เข้าสู่ระบบหญิงสาวตื่นขึ้นมาในตอนสาย ด้วยฤทธิ์ยาทำให้เธอหลับสนิทตลอดทั้งคืน ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกยืดเส้นยืดสาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย แต่ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแจ่มใสในหัวใจของตัวเองที่ก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับท้องฟ้าโปร่งสดใสในวันนี้ แม้แสงแดดอ่อน ๆ ที่ระบายอยู่บนยอดอ้อยก็ยังดูสวยงามเสียอย่างนั้น
กวาดสายตามองไปรอบบ้านที่เงียบสงบ ไม่ได้ยินเสียงคุ้นเคยของใครเลยสักคน กลิ่นข้าวต้มหอมกรุ่นจากในครัวลอยมาปะทะจมูก พ่อคงทำไว้ให้เธอก่อนออกไปข้างนอกกระมัง เสียงมอเตอร์ไซค์วิ่งมาจอดหน้าบ้านพร้อมกับร่างของนาวินที่เดินลงมาจากรถ
“ไปไหนมา?” ผู้เป็นพี่เอ่ยถาม
“ไปส่งลุงแจ่มที่โรงเรียน มีประชุมคณะกรรมการที่ต้องเตรียมงานชุมชนอาทิตย์หน้า”
“แล้วเจ๊หายดีแล้วเหรอ?”
“อือ...ค่อยยังชั่วแล้ว”
“พัฒน์ล่ะ?” เมื่อไม่เห็นชายหนุ่มกลับมาด้วย
“อ้าว...ไม่อยู่เหรอ? เห็นตื่นมาทำข้าวต้มแต่เช้า”
คำตอบของนาวินทำให้คนฟังถึงกับอมยิ้ม นี่เขาจะให้เธอกินแต่ข้าวต้มหรือยังไง เดินกลับไปดูที่ห้องนอนของเขาก็ไม่พบชายหนุ่มเจ้าของเมนูข้าวต้ม หยิบโทรศัพท์จะโทรหา มีข้อความส่งเข้าจากเขาที่ยังไม่ได้อ่าน
พัฒน์ “มีเรื่องด่วนที่กรุงเทพฯ ผมต้องกลับวันนี้”
พัฒน์ “คุณหลับอยู่เลยไม่อยากปลุก”
พัฒน์ “ทำข้าวต้มไว้ในครัวกินแล้วอย่าลืมกินยา แล้วผมจะโทรหา”
หน้าม่อยลงทันทีที่ได้อ่านข้อความ
แอร์เย็นฉ่ำในห้องทำงานของผู้บริหาร ไม่อาจทำให้ความร้อนรุ่มภายในใจของชัชชาติเย็นขึ้นมาได้ แต่ยังคงรักษาท่าทีไว้อยู่ เขานั่งอยู่บนโซฟารับรอง ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทีสบาย เอนหลังพิงพนักโซฟาสบตากับทนายเกษมที่นั่งอยู่ตรงข้ามอย่างไม่สะทกสะท้าน
“นี่เป็นข้อเสนอของคุณพัฒน์ครับ”
ทนายเกษมวางเอกสารลงบนโต๊ะกลมตรงหน้า หลังจากยื่นหลักฐานการยักยอกเงินของศิริวรรณ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีก่อนหน้าที่เธอจะเสียชีวิต นั่นเท่ากับว่า เงินทุนที่ใช้สร้างโรงแรมและซื้อคอนโดคือทรัพย์สินของทรัพย์เทวากุล และแน่นอนว่าเจ้าของที่แท้จริงคือ นายสุเทพ
“ข้อมูลเท็จแบบนี้ไม่ใช่ว่าพอคุณแม่เสียแล้วจะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ นะครับคุณเกษม”
ชัชชาติยังรักษาความนิ่งไว้ได้เป็นอย่างดี มองหน้าอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
“ใช่ครับข้อมูลเท็จมันสร้างขึ้นได้ง่าย ๆ แต่คุณชัชก็น่าจะทราบดีว่าผมไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน”
พร้อมกับวางรูปถ่ายเจ้าหน้าที่การเงินที่เคยทำงานให้ศิริวรรณลงบนโต๊ะ
“คุณชัชก็รู้ผมเป็นทนายฝ่ายกฎหมายของบริษัท ข้อมูลที่ผมไม่แน่ใจผมไม่พูดลอย ๆ แน่นอน”
“เธอได้เงินก้อนโตจากคุณวรรณ ก่อนจะลาออกจากบริษัทไป คุณชัชอาจจะคิดว่าเธอตายแล้ว...แต่เธอยังอยู่ และปลอดภัยดี ภายใต้การดูแลของตำรวจครับ”
ประโยคบอกเล่าที่ทำให้แววตาของชัชชาติกระตุกได้
“นี่เป็นเอกสารการถอนหุ้นจากทรัพย์เทวากุล เป็นทางเดียวที่คุณชัชจะไม่ถูกดำเนินคดี” ทนายเกษมวางเอกสารลงตรงหน้า
“ส่วนเรื่องคุณดาวิกากับคุณชัช” เขาหยุดประโยคไว้แค่นั้น ก่อนจะขยับเสื้อสูทให้เข้าที่เข้าทางเหมือนจงใจยั่วอีกฝ่าย ก่อนจะหันมายิ้มให้ชัชชาติแบบคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
“ผมจะนัดคุณชัชอีกครั้งหลังจากผมได้เอกสารชุดนี้กลับไป” นั่นหมายความว่าแค่ถอนหุ้นยังไม่จบแน่ และหากชัชชาติมีลูกไม้อื่นตุกติกอาจจะจบไม่สวย
“ส่วนรินลดาคอนโดที่คุณดามีหุ้นอยู่ถึงแม้ว่าจะเป็นเงินที่ได้มาแบบมิชอบจากทรัพย์เทวากุล คุณชัชก็น่าจะรู้ความสัมพันธ์ของคุณวรรณและคุณชัยวัฒน์นะครับ ถือว่าเป็นเงินทำขวัญจากการถอนหุ้นจากโรงแรม คุณพัฒน์จะถอนหุ้นออกจากรินลดาคอนโดให้ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณพัฒน์ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ ผมหวังว่าคุณชัชจะนำไปพิจารณานะครับ”
ชัชชาติที่บังคับตัวเองให้นิ่งไว้ไม่ได้อีกต่อไป ลมหายใจของเขาเริ่มแรงขึ้น เส้นเอ็นที่ขมับนูนขึ้นจากการขบกรามแน่น
“เราจะเจอกันที่ศาลหรือจบแบบง่าย ๆ ขึ้นอยู่กับคุณชัชนะครับ”
“ผมเสร็จธุระแล้ว ต้องขอตัวกลับก่อน ขอบคุณที่สละเวลานะครับ”
ทนายเกษมลุกขึ้นยืน ค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ก่อนออกจากห้องเขาหันกลับมาหาชัชชาติอีกครั้ง
“อ้อ...ผมลืมไป”
“ขอแสดงความยินดีกับการตั้งครรภ์ของคุณดาด้วยนะครับ”
ชัชชาติถึงกับชะงัก กับประโยคทิ้งท้ายของทนายเกษมก่อนจะเดินออกห้องไป
“โธ่เว้ย” เอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะกระจัดกระจายเกลื่อนห้อง จากการระบายโทสะ ก่อนจะตั้งสติและข่มอารมณ์ไว้ เสียงเตือนในหัวบอกว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคนแล้ว อย่าวู่วามและใช้แต่อารมณ์เพราะเกมนี้เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด พลางครุ่นคิดนึกถึงผู้เป็นแม่ หากศิริวรรณยังอยู่เขาคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาคนเดียวอยู่แบบนี้
พร้อมกับภาพความหลังที่หวนกลับเข้ามาให้คิด
“แม่จะเคลียร์ทุกอย่างไว้ให้ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของแก” คือคำพูดของศิริวรรณที่ยังก้องในหัวเขาอยู่เสมอ
หลังจากที่ศิริวรรณคอยสร้างสถานการณ์หลาย ๆ อย่าง ให้ชัชชาติได้อยู่ใกล้กับดาวิกาในช่วงเวลาคับขันเพื่อให้ความช่วยเหลือเธอ สร้างความประทับใจให้กับหญิงสาว ถึงแม้ดาวิกาและพิพัฒน์จะแต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมาย แต่ชายหนุ่มไม่เคยสนใจไยดีเธอเลยสักครั้ง จะพูดคุยเฉพาะเท่าที่จำเป็น หรือแค่เรื่องงานเพียงเท่านั้น และนั่นคือความขุ่นเคืองที่มีในใจของดาวิกามาโดยตลอด
“ฉันไม่ยอมให้ไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาชุบมือเปิบไปง่ายๆ หรอกนะ แกต้องเร่งมือแล้ว” คำสั่งของศิริวรรณที่บอกผู้เป็นลูก
หลังงานเลี้ยงฉลองเปิดกิจการรินลดาคอนโดในครั้งนั้น ศิริวรรณพาชัชชาติและดาวิกาขึ้นไปชมห้องหรูของคอนโด ที่จัดไว้สำหรับเป็นห้องพักของผู้บริหาร และอยู่ดื่มฉลองกันจนดึกดื่น ศิริวรรณได้แอบใส่บางอย่างเข้าไปในเครื่องดื่ม และขอตัวกลับก่อน ปล่อยให้หนุ่มสาวได้อยู่กันตามลำพัง
ชัชชาติรูปร่างดี หน้าตาหล่อเหลา การศึกษาดีมีรสนิยม และเป็นที่หมายตาของสาวๆ ดาวิกาก็เช่นเดียวกันด้วยความรู้สึกที่พึงพอใจกับชายหนุ่มอยู่แล้ว ทำให้เธอไม่ปฏิเสธการอยู่กับเขาตามลำพัง
“วันนี้คุณสวยมาก”
ดาวิกาอยู่ในชุดราตรีสีแดงเข้ารูปสุดหรู ขับผิวขาวของเธอให้ผ่องออร่า สายตาหวานฉ่ำของชัชชาติที่กระตุ้นเลือดในกายของเธอให้ร้อนวูบวาบขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งฤทธิ์แอลกอฮอล์และสารบางอย่างในนั้น ที่ผสมผสานร่วมกันทำงานและออกฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี
“เสียดายที่คุณไม่โสดแล้ว ผมคงไม่ต้องทรมานแบบนี้”
เขาพูดพร้อมทำหน้าละห้อยดวงตาหม่นเศร้า
“ดาอยากหย่าค่ะ” เธอพูดพร้อมจ้องหน้าเขา
“คุณไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม?”
ชัชชาติออกอาการดีใจ ขยับตัวไปใกล้และดึงมือเธอมากุมไว้
“ถ้าคุณอยากให้ดาหย่า” สองสายตาประสานกัน
“ผมต้องอยากอยู่แล้วสิ” มองริมฝีปากสวยที่ถูกฉาบด้วยลิปสติกราคาแพง ที่เผยออยู่น้อย ๆ เหมือนกำลังเชื้อเชิญเขาอยู่อย่างเต็มใจ ดวงตาของเธอพร่าเลือนเมื่อเขาโน้มหน้าเข้าไปใกล้ และประทับริมฝีปากลงจูบอย่างดูดดื่ม ก่อนจะเร่าร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยแรงปรารถนา
การตอบสนองของดาวิการก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ต่างคนต่างมอบความสุขให้กันแบบหิวกระหาย บรรเลงรักร่วมกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนค่อนสว่าง
.....
ดาวิกาวางสายจากชัชชาติที่โทรมาส่งข่าวหลังจากทนายเกษมกลับไปแล้ว เสียงรองเท้าส้นสูงที่ย่ำไปมาอยู่ภายในห้องขณะขบคิดจนหัวแทบแตก แผนที่เธอวางไว้พังไม่เป็นท่า เธอเดินหมากช้ากว่าพิพัฒน์ไปเสียแล้ว
“ไม่หมูอย่างที่คิดเลยนะพัฒน์ ดาประเมินคุณต่ำไปจริงๆ” เสียงพูดลอดไรฟันของเธอ เล็บเรียวยาวที่ถูกแต่งแต้มสีอย่างสวยหรู จิกลงบนฝ่ามือที่กำแน่นของเธออย่างลืมตัว
ใบไผ่แห้งที่ร่วงเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ถูกกวาดไปรวมกันอยู่ที่โคนกอ สายลมเย็น ๆ พัดมาปะทะเป็นครั้งคราว ปลายไผ่โอนเอนไหวเล่นลม เสียงลำไผ่เสียดสีกันไปมา เหมือนกำลังขับกล่อมหญิงสาวให้คลายเหงาลงเสียอย่างนั้น
กิ่งกานดานั่งพักอยู่ริมคลอง มองหมู่ปลาที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในนั้นอย่างใจลอย พร้อมกับใบหน้าของใครคนหนึ่งที่ลอยมากวนใจตลอดเวลา แม้เพิ่งจะวางสายจากเขาไปเมื่อครู่ พรุ่งนี้เขาก็จะกลับมาแล้ว ยังจะคิดถึงเขาอยู่ได้ แม้ทั้งสองไม่เคยเผยความในใจออกมาเป็นคำพูด แต่ใช่ว่าจะมองไม่ออกเมื่อไหร่เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ปลุกเธอให้ตื่นจากความคิด
“ว่าไงโหน่ง?”
“อะไรนะ” เธอพรวดพราดลุกขึ้นยืน
หน้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล กิ่งกานดาและนาวินนั่งและลุกเดินไปมาสลับกันอยู่แบบนี้เกือบชั่วโมงแล้ว นายแจ่มเกิดภาวะแทรกซ้อนจากความดันทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลัน ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน จนกระทั่งนาวินกลับมาจากตลาดถึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาล
สองพี่น้องนั่งเงียบต่างไม่พูดไม่จาอยู่แบบนั้นจนเลยเวลาเที่ยงคืน นายแจ่มก็จากไปอย่างสงบ โดยหมอบอกว่ามาถึงช้าเกินไปไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ทัน สองพี่น้องนิ่งช็อกไปชั่วขณะ มันเร็วเกินไปจนตั้งรับกับความรู้สึกนี้ไม่ทัน พลันน้ำตาก็เอ่อล้นและไหลทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก
บุคคลอันเป็นที่รักจากไปโดยไม่ได้เอ่ยคำลาแม้เพียงคำเดียว หัวใจกิ่งกานดาเหมือนถูกรัดด้วยลวดหนาม และเหวี่ยงลงใต้น้ำ จมดิ่งแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตมันเป็นแบบนี้นี่เอง
แซนเดอเลียร์คริสตัลสาดแสงระยิบระยับอยู่เหนือศีรษะ ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูทรัพย์เทวากุล เสียงดนตรีแจ๊ซเปิดคลอเบา ๆ ในอากาศ บวกกับเสียงแก้วไวน์กระทบกันอย่างสุภาพ โต๊ะยาวถูกปูด้วยผ้าขาวสะอาด รายล้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและสุภาพสตรีในชุดหรูหราราคาแพง พร้อมกับเสียงสนทนาหัวเราะประสานกันอยู่เป็นระยะพิพัฒน์ยืนอยู่ด้านหน้าในลุคสุดสมาร์ต ใบหน้าสุขุมแต่แววตาคมนิ่ง ฉายความมั่นคงในแบบนักธุรกิจที่หลายคนให้การยอมรับ เขาเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ แนะนำโครงการที่จะร่วมลงทุนกับคู่ค้าธุรกิจรายใหม่ในปีนี้ ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับทราบ และจบลงด้วยการดื่มฉลองต้อนรับความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง“ขอให้ทุกท่านสนุกให้เต็มที่กับงานเลี้ยงในคืนนี้นะครับ”บทสนทนาของธุรกิจที่ฟังดูราบรื่นไปหมด แต่อีกหนึ่งสิ่งที่แขกในงานต่างจับตามองไม่แพ้กัน คือหญิงสาวข้างกายพิพัฒน์นั่นเอง เขาโอบรอบเอวกิ่งกานดาไว้หลวม ๆ เป็นสัมผัสที่ไม่ต้องประกาศในความสัมพันธ์แต่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอคนนี้คือคนที่เขาเลือกแล้ว เมื่อเดินทักทายพูดคุยกับแขกในงานด้วยรอยยิ้ม“พัฒน์” เสียงเรียกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองตามเสียงนั้นวราลี แม่ห
รถตู้หรูวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านสวน สองหนุ่มสาวพิพัฒน์และกิ่งกานดา ลากกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ และกดกริ่งที่หน้าบ้าน เสียงเห่าเจ้าขนุนดังลั่นบ้าน เมื่อเห็นหน้าเจ้านายของมัน ครางอิ๋ง ๆ แกว่งหางดิก วิ่งไปมาอย่างตื่นเต้น สลับกับกระโดดเกาะรั้วเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว“ว่าไงขนุน” เสียงที่ทักมาทำให้เจ้าขนุนส่งเสียงตอบ แม้จะพูดไม่เข้าใจนาวินเดินออกมาจากในครัวและเปิดประตูรั้วให้ ยกมือไหว้พิพัฒน์ และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันผู้เป็นพี่ทันทีที่เห็นหน้า“กะว่าจะส่งนักสืบออกตามหาอยู่เลย นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว” ปากพูดไปมือก็รับกระเป๋าจากหญิงสาวลากเข้าไปด้านใน“ปากดี” กิ่งกานดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่เป็นการฉลองเล็ก ๆ ต้อนรับการกลับบ้านของกิ่งกานดา โดยมีเชอรี่มาร่วมวงดินเนอร์ด้วยในวันนี้นาวินที่ดูเหมือนจะสดใสเป็นพิเศษกับการกลับมาบ้านของผู้เป็นพี่ กระเซ้าเย้าแหย่คนนั้นคนนี้อย่างอารมณ์ดี นี่แหละคือนาวินคนเดิมที่เธอคุ้นเคย กิ่งกานดามองหน้าน้องชายพร้อมเรื่องราวมากมายที่ผุดขึ้นในหัว ตอนนี้ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายเขาและเธอแล้ว นาวินเองก็โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คบหากับเชอรี่ก็นานพอสมควร เธอเองต้องไป
ชัชชาติเฝ้าครุ่นคิดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน กับข้อเสนอที่ทนายเกษมส่งให้ก่อนหน้า และสุดท้ายเขาก็ปฏิเสธที่จะเซ็นถอนหุ้น อีกทั้งดาวิกาก็เช่นเดียวกัน เธอปฏิเสธที่จะเซ็นใบหย่าตามคำแนะนำของชัชชาติ เพราะไม่อยากเสียผลประโยชน์โดยอ้างถึงสินสมรสส่วนมาตรการตอบโต้พิพัฒน์นั้นคือการใช้ช่องทางโชเชียลมีเดียเป็นตัวช่วย โดยจะดึงกิ่งกานดาเข้ามาร่วมเอี่ยวด้วย จากภาพถ่ายที่นักสืบได้ส่งให้ และหากพิพัฒน์จะทำให้ตัวเองใสบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้น เขาสาบานได้เลยว่าอย่าได้หวัง“คุณอยู่คนเดียวได้นะ” พิพัฒน์เอ่ยถามกิ่งกานดา หลังจากชวนให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านจะได้มีแม่บ้านคอยดูแล แต่หญิงสาวปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาต้องกังวล เพราะดาวิกาเองก็ยังไม่เซ็นใบหย่าให้ เดี๋ยวจะไปสร้างประเด็นให้เขาต้องยุ่งยากเสียเปล่า“ไม่ต้องเป็นห่วงกิ่งหรอกค่ะ คุณไปทำงานเถอะ”“อยากได้อะไรก็โทรบอกผมเดี๋ยวให้คนจัดการให้”“ค่ะ”เดินมาส่งเขาที่หน้าประตู เธอเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าขึ้นจูบปลายคางสากพร้อมรอยยิ้ม“แล้วผมจะรีบกลับ” พิพัฒน์ก้มลงจุ๊บที่ข้างแก้ม ที่เจ้าของแก้มเอียงรออยู่“ขับรถดี ๆ นะคะ” ส่งยิ้มให้เขาก่อนจะปิดประตูลงทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากคอน
แสงอรุณยามเช้าที่แทรกผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีทึบ ทาบทอลงมาเป็นริ้วอ่อนบนผ้าปูเตียงสีขาว ห้องทั้งห้องเงียบสงบ แต่บรรยากาศสีชมพูยังกระจายอยู่ทั่วบริเวณ กิ่งกานดาลืมตาขึ้นช้า ๆ แย้มริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ต้อนรับเช้าวันใหม่ หันไปมองที่นอนข้าง ๆ ที่ว่างเปล่า มีเพียงรอยยับยู่ยี่ของผ้าปูที่นอนและความวาบหวามสีชมพูเท่านั้นที่ยังไม่จางหายไป วันนี้ไม่ใช่วันทำงาน แต่ทำไมเขารีบตื่นจังเสียงผิวปากเป็นจังหวะเพลงคุ้นหูที่ดังออกมาจากโซนในครัว พร้อมกับกลิ่นหอมของขนมปังปิ้ง บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยมาแตะจมูก เธอลุกจากที่นอนเดินเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะเดินออกมาด้านนอก“วันหยุดทำไมตื่นเช้าจังคะ?” เดินมายืนข้างเขาเกาะแขนชายหนุ่มไว้ แนบหน้าลงที่ต้นแขนแข็งแรง ชะโงกหน้ามองขนมปังปิ้งที่อยู่บนเตาอบเล็ก ๆ ตรงหน้า กลิ่นขนมปังและเนยสดหอมกรุ่นลอยมาปะทะจมูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา“ตื่นมาทำอาหารเช้าให้คุณนายไงครับ” ตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมจูบลงที่หน้าผาก กิ่งกานดาหลับตาพริ้มรับจูบด้วยรอยยิ้ม“มีอะไรให้กิ่งช่วยไหมคะ?”“ไม่เป็นไรผมจัดการเอง” ดึงเอวบางเข้ามากอด โน้มหน้าลงไปจุ๊บหนัก ๆ ที่ริมฝีปาก“คุณเก็บแรงไว้ทำงานตอนเ
“คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่านี่ก็ดึกมากแล้ว”กิ่งกานดาเอ่ยปากบอกชายหนุ่ม มากมายเรื่องราวที่เขานำมาเป็นหัวข้อสนทนา เพียงเพราะอยากให้เธอสลัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกจากหัวไป พิพัฒน์ยกข้อมือขึ้นดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา พยักหน้าและลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเดินทางมาถือไว้ ยื่นมือให้หญิงสาว กิ่งกานดายื่นมือไปสัมผัสมือเขาและลุกขึ้นยืน“ผมมีบางอย่างจะให้คุณดู”“อะไรเหรอคะ?” ถามและยิ้มน้อย ๆ เมื่อคลายความตื่นตระหนกลงแล้ว“ไปส่งก่อนแล้วจะบอก” พร้อมกับจูงมือเธอเดินมาด้วยกันพิพัฒน์วางกระเป๋าลงบนเตียงนอนและเปิดออก หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้เธอ กิ่งกานดารับกล่องจากมือเขามาถือไว้ ขมวดคิ้วแทนคำถาม“เปิดดูสิ” พูดเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มเธอเปิดกล่องในมือ สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในคือกล่องกำมะหยี่สีหวาน และทันทีที่เปิดฝาออก แสงไฟอ่อน ๆ ก็สะท้อนกับผิวเพชรเม็ดงาม เปล่งประกายระยิบระยับเล่นแสง อวดความหรูหราและทรงคุณค่าของตัวมันเอง แม้ไม่ใช่ไฮโซไฮซ้อมีระดับ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าแหวนวงนี้ราคาคงไม่ใช่เล่น กิ่งกานดาเงยหน้าขึ้นมองเขา พิพัฒน์เดินมานั่งข้างเธอ“คุณชอบไหม?” ไม่มีเวลาให้คิดหรือตั้ง
ซุ้มดอกไม้และพวงหรีดของผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยการจากไปของลุงแจ่ม วางเรียงรอบโลงศพที่ตั้งอยู่บนศาลา รูปถ่ายของชายชราที่อยู่ในกรอบตั้งอยู่ข้างกระถางธูป กิ่งกานดาอยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำยืนต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมอาลัยในงาน ก่อนพิธีสวดอภิธรรมจะเริ่มขึ้น พิพัฒน์นั่งเก้าอี้ข้างเธอไม่ยอมห่างดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำและช้ำบวม ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอางใด ๆ แต่งแต้ม มีเพียงลิปกลอสสีชมพูอ่อนๆ ที่ทาทับบนปากเพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเศร้าหายไปจากใบหน้าสวยเลย เสร็จสิ้นพิธีสวดอภิธรรม หญิงสาวยืนส่งแขกผู้ใหญ่ที่ทยอยกลับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหลายรายยังคงอยู่ในงานต่อเป็นเพื่อนเจ้าภาพ ต่างเคยสนิทสนมกับนายแจ่มสมัยยังมีชีวิตอยู่“เสียใจด้วยนะกิ่ง” เอกภพเอ่ยขึ้น หญิงสาวพยักหน้า“ส่งสการวันไหนเหรอ?” เขาถามต่อ“มะรืน”เธอตอบสั้น ๆ ด้วยใบหน้าที่ยังไม่คลายความเศร้า เขาอยากจะโอบกอดปลอบใจเธอเป็นที่สุด บวกกับความคิดถึงเต็มหัวใจ แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น“กิ่ง” เธอหันไปตามเสียงเรียก พิพัฒน์กำลังเดินตรงมาหาและหยุดยืนอยู่ข้างเธอ พร้อมกับตวัดสายตามองเอกภพที่ยืนอยู่ถัดไป เอื้อมไปดึงมือหญิงสาวมากุมไว้“แขกถามหาค
“ไอ้ขนุน” เสียงดุของกิ่งกานดาที่ไม่มีผลกับสุนัขตัวโปรดเลยสักนิด ไม่เพียงแค่ไม่ฟังแต่มันกลับวิ่งอย่างคึกคะนองไปรอบบ้าน ทั้งที่ร่างเต็มไปด้วยฟองของครีมอาบน้ำ โดยมีพิพัฒน์ที่ฉีดน้ำไล่เล่นกับมันอย่างสนุก เจ้าขนุนวิ่งกระโจนใส่เขาจนเสื้อผ้าเปียกเลอะเทอะไปทั้งร่าง“มาล้างตัวก่อน” หญิงสาวดุเสียงเข้มเมื่อมั
ครบกำหนดการถอดเฝือกของพิพัฒน์ในวันนี้ นายแจ่มต้องไปธุระในเมือง ส่วนนาวินต้องเฝ้าสวน จึงเป็นหน้าที่กิ่งกานดาที่ต้องดูแลเขาในวันนี้“ขอซื้อของแป๊บนึงนะคุณรีบหรือเปล่า?” เธอเอ่ยถามชายหนุ่มขณะที่เดินมาด้วยกันหลังจากเสร็จธุระที่โรงพยาบาลแล้ว พิพัฒน์กำลังจะอ้าปากตอบ แต่คนถามก็ชิงตอบก่อนเสียอย่างนั้น“จะร
พิพัฒน์ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมานั่งรอกิ่งกานดาและนาวินอยู่หน้าบ้าน หลังจากที่เขาสังเกตในทุกเช้า สองพี่น้องจะออกไปเก็บไข่ไก่และหน่อไม้หวานในฟาร์ม กลับมาในช่วงสาย เพื่อปล่อยวัวออกลานหญ้าในทุ่งและทำความสะอาดคอกวัว จากนั้นก็กลับมากินข้าวที่บ้านโดยนายแจ่มจะเตรียมอาหารไว้รอช่วงบ่ายเธอและนาวินจะคัดเบอร
“ผมอยากได้โทรศัพท์สักเครื่อง และก็ของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย”พิพัฒน์เอ่ยขึ้น เมื่อขอให้สองพี่น้องพาออกมาทำธุระข้างนอก หลังจากที่ก้องเกียรติโอนเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อยแล้ว โดยผ่านบัญชีของนาวิน เมื่อชายหนุ่มไม่ไว้ใจคนที่อยู่ในมุมมืด และจะไม่ใช้บัตรและช่องทางการเงินของตัวเอง เขาปิดสัญญาณมือถือเครื่องเก่า







