Masuk“คุยอะไรกันอยู่น่ะ” เสียงทักขึ้นจากบันไดเวียนลงมายังชั้นล่าง พาให้ทั้งเชนและโจวเยว่เงยหน้าขึ้นมองไปตามต้นเสียงโดยอัตโนมัติ เพื่อจะพบว่าอลิศในชุดราตรีทรงหางปลาสีดำ ดูสวยสง่า กำลังยืนมองมาจากบันไดขั้นบนสุด ดวงหน้าแตะแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีตจากช่างแต่งหน้ามืออาชีพฝีมือดีที่สุดบนฝั่งเกาลูน ทำให้เธอดูสวยไร้ที่ติ ราวเจ้าหญิงในเทพนิยายก็ไม่ปาน
ทั้งเชนและโจวเยว่ต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ชะงักไปครู่ราวถูกสาปให้กลายเป็นหินไปแล้ว เวลาเพียงไม่กี่นาทีช่างยาวนานเหลือเกิน ในความรู้สึกของเชน ยามมองเธอก้าวลงมาจากบันได หัวใจกลับรู้สึกคล้ายล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ เพียงครู่ก็หล่นตุ้บลงมา เมื่อได้ยินเสียงเธอเอ่ยถามอีกครั้ง
“ฉันถาม ไม่ได้ยินรึไง”
“เอ่อ” สองหนุ่มอ้ำอึ้งไม่ต่างกัน
“คือ ผมกับคุณเยว่กำลังคุยเรื่องคุณจ้าวหมิงเทียนอยู่ครับ ผมอยากรู้ว่า เขาเป็นใคร ก็เลยมาถามคุณเยว่ เอ่อ อย่างน้อย เวลาที่เขามาที่นี่ หรือ เอ่อ ตอนที่ผมพบเค้า จะได้วางตัวถูกนะครับ” เชนพยายามคิดหาคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
“เค้าเหรอ” อลิศนิ่งคิด จะว่าไปสำหรับเธอแล้ว จ้าวหมิงเทียนนั่น ไม่มีความสำคัญอะไรในหัวใจเธอด้วยซ้ำ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ต้องการให้เธอแต่งงานกับเขา เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจละก็ เขาคงเป็นแค่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกคนหนึ่งเท่านั้นละ
“เค้าเป็นคนที่ฉันต้องแต่งงานด้วยน่ะสิ”
ฟังคำตอบของเจ้านายสาวแล้ว เชนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ถึงได้รู้สึกเจ็บจี๊ดในอกอย่างประหลาด จะว่าไปคนที่หนักกว่าเขาคงจะเป็นโจวเยว่นะ ดูสีหน้าเขาหมองลงไปถนัดตาทีเดียว แววตาคู่นั้นอีกเล่าก็เจือด้วยความเจ็บปวด มองปราดเดียวเชนก็ดูออกว่า โจวเยว่คงจะทั้งรักทั้งหวงเจ้านายสาวมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แสดงออกก็ไม่ได้ พูดออกมายิ่งไม่ได้ใหญ่
“ไปกันได้แล้ว ฉันไม่อยากไปสาย” พูดจบเจ้านายของเขาก็ก้าวออกไปยังเทอเรสหน้าบ้าน ขณะที่เขาทำได้แค่มองหน้าเชนตาปริบๆ พยักหน้าให้กันแล้วเดินตามเจ้านายสาวไป
สถานที่นัดพบระหว่างอลิศกับเจ้าหมิงเทียน เป็นภัตตาคารอาหารนานาชาติแบบลอยฟ้า ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเจ้าของโรงแรมก็ไม่ใช่ใครอื่น จ้าวหมิงเทียนนั่นเอง
ทันทีที่อลิศก้าวเข้าไปภายในร้าน ชายวัยกลางคนหน้าตาดุ ดูเงียบขรึมคนหนึ่ง น่าจะเป็นคนสนิทของจ้าวหมิงเทียนและคงรู้จักกับอลิศอยู่แล้วก็ก้าวเร็วๆเข้ามาต้อนรับ พร้อมกับเชื้อเชิญเธอเข้าไปภายในห้องอาหารวีไอพี จัดไว้เฉพาะแขกคนสำคัญของภัตตาคาร ขณะที่ทั้งเชนและโจวเยว่ ถูกกันให้รออยู่ด้านนอก
“พวกคุณสองคนรออยู่ที่นี่” อลิศหันมาเอ่ยสั้นๆ ยิ้มมุมปากนิดหนึ่ง ก่อนจะเดินตามชายวัยกลางคนคนนั้นไป
“คุณอลิศมาแล้วครับคุณชาย” สิ้นคำพูดของชายวัยกลางคน จ้าวหมิงเทียนก็เงยหน้าขึ้นจากจอแท็ปเลตเครื่องหรูราคาแพงในมือ
“ตรงเวลาดีนี่อลิศ”
“แน่สิ ให้คุณรอนาน คงไม่ดีหรอก ดีไม่ดีจะมีคนไปฟ้องผู้ใหญ่ด้วยว่า ฉันไม่ตรงต่อเวลา” อลิศยิ้มน้อยๆ ด้วยความที่โตมากับจ้าวหมิงเทียน เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงไม่นึกเกรงกลัวเขา เหมือนอย่างนักธุรกิจคนอื่นๆ ที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่ต่างมองเห็นเพียงเปลือกนอกและสายตาเยียบเย็นของเขา ก็กลัวจนหัวหด ไม่กล้าสบตาแล้ว
“เห็นผมเป็นคนขี้ฟ้องไปได้ อ้อ ผมยังไม่ได้สั่งเครื่องดื่มอะไรไว้ให้นะ รอคุณมาก่อน ค่อยสั่งทีเดียว ไวน์ขาวกับสเต็กปลาเป็นไง”
“อึม ก็ดี” เธอพยักหน้ารับไปอย่างนั้น รีบๆ คุย รีบๆจบ จะได้รีบกลับ คงจะดีกว่า
นั่งยังไม่ทันก้นร้อน บริกรณ์ก็นำอาหารหลายอย่างมาเสิร์ฟ ไม่ต้องมีใครบอกเธอก็รู้อยู่แล้วว่า จ้าวหมิงเทียนคงเตรียมทุกอย่างเอาไว้รอต้อนรับเธออยู่แล้วเหมือนเช่นเคย ช่างเป็นนัดดินเนอร์ที่สำเร็จรูปสิ้นดี
“นี่ สเต็กปลาซัลมอน ทาทาซอสกับสลัด มื้อเย็นเบาๆ ของคุณ”
“ขอบคุณ” อลิศเอ่ยเบาๆ ออกไปตามมารยาท มองเขาเลื่อนจานใบใหญ่เข้ามาใกล้
ความอึดอัดก่อตัวขึ้นในอณูอากาศ เพียงแค่เริ่มหั่นเนื้อปลาด้วยมีดในมือ ใช้ช้อนตักปลาชิ้นพอดีคำส่งเข้าปาก ดูเหมือนความกลมกล่อมละมุนลิ้นของเนื้อปลาชุ่มซอส จะไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศระหว่างกันดีขึ้นเลย
“ช่วงนี้งานหนักเหรอ คุณดูซูบไปนะ” เขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำลายความเงียบขึ้น
“คุณคิดไปเองรึเปล่า ฉันว่าตัวเองก็ปกติดีนะ”
“งั้นเหรอ แต่เท่าที่ผมรู้มา ดูเหมือนผู้เช่ามอล์ของคุณที่จิมซาจุ่ย จะกำลังสร้างปัญหาให้คุณอยู่นะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขอพูดตรงๆ เลยก็แล้วกันนะ ไหนๆ เราสองคนก็กำลังจะแต่งงานกันแล้ว คุณยกทุกอย่างให้ผมดูแลซะเถอะ ถึงเวลาแล้ว ที่คุณจะต้องพักผ่อนซะที อย่าเหนื่อยทำงานให้ตาแก่พวกนั่นอีกเลยน่า”
“คุณน่ะเหรอ จะทำทุกอย่างแทนฉันได้”
“ผมจะไม่ถือสาเรื่องที่คุณกำลังดูถูกผมอยู่นี่ เอาเป็นว่า...” ว่าพลางเขาก็สอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงขึ้นมาเปิด ภายในมีแหวนเพชรน้ำงาม ส่องประกายแวววาวล้อแสงไฟดูงดงามจับตา หากเป็นผู้หญิงคนอื่นๆ มาเห็นแหวนวงนี้ ก็คงใจละลายไปแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับอลิศ
“สวมแหวนนี่ซะ แล้ววางทุกอย่างให้ผมดูแล”
อลิศยิ้มน้อยๆ ยกแก้วทรงสูงขึ้นจิบไวน์ขาวเบาๆ
“งั้นม๊าขอตามไปดูแลปะป๊าได้ไหมลูก” อลิศหยั่งเสียง เผื่อว่าลูกๆ อยากให้เธอรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านจะได้ไม่ต้องไป “ได้ค่ะ ได้ครับ” เด็กๆ ต่างลงมติเป็นเสียงเดียว เป็นอันว่า เด็กๆ ทั้งสี่คนต้องเดินเรียงแถวมาส่งป๊ากับม๊าขึ้นรถตรงหน้าประตูคฤหาสน์อีกครั้ง “คุณอลิศ ถ้าผมเป็นอะไรร้ายแรงขึ้นมา…” เชนพูดยังไม่ทันจบ ภรรยาสาวก็เลื่อนนิ้วมือขึ้นมาแตะริมฝีปากเขาเบาๆ “เสี่ยวเอ้อเป่าบอกว่าไม่มีอะไร ก็คงไม่น่าจะมีอะไรหรอกนะ คุณอย่าเพิ่งคิดมากเลย” ปากปลอบเชนออกไปว่าอย่าคิดมาก ทว่าเธอเองกลับไม่อาจหยุดความคิดของตนได้เลยจริงๆ ที่ผ่านมาเชนมีสุขภาพแข็งแรงมาตลอด แทบไม่เคยเจ็บป่วยเลยด้วยซ้ำ นอกจากตอนนั้น…ตอนที่เขาอาเจียนทั้งวัน เพราะ…แพ้ท้องแทนภรรยา เอ จะว่าไปแล้ว ประจำเดือนของเธอมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ ดูเหมือนมันจะขาดไปนานแล้วด้วยสิ “คิดอะไรอยู่เหรอครับ คุณบอกว่าไม่ให้ผมคิดมาก แต่ดูคุณสิ คิดมากซะเองแล้ว รู้ตัวรึเปล่าครับ” “เอ่อ ฉันกำลังคิดว่า บางทีเราอาจจะกำลังมีข่าวดีอีกก็ได้” “ข่าวดี อะไรเหรอครับ อย่าบอกนะว่า” เชนแทบจะลืมความเจ็บป่วยเมื่อครู่ของตัวเอง เมื่อภาพการจัดหนักจัดเต็ม ทิ้งลูกชายแบบปูพรมของเขา
รถตู้คันใหญ่ขนาด 11 ที่นั่ง แล่นเข้ามาจอดเทียบบันไดทอดขึ้นสู่เทอร์เรสด้านหน้าคฤหาสน์ตระกูลลี ที่ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่ครอบครัวเล็กๆ ของอลิศกับเชน กลายเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีทั้งพ่อ แม่ ลูกๆ พรั่งพร้อมด้วยบรรดาแม่บ้านนับสิบคน ภายใต้การดูแลของคุณชุลี ทันทีที่ประตูรถเปิดออก เด็กฝาแฝดชาย 2 คน และเด็กฝาแฝดหญิง 2 คน คือ ฉีอีชวน ฉีเอ้อเป่า ฉีหนิงซาน และฉีซือนิ่ง ต่างแต่งกายด้วยชุดนักเรียนอนุบาลของโรงเรียนเอกชนชื่อดังบนฝั่งเกาลูน ก็วิ่งกรูกันลงมาจากรถด้วยท่าทีรีบร้อน โดยไม่รออลิศ แม่ของพวกเขาและเธอที่กำลังเดินลงจากรถมาด้วยสีหน้าอิดโรย ต่างจากลูกๆ อย่างสิ้นเชิง พอเด็กๆ เห็นว่าคนเป็นพ่ออยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าสวมใส่สบาย สวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเย็นอยู่หน้าเตา ก็ต่างส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ขึ้นพร้อมเพรียงกัน“ปะป๊า” จากนั้นก็ต่างกรูกันเข้ามากอดแข้งกอดขา ซือนิ่ง อาศัยความเป็นน้องเล็ก อ้าแขนให้พ่ออุ้มขึ้นมาไว้บนท่อนแขน ก่อนที่เธอจะใช้ลูกอ้อนหอมแก้มพ่อซ้ายขวา พอเห็นน้องเล็กได้หอมแก้มพ่อ หนิงซานก็ขอให้พ่ออุ้มขึ้นมาแล้วขอให้พ่อหอมแก้มบ้าง “พอแล้วครับ พ่อกำลั
เชนมองประตูบานหนาปิดลงนั้นด้วยดวงตาพราวระยับฉายแววเจ้าเล่ห์ ในที่สุดวันที่เขาใฝ่ฝันก็มาถึงจนได้ ไม่นึกเลยว่าจากที่หวังแค่ครอบครองเธอคอย support เธออยู่เบื้องหลัง จะกลับกลายเป็นว่าเขามีสิทธิ์ครอบครองเธอได้ตามกฎหมาย ทั้งยังครอบครองหัวใจเธอเอาไว้ทั้งดวงในฐานะคุณชายน้อยตระกูลฉีอีกด้วย แม้ว่าต่อแต่นี้เขาจะไม่อาจเป็นพ่อบ้านส่วนตัวของเธอได้อีกแล้ว แต่เขาก็จะทำหน้าที่ยิ่งใหญ่ได้มากกว่า นั่นคือการก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นสามีที่ดีของเธอนับตั้งแต่วันนี้และตลอดไป แต่สำหรับวันนี้เขาจะทำให้เธอมีความสุขจนล้นอกทีเดียว ว่าแล้วเชนก็ก้าวเข้าไปหาเจ้าของร่างสมส่วนที่กำลังนั่งแกะเวลคลุมผมออกจากศีรษะ“ให้ผมช่วยนะ” เขาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือแข็งแรงเพื่อนมาแกะกิ๊บติดผม ออกจากผ้าคลุมผมเนื้อบางเบา แล้วแกะกิ๊บตัวอื่นๆบนเรือนผมยาวเกล้าเป็นมวยนั้นออกทีละตัวอย่างใจเย็น แม้ว่าร่างกายของเขาจะตื่นตัวแล้วจากสายตาจ้องมองแผ่นหลังข่าวเนียนเบื้องหน้าก็ตาม“คุณอลิศเหนื่อยไหมครับ” น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความห่วงใย ยามทอดสายตาจ้องมองดวงหน้างามสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่“ไม่เหนื่อยหรอก แค่ปวดขานิดหน่อย คุณก็รู้ว่
ณ หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา กางกั้นด้วยสายหมอก ภายในอาณาจักรเล็กๆ อันสงบสุขของ ลีซีห่าว อดีตมาเฟียตระกูลลีวัย 85 ปี ชีวิตบั้นปลายอันเรียบง่ายของเขามีเพียงบอดี้การ์ตไม่กี่คนคอยดูแล ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นบอดี้การ์ตคนสนิทคุ้มกันเขามาตั้งแต่วัยหนุ่มกระทั่งกลายมาเป็นคนสูงวัยในวัยไล่เลี่ยกับเจ้านาย ชีวิตเรียบง่ายเริ่มต้นท่ามกลางแปลงผักสวนครัวนานาชนิด บ่อเลี้ยงปลาสวยงามไม่ไกลจากกระท่อมปลายนาที่ภายนอกดูเรียบง่าย ต่างจากภายในครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกตามสไตล์บ้านสมัยใหม่ ทันทีที่รถยนต์เอนกประสงค์คันหรูแล่นมาตามถนนสายเล็กมาจอดสนิทด้านหน้าประตูรั้วไฟฟ้าลายไม้ ตามมาด้วยเสียงออดดังขึ้น เสียงรายงานผ่านวิทยุสื่อสารก็ดังมาจากกระเป๋ากางเกงของบอดี้การ์ตคนหนึ่ง“มีแขกไม่ได้นัดหมายมาขอพบท่านผู้เฒ่าครับ” “ใคร” ลีซีห่าวถามออกไป “คุณฉีเหวินหลงแห่งฉีเหวินกรุ๊ปครับนายท่าน ไม่ทราบว่าท่านจะให้เขาเข้าพบหรือเปล่าครับ” “เขามีธุระอะไร” ลีซีห่าวถามต่อ หากไม่ใช่ธุระสำคัญก็คงจะไล่ผู้มาเยือนกลับซะเดี๋ยวนี้ โดยไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะเดินทางมาไกล ลำบากลำบนแค่ไหนกว่าจะมาถึงที่ห่างไกลเช่นนี้ได้ “เขามาพบนายท่า
“ผมว่า ผมคงไม่จัดงานแต่งงานใหญ่โตอะไรหรอก อีกอย่างช่วงนี้งานที่บริษัททัวร์ของซิ่วอิงก็กำลังยุ่งๆ อยู่ด้วย ผมกับซิ่วอิงแพลนเอาไว้แล้วว่า คงจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เร็วๆ นี้แหละ” “จริงเหรอ ยินดีด้วยนะ” ขณะนั้นเองเสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องดังขึ้นพอดี การสนทนาระหว่างอลิศกับเผยจิ้นหยางจึงต้องยุติลงเพียงเท่านั้น“แค่นี้ก่อนนะจิ้นหยาง ฉันต้องไปขึ้นเครื่องแล้วล่ะไว้เจอกันที่ฮ่องกงนะ”“ได้เลย แล้วเจอกัน” เผยจิ้นยานตัดการสนทนา เวลานี้อลิสคงไม่รู้หรอกว่า ทันทีที่การสนทนาจบลงเรียบร้อย เผยจิ้นหยางก็อุ้มคนรักสาวมาวางลงบนโซฟาตัวนุ่มตรงมุมนั่งเล่น ภายในคอนโดหรูย่านไท่กู่หลี่ซานหลี่ถุน “คุณจะทำอะไรน่ะ” หลี่ซิ่วอิงร้องประท้วง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคนกำลังทาบร่างอยู่ด้านบนคิดจะทำอะไรกับเธอ หลังวางสายจากเพื่อนรัก“ก็ ทำเรื่องสำคัญของเราไง” ว่าแล้วเขาก็โน้มใบหน้าลงมาใช้ริมฝีปากร้อนๆ กับปลายจมูกซุกซนซุกไซ้ซอกคอข่าหอมกรุ่น เรียกเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายลั่นห้องทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงครวญคราง เมื่อเขาเคลื่อนริมฝีปากต่ำลงมา มือแข็งแรงสอดเข้าไปภายใต้เสื้อยืดเนื้อดี เข้าสะกิดปลายยอดถันงามชูช่อแผ่วเบ
“ แม่ครับ เราไปกันเถอะครับ” เชนเดินมาจับจูงมือชุลี มืออีกข้าง ถูกจับจูงด้วยมือของอลิศ“ คุณหนูไม่ต้องประคองฉันหรอกค่ะ ฉันยังแข็งแรงดี”“ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เราเองก็ใช่คนอื่นไกล อีกอย่าง ตอนนี้ คุณชุลีก็กลายมาเป็นว่าที่แม่สามีของฉันแล้วฉันก็ต้องดูแลคุณเป็นอย่างดีสิคะ”“ แหมฉันก็ยังเป็นแม่บ้านของคุณอลิสอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขึ้นหรอก เรารีบไปสนามบินกันเถอะค่ะเดี๋ยวสายจะตกเครื่องเอา”“อึม” อลิศพยักหน้ารับยิ้มๆ เธอตั้งใจไว้แล้วว่าต่อจากนี้จะยิ้มให้บ่อยขึ้น ไม่เย็นชาเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เพราะชีวิตเธอไม่ได้มีตัวคนเดียวอีกแล้วแต่ยังมีครอบครัวใหญ่ที่แสนอบอุ่นคอยอยู่เคียงข้าง ความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เคยมีมานาน มันได้มลายหายไปแล้วสายวีดิโอคอลส่งเสียงขึ้น ขณะอลิศกำลังนั่งรอขึ้นเครื่องอยู่ภายในเกตพาให้เธอสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต กลีบปากงามแย้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่า บนหน้าจอโทรศัพท์ปรากฎรูปโปรไฟล์ของหลี่ซิ่วอิง “ซิ่วอิงโทรมาแหน่ะ” “ครับ” เชนยิ้มอ่อนโยนให้เจ้านายสุดที่รักของเขา ขณะอลิศสัมผัสนิ้วมือเรียวไปบนหน้าจอ“ว่าไงซิ่วอิง”“ฉันเห็นคุณฉีซีชวนให้สัมภาษณ์กับนักข่าวที่สน

![เจ้าเวหา [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





