Mag-log inทันทีที่รถจอดสกุณาก็รีบรุดลงจากรถมายืนปัดฝุ่นที่เกาะตามตัวจนฝุ่นแดงฟุ้งไปหมด เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ ภาพที่เห็นเป็นเรือนไม้สักหลังใหญ่ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้และแปลงไม้ดอกนานาชนิด เท่าที่สังเกตไม้ดอกส่วนใหญ่ที่ปลูกส่วนมากจะเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม ส่วนตัวเรือนไม้สักนั้นยังคงเหมือนภาพความทรงจำของเธอเมื่อสิบปีก่อนที่เธอและครอบครัวได้มาพักผ่อนที่นี่ ด้านข้างมีเรือนหลังเล็กสกุณายิ้มอย่างพอใจ
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกยกมาวางไว้ข้างๆ ตัวเธอ โดยคนที่ยกลงจากรถจงใจวางกระแทกเฉียดใกล้ๆ ขาของเธอ
“โอ๊ย.. นี่นายระวังหน่อยสิกระเป๋าของฉันไม่ได้ราคาบาทสองบาทนะ วางกระแทกมาได้เกือบโดนขาฉันแล้ว”
“ก็แค่เกือบยังไม่โดนสักหน่อย แล้วไม่มายกเองล่ะ”
“จิ๊”
สกุณาจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดพร้อมก้มมองสำรวจกระเป๋าที่อยู่ข้างตัว เธอครุ่นคิดอยู่พัก ถ้าให้เธอลากกระเป๋าเข้าที่พัก เกรงว่าล้อจะเลอะจะหักหรือพังเสียก่อน แต่ถ้าจะให้เธอยกเข้าไปในเรือนเธอคงยกไม่ไหว จึงพูดเสียงอ่อยๆ ว่า
“เอ่อ.. นี่นายช่วยยกเข้าไปในเรือนให้หน่อยสิ ยกนะอย่าลาก คือฉันยกไม่ไหว”
เสียงช่วงท้ายบางเบาแทบไม่ได้ยิน เธอก้มหน้ามองพื้นไม่อยากสบสายตาเขา เวหาได้ยินก็ยิ้มแต่ด้วยความหมั่นไส้คนตัวเล็กที่ยังคงวางฟอร์มอยู่ เขาจึงก้มไปกระซิบข้างหูว่า
“ถ้าอยากให้ช่วยก็พูดดีๆ ทำตัวน่ารักหน่อยสิ แบบนี้พูดเป็นมั้ย พี่เวย์ขาช่วยยกกระเป๋าให้น้องนิดหน่อยสิคะ”
สกุณาหันหน้าขวับแล้วต้องตกใจเมื่อแก้มใสของเธอเฉี่ยวปลายจมูกของเวหาไปนิดเดียว
“ว้าย.. แล้วฉันพูดไม่ดีตรงไหน”
ปากพูดมือก็ผลักหน้าอกคนโรคจิตให้ออกห่างตัว
“ก็แล้วแต่นะ .. งั้นก็ยกเอง”
เวหาทำท่าจะก้าวเข้าเรือนแล้วก็มีมือน้อยๆ มาดึงที่แขนเสื้อเขายิ้มมุมปากแล้วหันหน้ามามอง
“เดี๋ยว .. ก็ได้.. เอ่อ พี่เวย์คะยกกระเป๋าให้นิดด้วยค่ะ”
ถึงแม้ว่าสกุณาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ห้วน แต่ก็ทำให้เวหาพอใจอยู่ไม่น้อย เขาคิดในใจว่า ‘ไม่เป็นไรวันแรกเอาแค่นี้ก่อน ดูทรงแล้วคงจะอยู่ที่นี่อีกหลายวัน เดี๋ยวเขาจะดัดนิสัยที่เย่อหยิ่งของสาวเมืองกรุงคนนี้เอง’
เวหาเดินเข้าไปยกกระเป๋าสองใบด้วยมือสองทั้งข้างพร้อมกันแล้วเดินนำหน้าสกุณาเข้าไปในเรือน เขายกเหมือนกับการยกของเบาๆ เลย สกุณาได้แต่มองค้อนแล้วเดินตามขึ้นไปในใจก็บ่นพึมพำ
“นี่มันแรงคนหรือแรงควายนะเนี่ย .. ฮึ”
พอก้าวเข้ามาภายในเรือนพัก สกุณาพยายามมองหาว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าของเรือนหลังนี้แต่ก็ไม่พบ มีเพียงเด็กสาวใบหน้าสะสวย ผิวขาวเหลืองสะอาดสะอ้านมองดูก็รู้ว่าเป็นสาวพื้นเมืองชาวเหนือ จากการประมาณด้วยสายตาเธอคนนี้น่าจะอายุอ่อนกว่าเธอไม่กี่ปี เธอเดินถือถาดที่มีแก้วน้ำส้มและน้ำเปล่าออกมาพร้อมรอยยิ้มหวาน มาหยุดยืนที่ตรงหน้าเธอ
“น้ำกับน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ค่ะ”
“ขอบใจจ้ะ ว้าว..คนรับใช้บ้านพี่เมฆนี่ทั้งสาวทั้งสวยเลย เธอชื่ออะไรหรือจ๊ะ”
“หนูชื่อปลายฝนค่ะ”
“ฉันชื่อสกุณานะ เรียกฉันว่านิดก็ได้เราน่าจะอายุใกล้ๆกัน เธออายุเท่าไหร่แล้ว”
“หนูอายุ 19 ปีค่ะ”
“อุ๊ย.. ฉันนึกว่าเราจะอายุใกล้กันมากกว่านี้เสียอีกนะ ฉัน 24 จ้ะเป็นพี่เธอตั้งหลายปี”
สกุณาหยิบแก้วน้ำส้มยกขึ้นจิบแล้วยิ้มให้เด็กสาว สายตายังคงมองสำรวจไปรอบๆ ส่วนเด็กสาวเดินไปเสิร์ฟให้เวหาต่อ
“น้ำค่ะ พี่เวย์”
“ขอบใจจ้ะ น้องปลาย”
น้ำเสียงของเวหาทำให้สกุณาย่นปากไปเกือบชนปลายจมูกด้วยความหมั่นไส้ พลันนึกในใจดูสิทำเป็นพูดเสียงอ่อนเสียงหวานไม่เหมือนที่พูดกับเธอทำเสียงกระโชกโฮกฮาก อย่าบอกนะว่าสองคนนี้มีซัมติงกัน เธอกรอกตามองบนไปหนึ่งที
“หนูเอาของไปเก็บให้นะคะ ห้องของคุณนิดอยู่ทางนี้ค่ะ”
ปลายฝนลากกระเป๋าไปส่งที่ห้องรับรองชั้นล่าง สกุณาเดินตามมา
“ห้องน่ารักจัง แล้วห้องนี้ห้องใครอ่ะ”
สกุณาเอ่ยปากชมพร้อมชี้ถามไปที่ห้องฝั่งตรงข้ามห้องเธอ
“เมื่อก่อนห้องนี้ใช้เป็นห้องรับรองและว่างอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้เป็นห้องของพี่เวย์ค่ะ”
สกุณาเบะปากทันทีที่ได้ยินว่าเธอต้องอยู่ห้องตรงข้ามกับอริคนนี้ แล้วถามปลายฝนต่อ
“มีห้องอื่นอีกไหม ฉันไม่อยากอยู่ใกล้อีตานี่เลย”
เด็กสาวยิ้มบางๆพร้อมส่ายศีรษะไปมา
“ไม่มีค่ะ เชิญคุณนิดพักผ่อนก่อนนะคะ หนูขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ”
“เอ่อ..เดี๋ยวสิปลายฝน ให้ฉันเรียกเธอสั้นๆ ว่าอะไรดี เธอมีชื่อเล่นไหม”“เรียกหนูว่าปลายก็ได้ค่ะ”
“โอเคปลาย แล้วพี่เมฆไปไหนอ่ะ เขาจะกลับมาตอนไหน”
“พ่อเลี้ยงเข้าไปดูงานในไร่ จะกลับมาตอนเย็นค่ะ”
“แล้วพี่เมฆใจดีไหม ดุหรือเปล่า ฉันไม่ได้เจอพี่เขานานแล้วตื่นเต้นจัง”
“เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้เจอกันแล้วค่ะ ปลายขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
สกุณาพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปห้องพัก เธอสำรวจสภาพห้องที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องน้ำในตัว ภายในห้องตกแต่งสไตล์ล้านนา นี่ถ้าถ่ายรูปโพสต์ลงโซเซียลต้องไม่มีใครรู้แน่ๆ ว่านี่คือห้องในบ้าน ต้องนึกว่าเป็นห้องพักในรีสอร์ตหรูแน่เลย เธอหยิบโทรศัพท์ถ่ายสภาพห้องไว้แล้วกดโพสต์ลงสตอรี่อินสตาแกรม ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำชำระคราบฝุ่นที่เกาะมาตามตัว
หลังจากที่อาบน้ำชำระคราบฝุ่นที่ติดมาตามตัวเรียบร้อยแล้ว สกุณาก็เผลอตัวงีบหลับด้วยความเพลีย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นี่แม่คุณยังอยู่ดีอยู่หรือเปล่า หรือว่าตายไปแล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”
เสียงเคาะประตูเสียงดังลั่น ทำให้สกุณาลืมตาขึ้นพร้อมบิดแขนไปมาหมายจะสลัดเจ้าตัวขี้เกียจให้หลุดออก มือข้างหนึ่งยกมาขยี้ตา ขาเดินไปปากก็บ่นพึมพำไป มืออีกข้างหนึ่งบิดลุกบิดเปิดประตู
“ใครมาเคาะประตูเสียงดังเนี่ยไม่มีมารยาทเอาเสียเลย คนกำลังนอนหลับสบายสบาย”
เมื่อเปิดประตูออก จากที่กำลังสลึมสลือดวงตาก็เบิกโพลงเมื่อเห็นคนที่มาเคาะประตูนั้นเป็นใคร เธอลืมไปสนิทเลยว่าที่นี่ไม่ใช่ที่บ้านของเธอ แต่เป็นบ้านของเมฆาพ่อเลี้ยงหนุ่มเมืองเหนือว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตของเธอ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้
เวลาพลบค่ำทุกคนนั่งพร้อมกันที่โต๊ะอาหารขาดก็แต่สกุณาแขกผู้มาเยือน
“เดี๋ยวปลายไปตามคุณนิดให้เองค่ะ”
ปลายฝนเตรียมลุกจากโต๊ะอาหารจะไปตามแขกวีไอพีให้ แต่เวหาห้ามไว้ก่อน
“ปลายนั่งกินข้าวเถอะ เดี๋ยวพี่ไปตามเอง น้องปลายทำงานก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
เวหาจึงเดินมาแล้วเคาะประตูพร้อมเรียกเบาๆ แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับจากภายใน เขาจึงเคาะดังขึ้น สักพักประตูห้องก็เปิดออกมา หญิงสาวร่างบางเดินขยี้ตาออกมา เธอสวมใส่เสื้อยืดตัวบางคอกว้าง ทำให้เขาที่ตัวสูงกว่าสามารถมองผ่านคอเสื้อลึกลงไปเห็นเนินอกขาว ซึ่งนั่นทำให้เขารู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ใส่เสื้อชั้นใน ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นจู๋ปิดแก้มก้นพอดี เขากวาดสายตาสำรวจเรือนร่างอย่างจงใจ
เมื่อสกุณาได้สติเธอก็ตกใจรีบยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเอง ซึ่งในตอนแรกเธอแค่อยากผ่อนคลายจึงแต่งตัวสบายๆ แล้วนอนพัก คิดไว้ว่าเดี๋ยวค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แต่งตัวใหม่ตอนออกจากห้องแล้วเธอก็เผลอหลับไป พอมีคนมาเคาะเรียกเธอจึงลืมไปสนิทว่าตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย
“ว้าย.. มองอะไร หันหน้าไปทางอื่นเลย”
“ก็ไม่ได้อยากมอง มันเห็นเอง ดูสิเล็กนิดเดียวไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย”
“หยาบคาย แล้วมาเคาะเสียงดังทำไมเนี่ย ฉันหลับอยู่ดีดีก็ตกใจนะสิ”
“ก็มันถึงเวลากินข้าวแล้ว ถ้าไม่อยากมากินก็ตามใจเพราะอาหารหมดแล้วหมดเลยไม่มีให้เติมนะ แถวนี้ไม่มีเซเว่นด้วย”
“กี่โมงแล้วเนี่ย”
“หกโมงกว่าแล้ว อ้อ.. ช่วยแต่งตัวให้เรียบร้อยกว่านี้ด้วยก่อนออกมา แต่ถ้าอยากโชว์ก็ไม่ต้องเปลี่ยนชุดก็ได้ เฮ้อ.. มีนิดเดียวก็ยังอยากจะโชว์”
“กรี๊ด อีตาบ้า พูดจาน่าเกลียด ไปเลย ออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
สกุณาผลักอกเวหาแล้วดึงประตูปิดดัง “ปัง” ส่วนเวหาได้แต่อมยิ้มแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร
เช้าวันหยุด วันนี้สกุณาจะลองทำเมนูอาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมู ซึ่งเธอได้ศึกษาวิธีการทำจากยูทูปและโทรถามรายละเอียดจากปลายฝนแล้วลองลงมือทำดู ครั้งนี้เธอได้ชิมแล้วก็ยิ้มอย่างภูมิใจ พลันคิดในใจว่า ‘อืมก็อร่อยเหมือนกันนะ’ จากการที่ได้มาอยู่กับเวหาสองต่อสอง สกุณาก็เรียนรู้การปรับตัวต่างๆ ลองทำอาหารเช้า ซึ่งไม่ว่าเธอจะทำอะไร รสชาติจะแย่แค่ไหน เวหาก็กินจนหมดจานทุกครั้ง อาจจะมีบ่นบ้าง แต่ก็เหมือนการให้ฟีดแบล็กมากกว่าเวหาเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร วันนี้กลิ่นหอมของมื้อเช้าดึงดูดให้เขาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วสายตาเขาก็มองที่หญิงสาวที่ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นที่เธอใส่แล้วยาวมาถึงเขา เขามองด้วยความสงสัย“นี่เธอแต่งตัวอะไรกันเนี่ย .. เฮ้ย.. นี่เธอจะบ้าหรือเปล่า เอาเสื้อผ้าฉันมาใส่ทำไม”สกุณายิ้มแหย“ก็เสื้อผ้าฉันหมดแล้วนี่ ไม่มีใส่ ขอยืมใส่ก่อนอย่างกหน่อยเลยนะ วันนี้ก็เป็นวันหยุดไม่ต้องออกไปไหนด้วย”“แล้วทำไมไม่ใส่เสื้อผ้าเธอล่ะ ไปไหนหมด”“เอ่อ.. ก็มันยังไม่ได้ซักเลย”“อ้าวแล้วทำไมไม่ซัก จะหมักไว้ให้มันเน่าหรือไง”“ก็ที่นี่ไม่มีเครื่องซักผ้า นายพาฉันเอาผ้าไปซักที่เรือนใหญ่ของพี่เมฆทีสิ ฉันสัญ
“จะรีบไปไหนละคุณ”“อ้าวก็มันเที่ยงแล้วนี่ ฉันก็จะไปกินข้าวไง”“ไม่ต้องรีบ ไปตอนนี้ก็ต้องไปยืนต่อแถวรอร้อนเปล่าๆ รอให้คนซาลงหน่อยแล้วค่อยไป อีกอย่างเราควรให้คนงานเขากินก่อน เพราะพวกเขาต้องใช้แรงงาน”สกุณาหน้าหงิก เพราะตั้งแต่เธอต้องเข้ามาทำงานในไร่เธอก็กินข้าวพร้อมกับทุกคนจนร่างกายมันจำได้แล้วว่าตอนนี้ถึงเวลากินข้าวแล้ว เสียงท้องเริ่มร้องประท้วง“เอานี่ไปกินรองท้องไว้ก่อน”ฝรั่งลูกย่อม ๆ ผิวนวลถูกเด็ดจากต้นที่ปลูกไว้ข้างโรงเลี้ยงไก่ยื่นส่งให้สกุณา“แล้วจะให้กินยังไง ล้างก็ยังไม่ล้าง เปลือกก็ยังไม่ปอก”“จะยากอะไรคุณ แค่นี้ก็กินได้แล้ว” เวหาเอาฝรั่งมาถูที่เสื้อ ยกขึ้นมาเป่าสองทีแล้วกัดเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย แล้วพยักหน้าให้หล่อนทำตาม“ไม่ล้างก่อนแล้วกินไปได้อย่างไร เปลือกก็ยังไม่ปอก อี๋ สกปรก”“ไม่ต้องมาอี๋เลยคุณ ฝรั่งนี่ผมใช้ถุงกระดาษห่อไว้อย่างดี ไม่มีแม้แต่ฝุ่นมาเกาะแค่เช็ด ๆ ถู ๆ ก็สะอาดแล้ว ทีแอปเปิ้ลเปลือกหนาพวกคุณยังกัดแทะกินได้เลย ฝรั่งก็เหมือนกันแหละ แถมเปลือกยังบางกว่าด้วย ทำไมจะกัดแทะกินไม่ได้ กินรองท้องไปก่อน อร่อยนะคุณ เด็ดกินจากต้นสดๆ เนี่ยมันหวานมากเลย ลองดู
หลังจากอาหารมื้อเช้าจบลง เสียงห้วนของเวหาก็ดังขึ้น“พร้อมหรือยัง”สกุณาวันนี้เธออยู่ในชุดที่ทะมัดทะแมง ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์โดยมีเสื้อคลุมแขนยาวของเวหาสวมทับอีกที เธอเริ่มคุ้นชินกับการแต่งตัวแบบสาวชาวไร่มากขึ้น เธอเดินตรงไปปีนขึ้นรถโดยที่ไม่ต้องรอให้อีกคนมาพูดอะไรต่อ เธอตั้งใจว่าจะพูดกับเขาให้น้อยที่สุดใช่เธอกำลังโกรธเขาอยู่ที่เขามาทำรุ่มร่ามกับเธอในวันก่อน แล้วยังทำตัวผีเข้าผีออกอีก เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวดี ทางที่ดีไม่ต้องยุ่งกันน่าจะดีที่สุดเวหามองท่าทางของหญิงสาวแล้วยกยิ้มที่มุมปากแล้วพูดไปพร้อมสตาร์ตรถ“เดี๋ยววันนี้จะพาไปดูฟาร์ม”พอได้ยินคำว่า “ฟาร์ม” สกุณาก็ลอบถอนหายใจเบาๆ พลางคิดในใจว่าวันนี้เธอคงโดนแกล้งให้ทำงานหนักในฟาร์มอีกเป็นแน่ ภาพที่เธอกำลังขัดทำความสะอาดคอกหมูและเล้าไก่ก็ลอยมาในหัว ‘ไม่เป็นไรยัยนิดอดทนไว้ เธอทำได้ อย่าให้นายคนนี้มาว่ามาดูแคลนเธอได้อีก’ สกุณาได้แต่คิดในใจ แต่เอ๊ะ.. ทำไมต้องไปคิดถึงคนบ้าคนนั้นด้วยนะ รถขับไปตามเส้นทางดินขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้รถโยกสั่นสะเทือนส่งผลให้ตุ๊กตาหน้ารถคนสวยนั่งตัวสั่นคลอนตามแรงโยกของรถไปด้วย หางตาของเวหาสังเกตเห็นทรวงอกท
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังลั่นปลุกให้สกุณาต้องจำใจลืมตาขึ้น บรรยากาศรอบตัวยังคงมืดมิด อากาศเย็นจนเธอไม่อยากลุกออกจากผ้านวมผืนหนา แต่ถ้าไม่ลุกเจ้าเสียงเคาะประตูนั่นก็คงไม่หยุดง่ายๆ “จะเคาะทำไมนักหนาเนี่ย คนจะหลับจะนอน” เธอเดินมาเปิดประตูด้วยดวงตาที่ยังลืมขึ้นไม่เต็มตาดีนัก เมื่อประตูถูกเปิดออกร่างใหญ่ของใครคนหนึ่งก็แทรกเข้ามายืนท้าวแขนขวางประตูไว้ เมื่อสกุณาเห็นว่าเป็นใครเธอตกใจรีบถอยหลังครูดออกไป แต่ก็ช้ากว่าวงแขนแกร่งที่คว้าเกี่ยวเอวบางมาไว้ในอ้อมกอด อกนุ่มสัมผัสเข้ากับอกแกร่ง ภาพและรสสัมผัสเมื่อวานไหลเวียนเข้ามาในหัวของสกุณาอีกครั้ง ทำให้หัวใจของเธอได้รัวเร็วขึ้น “นี่นายจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ” “อ้าว.. เห็นแต่งตัวแบบนี้ก็นึกว่าติดใจฉัน แล้วแต่งมายั่ว อยากให้ฉันกอด อยากให้ฉันจูบอีก วันนี้อยากให้จูบตรงไหนก่อนดีล่ะ” “ปล่อยเลยไอ้คนบ้า ไอ้คนลามก ที่มันห้องส่วนตัวของฉัน ฉันจะแต่งตัวยังไงก็ได้ นายนั่นแหละออกไปเลย” “ไหนพูดอีกสิ ว่านี่ห้องใคร” “ก็ห้อง... เอ่อ.ห้องฉันไง ก็นายยกให้ฉันอยู่แล้วมันก็ต้องเป็นของฉันสิ”
เรือนพักหลังเล็กท้ายไร่เมฆา “นี่นายพาฉันมาที่นี่ทำไม นายไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้นะ ปล่อยปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ บอกให้ปล่อยไงล่ะ” ใบหน้าสวยตื่นตระหนก เมื่อโดนใครบางคนฉุดกระชากลากเหวี่ยงดึงเธอให้ลงจากรถ แล้วผลักให้เข้าไปในเรือนพักหลังเล็ก “ไม่มีสิทธิ์งั้นหรือ แล้วเธอล่ะมีสิทธิ์อะไรที่ไปทำร้ายคนอื่นเขาแบบนั้น ปลายฝนไปทำอะไรให้เธอโกรธแค้น เธอถึงต้องทำแบบนี้ พูดมาสิ พูด บอกให้พูดไงเล่า” เวหาตวาดลั่น ใบหน้าบูดบึ้งกับดวงตาที่แข็งกร้าวทำให้สกุณารู้สึกกลัวจนปากคอสั่นแต่เธอก็พยายามข่มความรู้สึกนั้นไว้ “ฉันบอกให้พูดไงล เธอตั้งใจทำมันจริงๆ สินะสกุณา ฉันผิดหวังในตัวเธอมาก” “ไม่ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็บอกแล้วไงว่ามันเป็นอุบัติเหตุจะต้องให้ฉันพูดอีกสักกี่รอบ” “ปากแข็งจริงๆ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ทำไมเธอถึงได้กลายเป็นคนแบบนี้ไปได้นะสกุณา เด็กน้อยน่ารักคนนั้นหายไปไหนแล้ว” เวหาคว้าเอวบางรวบดึงเข้ามาประชิดตัว ใบหน้าคมเข้มยื่นเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบสบตาเธอราวกับว่าจะมองให้ลึกไปถึงห้องของหัวใจ ดวงตาคู่สวยตื่นตระหนก ริมฝีปากสั่นระริกเตรียมจะเปิดป
บนโต๊ะอาหาร หลังจากที่ทุกคนจัดการกับมื้อเช้าของตัวเองเรียบร้อยแล้ว สกุณาหันไปสบตากับปลายฝนทั้งคู่พยักหน้าให้กัน แล้วเธอจึงหันมาชวนเมฆาคุย “พี่เมฆคะ วันนี้นิดขออยู่หยุดงานในไร่หนึ่งวันนะคะ นิดจะมาเรียนทำอาหารกับปลายฝนค่ะ” สกุณาพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เมฆาหันมาสบตาแต่ยังไม่ได้พูดอะไร เสียงของเวหาก็แทรกดังขึ้นมาก่อน “ไม่ได้ แค่นี้ก็คิดจะอู้แล้วหรือไง อีกอย่างไปก็เกะกะปลายเปล่าๆ” “ฉันขออนุญาตพี่เมฆไม่ได้ขออนุญาตนาย” “แต่ฉันเป็นคนที่ต้องดูแลเธอ ฉันมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาต” ทั้งสกุณาและเวหาต่างเถียงกันคอเป็นเอ็นเหมือนเด็กน้อยทะเลาะกันโดยไม่มีใครยอมใคร จนเมฆาต้องกระแอมไอห้ามทัพทั้งคู่ “ไม่ต้องเถียงกัน” แล้วเขาหันไปสบตาปลายฝน “แล้วปลายล่ะ ว่าไง” สกุณาหยุดหันไปมองเมฆาพลันคิดในใจว่า ‘พี่เมฆนี่เป็นเจ้านายที่ดีจริงๆเลย ให้เกียรติลูกน้อง ขนาดปลายฝนเป็นแค่แม่บ้านยังให้เกียรติเลย ไม่เหมือนอีตาเวหานั่นบ้าและป่าเถื่อนชะมัด’ “ให้คุณนิดมาเรียนงานครัวกับปลายก็ได้ค่ะ เมื่อเช้าคุณนิดก็ลงมาช่วยงานปลายในค







