LOGINทันทีที่รถจอดสกุณาก็รีบรุดลงจากรถมายืนปัดฝุ่นที่เกาะตามตัวจนฝุ่นแดงฟุ้งไปหมด เธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ ภาพที่เห็นเป็นเรือนไม้สักหลังใหญ่ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้และแปลงไม้ดอกนานาชนิด เท่าที่สังเกตไม้ดอกส่วนใหญ่ที่ปลูกส่วนมากจะเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม ส่วนตัวเรือนไม้สักนั้นยังคงเหมือนภาพความทรงจำของเธอเมื่อสิบปีก่อนที่เธอและครอบครัวได้มาพักผ่อนที่นี่ ด้านข้างมีเรือนหลังเล็กสกุณายิ้มอย่างพอใจ
กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกยกมาวางไว้ข้างๆ ตัวเธอ โดยคนที่ยกลงจากรถจงใจวางกระแทกเฉียดใกล้ๆ ขาของเธอ
“โอ๊ย.. นี่นายระวังหน่อยสิกระเป๋าของฉันไม่ได้ราคาบาทสองบาทนะ วางกระแทกมาได้เกือบโดนขาฉันแล้ว”
“ก็แค่เกือบยังไม่โดนสักหน่อย แล้วไม่มายกเองล่ะ”
“จิ๊”
สกุณาจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิดพร้อมก้มมองสำรวจกระเป๋าที่อยู่ข้างตัว เธอครุ่นคิดอยู่พัก ถ้าให้เธอลากกระเป๋าเข้าที่พัก เกรงว่าล้อจะเลอะจะหักหรือพังเสียก่อน แต่ถ้าจะให้เธอยกเข้าไปในเรือนเธอคงยกไม่ไหว จึงพูดเสียงอ่อยๆ ว่า
“เอ่อ.. นี่นายช่วยยกเข้าไปในเรือนให้หน่อยสิ ยกนะอย่าลาก คือฉันยกไม่ไหว”
เสียงช่วงท้ายบางเบาแทบไม่ได้ยิน เธอก้มหน้ามองพื้นไม่อยากสบสายตาเขา เวหาได้ยินก็ยิ้มแต่ด้วยความหมั่นไส้คนตัวเล็กที่ยังคงวางฟอร์มอยู่ เขาจึงก้มไปกระซิบข้างหูว่า
“ถ้าอยากให้ช่วยก็พูดดีๆ ทำตัวน่ารักหน่อยสิ แบบนี้พูดเป็นมั้ย พี่เวย์ขาช่วยยกกระเป๋าให้น้องนิดหน่อยสิคะ”
สกุณาหันหน้าขวับแล้วต้องตกใจเมื่อแก้มใสของเธอเฉี่ยวปลายจมูกของเวหาไปนิดเดียว
“ว้าย.. แล้วฉันพูดไม่ดีตรงไหน”
ปากพูดมือก็ผลักหน้าอกคนโรคจิตให้ออกห่างตัว
“ก็แล้วแต่นะ .. งั้นก็ยกเอง”
เวหาทำท่าจะก้าวเข้าเรือนแล้วก็มีมือน้อยๆ มาดึงที่แขนเสื้อเขายิ้มมุมปากแล้วหันหน้ามามอง
“เดี๋ยว .. ก็ได้.. เอ่อ พี่เวย์คะยกกระเป๋าให้นิดด้วยค่ะ”
ถึงแม้ว่าสกุณาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ห้วน แต่ก็ทำให้เวหาพอใจอยู่ไม่น้อย เขาคิดในใจว่า ‘ไม่เป็นไรวันแรกเอาแค่นี้ก่อน ดูทรงแล้วคงจะอยู่ที่นี่อีกหลายวัน เดี๋ยวเขาจะดัดนิสัยที่เย่อหยิ่งของสาวเมืองกรุงคนนี้เอง’
เวหาเดินเข้าไปยกกระเป๋าสองใบด้วยมือสองทั้งข้างพร้อมกันแล้วเดินนำหน้าสกุณาเข้าไปในเรือน เขายกเหมือนกับการยกของเบาๆ เลย สกุณาได้แต่มองค้อนแล้วเดินตามขึ้นไปในใจก็บ่นพึมพำ
“นี่มันแรงคนหรือแรงควายนะเนี่ย .. ฮึ”
พอก้าวเข้ามาภายในเรือนพัก สกุณาพยายามมองหาว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าของเรือนหลังนี้แต่ก็ไม่พบ มีเพียงเด็กสาวใบหน้าสะสวย ผิวขาวเหลืองสะอาดสะอ้านมองดูก็รู้ว่าเป็นสาวพื้นเมืองชาวเหนือ จากการประมาณด้วยสายตาเธอคนนี้น่าจะอายุอ่อนกว่าเธอไม่กี่ปี เธอเดินถือถาดที่มีแก้วน้ำส้มและน้ำเปล่าออกมาพร้อมรอยยิ้มหวาน มาหยุดยืนที่ตรงหน้าเธอ
“น้ำกับน้ำส้มคั้นเย็น ๆ ค่ะ”
“ขอบใจจ้ะ ว้าว..คนรับใช้บ้านพี่เมฆนี่ทั้งสาวทั้งสวยเลย เธอชื่ออะไรหรือจ๊ะ”
“หนูชื่อปลายฝนค่ะ”
“ฉันชื่อสกุณานะ เรียกฉันว่านิดก็ได้เราน่าจะอายุใกล้ๆกัน เธออายุเท่าไหร่แล้ว”
“หนูอายุ 19 ปีค่ะ”
“อุ๊ย.. ฉันนึกว่าเราจะอายุใกล้กันมากกว่านี้เสียอีกนะ ฉัน 24 จ้ะเป็นพี่เธอตั้งหลายปี”
สกุณาหยิบแก้วน้ำส้มยกขึ้นจิบแล้วยิ้มให้เด็กสาว สายตายังคงมองสำรวจไปรอบๆ ส่วนเด็กสาวเดินไปเสิร์ฟให้เวหาต่อ
“น้ำค่ะ พี่เวย์”
“ขอบใจจ้ะ น้องปลาย”
น้ำเสียงของเวหาทำให้สกุณาย่นปากไปเกือบชนปลายจมูกด้วยความหมั่นไส้ พลันนึกในใจดูสิทำเป็นพูดเสียงอ่อนเสียงหวานไม่เหมือนที่พูดกับเธอทำเสียงกระโชกโฮกฮาก อย่าบอกนะว่าสองคนนี้มีซัมติงกัน เธอกรอกตามองบนไปหนึ่งที
“หนูเอาของไปเก็บให้นะคะ ห้องของคุณนิดอยู่ทางนี้ค่ะ”
ปลายฝนลากกระเป๋าไปส่งที่ห้องรับรองชั้นล่าง สกุณาเดินตามมา
“ห้องน่ารักจัง แล้วห้องนี้ห้องใครอ่ะ”
สกุณาเอ่ยปากชมพร้อมชี้ถามไปที่ห้องฝั่งตรงข้ามห้องเธอ
“เมื่อก่อนห้องนี้ใช้เป็นห้องรับรองและว่างอยู่ค่ะ แต่ตอนนี้เป็นห้องของพี่เวย์ค่ะ”
สกุณาเบะปากทันทีที่ได้ยินว่าเธอต้องอยู่ห้องตรงข้ามกับอริคนนี้ แล้วถามปลายฝนต่อ
“มีห้องอื่นอีกไหม ฉันไม่อยากอยู่ใกล้อีตานี่เลย”
เด็กสาวยิ้มบางๆพร้อมส่ายศีรษะไปมา
“ไม่มีค่ะ เชิญคุณนิดพักผ่อนก่อนนะคะ หนูขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ”
“เอ่อ..เดี๋ยวสิปลายฝน ให้ฉันเรียกเธอสั้นๆ ว่าอะไรดี เธอมีชื่อเล่นไหม”“เรียกหนูว่าปลายก็ได้ค่ะ”
“โอเคปลาย แล้วพี่เมฆไปไหนอ่ะ เขาจะกลับมาตอนไหน”
“พ่อเลี้ยงเข้าไปดูงานในไร่ จะกลับมาตอนเย็นค่ะ”
“แล้วพี่เมฆใจดีไหม ดุหรือเปล่า ฉันไม่ได้เจอพี่เขานานแล้วตื่นเต้นจัง”
“เดี๋ยวตอนเย็นก็ได้เจอกันแล้วค่ะ ปลายขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
สกุณาพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปห้องพัก เธอสำรวจสภาพห้องที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีห้องน้ำในตัว ภายในห้องตกแต่งสไตล์ล้านนา นี่ถ้าถ่ายรูปโพสต์ลงโซเซียลต้องไม่มีใครรู้แน่ๆ ว่านี่คือห้องในบ้าน ต้องนึกว่าเป็นห้องพักในรีสอร์ตหรูแน่เลย เธอหยิบโทรศัพท์ถ่ายสภาพห้องไว้แล้วกดโพสต์ลงสตอรี่อินสตาแกรม ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำชำระคราบฝุ่นที่เกาะมาตามตัว
หลังจากที่อาบน้ำชำระคราบฝุ่นที่ติดมาตามตัวเรียบร้อยแล้ว สกุณาก็เผลอตัวงีบหลับด้วยความเพลีย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นี่แม่คุณยังอยู่ดีอยู่หรือเปล่า หรือว่าตายไปแล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”
เสียงเคาะประตูเสียงดังลั่น ทำให้สกุณาลืมตาขึ้นพร้อมบิดแขนไปมาหมายจะสลัดเจ้าตัวขี้เกียจให้หลุดออก มือข้างหนึ่งยกมาขยี้ตา ขาเดินไปปากก็บ่นพึมพำไป มืออีกข้างหนึ่งบิดลุกบิดเปิดประตู
“ใครมาเคาะประตูเสียงดังเนี่ยไม่มีมารยาทเอาเสียเลย คนกำลังนอนหลับสบายสบาย”
เมื่อเปิดประตูออก จากที่กำลังสลึมสลือดวงตาก็เบิกโพลงเมื่อเห็นคนที่มาเคาะประตูนั้นเป็นใคร เธอลืมไปสนิทเลยว่าที่นี่ไม่ใช่ที่บ้านของเธอ แต่เป็นบ้านของเมฆาพ่อเลี้ยงหนุ่มเมืองเหนือว่าที่เจ้าบ่าวในอนาคตของเธอ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้
เวลาพลบค่ำทุกคนนั่งพร้อมกันที่โต๊ะอาหารขาดก็แต่สกุณาแขกผู้มาเยือน
“เดี๋ยวปลายไปตามคุณนิดให้เองค่ะ”
ปลายฝนเตรียมลุกจากโต๊ะอาหารจะไปตามแขกวีไอพีให้ แต่เวหาห้ามไว้ก่อน
“ปลายนั่งกินข้าวเถอะ เดี๋ยวพี่ไปตามเอง น้องปลายทำงานก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
เวหาจึงเดินมาแล้วเคาะประตูพร้อมเรียกเบาๆ แต่ก็ไร้เสียงตอบกลับจากภายใน เขาจึงเคาะดังขึ้น สักพักประตูห้องก็เปิดออกมา หญิงสาวร่างบางเดินขยี้ตาออกมา เธอสวมใส่เสื้อยืดตัวบางคอกว้าง ทำให้เขาที่ตัวสูงกว่าสามารถมองผ่านคอเสื้อลึกลงไปเห็นเนินอกขาว ซึ่งนั่นทำให้เขารู้ว่าหญิงสาวไม่ได้ใส่เสื้อชั้นใน ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นจู๋ปิดแก้มก้นพอดี เขากวาดสายตาสำรวจเรือนร่างอย่างจงใจ
เมื่อสกุณาได้สติเธอก็ตกใจรีบยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเอง ซึ่งในตอนแรกเธอแค่อยากผ่อนคลายจึงแต่งตัวสบายๆ แล้วนอนพัก คิดไว้ว่าเดี๋ยวค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แต่งตัวใหม่ตอนออกจากห้องแล้วเธอก็เผลอหลับไป พอมีคนมาเคาะเรียกเธอจึงลืมไปสนิทว่าตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย
“ว้าย.. มองอะไร หันหน้าไปทางอื่นเลย”
“ก็ไม่ได้อยากมอง มันเห็นเอง ดูสิเล็กนิดเดียวไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย”
“หยาบคาย แล้วมาเคาะเสียงดังทำไมเนี่ย ฉันหลับอยู่ดีดีก็ตกใจนะสิ”
“ก็มันถึงเวลากินข้าวแล้ว ถ้าไม่อยากมากินก็ตามใจเพราะอาหารหมดแล้วหมดเลยไม่มีให้เติมนะ แถวนี้ไม่มีเซเว่นด้วย”
“กี่โมงแล้วเนี่ย”
“หกโมงกว่าแล้ว อ้อ.. ช่วยแต่งตัวให้เรียบร้อยกว่านี้ด้วยก่อนออกมา แต่ถ้าอยากโชว์ก็ไม่ต้องเปลี่ยนชุดก็ได้ เฮ้อ.. มีนิดเดียวก็ยังอยากจะโชว์”
“กรี๊ด อีตาบ้า พูดจาน่าเกลียด ไปเลย ออกไปเดี๋ยวนี้เลย”
สกุณาผลักอกเวหาแล้วดึงประตูปิดดัง “ปัง” ส่วนเวหาได้แต่อมยิ้มแล้วเดินไปที่โต๊ะอาหาร
“อู้ว... นิดพี่ขอ”“ขออะไรคะ”“ขอเข้าไปในตัวหนูได้ไหมคะ พี่ไม่ไหวแล้ว พี่จะแตกแล้ว”“ได้สิคะ แต่นิดขอทำเองนะคะ นิดอยากกระแทกพี่แรงๆ”พูดจบสกุณาก็ผลักให้เวหานอนราบไปพื้น แกนกลางกายของเขาชี้ตั้งขึ้น สกุณาคลานเข่าเข้าไปนั่งตรงกลางหว่างขาของเขา แล้วจัดการครอบงำเจ้าแท่งนั้นด้วยปากของตัวเอง เธอกดปากเธออมไปจนสุดโคนแล้วยกปากรูดขึ้นจนส่วนปลายอย่างช้าๆ ในช่วงแรก แล้วผงกหัวพร้อมดูดขึ้นลงเร็วขึ้น จนเวหาครางเสียงสั่น ส่ายสะโพกร่อนใส่ปากเธอ“อ๊ะ..น้องนิด”สกุณาถอนริมฝีปากออก แล้วมองเจ้าแท่งเนื้ออุ่นที่ถูกเคลือบด้วยน้ำลายของเธอทั้งแท่ง เธอลุกขึ้นไปนั่งคร่อมตัวเขาไว้ มือข้างหนึ่งจับแท่งเนื้อของเขาชี้จ่อที่ช่องทางรักของเธอ เธอค่อยๆ กดลงแล้วกลืนกินเจ้าท่อนเนื้อนั้นอย่างช้าๆ ความเสียวซ่านตอนที่แท่งเนื้อนั้นครูดผ่านผนังช่องทางของเธอ ทำให้สกุณาซูดปากเชิดหน้าขึ้นด้วยความเสียดเสียว“ซี้ด.....”เมื่อเธอกลืนเขาเข้าไปในร่างกายเธอจนมิดด้าม เธอค่อยๆ โยกสะโพกขึ้นลงเป็นจังหวะ สายตาทั้งคู่ประสานกัน มือข้างหนึ่งของเขาและเธอสอดประสานกันแน่น มืออีกข้างของเธอลูบไล้ไปตามเรือนกายยามโยกเอวขึ้นลง ส่วนมืออีกข้างของเขาก็ประค
คำว่า “นิด รัก พี่เวย์ นะคะ” ยังคงดังก้องในหูของเวหาตลอด หลังจากที่เขาจัดการร่วมรักกับคนที่เขารักสุดหัวใจด้วยความเต็มใจและความรู้สึกที่มีให้กันอย่างเปี่ยมล้นของทั้งคู่จนหมดเรี่ยวแรงไปด้วยกัน เธอหลับในอ้อมกอดเขา ส่วนเขาก็อยากมองแธออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ ใช่แล้วเขาอยากเป็นคนแรกที่เธอมองเห็นยามที่เธอลืมตาขึ้นมา"พี่เวย์..""ขาที่รัก" เวหาตอบรับด้วยน้ำเสียงที่เขาคิดว่า เป็นเสียงที่หวานที่สุดแล้วกดจูบลงที่หน้าผากสวย"นิดไม่ค่อยชินกับพี่เวย์โหมดนี้เลยค่ะ""ทำไมละคะ""ก็ภาพผู้ชายปากร้ายยังคงติดในหัวนิดอยู่เลย""แล้วมีภาพไหนอีกคะ""ก็...ภาพผู้ชายหื่นๆ ...เอ่อ...""ผู้ชายหื่น .. และเอาเก่งด้วยใช่ไหมคะ แล้วน้องนิดชอบหรือเปล่าคะ""พี่เวย์อ่ะ .. ไม่คุยด้วยแล้ว""นิดไม่คุย แต่ตรงนี้พี่มันอยากคุยกับน้องอีกแล้วค่ะ"พูดจบเวหาก็จับมือสกุณาให้มาจับอาวุธลับประจำกายของเขาที่ตอนนี้มันถูกปลุกให้ตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง"พี่เวย์ลามกอ่ะ ทำไมแข็งอีกแล้วละคะ"“นั่นสิ ทำไมแข็งอีกนะ อ่าห์...”“พี่เวย์.. ทำเสียงน่าเกลียดอ่ะ”“ดูสิ แค่น้องนิดกำของพี่ พี่ก็เสียวไปหมดแล้ว มันอยากเข้
“อืมใช่ วันมะรืน เพราะเห็นว่าหนูปลายฝนพรุ่งนี้จะกลับมาแล้ว ป้าก็จะรีบกลับไปเตรียมหาฤกษ์แต่งงานให้ตาเมฆใหม่ หรือหนูนิดอยากจะอยู่พักผ่อนที่นี่ต่อก็ได้นะ ป้าไม่ได้ว่าอะไร คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองแล้วกัน จริงไหมเวย์” “เอ่อ.. ไม่เป็นไรค่ะ นิดกลับพร้อมคุณป้าเลยก็ดี คิดถึงคุณพ่อคุณแม่จะแย่แล้ว” สกุณาพูดเสียงเบาหลุบมองต่ำเพื่อหลบสายตาเว้าวอนของใครบางคน “ยังงั้นก็ได้ ถ้าหนูนิดกลับไปแล้วคนที่นี่คงจะเหงามากแน่เลย เวย์..วันมะรืนไปส่งแม่กับน้องด้วยนะ เพราะเมฆเขาคงไม่สนใจแม่แล้ว เฮ้อ.. ดูสิวันนี้ก็ออกไปแต่เช้ามืดสงสัยจะไปรอขึ้นตึกคนแรกเลยละมั้ง” “ได้ครับคุณหญิงแม่” บรรยากาศที่สนุกสนานเมื่อครู่เปลี่ยนไปไม่มีใครพูดอะไรกลายเป็นเดดแอร์ไปพัก จนกระทั่งอุษานำอาหารเช้ามาเสิร์ฟ มื้อเช้าวันนี้เป็นข้าวต้มหมูสับ ในระหว่างนั้นคุณหญิงก็ชวนคุย “นี่อุษากินเสร็จแล้วไปเดินเล่นในไร่เป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” “เอ่อ..” คุณหญิงมัณฑนาจ้องตาอุษาแล้วขยิบส่งสัญญาณบางอย่างที่อุษาไม่รู้จุดประสงค์แต่เมื่อนายสั่งเธอก็ต้องคล้อยตาม “ได้ค่ะค
จากเหตุการณ์ที่ปลายฝนถูกยิงจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทำให้ความลับอีกหนึ่งอย่างถูกเปิดเผยคือ “ปลายฝนท้องได้สองเดือน” ซึ่งไม่ก็ผิดไปจากที่คุณหญิงมัณฑนาคาดคิดไว้ เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไปแบบนี้คุณหญิงมัณฑนาจึงจำยอมรับสะใภ้คนใหม่ที่พ่วงหลานคนแรกของเธอมาด้วย มันก็ทำให้เธอยินดีไม่น้อยเพราะการที่เธอต้องการให้เมฆาแต่งงานมีคู่นั้นก็เป็นเพราะเธออยากอุ้มหลานในขณะที่ร่างกายของเธอยังแข็งแรงอยู่นี้ แต่ก็มีเรื่องที่เธออดจะลำบากใจไม่ได้นั่นคือ เรื่องของสกุณาที่เธอดึงเข้ามาพัวพันหมายหมั้นปั้นมืออยากได้เป็นลูกสะใภ้จนออกนอกหน้า แต่สุดท้ายเจ้าลูกชายตัวดีของเธอกลับทำงามหน้าไปแอบซุกเมียมีแถมลูกในท้องมาให้แบบไม่ทันตั้งตัว แล้วทีนี้เธอจะเอาหน้าที่ไหนไปบอกคุณหญิงนวลปรางค์เพื่อนรักของเธอล่ะ“คุณหญิงป้าไม่ต้องกังวลนะคะ นิดโอเคค่ะ แล้วที่สำคัญน้องปลายเป็นคนดีและน้องปลายก็รักพี่เมฆมากด้วย”“ขอบใจหนูนิดมากนะจ๊ะ นี่ถ้าพ่อตัวดีบอกป้าก่อนสักนิด หนูคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้”“คุณหญิงป้าไม่ต้องคิดมากนะคะ นิดก็เหมือนได้มาเที่ยวได้มาพักผ่อนไปในตัวด้วยค่ะ ได้เรียนรู้ได้ประสบการณ์ที่ไร่นี้เยอะเลย”“ไม่ว่าจะอย่างไรป้าก็
“ปล่อยฉันนะไอ้คนชั่ว ไอ้คนเลว หยุดพูดอะไรอุบาทถ์แบบนี้ ปล่อยสิ ฉันบอกให้ปล่อยไง”สกุณาพยายามจะดิ้นแต่ดิ้นไม่หยุด“ส่วนอีแก่นี่คงเป็นแม่ไอ้พ่อเลี้ยงสินะ วันนี้แม่งโคตรคุ้มเลยว่ะ ได้ทั้งแม่ได้ทั้งเมียเท่าไหร่มันก็ต้องจ่ายสนุกจริงโว้ย ตอนแรกกูแค่จะกวนตีนไอ้พ่อเลี้ยงมันแค่เผาไร่มันเล่นๆ แต่ไม่คิดเลยว่าอยู่ดีดีจะมีลาภจากสัตว์สองใส่พานมาให้ถึงตรงหน้า เอาสักกี่ล้านดีวะ”“นี่พ่อหนุ่มปล่อยพวกฉันไปเถอะนะ ฉันกับลูกสาวแค่เป็นคนมาเที่ยวพักที่นี่เฉยๆ เราไม่ได้เป็นอะไรกับพ่อเลี้ยงเลย พ่อหนุ่มเข้าใจผิดแล้ว ฉันพอมีเงินติดตัวมาบ้างฉันยกให้พ่อหนุ่มหมดเลยปล่อยพวกฉันไปเถอะ”คุณหญิงมัณฑนาพยายามทำใจดีสู้เสือ หวังเจรจาเกลี้ยกล่อมให้กลุ่มโจรคล้อยตามแต่ไม่สำเร็จ“มึงนึกว่าพวกกูโง่หรือไงอีแก่”หนึ่งในโจรกระชากแขนคุณหญิงมัณฑนาแล้วผลักเธอออกไป ปลายฝนตกใจรีบโผเข้ามารับร่างคุณหญิงไว้ไม่ให้ล้มกระแทกลงพื้น คำขอบคุณถูกเอ่ยออกจากปากหญิงสูงวัยพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยน“ขอบใจ”“พี่จ๋า คุณสองคนนี้เขาเป็นแค่แขกที่มาเที่ยวพักที่ไร่จริงๆ จ้ะ ฉันสาบานได้ วันนี้ฉันก็อาสาพาคุณเขามาเที่ยวไร่จ้ะ พี่ๆ เข้าใจผิดแล้วปล่อยพวกคุณเขาไปเถอ
คุณหญิงมัณฑนามาพักอยู่ที่ไร่เมฆาได้สามสี่วัน เธอคิดว่าเธอน่าจะเจอสาเหตุที่ทำให้เมฆาไม่ยอมสานความสัมพันธ์กับสกุณาได้แล้ว ซึ่งสาเหตุนั้นคาดว่าน่าจะมาจากเด็กปลายฝนที่มาทำหน้าที่แม่บ้านคนใหม่ แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงคงต้องคิดทบทวนดูอีกที เพราะถ้ามองตามเนื้อผ้าไม่ได้มองที่ฐานะหรือชาติตระกูลแล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ได้แย่ จัดว่าเป็นเด็กดี ขยัน เรียบร้อย นิสัยซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หน้าตาแม้ไม่ได้สวยจัดจ้านอย่างสาวชาวกรุงแต่ด้วยความสวยใสที่ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งน่าค้นหา ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกชายของเธอถึงได้เอ็นดูเด็กคนนี้นัก เดี๋ยวเธอจะหาโอกาสจับสองคนนี้มาคาดคั้นหาความจริงทีละคนในระหว่างที่คุณหญิงมัณฑนากำลังคิดเรื่องเมฆาลูกชายของตนกับปลายฝนเด็กสาวชาวบ้านที่มาทำหน้าที่แม่บ้านอยู่นั้น ภาพเก่าในอดีตของเธอกับวศินพ่อของเมฆาก็ลอยเข้ามาทับซ้อนกันวศินเด็กหนุ่มบ้านไร่หน้าตาธรรมดา ดูซื่อ ๆ ไม่มีพิษภัย เขามีความขยันหมั่นเพียร ทำให้สอบชิงทุนได้เป็นนักเรียนทุนไปเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพ และนั่นทำให้เขากับเธอได้พบเจอกัน เธอเจอเขาครั้งแรกในวันรับน้องมหาวิทยาลัย ด้วยความซื่อ เด๋อด๋าของเขาทำ







