เข้าสู่ระบบพะแพงขมวดคิ้วให้กับสิ่งที่ตนได้ยินในตอนนี้ จากปลายสายหลังกดรับ นี่ไม่ใช่เสียงของเขา คนตัวเล็กถึงได้นั่งนิ่ง ในหัวกำลังตีกันยุ่งว่าเธอต้องทำไงต่อ พูดต่อไปหรือกดวางดี
(สวัสดีครับ ใครพูดครับ)
แต่พอปลายสายโต้ตอบมาใหม่ราวกับยื้อเพราะรู้ว่าเธอกำลังจะเลิกสายแล้ว ดวงตากลมโตถึงได้กะพริบถี่
“ค่ะ สวัสดีค่ะ ใช่เบอร์คุณอาคีรารึเปล่าคะ”
(ต้องการเรียนสายกับนาย ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร และคุณเป็นใครครับ)
จากที่มึนงง กลายเป็นนั่งตัวแข็งทื่อไปเลย นี่คงเป็นระบบคุ้มกันขั้นแรกสินะ ถ้าอยากเข้าถึงตัวเขาแต่เป็นคนนอก ไม่ได้สนิทถึงขั้นมีเบอร์ส่วนตัวคงจะยากน่าดู คนตัวเล็กกลอกตามองบน พลางถอดหายใจพรืด
“ชื่อพะแพงค่ะ ต้องการคุยเรื่อง..”
(คุณพะแพง..)
“คะ?”
ไม่ถึงหนึ่งนาที อารมณ์เธอเปลี่ยนไปแล้วสามรอบ พะแพงนั่งเขี่ยข้าว ขาหมูที่ชวนน้ำลายไหลในทีแรกเริ่มโดนเมิน นั่นเพราะตื่นเต้นรอลุ้นกับปลายสายว่าจะพูดอะไร นี่ขนาดลูกน้องยังทำใจแป้วได้ขนาดนี้ ด้วยน้ำเสียงที่อยู่ๆ ก็ห้วน และอ่อนลงแบบสั่งได้ทันทีในพริบตาเดียว เจ้านายจะขนาดไหน
(ถึงขนาดโทรมาแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ)
“อ่า ต้องมีอยู่แล้วค่ะ” แม้ว่ากำลังขมวดคิ้วด้วยความงง ทว่าใจยังสู้อยู่ “เรื่องเงินที่คุณอาคีราโอนมา แพงว่ามันมากเกินไป แพงไม่กล้าใช้”
(เรื่องนี้เองเหรอครับ)
เขาใช้คำว่าเรื่องนี้เอง ที่มีความหมายเดียวกันกับเรื่องแค่นี้หรือเปล่า
“คะ? อ๋อ ใช่ค่ะ เรื่องเงิน แพงไม่สบายใจ สามารถโอนกลับไปได้ไหมคะ เอาแค่ค่าดื่มก็พอ”
(แต่ว่า..)
“โอนไปที่พี่ก็ได้นะ ง่ายดี บอกเลขบัญชีมา..”
(คุณพะแพงครับ!)
“....ได้เลย”
สิ้นสุดเสียงกึ่งตวาดของเขา ประหนึ่งต้องการเพียงเรียกสติ แต่มันอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะดูเหมือนว่าเจ้าของชื่อจะอึ้งไปแล้ว เธอนั่งนิ่งทั้งที่โทรศัพท์ยังแนบหูอยู่ และเหมือนคนในสายจะรู้ตัวถึงได้เงียบราวกับสายถูกตัดไปเช่นกัน แต่เงียบได้ไม่นานเสียงถอนหายใจก็ตามมา
(คืองี้ครับคุณพะแพง คุณฟังผมนะ เงินที่ได้ไปสำหรับนายมันเล็กน้อยมากครับ ผมสามารถตัดสินใจแทนนายได้เลย แนะนำคุณเก็บมันไว้ไม่ต้องคืน ใช้มันได้อย่างอิสระ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นครับ)
“แต่ว่าแพง..”
(แต่ถ้าคุณพะแพงไม่สบายใจจริงๆ ผมจะแจ้งนายให้ก็ได้ครับ)
“ได้ใช่ไหมคะ”
(ครับได้ ผมจะแจ้งนายให้ เผื่อนายจะมีคำตอบให้กับคุณ แบบที่คุณต้องการ)
“โอเคค่ะ งั้นฝากด้วยนะคะ”
(ยินดีครับผม)
ประโยคทิ้งท้ายเหมือนว่าคนปลายสายจะหลุดขำ ราวกับตลกที่เธออุตส่าห์ไปหาช่องทางติดต่อเพื่อจะโทรหาเพียงเรื่องแค่นี้ ทว่าหารู้ไม่ว่าเรื่องแค่นี้ของเขาเกือบทำเธอหัวใจวายตายตอนเห็นจำนวนเงิน
คนตัวเล็กเป็นคนตัดสาย กว่าจะเอาใจใส่ลงไปในข้าวขาหมู ดึงความอร่อยของมันปลอบขวัญต่อมหิวให้กลับมาใหม่ได้อีกครั้ง เล่นเอาน้ำซุปในถ้วยเกือบเย็น ถือว่าโชคดีที่คำพูดของแปะดังเตือนสติว่าเพิ่มเนื้อพิเศษ ไม่อย่างนั้นได้ห่อกลับบ้านไปใส่ตู้เย็นแน่ และท้ายที่สุดก็ถูกลืม
คืนนั้น
ราวสามทุ่มตามเวลาท้องถิ่น ร่างบางที่นอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนเตียงเพราะไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร เธอกะว่าให้คนพรุ่งนี้เป็นคนเริ่มทำ ไม่ว่าจะเป็นการหางานใหม่หรือใช้ชีวิต ให้เธอในวันพรุ่งนี้ทำทั้งหมด แต่พอเห็นสายเข้าของม่อนวิดีโอคอลเข้ามาถึงกับใจชื้นขึ้นมาทันที เพื่อนของเธอมักจะโผล่มาในวันที่เธอใกล้ตายเป็นประจำ
“ม่อน...”
(อะไร? นั่นสภาพแกเหรอ)
“ช่วยด้วย อ่อมมากเลย..”
(ไปทำอะไรมา)
คิ้วของคนในจอเริ่มขมวด เมื่อเห็นสภาพของเพื่อนสาวที่มันไม่ต่างกับคนป่วย คนตัวเล็กเม้มปากแน่นช่างใจต่อเรื่องที่กำลังเครียด แต่ด้วยนิสัยอยากมีคนเข้าใจแต่ไม่อยากเล่าทำให้เธอเลือกที่จะไม่พูด
“เมื่อคืนเฮียให้ออกไปนั่งดริงก์กับแขกมา ดื่มเยอะไปหน่อยสภาพเลยอย่างที่เห็น”
(อีกแล้วเหรอ แกทำแผนกไหนกันแน่เนี่ย เขาทำแบบนี้ฉันว่ามันเริ่มแปลกๆ แล้วนะ นั่งกับใคร เสี่ยที่ขอเลี้ยงแกนะเหรอ)
ถ้าเป็นแต่ก่อนเธอก็คงสงสัยไปกับหล่อน หากแต่ตอนนี้กระจ่างแล้ว แถมเป็นเรื่องแล้วด้วย จึงได้แต่ส่ายหน้า
“เปล่า คนอื่นน่ะ ช่างเถอะ”
(แล้วนี่ ไม่ไปทำงานเหรอ หรือว่าหยุด? ...ฉันไปหาไหม ออกไปหาอะไรกินกัน)
ทันทีที่ได้ยินพะแพงถึงกับทำหน้าเบื่อหน่าย
“ม่อนนี่มันกี่ทุ่มแล้วม่อน ถ้าจะมาหาฉันแล้วค้างฉันไม่ว่า แต่ถ้าจะชวนออกไปข้างนอกในเวลานี้ ฉันขอบาย เหนื่อย”
ปลายสายเงียบไปราวกับครุ่นคิด เมื่อผลที่ได้คือเห็นด้วยจึงพยักหน้าให้
(ฉันก็ไม่ได้ไปห้องแกนานแล้วเหมือนกันเนอะ อีกอย่างนานๆ ทีกว่าแกจะว่าง ไม่อย่างนั้นก็โน่น..รอเปิดเทอม ก็ได้! งั้นคืนนี้ฉันจะไปนอนห้องแก เม้าท์ฉ่ำกันไปเลย)
“โอเค งั้นมา อย่าลืมหิ้วขนมมาด้วย รู้สึกอยากกินของหวาน”
(เออ ได้ทีใช้ใหญ่ ว่าแต่ให้ชวนบาสมันด้วยไหม)
“มันว่างไหมก่อน ถ้ามันว่างก็มาเลย”
(โอเค แล้วเจอกัน)
วางสายจากเพื่อนสนิทเธอก็ปล่อยโทรศัพท์ แล้วหลับตาต่อ แต่ด้วยตำแหน่งข้างหูทำให้แรงสั่นสะเทือนตอนข้อความเข้าต้องลืมตาขึ้นมา เธอหยิบมันขึ้นมาดู เห็นเป็นข้อความของแม็ก
แม็ก เพื่อนมัธยม: ได้ข่าวว่าลาออกเหรอ เกิดอะไรขึ้น
PP: โห..ข่าวไวมากกกกกก
แม็ก เพื่อนมัธยม: เปล่า แม็กถามพี่เขาเอง แต่เขาบอกแบบนั้น มีอะไรหรือเปล่า มีเรื่องเกิดขึ้นตอนที่แม็กหยุดเหรอ
PP: อืม มีนิดหน่อยอ่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว งั้นแพงขอถามอะไรแม็กหน่อยสิ
แม็ก เพื่อนมัธยม : ได้สิ
PP: พี่เพลิงอะเขาเป็นใครเหรอ แพงเห็นเขาถ่ายรูปคู่กับเสี่ยคิระด้วย แม็กรู้เรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แพงแค่ถามเฉยๆ พอดีไปเจอมา
พิมพ์ส่งไปเสร็จ กลายเป็นข้อความนี้ทำเธอไม่สบายใจซะเฉยๆ เพราะอีกฝ่ายอ่านแต่ไม่ตอบ ทิ้งช่วงไปนานพอควร ทำให้เธอรอลุ้น ต่างคิดไปเองว่าเขาไม่โอเคกับคำถาม เขาตกใจ หรือมีงานเข้ามาระหว่างคุย และเมื่อเห็นว่าเงียบนานจนเกินไปเธอจึงปิดหน้าจอ และวางมันไว้ที่เดิม พลันผล็อยหลับไปในตอนนั้น ตื่นขึ้นมาอีกที ก็เกือบจะสี่ทุ่ม และบนจอก็มีข้อความตอบกลับของเขาค้างไว้
แม็ก เพื่อนมัธยม : เสี่ยคิระแกเคยเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมพี่เขาน่ะ รายนั้นเงินถึงมากเลย อัดฉีดแบบคนในทีมไม่กล้าแพ้เลยอะ โชคดีที่พี่เพลิงเขาเก่งชนะมาได้ เห็นว่าคราวนี้ก็เป็นอีก เขาถึงจริงจังกับการแข่งครั้งนี้มาก ว่าแต่คอนแทคพี่เขาที่แม็กส่งไปแพงได้ดีลกับพี่เขารึยัง
ซึ่งยาวเหยียดซะจนเธอต้องลุกขึ้นมานั่งอ่าน เกรงว่านอนอ่านความยาวของมันจะเผลอทำให้ปล่อยหลุดมือทำโทรศัพท์ตกใส่หน้า และทันทีที่อ่านจบถึงกับหน้าร้อนวูบ
“เป็นผู้ชายที่โลกเหวี่ยงมาในชีวิต แบบน่ากลัวเว่อออ”
เธอส่งสั้นๆ กลับไปแค่คำว่าขอบคุณ พลางลุกเดินเข้าไปห้องน้ำ หลังเดาว่าเพื่อนที่เธอนัดกันไว้ก่อนหน้านี้กำลังจะมาถึงแล้ว จึงต้องทำตัวให้สดชื่นสักหน่อย อย่างเช่นล้างหน้าแปรงฟันพอ ส่วนเรื่องอาบเอาไว้ก่อน
ราวสิบนาทีเสียงกระดิ่งหน้าประตูห้องสั่น แน่นอนเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเพื่อนสนิท คนตัวเล็กลุกออกจากเตียงไปเปิดประตูพร้อมยิ้มกว้างให้ แต่พอเห็นว่าม่อนถือเบียร์มาด้วยถึงกับหุบยิ้มทันที
“อ่า รอยยิ้มที่หายไป”
“เงียบน่า” หล่อนหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนอีกคน ที่หากให้เดาคงจะเถียงเรื่องนี้กันมาแล้ว ประมาณว่าเธอจะมีท่าทียังไงถ้าเห็นของในมือหล่อน และคำตอบที่ได้เป็นคำตอบเดียวกันกับความคิดของบาส “โหย อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ นานๆ ทีเอง..”
“เสียงดังไปแล้วม่อน” พะแพงแสร้งดุ พลันเปิดประตูกว้างกว่าเดิม โดยเลื่อนตัวเองหลบมาข้างใน เพื่อจัดทางสะดวกให้เพื่อนเดินผ่าน “เข้ามาเร็วๆ ดึกแล้ว รบกวนข้างห้อง”
และเมื่อทุกคนเข้ามาถึง คนที่ตื่นเต้นกับกลายเป็นเธอ เพราะนานแล้วจริงๆ ที่เพื่อนไม่ได้มา และค้างกันแบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่ปีสอง
“แพงจ๋า แก้วอยู่ไหนจ๊ะ เพื่อนคอแห้งมากเลย”
“ในครัว..”
ต่างจากอีกคนที่ทำตัวปกติราวกับมาเป็นประจำ ทันทีที่พูดจบเจ้าของห้องก็หันมายิ้มกับเพื่อนชายอีกคน ที่ตอนนี้เขาเองนั้นยิ้มอยู่ก่อนแล้ว แถมหัวเราะให้กับท่าทางตลกของม่อนด้วย
จากนั้นวงสังสรรค์เล็กๆ ก็ก่อตัวขึ้น จนกระทั่ง...กินเวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง เบียร์ที่ม่อนซื้อมาหมด เหลือแต่ขนมหวานและของกินจุกจิกให้กินต่อ ที่ปริมาณของมันช่างเหมาะสมกับจำนวนของคนสามคน พวกเขาต้องการแค่ให้ตึงพอพูดคุยกันสนุก ไม่ได้เมาจนหลับอย่างเช่นพะแพงเมื่อคืนโน้น
ครืด...
“สะ เสียงอะไรน่ะ”
พะแพงยิ้มค้างขณะเธอกับบาสกำลังคุยเรื่องตลกเกี่ยวกับซีรี่ส์เรื่องหนึ่ง หันไปมองม่อนที่กำลังหันไปหันมาราวกับกำลังหาอะไร เธอเลิกคิ้วสูงบ่งบอกถึงความต้องการให้เธอถามซ้ำ เนื่องจากเมื่อกี้หัวเราะเสียงดังไม่ทันได้ยิน
“โทรศัพท์แกปะ”
คราวนี้เมื่อได้ยินชัดจึงหันไปมองกลางเตียงและพบว่าบนหน้าจอมีแสงกะพริบอยู่ เธอลุกขึ้นไปดูโดยไม่ลืมหันกลับมาพยักหน้าให้เพื่อน ในใจตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นน้องชายเธอ ก็ต้องเป็นใครสักคนที่โทรผิด แต่ภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลย เพราะมีเหมือนกันจังหวะที่เดิน อยู่ๆ ก็เผลอนึกถึงแม่ที่ต่างจังหวัดขึ้นมา ยิ่งตอนนี้บนจอเป็นเบอร์แปลกด้วยแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่
เธอกดรับสาย ยกมันมาแนบหู พลางกรอกเสียงออกมาอย่างค่อยๆ
“พะแพงพูดค่ะ..”
แต่แล้ว กลับต้องขึงตากว้าง เมื่อเสียงตอบกลับมาของปลายสายเป็นคนเดียวกัน กับคนที่จูบด้วยเมื่อคืน
(ทราบครับ ก็พี่ตั้งใจจะโทรหาหนู..)
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ







