอะไรกันอยู่ครับเด็ก ๆ”“ครินทร์ช่วยน้องครามตักดินใส่รถดัมพ์ครับ”“ครีมช่วยด้วยค่า” เด็กหญิงคคนางค์ยิ้มแป้น โบกที่ตักสีชมพูในมือให้พ่อดู“เก่งมากครับ แล้วพี่ครามจะขนดินไปไหนลูก”“ไปเทบ้
ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งระหว่างทางกลับบ้านพักรูปที่ว่าคือรูปที่พวกเขาพากันทำหน้าทะเล้นใส่กล้องตอนถ่ายสติกเกอร์ “ทำหน้าเหมือนปวดขี้ ฮ่า ๆ” “หน้าเธอก็ไม่ต่างกันหรอก”“มันถึงตลกดีไง ดูดิมีแต่รูปสวย ๆ กรอบก็สวย”แก้วตาหยิบรูปถ่ายจากตู้สติกเกอร์ขึ้นดูทีละแผ่น เนื่องจากเป็นแผ่นใหญ่ แผ่นหนึ่งมีสี่รูปบ้าง สิบรูปบ้างแล้วแต่ขนาดของกรอบรูป กระทั่งถึงรูปถ่ายสตูดิโอ “เราดูเหมือนสวยกว่าตัวจริงสิบเท่า” เธอว่ายิ้ม ๆ และยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทุกครั้งที่หยิบรูปแต่ละใบดูซีหัวเราะ “ต่อไปเราถ่ายรูปด้วยกันทุกปีเลยดีไหม” “แบบนั้นก็ดีสิ เราจะได้มีรูปกันเยอะ ๆ เลย” “ยายบ๊อง จะเอาไปทำฝาบ้านเหรอ”“แหม มันก็เป็นความทรงจำไหมล่ะ”“ตามใจเธอ อยากถ่ายทุกเดือนทุกวันก็ได้” ชายหนุ่มยีผมนุ่มเบา ๆ ด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะลุกจากโต๊ะ เดินไปยังตู้เพลงที่อยู่ภายในร้าน เลือกเพลงที่อีกฝ่ายชอบโดยการหยอดเหรียญ “เพลงชอบเราเลย” “เพราะรู้ว่าเธอชอบไง” “จะน่ารักเกินไปแล้ว” “เราจะน่ารักกับเธอตลอดไป”ซีคลี่ยิ้ม สอดมือเข้าประสานมือเล็กกุมเอาไว้ “ทำให้ได้อย่าที่พูดก็แล้วกัน”“เธอก็ต้องคอยดูอยู่ใกล้ ๆ เรา”“นั่นมันแน่
“แล้วก็สำหรับแม่เดือนกับเรา เราคิดว่านายคือของขวัญที่พิเศษที่สุดแหละ เพราะนายทำให้พวกเรามีความสุข แล้วเราก็คิดว่าถ้าแม่เดือนยังอยู่ก็คงไม่บอกนายเรื่องพ่อเพราะกลัวทำให้นายคิดมากเหมือนตอนนี้ไง”“เรารู้” เขารู้เขาเข้าใจ เขาไม่ได้โทษแม่ที่บังเอิญมีสัมพันธ์กับพ่อจนมีเขา แม่คือพระที่ประเสริฐที่สุดสำหรับเขาแล้ว ยอมอุ้มท้องเขา เลี้ยงเขาตามลำพัง แบกคำติฉินนินทามากมาย เพียงแต่ซีห้ามความคิดไม่ได้ ยิ่งปริศนากับพวกพี่ ๆ ดีกับเขา เอ็นดูเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งละอายอย่างที่แก้วตาพูด เขาไม่สามารถทำตัวเป็นธรรมชาติ รับความรักจากทุกคนได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ“เราจะพยายามตอบแทนความรักความเมตตาที่พ่อกับแม่นามีให้เราให้ดีที่สุด” “แค่ซีมีความสุข พ่อกับแม่นาก็ไม่ต้องการอะไรแล้วล่ะลูก” เสียงที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้หนุ่มสาวสะดุ้ง “คุณป้า” “แม่นา ผม...” ปริศนาคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้ เธอเห็นประตูห้องหนังสือเปิดแง้มอยู่จึงเข้ามาตั้งใจจะหาหนังสือไปอ่านเล่นสักเล่มระหว่างเอนหลังช่วงบ่าย ทำให้บังเอิญได้ยินเรื่องที่ทั้งสองพูดคุยกันหญิงสูงวัยเดินไปนั่งโซฟาฝั่งตรงข้าม แววตาที่มองซีเต็มไปด้วยความปรานีไม่เสื่อมคลาย“ซีรู้มั้
ตอนช่วงปีใหม่ แก้วตาไม่ได้กลับบ้านหาพ่อเนื่องจากพ่อต้องไปช่วยงานแต่งญาติอีกจังหวัดหนึ่ง พอซีชวนเข้าเมืองจึงไม่ได้คิดอะไร รู้ตัวอีกทีตอนรถเข้ามาจอดภายในอาณาเขตคิณณ์ณภัทธ สิ่งก่อสร้างตรงหน้าที่เห็นทำเอาตาโตกับความใหญ่โตของมัน “บ้านนายเหมือนบ้านหลังใหญ่ ๆ ในละครหลังข่าวเลยอะ ตกลงนี่บ้านหรือวัง”“เว่อร์น่า”ด้านนอกว่าสวยสง่าน่าเกรงขามแล้ว เข้าไปด้านในได้เห็นความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งทำให้เธอเกร็งขึ้นมา“นายพาเรามาแบบนี้จะดีเหรอ” “ทำไมไม่ดี” “ก็...เผื่อพ่อแม่นายว่า” “ไม่ว่าหรอก เราบอกพวกเขาไว้แล้ว” ซีลูบผมเธอเบามือช่วยให้ผ่อนคลายลงนิดหน่อย แก้วตารู้สึกเกร็งจนมือชื้นเหงื่อไปหมด และแทบทำตัวไม่ถูกเมื่อได้พบกับประมุขของคิณณ์ณภัทธและครอบครัว แก้วตาจำทั้งสองคนตอนที่ไปพบเดือนประดับได้ เจ้าสัวชวลิตกับภรรยาพูดจาดีและให้ความเป็นกันเอง แสดงความเอ็นดูซีและเธอ แต่ก็อดเกร็งไม่ได้“มากันแล้วเหรอ มา ๆ มานั่งคุยกันดื่มน้ำเย็น ๆ ก่อน” หลังจากยกมือไหว้และทักทายกันเล็กน้อย ปริศนาเรียกหนุ่มสาวทั้งสองให้เข้าไปนั่งโซฟาตัวใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร“ดูสิคุณ หนูแก้วโตเป็นสาวแล้วสวยด้วย”
เช้าวันต่อมา เด็กชายคีรินทร์ก็ได้พบกับคุณตาสมใจ หลังจากเพลิดเพลินกับอาหารเช้า ตากับหลานก็พากันแบกไม้สะพายตะกร้าลงสวนเพื่อไปเก็บมะม่วงสุกกัน“ชอบใจใหญ่ เจอตาปุ๊บ พ่อกับแม่หมดความหมายทันที” แก้วตาแกล้งบ่นลูกชายหากใบหน้าจิ้มลิ้มเปี่ยมรอยยิ้มความสุข“ได้ยินว่าตอนบ่ายจะไปพายเรือเก็บสายบัวกันด้วยนะ” ซีเล่า ตาคมจับแผ่นหลังเล็กที่ยังมองเห็นได้จากบ้านพักหลังใหญ่แต่แรกนั้นซีตั้งใจจะต่อเติมบ้านหลังเดิมเพื่อรักษาความทรงจำเกี่ยวกับมารดาไว้ แต่ยังไม่ได้ทำ ปีหนึ่งมีพายุฝนหนัก พัดบ้านที่เก่าตามกาลเวลาพังลงมาจึงต้องสร้างหลังใหม่ซึ่งหลังใหม่นี้ขยับเข้ามาจากจุดเดิมพอสมควรบ้านหลังนี้เขาสร้างขึ้นมาหลายปีแล้ว ไว้สำหรับเป็นที่พักยามพาครอบครัวกลับมาเยี่ยมโกศล พ่อกับแม่เลี้ยงและพี่ชายพี่สาวรวมถึงหลาน ๆ มาที่นี่ทีไรต่างไม่อยากกลับกรุงเทพกัน เพื่อน ๆ แต่ละคนที่มาก็ชอบที่นี่มาก ชายหนุ่มยังช่วยสร้างบ้านหลังใหม่ชั้นเดียวครบครันด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับโกศลด้วย อีกฝ่ายอยู่คนเดียวและอายุที่มากขึ้นการขึ้นลงบันไดจึงไม่สะดวก ซึ่งบ้านหลังใหม่นี้สร้างอยู่ไม่ไกลกันมากเพราะเขาได้ซื้อที่ดินข้างเคียงไปจนถึงบ้านของโก
ครืด ครืด ครืด...เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหนึ่งบนสมาร์ตโฟนทำให้ซีหยิบมันออกจากกระเป๋ากางเกงมากดดู พบว่าเป็นข้อความจากแอปพลิเคชันไลน์นั่นเอง คนส่งก็คือภรรยาสุดที่รักแก้วตา >> สอนเสร็จยังคะสุดหล่อแก้วตา >> ราชรถจอดรอที่เดิมนะแก้วตา >> สติกเกอร์หมีส่งหัวใจรัว ๆมองดูแล้ว ซีคลี่ยิ้ม เขาเพิ่งสอนเสร็จจริง ๆ ณ ตอนนี้นอกจากต้องรับผิดชอบบริษัท หลังเรียนจบปริญญาเอกในเมืองไทย เขายังรับงานสอนพิเศษของมหาวิทยาลัยเออีกด้วยSea >> กำลังไปตอบเสร็จ ท่อนขาเพรียวยาวก็สาวก้าวไปยังลานจอดรถ วันนี้เขาไม่ได้ขับรถมาสอนเพราะรถส่งตรวจสภาพ แก้วตาจึงมาส่งและมารับตอนนี้หญิงสาวไม่ได้เป็นอาจารย์สอนพิเศษอีกแล้ว หลังแต่งงานได้สามปี แก้วตาลาออกไปช่วยสามีดูแลบริษัทใหญ่ซึ่งมีบริษัทในเครือหลายแห่ง หลังจากลูก ๆ แต่ละคนเรียนจบเข้าทำงานกันสักพัก เจ้าสัวชวลิตก็ได้แบ่งกิจการทั้งหมดให้กับลูกทุกคนไปดูแลบริหาร ซีเองก็เปิดบริษัทเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์เพิ่มด้วยเมื่อร่างสูงเปิดประตูขึ้นมานั่ง แก้วเครื่องดื่มเย็นเฉียบก็ถูกยื่นให้พร้อมด้วยรอยยิ้มของภรรยาซีโน้มหน้าไปหอมแก้มนุ่มอย่างที่ทำเป็นประจำมาสิบแปดปีหลังจากแต่งง







