เข้าสู่ระบบ
คนตัวเล็กถูกกระชากออกจากโซฟาเกือบหัวคะมำ โดยร่างสูงที่อยู่ๆ ก็ทนไม่ไหวขึ้นมา เขาต้องการจะพาเธอไปที่พัก ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่มาก หากแต่จังหวะนั้นเหนือเมฆผลักประตูเข้ามาซะก่อน และนั่นทำเขาหัวเสียไม่น้อย
“เฮ้ยๆ จะพาน้องเขาไปไหน”
“โรงแรม..”
อีกมือที่ว่างดันคนยืนขวางประตูให้ถอยห่าง ทว่ากลับต้องฉุนอีกครั้งเมื่อถูกเขายื้อแขนเอาไว้ และไม่มีทีท่าจะว่าจะหลบไป แรงนั้นกระชากคนตัวเล็กจังหวะพุ่งไปข้างหน้าแต่ถูกกระชากกลับมาข้างหลังถึงกับเวียนหัว โชคดีที่เขาคว้าทันจังหวะหันไปเห็น และกลัวเธอจะล้มจึงโอบเอวไว้
“ใจเย็นก่อนไอ้เสือ” ทั้งที่รู้ยิ่งเมาเพื่อนของเขาจะยิ่งหัวร้อน การไปขวางทางกันแบบนั้นมีแต่เสี่ยงจะเสียชีวิต หากแต่จำเป็นต้องทำเพราะความเป็นห่วง ดูท่าเพื่อนเขาเองก็เมาไม่เบา ถึงได้ขาดสติลากเด็กออกจากร้านอย่างประเจิดประเจ้อแบบนี้ “ใจเย็นแล้วฟังกูก่อน มึงจะลากน้องเขาไปแบบนี้ไม่ได้ มึงดูสภาพน้องเขาด้วย กล้องวงจรปิดเต็มไปหมด อยากโดนข่าวดราม่ารึไง เรามันนักธุรกิจดังนะโว้ย”
คราวนี้เขานิ่ง ประหนึ่งกำลังฉุกคิดตามคำเตือนเพื่อน หันมองคนตัวเล็ก ที่ขนาดทรงตัวยืนยังต้องใช้การบังคับจากเขาเลย และเมื่อเห็นด้วยร่างสูงจึงพ่นลมหายใจคลายอ้อมแขนนั้นออกทันที แน่นอนผลที่ได้คือเธอลงไปนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น
“อ่าวเฮ้ย” โชคดีที่เหนือเมฆคว้าแขนเรียวไว้ ไม่อย่างนั้นหงายหลังขึ้นมามีสลบกันบ้างแหละ “ไอ้คี นึกจะปล่อยน้องเขาก็ปล่อยอย่างนี้เลยหรือวะ”
ร่างสูงเท้าเอวสอบอย่างหงุดหงิด เขาไม่ได้ฟังคำตำหนิของเพื่อนเลยสักนิด แต่กำลังควบคุมอารมณ์กระสันที่กำลังพลุกพล่าน และอยู่ๆ ถูกสั่งระงับเก็บเข้าที่เดิมกลางคัน พลางชั่งน้ำหนักระหว่างภาพพจน์เทพบุตรที่สร้างไว้กับความต้องการที่มีมากจนเกินไปจะเลือกอย่างไหนดี ไม่นานภาพก็ฉายในหัว เป็นภาพสมมุติที่เขาสร้างขึ้น หากมีข่าวแบบนี้หลุดออกมาจากกล้องวงจรปิดตัวใดตัวหนึ่ง หรือกล้องจากผู้พบเห็นที่รู้จักเขา แต่เขาไม่รู้จักจริง ผลของการเป็นคนของตระกูลซึ่งอยู่ในที่สว่างจริง จะเป็นอย่างไร จะใหญ่ถึงขั้นกระทบงานของเขาไหม แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสภาพของเธอที่กำลังเมามายไม่ได้สติ ถึงกับหงุดหงิดขึ้นมาอีกเท่าตัว เดาว่าไม่โดนข้อกล่าวหาฉุดพีอาร์ออกจากผับ ก็โดนข้อหาพรากผู้เยาว์นั่นแหละ เพราะใบหน้าและสรีระของเธอมันดูเด็กจริงๆ เป็นมัธยมตะมุตะมิ ทั้งแต่ที่จริงเธออยู่ ปี 3 แล้ว
แค่คิดก็เห็นถึงหายนะแล้ว ที่อย่างไรก็ไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับความเสียหายที่จะได้มา
ความเป็นจริงที่ว่า พะแพงไม่ได้สำคัญขนาดนั้น!
“สาไปไหน”
“กลับแล้ว มันงอนมึง อยู่ๆ ก็เมินกันทั้งที่เป็นวันเกิดของมัน”
ร่างสูงพยักหน้าไม่ได้สนใจเท่าไหร่หนัก ยังคงหรี่ตามองพะแพงที่นอนหลับคอพับอย่างนึกเสียดาย ซึ่งที่สามารถยืนได้อยู่นี้ก็เพราะมีเหนือเมฆคอยช่วยพยุง พลันความคุกรุ่นก็เพิ่มพูนขึ้นมาอีก หลังย้อนกลับไปนึกถึงตอนถูกเธอยั่ว ไม่คิดว่าจะทอดทิ้งกันได้ มันผิดแผนทั้งหมด ถ้ารู้ว่าคออ่อนแบบนี้ให้ดื่มแก้วเดียวก็ดีอยู่หรอก ผิดที่เขาเองประเมินเธอสูงเกินไป
ร่างบางตรงหน้าไม่รู้ประสีประสาเลยสักนิด ไม่ช่ำชองแม้กระทั่งเรื่องจูบ สมแล้วที่อยู่แต่ในห้องครัว ไม่ออกมา
เขาเสยผมอย่างลวกๆ พลันถอนหายใจพรืด จังหวะหันไปหาเพื่อนสนิท
“ถ้างั้น ฝากด้วยละกัน”
“อ้าวเฮ้ยไอ้คี”
แล้วเดินออกไปซะเฉยๆ ทิ้งเธอเอาไว้กับเพื่อนของเขา
ช่วงสายของอีกวัน พะแพงตื่นเพราะความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เย็นมากจนเกินไป ไม่เหมาะกับร่างเสื้อผ้าน้อยชิ้นหลังความร้อนในเลือดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ซึ่งก่อนหน้าหากไม่ใช้อุณหภูมินี้เหงื่อคงท่วมเต็ม ทว่าหมดลงไปแล้วกลับมาเป็นปกติ อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกตั้งไว้ด้วยใครคนหนึ่งในตอนนั้น จึงทำให้เธอหนาวเหน็บในตอนนี้
แน่นอนว่าเธอจะต้องสะดุ้ง และเบิกตาโพลง เมื่อภาพที่เห็นนาทีแรกเป็นเพดานที่ไหนก็ไม่รู้ พลันตั้งสติได้ถึงกับลุกขึ้นมานั่งทั้งตัว เพื่อกวาดตามองไปรอบห้อง ความหรูหราที่กระทบม่านตาทำให้สมองชี้แจงทันทีนี่ไม่ใช่ห้องนอนเธอ ระดับหกดาวขนาดไม่มีปัญญาเช่าแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้นกลับไม่ได้ตื่นแค่ใจ แต่เรียกได้ว่าทั้งตัว!
ในขณะที่ตัวเองนั้นมึนงง ก็ยังสาดส่องกวาดตาหาสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อเจอกับความเงียบจึงถอนหายใจโล่งทันที
อันดับแรกมือบางดึงขึ้นมากุมขมับก่อน เนื่องจากดีดตัวเร็วเกินไปหน่อยทำคนตัวเล็กปวดหัว ผลพ่วงจากการดื่มมากไป ต่อมาคือการมองไปรอบๆ อีกครั้ง และพบว่า...
“บรรลัยแล้ว..”
เธอลุกพรวดขึ้นมายืนตรง หากแต่เกือบหัวทิ่มคะมำเพราะสังขารไม่ไหว พลางมองหาโทรศัพท์ แต่กลับพบกับความว่างเปล่า หญิงสาวจึงค่อยๆ นั่งลงเพื่อตั้งสติใหม่อีกครั้งและแน่นอนเมื่อสติเริ่มมาดวงตาก็ขึงกว้าง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลเรียงกันเข้ามาเป็นฉากๆ จากนั้นก้านนิ้วเรียวถูกยกขึ้นมาทาบริมฝีปากตัวเองเบาๆ
“มะ ไม่จริงมั้ง..”
หน้าของเธอร้อนผ่าว ขณะนึกถึงภาพนั้น ที่มีหน้าของเขาจ่ออยู่ในม่านตา ไม่นานกลายเป็นรสจูบที่แทรกเข้ามาแทนที่ สัมผัสอันเร่าร้อนฉ่าและอ่อนโอนในเวลาเดียวกัน ความเปียกชื้นของน้ำลาย และรสหวานของเหล้าที่ติดอยู่บนปลายลิ้นนั้น ที่ชัดเจนสุดคือกลิ่นน้ำหอม ที่ติดตัวเธอมาด้วย เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ พะแพงถึงกับตัวชาวาบ นั่งไม่ติดอยู่กับที่
และแน่นอนสิ่งนั้นทำให้เธอต้องตั้งคำถามมาอยู่ในห้องนี้ได้ไง คนตัวเล็กก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้ายังอยู่ครบคือชุดเดรสสีแดงของเมื่อคืน จึงถอนหายใจพรืด ออกมาอย่างโล่งอก แต่กระเป๋ากับโทรศัพท์ของเธอไม่อยู่ นั่นก็หมายความว่าเธอจะไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท จึงเดินอ้อมเตียงไปอีกฟาก เพื่อกดโทรศัพท์ลงไปยังแผนกต้อนรับ ทันที รอให้อีกฝ่ายนั้นรับสายอย่างตื่นเต้น และเมื่อปลายสายรับ เธอถึงกับเงียบเป็นใบ้ไปชั่วขณะ
(สวัสดีค่ะ โรงแรม XXX มีอะไรให้ช่วยไหมคะ)
“เอ่อ...”
เธออ้ำอึ้งอยู่พัก เพราะยังเรียบเรียงคำถามที่มีในไม่ได้ จนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายช่วยเปิดประเด็นอีกรอบ
(สอบถามเรื่องอะไรคะ)
“อยากทราบว่า เอ่อ..ห้อง 032 น่ะค่ะ คือ”
(ค่ะ คุณพะแพง)
“คะ?”
รอบที่เท่าไหร่ไม่อาจรู้ที่หัวใจเธอเต้นแรง ให้กับเรื่องไม่ได้คาดหมาย ทันทีที่ปลายสายเรียกชื่อคนตัวเล็กก็หลับตาลง ตัดสินใจตั้งคำถามในสิ่งที่ตนอยากรู้โดยไม่คิดที่จะตริตรอง เนื่องจากว่าเธออยากจะหาทางออกไปจากที่นี่
(ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ)
“ทางเราบอกไม่ได้ค่ะ เนื่องจากเจ้าของชื่อที่เปิดห้องให้คุณพะแพง แจ้งเอาไว้”
(อ่า ถ้าอย่างนั้น พอจะรู้ไหมคะว่ากระเป๋าของฉันอยู่ไหน เขาฝากไว้รึเปล่า)
เธอถามไปอย่างนั้นทั้งที่รู้ว่าอันที่จริงมันอยู่ในล็อคเกอร์ที่ทำงาน การถามจึงไม่คิดที่จะเอาคำตอบอะไรมาก แค่จะหาทางกลับก็เท่านั้น เผื่อพนักงานจะช่วยได้ เพราะเธอไม่มีเงินเลย
(ไม่ค่ะ ไม่ได้ฝาก แต่เขาฝากให้ทางโรงแรมเรียกรถให้ค่ะ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนเราจะไปส่งค่ะ และกำชับให้ทางเรารอคุณโทรมา ไม่ให้โทรไปก่อนค่ะ เพื่อที่จะได้ไม่เป็นการปลุก)
เหมือนจะเป็นคนดี คนตัวเล็กเผลอเบ้ปากขณะฟังปลายสายพูด ทั้งที่เมื่อคืนยังมอมเหล้ากันอยู่เลย
“โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นช่วยเรียกรถให้ฉันหน่อยนะคะ เดี๋ยวฉันลงไป”
(ได้ค่ะ)
หลังจากวางสาย คนตัวเล็กก็เดินไปจัดแจงตัวเอง แม้ตอนนี้จะยังคงปวดหัวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้มึนงงเท่า กับเหตุการณ์เมื่อคืนนี้
ทำไมถึงได้จูบกับผู้ชายคนนั้น
แล้วทำไมถึงได้อยู่คนเดียวตามลำพังในโรงแรมระดับหกดาวที่นี่ แถมเขาไม่ได้ทำอะไรเธอเลย
ร้านอาหาร
พะแพงเรียกรถมาลงที่ทำงานของตัวเองเพื่อกลับมาเอามือถือกับกระเป๋า โชคดีที่ยังไม่มีใครมาทำงานเพราะร้านยังไม่เปิด ถึงจะเจอพนักงานคนอื่น แต่ผู้คนเหล่านั้นก็เป็นคนที่เธอไม่สนิท บางคนแทบไม่รู้จัก
เธอเดินเร็วมายังห้องแต่งตัว เพราะไม่อยากเจอใครจึงได้เร่งรีบ และเมื่อเปิดล็อคเกอร์ก็พบว่ามันอยู่ในนั้นจริงๆ หญิงสาวจะยังไม่ได้เปิดดูอะไรในโทรศัพท์ก่อน จนกว่าจะหลุดพ้นออกไปจากที่นี่แล้ว
“อ้าวพะแพง ทำไมมาเร็วนักล่ะ มาเตรียมของกับเชฟน้อยเหรอ”
ขณะที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินอยู่นั้น ใครคนหนึ่งเกิดทักเธอขึ้นมา เท้าเล็กหยุดชะงักหันไปมองก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดหล่อนมีหน้าที่มาส่งผัก ซึ่งนั่นทำให้เธอโล่งใจไม่น้อยเลย
“เปล่าค่ะ แพงมาเอาของเมื่อคืนลืมเอาไว้ ป้าน้อยอยู่เหรอคะ”
ประโยคตอนท้ายคนตัวเล็กยิ้มกว้าง มองตามมือที่ชี้ไปยังโซนในครัวพลางพยักหน้า
“ใช่ เห็นแกเช็คของสดอยู่นะ ป้าไปก่อนล่ะ มีส่งอีกหลายที่เลย”
“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ”
ทีแรกเธอกะจะเดินเข้าไปหวังบอกลาเชฟน้อย แต่พอนึกขึ้นมาได้ว่าทำแบบนั้นอาจจะเสี่ยงเจอคนเยอะขึ้น อีกอย่างถ้าเข้าไปแล้วก็ไม่รู้จะต้องพูดอะไร จึงตัดสินใจเดินออกมาทันที ขี่มอเตอร์ไซค์ที่จอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถ ไปยังที่พักตัวเอง
เมื่อถึงที่พักสิ่งแรกที่เธอทำคือทิ้งตัวลงกลางเตียง พร้อมความทรงจำมากมายไหลเวียนกลับมาอีกครั้ง มีทั้งของเมื่อคืนและวันอื่นๆ และพอหมดจนไม่มีอะไรจะให้คิดแล้ว จึงควานหาโทรศัพท์เพื่อที่จะหางานอื่นต่อ วางแผนไว้คร่าวๆ ว่าก่อนมหาลัยเปิดเธอจะต้องหารายได้ ให้ได้อย่างน้อย 30K
ทว่าทันทีที่เปิดโทรศัพท์ เห็นแจ้งเตือนภายในนั้นคาอยู่บนจอกับต้องขมวดคิ้ว ถึงขนาดเปลี่ยนท่านอนของตัวเองใหม่ แจ้งเตือนแรกที่เห็นเป็นของยิ้ม มีทั้งหมดแปดข้อความและสองสายไม่ได้รับ ทว่าแทนที่คนตัวเล็กจะเปิดอ่านกลับเลือกที่จะปัดทิ้งไป ต่อมาคือข้อความของแม็กซึ่งแน่นอนเธอเปิดอย่างไม่ลังเล เมื่ออ่านถึงรู้ว่าเธอไม่ได้โชคร้ายเสมอไป
แม็ก เพื่อนมัธยม : พี่เพลิงกับพี่หลินบอกตารางงานทั้งหมดของเดือนนี้มาแล้วนะ ถ้าแพงสนใจก็ลองดีลดู เดี๋ยวแม็คทิ้งคอนแทคเขาไว้ให้
คนตัวเล็กหลุดยิ้มให้กับสิ่งนั้น ก่อนจะตอบตกลงด้วยความดีใจ
PP: อื้ม ขอบคุณมากนะแม็ก
จากนั้นจึงจะวางโทรศัพท์เตรียมตัวไปอาบน้ำ ทว่ากำลังจะไปไม่ทันได้ลุก บนจอกลับมีแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง เธอหยิบมันขึ้นมาดูเพราะเป็นแจ้งเตือนผ่านข้อความ SMS ทันทีที่เปิดถึงขนาดต้องขึงตากว้าง เนื่องจากในนั้นมันแจ้งว่า มีการโอนเงินเข้ามายังบัญชีของเธอ ด้วยเงินจำนวนห้าแสนบาท
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
คราวนี้ไม่มีเหตุผลอะไรต้องดึงเวลา หญิงสาวถอดออกทันทีอย่างไม่ลังเล เผยเนื้ออูมนูนสวยต่อหน้าต่อตาเขา พวงแก้มเนียนใสเปลี่ยนสีและร้อนผ่าวก็ตอนเห็นสายตาลามกจ้องมองอย่างจริงจัง ชายหนุ่มแสะยิ้มเดินเข้ามาใกล้เธอก่อนรั้งหัวไหล่ให้นั่งคุกเข่า ทันทีที่นั่งลงตามคำสั่ง หญิงสาวที่เห็นว่าเข
“เขา..” “โอ้ย มาช่วยหน่อยมันจะหลุดจากจักแร้แล้ว” ทั้งคู่สะดุ้งโหยงให้กับเสียงของคนมาใหม่ที่ตอนนี้หอบของมาพะรุงพะรัง และไอ้ที่ว่าจะหล่นคือหนังสือมากกว่าห้าเล่ม “อะไรเนี่ย” บาสเป็นคนลุกไปช่วย ส่วนพะแพงแค่ลุกขึ้นยืนเพราะไม่ทันบาส หลุบตาต่ำมองตามถุงขนมมาก
“นะ นายครับ!”ดวงตาเหลือกราวกับคนสติหลุด เขาอยากขอโอกาสอีกครั้ง ทว่าเพียงอ้าปากไม่ทันได้พูด ร่างทั้งร่างก็ถูกด้วยแรงฟาดทันทีพลั่ก!ไม่มีอะไรอยู่ในหัวของเขา ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียง มีแต่ภาพตรงหน้าที่ขยับ ไม่นานก็เอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก่อนร่างทั้งร่างจะร่วงหล่นศีรษะอีกด้านกระทบพื้น เผยภาพสะท้อ
ไม่แปลกที่คนตัวเล็กจะรู้สึกหงุดหงิด และฉุนกึกกับคำพูดดูมั่นใจไม่แคร์เธอ เนื่องจากส่งผลให้ปวดหนึบตรงกลางอกอยู่เนืองๆ ทว่ากลับอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ใบหน้าคนใต้ร่างยังคงยิ้มแย้ม แถมยังเอนพวงแก้มรับสัมผัสจากท้องนิ้วแกร่งจังหวะยื่นมาลูบไล้ของเขาด้วย“ทราบค่ะว่าเป็นได้แค่นี้”ถึงจะมาจากเสียงที่หวานแต่







