Masuk
เอาเข้าจริงเธอก็เกร็งไม่ใช่น้อย เมื่อมาอยู่ตรงจุดนี้ จุดที่ตอบตกลงเขาไปแล้ว ร่างบางยืนประจันหน้ากับเขา ด้วยชุดเดรสสั้นสีแดงที่ระดับของชายผ้าพ้นเข่ามาคืบนึง เธอจำได้ชุดนี้ยิ้มเคยใส่ และเธอก็เอ่ยปากชมว่าหล่อนสวย แต่หารู้ไม่เมื่อมาอยู่บนตัวเธอกลับสวยยิ่งกว่า มันทั้งเซ็กซี่และเย้ายวนในเวลาเดียวกัน
ท่ามกลางการมองอยู่ของชายชุดดำที่แค่นั่งเฉยๆ ยังดูน่าค้นหา เขามองเธอนับตั้งแต่เดินเข้ามา มองตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตากัน ด้วยสายตานี้ แววตานี้ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนตอนนี้ที่เธอได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ว่าด้วยกลอุบายใดของใคร นั่นหมายความว่าไปเปิดทางให้เขาได้เดินเข้ามาแล้วกึ่งหนึ่ง
“จะ จะให้นั่งตรงไหนคะ”
เสี่ยคิระเลิกคิ้วสูง คำถามของเธอราวกับปลุกเขาตื่นจากภวังค์ ขณะจ้องมองคนตรงหน้าแบบตาไม่วางตา เธอสวยมาก สวยชนิดที่ว่าไม่สามารถละสายตาไปไหนได้
“ตรงนี้ก็ได้”
มือหนาตบเบาะตรงที่ว่างข้างๆ พลางกระเถิบไปฝั่งซ้ายที่มีลลิสานั่งอยู่และหล่อนก็กระเถิบหลีกให้ตามสัญชาตญาณไปประชิดกับอีกคน ปลุกให้อีกคนหลุดจากการเหม่อลอยตื่นตามกัน ละสายตาจากการมองแก้วบรั่นดีในมือมาสนใจพวกเขาทั้งหมด แต่พอสายตาไปปะทะกับคนคู่นั้น ถึงกับแสะยิ้มทันที เมื่อเห็นว่าเพื่อนผู้หญิงของเขาถูกเขี่ยตกข้างทางซะแล้ว โชคดีที่หล่อนมัวแต่เล่นโทรศัพท์จึงไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก หากเป็นก่อนหน้ายังไม่ตึงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ป่านนี้อาคีราคงโดนบ่นแล้ว ที่เห็นคนอื่นสำคัญกว่าเพื่อนสนิท แถมเป็นถึงเจ้าของวันเกิด
ใช่ ก่อนหน้าเธอจะมา พวกเขาทั้งสามคนได้ตะลุมบอนวิสกี้ขวดเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะหมดไปแล้วหนึ่งขวด และขวดใหม่เพิ่งจะเปิดก็ถูกลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งเช่นกัน แน่นอนว่าสภาพตอนนี้ควบคุมตัวเองให้นั่งตัวตรงกันได้ก็ถือเก่งมากแล้ว
พะแพงเดินช้าเข้าไปหาเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ นี่คงจะเป็นการทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ตราตรึงใจเป็นที่สุด ทันทีที่หย่อนก้นนั่งเธอหันไปมองเกียรติอย่างคาดโทษ แต่อีกฝ่ายกลับละสายตาไปทางอื่น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ความอึดอัดมีถึงขั้นทำให้เขาต้องลุกขึ้น บอกลาเสี่ยคิระเป็นครั้งที่สอง ซึ่งแน่นอนครั้งนี้เขายินยอม นั่นเพราะได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว
พะแพงเพิ่งจะเข้าถึงแก่นแท้ของคำว่าประหม่า เพราะทันทีที่นั่งลง รัศมีแห่งความอันตรายของเขาก็แผ่ออกมาจากตัว ร่างสูงที่ไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไรก็ดูนุ่มนิ่มไปหมด ราวกับเป็นคนใจเย็น ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่!
ทั้งคำพูดทั้งแววตาก่อนหน้านี้ ช่างย้อนแย้ง ต่างกันลิบลับ
“ปกติดื่มอะไรครับ”
เสียงทุ้มดังอยู่ข้างกกหู ถึงได้รู้เข้าขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเดิม
นาทีนั้น คนตัวเล็กรับรู้ถึงความหรูหราของน้ำหอม เป็นกลิ่นที่เหมาะกับตอนกลางคืนและคนดื่มเหล้าเป็นที่สุด ซึ่งถูกเจ้าของจงใจหยิบมาราวกับรู้ว่าถ้าได้คลุกเคล้ากับกลิ่นเหล้าก็จะเพิ่มความดาร์กมากขึ้น หนึ่งเลยคือคนที่ถูกล็อคเป้าอย่างเช่นเธอที่นั่งอยู่ข้างกายในตอนนี้ จะถูกยั่วยวนโดยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ชนิดที่ต่อให้เจอกันข้างนอก หรือบังเอิญโชยมาจากที่ไหนสักที่หากได้กลิ่นนี้ แวบแรกจะนึกทันทีว่าเป็นเขา
แถมความไม่ยุติธรรมอยู่ตรงที่ว่าต่อให้เธอไม่เต็มใจเลยสักนิด ต่อต้านเสียงในหัวค่อนข้างหนัก แต่เธอจะไม่สามารถต่อต้านความรู้สึกได้ ว่าเขานั้นช่างมีเสน่ห์ เร่าร้อน และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
และนี่คือหลุมพราง หลุมที่หนึ่ง!
“อะ อะไรก็ได้ค่ะ” เสียงของเธอเริ่มสั่น “แพง.. ไม่ค่อยดื่ม เลยไม่รู้ควรดื่มอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นที่ผ่านมาเคยดื่มเหล้าอะไร ต้องเอาที่หนูถนัดสิ” เขาออกความเห็น เหลือบตาจากบรั่นดีบนโต๊ะมาหาเธอ “จะได้ไม่เมาเร็ว”
เหล้าไหนก็เมาเหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ คราวนี้เป็นเสียงในหัวของหญิงสาว จังหวะหัวคิ้วถูกบีบเข้าหาจนยุ่งเหยิง ที่ทำให้คนมองอยู่นึกเอ็นดู
“อะไรก็ได้จริงๆ ค่ะ เสี่ยเลือกมาได้เลย”
เขาชอบเสียงตอนนี้ของเธอมาก ที่ฟังดูคล้ายคนกำลังเดินถอยหลัง ถอยเรื่อยๆ จนจนตรอก ซึ่งเป็นตรอกที่ปิดตายสนิท ทำจากกำแพงเหล็กหนาที่ถ้าคนต้อนไม่อนุญาตก็ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ใช่..และเขานั่นแหละที่เป็นผู้ต้อน!
“อยากให้พี่เลือก? ..” เขาเลิกคิ้วสูง จงใจโน้มลงมาหาเธอ “งั้นตัวเดียวกับพี่ก็แล้วกัน”
หญิงสาวรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นมารดแก้ม ความประหม่ายิ่งเพิ่มพูนอีกเท่าทวี ทำร่างกายแข็งทื่อ โชคดีจังหวะปลายจมูกเลื่อนมาใกล้จะถึงเนื้อ ค้นพบวิธีเอาตัวรอดซะก่อน
“เดี๋ยวแพงรินเหล้าให้นะคะ”
เธอเบี่ยงตัวหลบโน้มไปข้างหน้า ไม่สนใจว่าคนข้างๆ จะชะงักอยู่ในท่าพร้อมหลับตาลง กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอทำเขาไม่พอใจเข้าให้แล้ว ก็ตอนหันกลับมายื่นแก้วแล้วเขาไม่รับ
“เอาเลขบัญชีมา”
“คะ?”
ไม่พูดเปล่าเขาเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ของเขามาด้วย พลางมองหน้าเธอ กลายเป็นหญิงสาวที่ต้องลนลานควานหาโทรศัพท์ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเก็บไว้กับกระเป๋าในล็อคเกอร์จึงยิ้มเจื่อน
“ไม่ได้เอามาค่ะ งั้นแพงไปเอานะ”
คนตัวเล็กทำท่าจะลุก กลับถูกอุ้งมือหนารั้งไว้ซะก่อน เพียงแค่จับตรงต้นแขนบีบเบาๆ ไม่ได้ออกแรงกระชาก คนตัวเล็กกลับปลิวไปทั้งตัว ความตกใจทำให้เธอขึงตากว้าง ได้สติอีกทีก็ตอนนั่งอยู่บนตักของเขาแล้ว
“เสี่ยคะ!”
ความตกใจบวกกับเสียงร้องทำให้อีกสองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันหันมามอง ทิ้งสิ่งที่กำลังสนใจอยู่ไปชั่วขณะ ลลิสาอ้าปากค้างไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพนี้ ส่วนอีกคนเหมือนจะชินแล้ว ถึงได้ส่ายหน้าเอือมระอาสุดๆ
“ปวดฉี่ไหมสา”
ลลิสาหันขวับ พลันคิ้วที่ขมวดด้วยความงุนงงอยู่ก่อนยิ่งขมุกขมัวคูณสอง เมื่อเห็นคนถามขึงตาใส่ ราวกับบอกสัญญาณอะไรสักอย่าง
“ไม่อ่ะ”
“สา..”
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนได้ยินเสียงคำรามของเขา พลางบุ้ยปากไปทางคนสองคนกับพยักพเยิดหน้าไปทางประตู เธอจึงเป็นฝ่ายขึงตาบ้าง คล้ายถามว่าทำไม แต่ไม่ทันได้รับคำตอบกลับถูกเหนือเมฆดึงไปซะก่อน ด้วยแรงมหาศาลที่คนตัวเล็กอย่างหล่อนสู้ไม่ได้
“เห็นบ่นว่าปวดฉี่ ไปเถอะ เดี๋ยวไปเป็นเพื่อน”
พะแพงเหลือบมองเห็นอยากจะอ้าปากทักท้วงว่าอย่าทอดทิ้งเธอ ฉุกนึกขึ้นได้ภายหลังว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน แหกปากไปก็เท่านั้น
“ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ เราตกลงกันแล้วว่าแค่นั่งดื่ม”
เธอจึงหันไปต่อรองกับเขาพลางดิ้นขลุกขลัก แต่ผลที่ได้รับคือยิ่งเรียกร้องยิ่งเหมือนดันทุรังให้วงแขนแกร่งกระชับเอวคอดมากขึ้น จากที่มันหลวมๆ ตอนนี้เริ่มกระชับ
“บอกว่าแค่นั่งดื่ม ดื่มเสร็จก็กลับ แต่ไม่มีคำว่าห้ามนั่งตักสักคำ”
“...!!!”
บอกตามตรงเธอเกือบจะไม่สนใจเงินนั้นแล้ว เมื่อเขาทำรุ่มร่ามกับเธอแบบนี้ แต่เพราะข้อเสนอของเขาหลุดออกมาปะทะหู เธอจึงหยุดดิ้น และอ่อนลงชั่วคราว
“ดื่มแก้วที่หนูรินมารวดเดียวหมด แล้วพี่จะปล่อย”
อาจด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่กระซิบบอกว่าเธอจะยิ่งไม่ปลอดภัยหากขัดใจเขา สังเกตจากเกียรติเจ้าของร้านที่กลัวซะจนไม่รู้ผิดถูก แถมเพื่อนของเขาที่พร้อมสนับสนุนอย่างเป็นทางการตลอดเวลา ราวกับรู้ใจโดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยปากอะไรเลย
เขาน่ากลัวมาก ชนิดที่ว่าเธอเริ่มจะเห็นถึงหายนะแล้ว
หากตอนนี้วิ่งหนีไป จะเป็นยังไง เขาจะให้ใครวิ่งตาม จับเธอทุ่มลงกับพื้นหรือเปล่า ถ้าหากจับตัวได้! แค่คิดยังสยอง
“พูดจริงนะคะ”
เพราะความกลัวจะเจ็บตัว จำต้องเชื่อเขาอีกครั้ง ปลอบใจตัวเองให้อดทนผ่านคืนนี้ไปให้ได้ แล้วพรุ่งนี้จะไม่มาทำงานอีก
“อืมฮึ..”
เขาพยักหน้า เอื้อมมือไปหยิบแก้วที่เธอหยิบมายื่นให้เขาก่อนหน้านี้ แต่ถูกวางลงตอนลุกกะจะไปเอาโทรศัพท์มาให้เธอ คนตัวเล็กหลุบตามอง จังหวะเหลือบขึ้นมาประสานตา ถึงกับเย็นเชียบไปทั้งตัว ราวกับยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งดึงดูด
เธอรับแก้วนั้นมาด้วยมือที่สั่น ก่อนจะกระดกลงคอรวดเดียวหมด แน่นอนว่าตอนเธอแหงนหน้าขึ้น จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มพึงพอใจนั้น
“หมดแล้วค่ะ”
ถึงจะคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติได้ แต่สีหน้าคุมไม่ได้ เมื่อรสชาติของเหล้าที่ทั้งร้อนและขม บาดคอซะจนถึงนิ่วหน้า
“เก่งมากครับ”
ทันทีที่เธอทำสำเร็จ อาคีราเปลี่ยนสีหน้าที่เคร่งขรึมเป็นรอยยิ้มเจือจาง พลางเอ่ยปากชม และทำตามอย่างที่พูด คือยกตัวเธอไปวางบนเบาะข้างกันอย่างเบามือ จากนั้นจึงจะจัดแจงตัวเขาเองให้นั่งในท่าที่ถนัด แต่ท่าที่ถนัดของเขากำลังจะทำให้ไก่ตื่น เนื่องจากเขานั่งเอนหลังพิง แขนพาดพนัก กินพื้นที่มาหาเธอ กลายเป็นว่าคนตัวเล็กต้องยืดตัวขึ้น ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
“แก้วเดียวเองหรือ?”
“คะ?”
“หนูยังได้อีกนะพี่ว่า..”
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
“ผมก็น้องพี่ไง” (โทรมามีอะไร) “เปล่าครับ แม่วานให้ผมโทรชวนพี่ไปกินข้าวที่บ้าน” เขาโกหกเพราะรู้ว่าเขาจะต้องปฏิเสธ (เนื่อง?) “ไม่มีอะไร คงแค่อยากพบหน้า อยากกินข้าวด้วย” (กูไม่ว่าง) ซันเซ็ทละโทรศัพท์ลงมาห่างหู เรียกเธอ
พะแพงและแม่มาถึงกรุงเทพในช่วงเย็น ก่อนจะถูกส่งกลับที่พักของเธอโดยปุณ ทันทีที่ประตูห้องเปิดให้แม่เข้าไป เธอที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ยิ้มอ่อน ตอนผู้เป็นแม่หันมา “แพงอยู่ที่นี่มานานหรือยังลูก” “ก็ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งเลยค่ะ” ความคิดของผู้เป็นแม่ห้องพักที่มีความ
คุณหมอเหนือเมฆเดินตีคู่กันมากับผู้ชายอีกคนซึ่งไม่เป็นที่คุ้นชินต่อบุคลากรผู้พบเห็นนัก เนื่องจากนานทีเขาจะโผล่หน้ามา จะมีก็แต่แผนกระดับสูงหรือเทียบเท่ากับเหนือเมฆเท่านั้นที่รู้จัก ทว่าใบหน้านี้ก็เป็นที่คุ้นตาในแวดวงนักธุรกิจหรือผู้ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจทั่วไปจึงจะเป็นที่คุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะอาคีรามั
มื้ออาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ฝืดคอที่สุดเท่าที่เธอกินมา เพราะว่าถ้ามีแค่เธอหรือกับเพื่อนสนิท หากมันกินไม่ลงจริงๆ จำเป็นต้องวางช้อนไม่กินต่อเธอก็ทำมันได้เลยทันที ทว่ากับคนตรงหน้าตอนนี้กลับไม่ เดาว่าถ้าทำเช่นนั้นอาจจะต้องเจอพลังลบจากเขาอีกแน่ และไม่รู้ตอนไหนที่เธอคิดว่าเธอกำลังอยู่ภายใต้อาญัติของเขา แบ







