로그인เขาคือผู้ครอบครองอาณาจักรธุรกิจ เธอคือหญิงสาวชนบทที่มีเพียงไร่ผืนเล็กและชีวิตที่เรียบง่าย แต่รายล้อมไปด้วยความสุขที่เขาไม่เคยได้สัมผัส ความโดดเดี่ยวในหัวใจเย็นชาสิ้นสุดลง เมื่อดอกไม้ในหัวใจเริ่มเบ่งบาน
더 보기ถนนในชนบทในเวลากลางคืน ที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดและเงียบสงัด แม้จะยังไม่ดึกมากนักแต่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเปลี่ยวจนน่ากลัว มีเพียงรถเก๋งคันหรูเพียงคันเดียวที่วิ่งไปตามทางเรื่อย ๆ อาศัยแสงไฟจากหน้ารถที่สาดส่องให้ความสว่างเพียงเท่านั้น
เสียงพูดคุยไม่ขาดสายเพื่อทำลายความเงียบภายในห้องโดยสารมีอยู่เป็นระยะ ของคนขับกับเจ้านายหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“ฉันว่าเราออกจากตัวเมืองมาไกลแล้วนะหาที่พักก่อนดีกว่านายเข้ม พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที” พิพัฒน์เอ่ยปากกับพลขับหนุ่ม
“ครับคุณพัฒน์”
“พิพัฒน์ ทรัพย์เทวากุล” นักธุรกิจหนุ่มทายาทโรงแรมหรูในภาคใต้และบริษัทในเครืออีกมากมายในกรุงเทพฯ กำลังออกเดินทางมุ่งสู่ขอนแก่น เพื่อตามหาญาติผู้ใหญ่ตามที่อยู่ในเอกสารประวัติพนักงาน ที่เขาเคยเจอในรูปถ่ายคู่กับมารดาของเขาในครั้งที่เธอยังมีชีวิตอยู่
รถวิ่งตามทางเปลี่ยวไปเรื่อย ๆ โทรศัพท์มือถือที่เปิดตัวนำทางก็ยังคงส่งเสียงทำงานอยู่เป็นระยะ แสงไฟจากหน้ารถคันหลังที่ขับตามมาสาดกระทบที่กระจกมองข้างเป็นครั้งคราว ยังดีที่มีเพื่อนร่วมทางในถนนมืดและเปลี่ยวแบบนี้ชายหนุ่มคิดในใจ เขาเอนหลังพิงเบาะหลับตาผ่อนคลาย หลังจากเร่งเคลียร์งานให้จบในวันนี้ก็ค่อนบ่ายทำให้ออกเดินทางช้า ยังไม่ถึงจุดหมายก็มืดเสียแล้ว
ถนนเส้นนี้ตัดผ่านภูเขาเล็กสองลูกเพื่อใช้เป็นทางลัด รถวิ่งมาถึงบริเวณเนินเขา แสงไฟจากหน้ารถสาดส่องโขดหินสองข้างทางที่ตัดเป็นถนนตรงกลาง เขาลืมตา สอดสายตาส่องผ่านกระจกมองหลังบนหน้ารถ รถคันหลังเร่งความเร็วตามมาไม่ให้เว้นห่าง เมื่อถึงทางโค้งขึ้นเนินเขากลับชะลอความเร็วลงทิ้งระยะห่างไกลออกไป
ทันทีที่รถเลี้ยวโค้งตามไหล่เขา รถกระบะคันเดิมก็ขับตามมาทัน พร้อมกับเร่งความเร็วขึ้น พุ่งเข้าชนกับรถเก๋งคันหน้าแบบไม่ให้ตั้งตัว
โครม!
เอี๊ยด...
“เฮ้ย” เข้มเปล่งเสียงออกมาทันทีด้วยความตกใจ มือจับพวงมาลัยแน่นบังคับรถไว้ให้ทรงตัว พิพัฒน์หันกลับไปมองรถเจ้าปัญหาที่ก่อเหตุด้านหลังด้วยความตกใจเช่นกัน
เมื่อด้านหน้าเป็นทางโค้งอันตราย เข้มเรียกสติตัวเองให้กลับมา มือยังกำพวงมาลัยไว้แน่นเพื่อไม่ให้รถเสียหลัก ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ รถก็โดนกระแทกชนซ้ำอีกครั้ง และชนกระแทกซ้ำอีกเป็นครั้งที่สาม คราวนี้รถหมุนเคว้งและไถลพลิกตลบคว่ำลง ตะแคงถูครูดไปกับถนนบวกกับเสียงเบรกดังสนั่นในความเงียบ พร้อมกับเสียงนกบนต้นไม้ที่กระพือปีกบินหนีด้วยความตกใจ
จากแรงกระแทกทำให้รถชนเข้ากับโขดหินที่กองรวมจากการสร้างถนน ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าเป็นตัวรับแรงกระแทกและชะลอรถไว้ไม่ให้ตกเขา แสงไฟจากหน้ารถที่กำลังทิ่มหัวลงด้านล่างส่องลงไปในความมืด และอีกไม่นานรถคงล่วงไปอยู่ด้านล่างเป็นแน่ พิพัฒน์ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก เขาปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวอย่างรีบเร่ง
“เข้ม...เข้ม” ตะโกนเรียกคนขับแต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
นายเข้มที่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนสายเข็มขัดนิรภัยยังคาดอยู่ที่หน้าอก พิพัฒน์หันกลับไปมองด้านหลัง แสงไฟจ้าจากหน้ารถคู่กรณีสาดกระทบมาจนแสบตามองไม่เห็นภาพใด ๆ รถกระบะคันนั้นจอดนิ่งอยู่สักพัก
อุบัติเหตุ หรือการปล้นชิงทรัพย์? คือคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้
หากออกจากตัวรถไปตอนนี้คงไม่ปลอดภัยเป็นแน่ แล้วเข้มอีกล่ะ
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดและตัดสินใจอยู่นั้น รถกระบะคันเดิมก็พุ่งเข้ากระแทกกับรถเก๋งอีกครั้ง หน้ารถทิ่มลงหน้าผา ครูดกับโขดหินและกิ่งไม้ใหญ่ถลาตกลงไปด้านล่าง
บรรยากาศตอนเช้าตรู่ในชนบทที่สดใส ฝูงนกที่ออกหากินบินถลาอยู่บนท้องฟ้าส่งเสียงกังวานเซ็งแซ่สลับกันไปมาในยามเช้า แสงแดดยังไม่มีให้เห็น มีเพียงกลุ่มหมอกบาง ๆ ปกคลุมทั่วบริเวณไกลสุดลูกหูลูกตา ด้านหน้ามองเห็นสันเขาและทิวทัศน์สลัว ๆ
กิ่งกานดา ขับรถกระบะเก่า ๆ คู่ใจวิ่งไปตามถนนลูกรัง ด้านข้างคือชายชราผู้เป็นพ่อนั่งคู่มาด้วย ด้านหลังรถเป็นอุปกรณ์สำหรับตัดหญ้า และชายหนุ่มวัยเลยเบญจเพสนอนเอกเขนกร้องเพลงแข่งกับนกอย่างอารมณ์ดี เธอขับไปเรื่อย ๆ บนทางลูกรังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้รถโยกโครงเครงอยู่เป็นระยะ แต่คนขับและผู้โดยสารกลับพูดคุยหัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี เส้นทางนี้เป็นทางลัดสามารถตัดผ่านถนนใหญ่ทะลุออกสวนสัตว์ที่ภูเขาลูกใหญ่ด้านหน้า
เสียงนกน้อยใหญ่ที่เกาะตามกิ่งไม้ร้องเจื้อยแจ้วก้องกังวานสลับกันไปมา ปลุกชายหนุ่มให้ลืมตาขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องลอดตามช่องของกิ่งไม้ลงมากระทบใบหน้า เขาลืมตาขึ้นมองกวาดสายตาไปรอบบริเวณ อาการปวดตุบ ๆ ตรงขมับทั้งสองข้างจนต้องขมวดคิ้ว ระบมไปทั้งตัว พิพัฒน์ใช้ข้อศอกดันพื้นเพื่อพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ต้องชะงักเมื่ออาการปวดที่ขาร้าวมาถึงสะโพก
ชายหนุ่มใช้กำลังแขนยันพื้นยกสะโพกขึ้นนั่งมองดูขาข้างซ้ายที่ตอนนี้ขยับไม่ได้ และรอยขีดข่วนฟกช้ำตามแขน พิพัฒน์ยกมือขึ้นกุมขมับและนวดคลึงเบา ๆ เสยผมซึ่งแข็งและเหนียวเกรอะกรังจากคราบเลือดที่แห้งแล้ว
ภาพจากเหตุการณ์เมื่อคืนวิ่งเข้ามาในหัว เขาลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพลางหาคำตอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอนและไม่ใช่การปล้นชิงทรัพย์ หากเป็นโจรก็ต้องเข้ามารื้อค้นหาของมีค่า หรือถ้าเป็นอุบัติเหตุจะต้องรีบขับรถหลบหนีทันที พวกมันเป็นใคร ? คือคำถามที่ค้างอยู่ในหัวของเขา
พิพัฒน์ ทรัพย์เทวากุล หรือชื่อนี้ของเขาที่เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เมื่อคืน หากเขาโดนลอบทำร้ายจริงพวกมันคงทำให้คล้ายว่าเป็นอุบัติเหตุ ชายหนุ่มคิดในใจ และนึกห่วงความปลอดภัยของนายเข้ม ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
เสียงรถเครื่องเกษตรและมอเตอร์ไซค์ วิ่งผ่านเป็นระยะให้ได้ยินเสียงเพียงแว่วๆ แสดงว่าถนนคงอยู่ไม่ห่างจากจุดนี้มากนัก เขามองหาไม้มาผูกดามท่อนขาที่หักและฉีกแขนเสื้อแจ็กเกตออกและมัดไว้
ชายหนุ่มเดินกะโผลกกะเผลกออกมาแบบไม่รู้จุดหมาย แต่ไปตามเสียงรถที่คิดว่าน่าจะเป็นถนน แต่เดินไปได้เพียงไม่นานก็ต้องหยุดเพราะแรงปวดจากขา เขานั่งพิงต้นไม้ใหญ่เป่าปากผ่อนลมหายใจทิ้ง เนื่องจากไม่ได้พักติดต่อกันมาหลายคืนยังต้องมานอนตากน้ำค้างยันสว่าง ด้วยความอ่อนล้าทำให้เขาผล็อยหลับไป
กิ่งกานดาจอดรถที่ตีนเขา ด้านหน้าเป็นลานหญ้าคาบริเวณกว้างจุดมุ่งหมายของวันนี้ คือการเกี่ยวหญ้าคาเพื่อใช้มุงหลังคากระท่อมท้ายสวน
“สังกะสีมีเยอะแยะ จะเกี่ยวหญ้าให้มันเหนื่อยยุ่งยากทำไมก็ไม่รู้” โหน่ง หรือ นาวิน หลานชายตัวแสบของบ้านบ่นพึมพำ
“สังกะสีมันร้อน ไม่ได้ฟิวเข้าใจไหม?” พี่สาวตอบยิ้ม ๆ
แดดเริ่มแรงขึ้นในตอนสายก็ได้จำนวนหญ้าตามที่ต้องการ
“ไอ้โหน่งไปไหนแล้วพ่อ?” เอ่ยถามนายแจ่มขณะนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้
“เดี๋ยวก็คงมาไปฉี่ละมั้ง”
กิ่งกานดา บุตรสาวเพียงคนเดียวของ ตาแจ่ม อดีตผู้ใหญ่บ้านเขาหญ้าคา ที่รับเลี้ยงนาวินลูกของน้องชายมาตั้งแต่เด็ก หลังจากพ่อของเขาตรอมใจและดื่มหนักจนป่วย แม่ของเขาทิ้งไปตั้งแต่คลอดเขาได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น และหลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็เสียชีวิตลง
ไม่นานผู้ที่ถูกถามหาก็วิ่งออกมาจากป่าหน้าตาตื่น
“พี่กิ่ง…ลุงแจ่ม...ช่วยหน่อย”
“อะไรของเอ็งวะไอ้โหน่ง?”
ทั้งสามหยุดยืนมองชายหนุ่มแปลกหน้า ที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ด้วยสภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เขาพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมองอย่างยากลำบาก แต่มันหนักอึ้งเหมือนถูกดึงไว้จนต้องหลับลงอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงคุยกันสะท้อนเข้ามาในหัว
“ขาหักด้วยนี่ อุบัติเหตุหรือเปล่า”
“ไข้ขึ้นสูงด้วย”
“ท่าทางไม่ใช่คนแถวนี้”
“พาไปโรงพยาบาลก่อน”
กิ่งกานดานั่งรอด้านหน้าห้องฉุกเฉิน มองดูผู้เป็นพ่อที่เดินกลับจากให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่พยาบาล นายแจ่มนึกถึงคำพูดของชายหนุ่มที่ขอร้องหลังจากได้สติระหว่างทาง เขากลัวคนร้ายกลับมาหาข้อมูลของเขาที่โรงพยาบาล อดีตผู้นำหมู่บ้านอย่างลุงแจ่มจะทิ้งคนที่ตกอยู่ในอันตรายได้อย่างไร และได้ให้ใช้ชื่อของ นาวิน แทน
“เขาเป็นยังไงบ้างพ่อ?”
“ขาหักต้องเข้าเฝือก ไข้ขึ้นสูงต้องนอนโรงพยาบาล เดี๋ยววันนี้พ่อจะอยู่เฝ้าเขา แกกับไอ้โหน่งกลับกันไปก่อนเลย”
“เขาไม่มีญาติเหรอ เราติดต่อญาติเขาสิพ่อ” ชายชรามองหน้าบุตรสาวก่อนเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของชายแปลกหน้า นายแจ่มจึงอยู่เป็นเพื่อนเฝ้าเขาอยู่ที่โรงพยาบาลในระหว่างรักษาตัว
หลังจากฟื้นจากพิษไข้พิพัฒน์ได้ทบทวนอยู่หลายรอบ และกังวลในความปลอดภัยของตัวเอง เพราะยังไม่มีคำตอบให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเป็นศัตรูที่อยู่ในมุมมืด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกมันเป็นใคร จึงขอออกมาพักรักษาตัวข้างนอกให้หายดีเสียก่อน เพราะสิ่งที่ผู้เป็นพ่อฝากฝังไว้ให้เขาทำยังไม่บรรลุเป้าหมาย
แซนเดอเลียร์คริสตัลสาดแสงระยิบระยับอยู่เหนือศีรษะ ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูทรัพย์เทวากุล เสียงดนตรีแจ๊ซเปิดคลอเบา ๆ ในอากาศ บวกกับเสียงแก้วไวน์กระทบกันอย่างสุภาพ โต๊ะยาวถูกปูด้วยผ้าขาวสะอาด รายล้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและสุภาพสตรีในชุดหรูหราราคาแพง พร้อมกับเสียงสนทนาหัวเราะประสานกันอยู่เป็นระยะพิพัฒน์ยืนอยู่ด้านหน้าในลุคสุดสมาร์ต ใบหน้าสุขุมแต่แววตาคมนิ่ง ฉายความมั่นคงในแบบนักธุรกิจที่หลายคนให้การยอมรับ เขาเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ แนะนำโครงการที่จะร่วมลงทุนกับคู่ค้าธุรกิจรายใหม่ในปีนี้ ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับทราบ และจบลงด้วยการดื่มฉลองต้อนรับความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง“ขอให้ทุกท่านสนุกให้เต็มที่กับงานเลี้ยงในคืนนี้นะครับ”บทสนทนาของธุรกิจที่ฟังดูราบรื่นไปหมด แต่อีกหนึ่งสิ่งที่แขกในงานต่างจับตามองไม่แพ้กัน คือหญิงสาวข้างกายพิพัฒน์นั่นเอง เขาโอบรอบเอวกิ่งกานดาไว้หลวม ๆ เป็นสัมผัสที่ไม่ต้องประกาศในความสัมพันธ์แต่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอคนนี้คือคนที่เขาเลือกแล้ว เมื่อเดินทักทายพูดคุยกับแขกในงานด้วยรอยยิ้ม“พัฒน์” เสียงเรียกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองตามเสียงนั้นวราลี แม่ห
รถตู้หรูวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านสวน สองหนุ่มสาวพิพัฒน์และกิ่งกานดา ลากกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ และกดกริ่งที่หน้าบ้าน เสียงเห่าเจ้าขนุนดังลั่นบ้าน เมื่อเห็นหน้าเจ้านายของมัน ครางอิ๋ง ๆ แกว่งหางดิก วิ่งไปมาอย่างตื่นเต้น สลับกับกระโดดเกาะรั้วเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว“ว่าไงขนุน” เสียงที่ทักมาทำให้เจ้าขนุนส่งเสียงตอบ แม้จะพูดไม่เข้าใจนาวินเดินออกมาจากในครัวและเปิดประตูรั้วให้ ยกมือไหว้พิพัฒน์ และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันผู้เป็นพี่ทันทีที่เห็นหน้า“กะว่าจะส่งนักสืบออกตามหาอยู่เลย นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว” ปากพูดไปมือก็รับกระเป๋าจากหญิงสาวลากเข้าไปด้านใน“ปากดี” กิ่งกานดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่เป็นการฉลองเล็ก ๆ ต้อนรับการกลับบ้านของกิ่งกานดา โดยมีเชอรี่มาร่วมวงดินเนอร์ด้วยในวันนี้นาวินที่ดูเหมือนจะสดใสเป็นพิเศษกับการกลับมาบ้านของผู้เป็นพี่ กระเซ้าเย้าแหย่คนนั้นคนนี้อย่างอารมณ์ดี นี่แหละคือนาวินคนเดิมที่เธอคุ้นเคย กิ่งกานดามองหน้าน้องชายพร้อมเรื่องราวมากมายที่ผุดขึ้นในหัว ตอนนี้ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายเขาและเธอแล้ว นาวินเองก็โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คบหากับเชอรี่ก็นานพอสมควร เธอเองต้องไป
ชัชชาติเฝ้าครุ่นคิดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน กับข้อเสนอที่ทนายเกษมส่งให้ก่อนหน้า และสุดท้ายเขาก็ปฏิเสธที่จะเซ็นถอนหุ้น อีกทั้งดาวิกาก็เช่นเดียวกัน เธอปฏิเสธที่จะเซ็นใบหย่าตามคำแนะนำของชัชชาติ เพราะไม่อยากเสียผลประโยชน์โดยอ้างถึงสินสมรสส่วนมาตรการตอบโต้พิพัฒน์นั้นคือการใช้ช่องทางโชเชียลมีเดียเป็นตัวช่วย โดยจะดึงกิ่งกานดาเข้ามาร่วมเอี่ยวด้วย จากภาพถ่ายที่นักสืบได้ส่งให้ และหากพิพัฒน์จะทำให้ตัวเองใสบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้น เขาสาบานได้เลยว่าอย่าได้หวัง“คุณอยู่คนเดียวได้นะ” พิพัฒน์เอ่ยถามกิ่งกานดา หลังจากชวนให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านจะได้มีแม่บ้านคอยดูแล แต่หญิงสาวปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาต้องกังวล เพราะดาวิกาเองก็ยังไม่เซ็นใบหย่าให้ เดี๋ยวจะไปสร้างประเด็นให้เขาต้องยุ่งยากเสียเปล่า“ไม่ต้องเป็นห่วงกิ่งหรอกค่ะ คุณไปทำงานเถอะ”“อยากได้อะไรก็โทรบอกผมเดี๋ยวให้คนจัดการให้”“ค่ะ”เดินมาส่งเขาที่หน้าประตู เธอเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าขึ้นจูบปลายคางสากพร้อมรอยยิ้ม“แล้วผมจะรีบกลับ” พิพัฒน์ก้มลงจุ๊บที่ข้างแก้ม ที่เจ้าของแก้มเอียงรออยู่“ขับรถดี ๆ นะคะ” ส่งยิ้มให้เขาก่อนจะปิดประตูลงทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากคอน
แสงอรุณยามเช้าที่แทรกผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีทึบ ทาบทอลงมาเป็นริ้วอ่อนบนผ้าปูเตียงสีขาว ห้องทั้งห้องเงียบสงบ แต่บรรยากาศสีชมพูยังกระจายอยู่ทั่วบริเวณ กิ่งกานดาลืมตาขึ้นช้า ๆ แย้มริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ต้อนรับเช้าวันใหม่ หันไปมองที่นอนข้าง ๆ ที่ว่างเปล่า มีเพียงรอยยับยู่ยี่ของผ้าปูที่นอนและความวาบหวามสีชมพูเท่านั้นที่ยังไม่จางหายไป วันนี้ไม่ใช่วันทำงาน แต่ทำไมเขารีบตื่นจังเสียงผิวปากเป็นจังหวะเพลงคุ้นหูที่ดังออกมาจากโซนในครัว พร้อมกับกลิ่นหอมของขนมปังปิ้ง บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยมาแตะจมูก เธอลุกจากที่นอนเดินเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะเดินออกมาด้านนอก“วันหยุดทำไมตื่นเช้าจังคะ?” เดินมายืนข้างเขาเกาะแขนชายหนุ่มไว้ แนบหน้าลงที่ต้นแขนแข็งแรง ชะโงกหน้ามองขนมปังปิ้งที่อยู่บนเตาอบเล็ก ๆ ตรงหน้า กลิ่นขนมปังและเนยสดหอมกรุ่นลอยมาปะทะจมูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา“ตื่นมาทำอาหารเช้าให้คุณนายไงครับ” ตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมจูบลงที่หน้าผาก กิ่งกานดาหลับตาพริ้มรับจูบด้วยรอยยิ้ม“มีอะไรให้กิ่งช่วยไหมคะ?”“ไม่เป็นไรผมจัดการเอง” ดึงเอวบางเข้ามากอด โน้มหน้าลงไปจุ๊บหนัก ๆ ที่ริมฝีปาก“คุณเก็บแรงไว้ทำงานตอนเ
“คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่านี่ก็ดึกมากแล้ว”กิ่งกานดาเอ่ยปากบอกชายหนุ่ม มากมายเรื่องราวที่เขานำมาเป็นหัวข้อสนทนา เพียงเพราะอยากให้เธอสลัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกจากหัวไป พิพัฒน์ยกข้อมือขึ้นดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา พยักหน้าและลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเดินทางมาถือไว้ ยื่นมือให้หญิงสา
ซุ้มดอกไม้และพวงหรีดของผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยการจากไปของลุงแจ่ม วางเรียงรอบโลงศพที่ตั้งอยู่บนศาลา รูปถ่ายของชายชราที่อยู่ในกรอบตั้งอยู่ข้างกระถางธูป กิ่งกานดาอยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำยืนต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมอาลัยในงาน ก่อนพิธีสวดอภิธรรมจะเริ่มขึ้น พิพัฒน์นั่งเก้าอี้ข้างเธอไม่ยอมห่างดวงตาของหญิงส
หญิงสาวตื่นขึ้นมาในตอนสาย ด้วยฤทธิ์ยาทำให้เธอหลับสนิทตลอดทั้งคืน ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกยืดเส้นยืดสาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย แต่ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแจ่มใสในหัวใจของตัวเองที่ก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับท้องฟ้าโปร่งสดใสในวันนี้ แม้แสงแดดอ่อน ๆ ที่ระบายอยู่บนยอดอ้อยก็ยังดูสวยงามเ
ตัวแทนเกษตรการเลี้ยงไข่ไก่ในตำบลที่ลุงแจ่มเป็นสมาชิกอยู่ ได้กำหนดวาระการประชุมไว้ในวันนี้ และกิ่งกานดาต้องเข้าไปประชุมแทนผู้เป็นพ่อ ด้วยเพราะอาการป่วยของลุงแจ่มนั้นยังไม่ค่อยสู้ดีนักส่วนพิพัฒน์ใช้ช่วงเวลาว่างในตอนกลางวันตรวจรายละเอียดของรูปคดี หารือกับผู้กองและทนายเกษมเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ขอ