เข้าสู่ระบบ
จาก อาคีรา เบญ xxx-xxx000-0
ดวงตากลมหรี่แคบเนื่องจากรู้สึกแสบร้อนหลังไม่ได้กะพริบมาหลายวิ ขณะเปิดดูรายการธุรกรรมในธนาคารของตัวเอง และพบว่าใครเป็นคนโอนมา ไม่ต้องคิดนานก็รู้ทันทีว่าเป็นเขา คู่กรณีของเธอเมื่อคืน
มันเยอะเกินจนเธอเป็นกังวล และไม่กล้านำออกมาใช้ แม้ตามข้อตกลงก่อนหน้านี้จะเป็นแก้วละห้าหมื่น แต่เชื่อว่าเธอคงไม่ได้ดื่มเยอะจนเขาต้องจ่ายเป็นแสน และต่อให้เป็นค่านั่งดริงก์ทั้งคืน ครึ่งล้านก็ไม่น่าจะถึง อีกอย่างเธอไม่เชื่อว่าคนโอนให้จะไม่มีอะไรแอบแฝงด้วย!
ด้วยความกลัวบวกกับความไม่สบายใจ เธอจึงเปิดอินเตอร์เน็ตเข้าไปหาชื่อของเขา เพียงพิมพ์แค่ชื่อไม่ทันได้พิมพ์นามสกุล รูปของเขาก็โชว์หราเต็มจอ ตึกบ้าน คอนโด โครงการเป็นหมื่นล้าน ราวกับจะต้องเรียกเขาว่าเจ้าอสังหาริมทรัพย์!
“.....!!”
พะแพงในตอนนี้คือช็อคไปแล้ว เธอนั่งตัวแข็งทื่อ หากแต่นิ้วนั้นกำลังเลื่อนดูไปเรื่อยๆ ภาพเขายืนโดดเด่นรวมกลุ่มอยู่กับนักธุรกิจด้วยกัน ส่วนใหญ่ผู้คนเหล่านั้นต่างมีดีกรีเป็นคนชั้นสูง ซึ่งไม่ใช่เจ้าของก็เป็นทายาทอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เพียงแค่นั้น บางรูปเขายังถ่ายกับดารา หรือนักร้องชื่อดังด้วย ในขณะบางคนเธอยังเป็นแฟนคลับของเขาอยู่เลย ที่น่าตกใจสุดก็คือ.. คนที่เพิ่งจะรู้จักเมื่อไม่นานด้วยการแนะนำของแม็กเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
“พี่เพลิง..”
มาถึงตรงนี้พะแพงถึงขั้นกลืนน้ำลาย ด้วยสัญชาตญาณกำลังกระซิบบอกกับเธอว่า การที่เธอได้จูบกับเขาและเขาโอนเงินก้อนใหญ่มาให้แบบนี้อาจเป็นการปิดปาก ไม่ใช่ว่ารู้สึกดีหรือเป็นเกียรติ ตรงกันข้ามมันน่าแขยงที่สุดที่ได้จูบกับคนชั้นสูงแต่การกระทำไม่สูงเท่า อีกทั้งกำลังเตือนเป็นนัยๆ อีกว่า นี่คือคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้าฝั่ง และถ้าเปรียบชีวิตของเธอเป็นชายหาด รับรองเลยว่า จะมีแต่เละกับเละ!
ตระกูลเบญจรัญ ถือว่าเป็นตระกูลผู้ถือหุ้นที่คนในตระกูลเป็นเจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ แน่นอนเมื่อเอ่ยถึงนามสกุลนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก
อาคีราเลือกที่จะเข้าบริษัทในช่วงบ่าย เพื่อเซ็นเอกสารเฉพาะที่จำเป็นและสำคัญ เนื่องจากเขาไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้นในวันนี้ ประชุมหากไม่ใช่นัดสำคัญก็จะถูกสั่งเลื่อนไปโดยเลขา เหลือไว้เพียงไม่กี่รายที่ไม่สามารถเลื่อนได้ นั่นเพราะจะทำให้การก่อตั้งโครงการใหม่ล่าช้า ถึงได้เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าบริษัทในช่วงบ่ายครั้งแรกในรอบปี ซึ่งเป็นเรื่องดีของพนักงานที่ซื่อสัตย์และตรงต่อเวลา หากออกไปพักกลางวันและกลับมาทันทีเมื่อถึงเวลางาน แต่จะเป็นผลเสียกับพนักงานที่เอาแต่ทำทรง เพราะการมาของเขาไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และนั่นทำให้โดนใบเตือนกันเป็นแถว
และหลังจากเคลียร์เสร็จทุกอย่างแค่งานเฉพาะของวันนี้ เขาก็เลือกที่จะกลับเลยทันที พร้อมหน้าตาเคร่งขรึมอย่างเจ้าตัวเองยังไม่อาจรู้ เลขาที่อุตส่าห์หอบงานแฟ้มใหญ่เตรียมจะยื่นให้เขาพิจารณาโปรเจคของลูกค้ารายใหม่มานำเสนอ ยังต้องกอดเอาไว้แนบอกอย่างนั้นเลย ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากเรียก ปล่อยให้เขาเดินผ่านไป ลากความลำบากใจไปแจ้งแขกที่มารอนานถึงสองชั่วโมงให้กลับไปก่อนและค่อยนัดมาใหม่ในภายหน้า
เพราะสำหรับอาคีรา คนเหล่านั้นไม่สำคัญสักเท่าไหร่ สำคัญจริงจะต้องสายตรงหาเขาเอง โดยผ่านเส้นสายใหญ่เล็กที่มี จะไม่ติดต่อผ่านบริษัทหรือเลขาของเขา และแม้ว่าสิ่งนั้นอาจดูไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเหล่านั้น ทว่าจะทำไงได้ ในเมื่อนี่คือธุรกิจ ไม่ใช่งานการกุศล ในตรรกะของเขา
รถคันหนึ่งแล่นช้ามาจอดสนิทหน้าตึกที่เขาเดินออกมา อาคีราขึ้นไปนั่งบนรถหลังคนขับ ไม่นานรถก็วิ่งออกไปด้วยความเร็วระดับคนใจเย็น นั่นเพราะหากนายไม่ได้สั่ง ปุณจะขับต่อไปเรื่อยๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงนั่นถึงจะต้องทำเวลา และต่อให้เลยไปไกลแล้วก็ยังคงต้องวนกลับมาใหม่ แต่ถ้านายไม่ได้พูด จุดหมายปลายทางก็คือคอนโดเพนท์เฮาส์ของเขานั่นเอง อย่างเช่นตอนนี้
ร่างสูงลงจากรถทันทีที่มาถึง โดยมีปุณเป็นผู้เปิดประตูให้ ปกติเขาจะเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาและไม่สนใจ หากแต่วันนี้มาแปลก กลับชะลอฝีเท้าราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่าง พลันหันข้ามไหล่กลับมาหาเขา
“ประวัติเด็กนั่นไปถึงไหนแล้ว”
“ครับนาย ผมกะจะส่งให้นายวันนี้ครับ”
พลางเดินต่อเมื่อได้คำตอบ และนั่นทำให้ปุณที่โน้มตัวอยู่ถึงกับเหลือบมอง แผ่นหลังกว้างท่าทางการเดินที่มีบุคลิกดั่งเจ้าชาย แท้จริงแล้วก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีรสนิยมแปลกๆ บางวันเขาใจดีจนน่าใจหาย ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ แต่บางวันก็เลือดเย็นเกินกว่าจะเรียกว่าคนได้ ยิ่งตอนเขาโกรธอารมณ์เสียมาจากที่อื่น ซาตานที่ว่าน่ากลัวยังเทียบไม่เท่าเขาเลย
และครั้งนี้ก็เหมือนมีลางสังหรณ์ ปุณที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามความประสงค์ ได้แต่ภาวนาอย่าให้เหยื่อรายต่อไปต้องเจ็บตัว ขอให้ปลอดภัยแคล้วคลาดไม่กลายเป็นบ้าไปเสียก่อน ในตอนที่เขาเบื่อและปล่อย ให้เธอเป็นอิสระ
พะแพงใช้เวลาอาบน้ำครั้งนี้นานเกือบสองชั่วโมง ไม่ใช่เพราะรักความสะอาดถึงขั้นต้องสิงสถิต ทว่านับแต่ชักโครก ฝักบัว หรือกระทั่งหน้ากระจกตอนล้างหน้าแปรงฟัน ในหัวมีแต่เรื่องของเขา กับเงินจำนวนนั้นที่เธอไม่กล้าใช้ และไม่สามารถสลัดความคิดได้
แล้วพอออกมาจากห้องน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็มานั่งตั้งสติอยู่ปลายเตียงต่อ สรุปวันนี้ยอมทนหิว ไม่สรรหาทำกับข้าว นั่นเพราะปัญหาที่เจอมามีอิทธิพลกว่า เธอรู้สึกว่าความตื่นเต้นกับตอนหิวไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่เลย
โทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงที่วางชาร์จทิ้งไว้ ถูกดึงออกไปโดยมือเจ้าของ เธอต้องการจะดูยอดเงินอีกครั้ง และดูรายละเอียดของคนที่ส่งมาราวกับคนเสียสติ พลันไม่เห็นช่องทางติดต่อจึงเริ่มหาตัวช่วย
(ฮัลโหลแพง ยังโกรธพี่อยู่เหรอ พี่ขอโทษนะ)
คนตัวเล็กชะงักไปอึดใจหนึ่ง เจตนาโทรกลับไปไม่ได้คาดหวังให้ปลายสายพูดแบบนี้ แต่ก็เข้าใจดี เรื่องที่ค้างคาไว้ในข้อความ ที่ทั้งไม่เปิดอ่านและไม่โทรกลับคือเรื่องนี้แหละ
“ช่างเถอะค่ะพี่ยิ้ม”
(แล้วแพงจะมาทำงานตอนไหน)
คำถามของยิ้มทำให้พะแพงเหลือบดูจอ เมื่อเห็นว่าสี่โมงกว่าแล้ว จึงถอนหายใจพรืด นั่นเพราะปกติเวลานี้เธอจะต้องถึงร้านแล้ว
“แพงไม่ทำแล้วค่ะพี่ยิ้ม”
ทันทีที่พูดออกไปอย่างนั้นปลายสายถึงกับเงียบกริบ พลางเอ่ยขึ้นมาใหม่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหงอยกว่าเดิม
(เพราะพี่หรือเปล่าน้อง)
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอโกหก อันที่จริงหล่อนก็มีส่วน แต่เพราะไม่ใช่ประเด็นหลักจึงไม่อยากเกิดการดราม่า “แพงไม่อยากทำเพราะเรื่องอื่น”
(เสี่ยคิระนะหรอ)
คราวนี้กลายเป็นเธอที่เป็นฝ่ายเงียบ กำลังครุ่นคิดว่าควรจะถามออกไปดีไหม หรือเก็บเอาไว้ก่อนดี แต่พอคิดว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว...
“พี่ยิ้ม แพงขอถามอะไรหน่อยสิ พี่ยิ้มรู้จักเขา สนิทกับเขาไหม แพงอยากได้ช่องทางการติดต่อ”
(ไม่จ้ะ พี่แค่รู้จักผิวเผินเพราะเขาเป็นคนที่เฮียเกรงใจ แพงจะเอาคอนแทคเขาไปทำไม เขาทำอะไรให้แพงไม่พอใจหรือเปล่า)
“ทำอยู่แล้วค่ะ!” พะแพงถึงกับหลับตาแน่น และยกมือขึ้นลูบหน้า ไว้อาลัยกับความขี้ใจร้อนของตัวเอง ที่อยู่ดีๆ ก็เสียงดังใส่ยิ้ม พลางสูดลมหายใจเข้าปอด เพื่อรีเซ็ทอารมณ์ใหม่ “ถ้าพี่ยิ้มไม่ทราบก็ไม่เป็นไรนะคะ แพงแค่ถามเฉยๆ แค่นี้...”
(เดี๋ยวแพง)
“คะ?”
(พี่จะไปถามเฮียเขาให้ เฮียเกียรติน่าจะรู้แหละ แล้วพี่จะส่งไปให้ทางข้อความนะ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้แพงโกรธ ขอโทษอีกครั้งนะ)
กลายเป็นเธอที่อ้าปากค้าง บทจะอยากใจอ่อนก็เอาไม่ทันขึ้นมาเลย เมื่ออีกฝ่ายใช้โทนเสียงแผ่วเบาดูน่าสงสาร ทว่าความยุ่งเหยิงในใจกลับมีมากกว่า เธออยากได้ช่องทางการติดต่อ รู้ดีถึงคุยไปก็เท่านั้น ไม่วายไปจบตรงการพูดให้กลับไปทำงานเหมือนเดิม
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
หลังคุยกับยิ้มเสร็จเธอเดินลงมาทานข้าวใต้ตึก ผลของความรู้สึกแย่เผื่อแผ่มาจากเมื่อคืนที่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น จึงไม่อยากออกไปไหน
“ลมอะไรพัดลื้อมาอาแพง วันนี้ลงมากินข้าวที่ร้านแปะได้”
เสียงเจ้าของร้านถือข้าวขาหมูหอมกรุ่นมาพร้อมกับน้ำซุปร้อนควันโขมง วางลงบนโต๊ะตรงหน้า คนตัวเล็กหันไปยิ้มกว้างให้ทันทีที่ได้ยิน พลางวางโทรศัพท์ซึ่งค้างอยู่ในหน้าซีรี่ย์พิงกับเหยือกน้ำพลาสติก
“ลมขี้เกียจค่ะแปะ”
เสียงใสหัวเราะลั่น พาเจ้าของร้านหัวเราะตามไปด้วย
“ทานให้หมดนา แปะแถมเนื้อไปตั้งเยอะ เสียดายของ”
“โอเคเลยแปะ เดี๋ยวซัดให้เกลี้ยงเลย ขอบคุณนะคะ”
ตุบ!
หากแต่ไม่ทันได้ตักข้าวเข้าปาก แรงสั่นสะเทือนจากข้อความทำให้โทรศัพท์ล้มตึง เธอหยิบมันขึ้นมาดูพบว่าเป็นยิ้ม และในนั้นคือเบอร์ติดต่อที่หล่อนพิมพ์ส่งมาให้ เธอเปิดดูอย่างไม่รีรอ และกดโทรออกเลยทันที
PP: ขอบคุณค่ะ
เสียงเรียกสัญญาณดังไม่นาน ปลายสายก็กดรับ
“สวัสดีค่ะ”
ทว่าเสียงของเขากลับทำให้คิ้วของเธอขมวด
(ครับ?)
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
สองอาทิตย์ต่อมา งานแต่งของพวกเขาถูกแพลนไปไกลแล้ว และเหลืออีกไม่กี่อย่างก็พร้อม อาคีราเลือกที่จะเริ่มไปนอนที่บ้านของตัวเองในคืนพรุ่งนี้ เช้านี้จึงอยากจะพาครอบครัวของฝั่งเจ้าสาวไปทำบุญก่อน ตกตอนเย็นก็ค่อยกลับบ้านตามลำพัง “คนมาทำทานเยอะเหมือนกันนะคะ” ใบหน้าสะสวยยืนหันหน้าไปทางกระแสลม ให้พัดหน้าจนผมปลิวว่อน ตรงข้ามเป็นแม่น้ำค่อนข้างใหญ่มีไว้สำหรับปล่อยปลา ข้างกันคือพุนพินที่หน้าตาถัดไปทางสดใสและอิ่มบุญ หากแต่ด้วยกายหยาบไม่ค่อยเอื้ออำนวยจึงทำอะไรเชื่องช้าไปหมด หล่อนเหมือนคนเหนื่อยตลอดเวลา ทว่าเมื่อถามทุกครั้งกลับส่ายหน้าและตอบว่าไม่เป็นไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน “แม่หมดห่วงเรื่องของแพงได้แล้วใช่ไหมลูก” จู่ๆหล่อนก็โพล่งคำถามนี้ขึ้นมา หญิงสาวที่กำลังมองร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำที่ยืนห่างไปพอควร อยู่ในลักษณะท่ายืนเท้าเอวสอบ หันหลังให้กับทุกคน เบื้องหน้าคือแม่น้ำวิวเดียวกันกับเธอ เขากำลังยืนรับลมไม่ต่าง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยปิดเปลือกตาลงปล่อยให้สายลมบางเบาพัดโบก เสมือนกำลังผ่อนคลายพลางหันมาทางผู้เป็นแม่ “แม
“ครับ ผมจะทำให้เลย ทำทันที และเร็วที่สุด”ก่อนความเงียบจะเข้าปกคลุมทันทีที่พุนพินเอ่ยจบ และค่อยๆเรียกรอยยิ้มของคนทั้งสามออกมาเปื้อนใบหน้า เมื่อคำขอนั้นแท้จริงไม่ได้ยากอะไรเลย กลับกันเป็นอีกเรื่องที่พวกเขากำลังครุ่นคิด และมีอยู่ในหัวอยู่ก่อนแล้ว“แต่งงานกับลูกสาวของน้าในตอนที่น้ายังแข็งแรงอยู่ได้ไหมคะ”“ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมกับแพงคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไง พอเป็นแบบนี้ก็ดีครับ งั้นจบทริปนี้ กลับไปผมจะให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยละกัน แพงว่าไง..หนูโอเคไหม”คนถูกถามละสายตาจากมือบางที่แอบบีบเข้าหากันแน่นเพราะความเขิน เงยหน้าขึ้น มองหน้าผู้เป็นแม่สลับกับเขาแล้วยิ้มกว้าง ถึงจะรู้สึกติดเรื่องเรียนอยู่เล็กน้อย เพราะรู้สึกเหมือนจะฉุกละหุกจนเกินไป แต่ถ้านี่คือความต้องการของแม่เธอ หญิงสาวก็ไม่ขัด ดีซะอีก จะได้ไม่ต้องค้างคา เพราะถึงยังไงคนที่เธอคิดจะฝากชีวิตและอยู่ด้วยกันจนวันสุดท้ายก็เป็นเขาอยู่แล้ว“ได้ค่ะ แพงโอเค”“ถ้าอย่างนั้นก็ตามนั้นครับ”“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากที่เอ็นดูและรักยัยแพง”“ครับ ผมยินดี”วันต่อมาด้านของปานดาวเช้านี้หล่อนได้รับข่าวดีที่ทำให้กล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่โลดเต้น
จุดหมายปลายทางคือบ้านสวนที่อาคีราซื้อทิ้งไว้แถวปริมณฑล เคยเป็นที่ดินเปล่ารกร้างมาก่อน แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นบ้านสวนเพื่อการพักผ่อนโดยเฉพาะ แน่นอนว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ย่าของเขาชื่นชอบ แต่ไม่มีเวลาได้มาพักผ่อนเลยสักครั้ง เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปซะก่อน เหตุการณ์ครานั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนใจเขา หากคิดจะทำอะไรสักอย่างอย่ารอวันที่สาย อาทิเช่นตอนนี้กับว่าที่ภรรยาของเขาคือพะแพงและแม่ของเธอ ที่ไม่อยากให้เวลาเดินไปข้างหน้าอย่างสูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว เขาจึงจัดทริปนี้ขึ้นมา เพื่อให้แม่ของเธอได้สูดอากาศที่มาจากธรรมชาติจริงๆบ้าง อีกนัยยะ ไม่อยากให้อุดอู้อยู่แต่กับบ้าน ถึงมันจะใหญ่มากก็เถอะ“ซื้อไว้นานแล้วเหรอคะ”เสียงหวานกังวานหันมาถามทันทีที่เดินลงมาจากรถ โดยมีปุณและพยาบาลดูแลพุนพินอีกคนช่วยกันยกของ รวมถึงเขาและเธอที่ช่วยกันละไม้คนละมือ ไม่ได้เดินตัวเปล่าลงมา“ครับ หลายปีแล้ว ครั้งนี้ครั้งที่สามที่พี่มา”พะแพงเพิ่งสังเกตเห็นคนสวนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน ทันทีที่หยุดอยู่ตรงหน้าร่างสูงก็ยกมือไหว้ หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู แล้วไปช่วยปุณยกของต่อ“คนนี้..”“ลุงพันอยู่เฝ้าที่นี่ตั้งแต่แรก” เขา







