Masukบ่ายของวันถัดมากิ่งกานดาขับรถมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับพ่อและคนป่วยแปลกหน้า พลางนึกถึงคำพูดของผู้เป็นพ่อ
“ให้เขาพักที่บ้านเราก่อน เขามาตามหาญาติที่โนนพะยอม เอาไว้ให้หายดีและเดินได้สะดวกค่อยว่ากันอีกที”
พ่อของเธอทำอะไรมีเหตุผลเสมอ หลังจากที่เฝ้าอยู่โรงพยาบาลทั้งคืนพ่อคงสอบถามเรื่องราวจากเขาแล้ว ยิ่งถ้าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการช่วยเหลือคนอื่นด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับการให้คนแปลกหน้ามาพักที่บ้าน แถมพ่อยังให้พักห้องที่เธอสร้างไว้และบอกว่าคือวิมานส่วนตัว ตกแต่งยังไม่ทันจะเสร็จดีด้วยซ้ำคนอื่นก็ต้องเข้ามาอยู่ก่อนอีกต่างหาก ชักไม่ค่อยพอใจชายแปลกหน้าคนนี้เสียแล้ว ความขุ่นเคืองเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
รถวิ่งมาจอดหน้าบ้าน สวนกิ่งกานดา คือป้ายที่ติดอยู่ด้านหน้า พิพัฒน์กวาดสายตามองรอบบริเวณ บ้านชั้นเดียวหลังเล็กกะทัดรัดแต่ดูอบอุ่น ห่างออกมาจากตัวหมู่บ้านที่เพิ่งผ่านมาไม่ไกลมากนัก
หน้าบ้านเป็นลานโล่งห่างจากถนนเล็กหน้าบ้านพอสมควร รั้วบ้านแบบโปร่งไม่สูงมากนัก มองเห็นตัวบ้านด้านใน ด้านข้างบ้านต่อยื่นเป็นทางเดินมุงหลังคาออกไปยังอีกห้อง ติดกันเป็นศาลาริมน้ำที่ขุดเป็นคลองเล็กๆ ไว้ มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาอยู่รอบ ๆ ทำให้บรรยากาศร่มรื่น ถัดไปเป็นทุ่งโล่งหญ้าเขียวชอุ่มที่มีรั้วลวดหนามกั้นไว้ มีฝูงวัวเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งหลายสิบตัว
“ไอ้โหน่ง……เปิดประตู”
หญิงสาวตะโกนบอกคนที่อยู่ในบ้าน นาวินวิ่งมาก่อนเสียงตะโกนแล้วหลังจากได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดหน้าบ้าน
“ชักช้า” บ่นตาเขียว
“โธ่…เจ๊ จะรีบไปไหน”
เขาบ่นพลางเลื่อนประตูเหล็กหน้าบ้านเปิดออก รถขับเข้ามาในบริเวณบ้าน นายแจ่มเปิดประตูรถ
“ลงมาสิพัฒน์”
“ครับ”
ชายหนุ่มลงจากรถเดินสามขารวมไม้เท้ายันที่รักแร้ช่วยพยุงเดิน สุนัขตัวโตพันธุ์ผสมยืนแกว่งหางครางอิ๋ง ๆ รอกิ่งกานดาอยู่ข้างรถ เธอเดินมาลูบหัวมันแล้วขยี้ เม้มปากขบฟันด้วยอาการมันเขี้ยวกับความขี้อ้อน สองมือประคองใบหน้าสุนัขตัวโปรดไว้แล้วโยกเล่นไปมา
“อะไรขนุน คิดถึงละสิ ไม่มีอะไรมาฝากเลยรอบหน้านะ”
มันชื่อ ขนุน พิพัฒน์คิดในใจ เป็นครั้งแรกที่เห็นรอยยิ้มเธอ หลังจากนั่งมาในรถเธอไม่เปิดปากสนทนาเลย มีเพียงการตอบคำถามผู้เป็นพ่อแบบถามคำตอบคำเท่านั้น คงไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไหร่ ชายหนุ่มคาดเดาในใจ
“ที่นี่บ้านลุงเอง พัฒน์พักห้องนั้นนะ”
นายแจ่มชี้นิ้วไปที่วิมานของกิ่งกานดา ที่ต่อเติมยื่นออกมาอยู่ริมน้ำติดกับศาลานั่งเล่น หญิงสาวหน้านิ่งชำเลืองมองค้อนด้วยหางตาแล้วเดินเข้าบ้านไป
“ตอนเย็นค่อยออกมากินข้าวด้วยกัน โหน่งพาพัฒน์ไปพักที่ห้อง หาเสื้อผ้ามาให้พี่เขาเปลี่ยนด้วย”
“จ้า ลุงแจ่ม”
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นทุกคนนั่งพร้อมหน้าโดยมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนคือพิพัฒน์ กิ่งกานดาเป็นคนลงมือทำอาหารในวันนี้
“ผมขอเช่าอยู่ระหว่างที่รักษาตัวนะครับลุงแจ่ม คิดค่าเช่ามาได้เลยนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอก” … ยังไม่ทันที่ชายชราจะพูดต่อ
“เดือนละห้าพันบาทไม่รวมค่าอาหาร” กิ่งกานดาสวนขึ้นทันที เคี้ยวข้าวช้า ๆ และมองหน้าเขา
“ไอ้กิ่ง” เสียงปรามจากลุงแจ่ม
“ตกลงครับ” คำตอบของพิพัฒน์ที่ทำให้หญิงสาวพอใจไม่น้อย
“ห้องกิ่งนะไม่ใช่ห้องพ่อ” เธอย่นปาก พร้อมยกคิ้วยักไหล่ แบบฉันไม่แคร์
“เงินสำหรับพี่กิ่งสำคัญเสมอ” โหน่งเสริม
“แกอีกคน...ยืมไปเมื่อไหร่จะคืนทำมาปากดี”
นาวินหุบปากทันทีแกล้งทำหน้าจ๋อย ตักข้าวเข้าปากทำไม่รู้ไม่ชี้ ทุกคนกินข้าวไปสนทนากันไปเริ่มทำความคุ้นเคยกันและกัน กิ่งกานดาแอบสังเกตชายหนุ่ม ด้วยท่าที กิริยามารยาท ทั้งคำพูดคำจาก็ดูสุภาพ เขาดูค่อนข้างจริงจัง ออกจะเย็นชาอยู่สักหน่อย น่าจะมาจากตระกูลพวกผู้ดีมีสตางค์กระมัง เรื่องอะไรจะให้อยู่ฟรี หญิงสาวคิดในใจ
“พักที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยนะ พักให้สบายใจได้เลย หมอบอกประมาณเดือนกว่าถึงจะถอดเฝือกได้ เดี๋ยวลุงจะลองถามคนรู้จักที่โนนพะยอมให้ ว่ามีใครรู้จักกับญาติของพัฒน์หรือเปล่า”
“ขอบคุณครับลุงแจ่ม”
หลังอาหารเย็นนายแจ่มนั่งพักพูดคุยกับพิพัฒน์ต่อ ด้วยนิสัยความเป็นผู้นำชุมชนถึงแม้จะเกษียรไปแล้ว แต่ชายชราก็ยังคงสนใจเรื่องความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้คนแปลกหน้าที่มาขอความช่วยเหลือ
พิพัฒน์เดินกะโผลกกะเผลกออกมาจากห้องนอนในเช้าวันใหม่ กับสถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เป็นเพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปทำให้เขาหลับยาวตลอดคืน ตื่นมาเลยรู้สึกสดชื่นถึงแม้อาการปวดขาจะยังตึง ๆ อยู่ ชายหนุ่มเดินออกมานอกระเบียงมองออกไปไกลสุดสายตา
รอบบริเวณเป็นไร่มันสำปะหลังกับไร่อ้อยเขียวเป็นทิวยาวสลับกันไป ช่างเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบ ที่เขาไม่ค่อยจะมีโอกาสได้สัมผัสมันสักเท่าไหร่ แตกต่างกับชีวิตในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มหลับตาสูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธิ์เข้าจนเต็มปอด ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนออกมาอย่างยืดยาว
เสียงละอองน้ำที่กระทบกับใบไม้ที่ข้างรั้วทำให้ชายหนุ่มหันไปมองตามเสียงนั้น กิ่งกานดายืนหันหลังให้เขา ในมือเธอถือสายยางฉีดน้ำรดน้ำต้นไม้อยู่ ร่างเล็กรวบผมหลวมๆ แบบสบาย ๆ เธอสวมกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดตัวโคร่งยิ่งทำให้เธอตัวเล็กลงไปอีก ชายหนุ่มเดินกะเผลกสามขาตรงไปที่หญิงสาวยังไม่ทันถึงเธอก็หันมามองและวางสายยางลง ก่อนจะเดินไปปิดก๊อกน้ำ
“ลุงแจ่มไม่อยู่เหรอครับ?” เขาเปิดบทสนทนา
“พ่อไปประชุม” ตอบด้วยใบหน้านิ่ง ตวัดสายตามองเขาแค่แวบเดียว
“ผมขอยืมโทรศัพท์คุณหน่อยได้ไหม?”
“ทายาทโรงแรมหรู พิพัฒน์ ทรัพย์เทวากุล ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทาง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม และตำรวจได้เร่งค้นหาร่างแต่ไม่พบ คาดว่าอาจมีพลเมืองดีเข้าช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล”
คือข้อความที่พาดอยู่บนหัวข่าวธุรกิจ พร้อมกับรูปซากรถเก๋งคันหรูที่พังยับเยิน และข่าวก็แชร์ต่อเป็นมุมกว้างอย่างรวดเร็วผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เสียงโทรศัพท์ในสถานีตำรวจดังขึ้น ปลายสายแจ้งข้อมูลติดต่อกับ ผู้กองก้องเกียรติ
(“ไอ้พัฒน์ แกหายหัวไปไหนมาวะ ฉันติดต่อแกไม่ได้ตั้งหลายวัน นึกว่าตายห่าไปแล้ว แล้วนี่แกอยู่ไหน แล้วทำไมไม่โทรเข้ามือถือกู”)
คำถามเป็นชุดของผู้กองก้องเกียรติที่มาพร้อมกับความเป็นห่วง
“ยังไม่ตายแต่เกือบตาย” คำถามมากมายแต่ตอบเพียงประโยคเดียว
พิพัฒน์ถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนรักฟัง ก้องเกียรติคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจที่สุด สองหนุ่มที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กจากการอุปถัมภ์ของนาย สุเทพ เจ้าของบ่อกุ้งและนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ในภาคใต้ อีกทั้งโรงแรมหรูในภูเก็ตและกรุงเทพ
พ่อของพิพัฒน์เป็นเพื่อนสนิทกับสุเทพ ส่วนพ่อและแม่ของก้องเกียรตินั้นเป็นคนงานในบ่อกุ้ง พ่อแม่ของทั้งสองเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านพักคนงานตั้งแต่สองหนุ่มยังอยู่ชั้นปฐม หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นสุเทพก็รับพิพัฒน์เป็นบุตรบุญธรรม และรับอุปการะก้องเกียรติไว้เช่นกัน
(“ฉันว่าแล้วว่ากลิ่นมันทะแม่ง ๆ กำลังให้คนตามหาแกอยู่ นึกว่าเป็นผีเฝ้าเขาไปซะแล้ว”)
“แกไปสืบข้อมูลแล้วบอกฉันให้เร็วที่สุด”
“โอนเงินมาให้ฉันผ่านบัญชีนี้นะ” พร้อมกับแจ้งเลขบัญชีไป
“คิดว่าน่าจะมีคนตามความเคลื่อนไหวของฉันอยู่ สืบหานายเข้มด้วยตอนนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง” สองหนุ่มพูดคุยอยู่สักพักก่อนจะวางสายไป
พิพัฒน์ยื่นโทรศัพท์มือถือส่งคืนให้หญิงสาวที่นั่งจิบกาแฟอยู่ม้านั่งหน้าบ้าน พร้อมกับคำขอบคุณ และนั่งลงตรงข้ามกับเธอ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟในแก้วตรงหน้ากระตุ้นต่อมสะสมคาเฟอีนในร่างให้ทำงาน กิ่งกานดารับโทรศัพท์จากมือชายหนุ่มและวางลงที่โต๊ะกลมตรงหน้า
“เอ่อ...” พิพัฒน์มองที่แก้วกาแฟที่ไออุ่นลอยฟุ้งในอากาศ และหยุดคำพูดไว้แค่นั้น
“คะ?” คอกาแฟอย่างกิ่งกานดามองตาเดียวก็เข้าใจได้ทันที หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“คุณคิดค่าอาหารเดือนละเท่าไหร่?” เอ่ยถามหญิงสาว
“.....”
กิ่งกานดามองหน้าคนถามที่รอฟังคำตอบจากเธออยู่
“อืม” เอียงคอทำท่าครุ่นคิด มือเกาคางเล่น
“คุณเคยจ่ายเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้นแหละ เดี๋ยวพ่อก็มาว่าฉันไม่มีน้ำใจอีก” พวกคนรวยก็คงมีแม่บ้านคอยทำอาหารประเคนให้อยู่แล้ว นี่เธอใจดีแล้วนะที่ไม่บอกเป็นตัวเลขให้เขา พูดจบก็ยกกาแฟขึ้นจิบแบบยั่ว ๆ
“ผมอยากได้กาแฟสักแก้ว คุณช่วยหน่อยได้ไหมครับ?”
อย่างน้อยก็เป็นคำขอร้องละน่า กิ่งกานดาคิดในใจ
“ไม่ฟรีนะคะ”
“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าตกลง กิ่งกานดาเดินเข้าไปในห้องครัว สักพักก็กลับมาพร้อมกับกาแฟสำหรับชายหนุ่ม และยื่นให้เขา
“แล้วคุณจะจ่ายเมื่อไหร่?”
หน้าสวย ๆ ไม่ได้แปลว่าใจดีสินะ พิพัฒน์คิดในใจ
แซนเดอเลียร์คริสตัลสาดแสงระยิบระยับอยู่เหนือศีรษะ ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูทรัพย์เทวากุล เสียงดนตรีแจ๊ซเปิดคลอเบา ๆ ในอากาศ บวกกับเสียงแก้วไวน์กระทบกันอย่างสุภาพ โต๊ะยาวถูกปูด้วยผ้าขาวสะอาด รายล้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและสุภาพสตรีในชุดหรูหราราคาแพง พร้อมกับเสียงสนทนาหัวเราะประสานกันอยู่เป็นระยะพิพัฒน์ยืนอยู่ด้านหน้าในลุคสุดสมาร์ต ใบหน้าสุขุมแต่แววตาคมนิ่ง ฉายความมั่นคงในแบบนักธุรกิจที่หลายคนให้การยอมรับ เขาเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ แนะนำโครงการที่จะร่วมลงทุนกับคู่ค้าธุรกิจรายใหม่ในปีนี้ ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับทราบ และจบลงด้วยการดื่มฉลองต้อนรับความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง“ขอให้ทุกท่านสนุกให้เต็มที่กับงานเลี้ยงในคืนนี้นะครับ”บทสนทนาของธุรกิจที่ฟังดูราบรื่นไปหมด แต่อีกหนึ่งสิ่งที่แขกในงานต่างจับตามองไม่แพ้กัน คือหญิงสาวข้างกายพิพัฒน์นั่นเอง เขาโอบรอบเอวกิ่งกานดาไว้หลวม ๆ เป็นสัมผัสที่ไม่ต้องประกาศในความสัมพันธ์แต่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอคนนี้คือคนที่เขาเลือกแล้ว เมื่อเดินทักทายพูดคุยกับแขกในงานด้วยรอยยิ้ม“พัฒน์” เสียงเรียกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองตามเสียงนั้นวราลี แม่ห
รถตู้หรูวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านสวน สองหนุ่มสาวพิพัฒน์และกิ่งกานดา ลากกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ และกดกริ่งที่หน้าบ้าน เสียงเห่าเจ้าขนุนดังลั่นบ้าน เมื่อเห็นหน้าเจ้านายของมัน ครางอิ๋ง ๆ แกว่งหางดิก วิ่งไปมาอย่างตื่นเต้น สลับกับกระโดดเกาะรั้วเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว“ว่าไงขนุน” เสียงที่ทักมาทำให้เจ้าขนุนส่งเสียงตอบ แม้จะพูดไม่เข้าใจนาวินเดินออกมาจากในครัวและเปิดประตูรั้วให้ ยกมือไหว้พิพัฒน์ และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันผู้เป็นพี่ทันทีที่เห็นหน้า“กะว่าจะส่งนักสืบออกตามหาอยู่เลย นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว” ปากพูดไปมือก็รับกระเป๋าจากหญิงสาวลากเข้าไปด้านใน“ปากดี” กิ่งกานดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่เป็นการฉลองเล็ก ๆ ต้อนรับการกลับบ้านของกิ่งกานดา โดยมีเชอรี่มาร่วมวงดินเนอร์ด้วยในวันนี้นาวินที่ดูเหมือนจะสดใสเป็นพิเศษกับการกลับมาบ้านของผู้เป็นพี่ กระเซ้าเย้าแหย่คนนั้นคนนี้อย่างอารมณ์ดี นี่แหละคือนาวินคนเดิมที่เธอคุ้นเคย กิ่งกานดามองหน้าน้องชายพร้อมเรื่องราวมากมายที่ผุดขึ้นในหัว ตอนนี้ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายเขาและเธอแล้ว นาวินเองก็โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คบหากับเชอรี่ก็นานพอสมควร เธอเองต้องไป
ชัชชาติเฝ้าครุ่นคิดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน กับข้อเสนอที่ทนายเกษมส่งให้ก่อนหน้า และสุดท้ายเขาก็ปฏิเสธที่จะเซ็นถอนหุ้น อีกทั้งดาวิกาก็เช่นเดียวกัน เธอปฏิเสธที่จะเซ็นใบหย่าตามคำแนะนำของชัชชาติ เพราะไม่อยากเสียผลประโยชน์โดยอ้างถึงสินสมรสส่วนมาตรการตอบโต้พิพัฒน์นั้นคือการใช้ช่องทางโชเชียลมีเดียเป็นตัวช่วย โดยจะดึงกิ่งกานดาเข้ามาร่วมเอี่ยวด้วย จากภาพถ่ายที่นักสืบได้ส่งให้ และหากพิพัฒน์จะทำให้ตัวเองใสบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้น เขาสาบานได้เลยว่าอย่าได้หวัง“คุณอยู่คนเดียวได้นะ” พิพัฒน์เอ่ยถามกิ่งกานดา หลังจากชวนให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านจะได้มีแม่บ้านคอยดูแล แต่หญิงสาวปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาต้องกังวล เพราะดาวิกาเองก็ยังไม่เซ็นใบหย่าให้ เดี๋ยวจะไปสร้างประเด็นให้เขาต้องยุ่งยากเสียเปล่า“ไม่ต้องเป็นห่วงกิ่งหรอกค่ะ คุณไปทำงานเถอะ”“อยากได้อะไรก็โทรบอกผมเดี๋ยวให้คนจัดการให้”“ค่ะ”เดินมาส่งเขาที่หน้าประตู เธอเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าขึ้นจูบปลายคางสากพร้อมรอยยิ้ม“แล้วผมจะรีบกลับ” พิพัฒน์ก้มลงจุ๊บที่ข้างแก้ม ที่เจ้าของแก้มเอียงรออยู่“ขับรถดี ๆ นะคะ” ส่งยิ้มให้เขาก่อนจะปิดประตูลงทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากคอน
แสงอรุณยามเช้าที่แทรกผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีทึบ ทาบทอลงมาเป็นริ้วอ่อนบนผ้าปูเตียงสีขาว ห้องทั้งห้องเงียบสงบ แต่บรรยากาศสีชมพูยังกระจายอยู่ทั่วบริเวณ กิ่งกานดาลืมตาขึ้นช้า ๆ แย้มริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ต้อนรับเช้าวันใหม่ หันไปมองที่นอนข้าง ๆ ที่ว่างเปล่า มีเพียงรอยยับยู่ยี่ของผ้าปูที่นอนและความวาบหวามสีชมพูเท่านั้นที่ยังไม่จางหายไป วันนี้ไม่ใช่วันทำงาน แต่ทำไมเขารีบตื่นจังเสียงผิวปากเป็นจังหวะเพลงคุ้นหูที่ดังออกมาจากโซนในครัว พร้อมกับกลิ่นหอมของขนมปังปิ้ง บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยมาแตะจมูก เธอลุกจากที่นอนเดินเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะเดินออกมาด้านนอก“วันหยุดทำไมตื่นเช้าจังคะ?” เดินมายืนข้างเขาเกาะแขนชายหนุ่มไว้ แนบหน้าลงที่ต้นแขนแข็งแรง ชะโงกหน้ามองขนมปังปิ้งที่อยู่บนเตาอบเล็ก ๆ ตรงหน้า กลิ่นขนมปังและเนยสดหอมกรุ่นลอยมาปะทะจมูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา“ตื่นมาทำอาหารเช้าให้คุณนายไงครับ” ตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมจูบลงที่หน้าผาก กิ่งกานดาหลับตาพริ้มรับจูบด้วยรอยยิ้ม“มีอะไรให้กิ่งช่วยไหมคะ?”“ไม่เป็นไรผมจัดการเอง” ดึงเอวบางเข้ามากอด โน้มหน้าลงไปจุ๊บหนัก ๆ ที่ริมฝีปาก“คุณเก็บแรงไว้ทำงานตอนเ
“คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่านี่ก็ดึกมากแล้ว”กิ่งกานดาเอ่ยปากบอกชายหนุ่ม มากมายเรื่องราวที่เขานำมาเป็นหัวข้อสนทนา เพียงเพราะอยากให้เธอสลัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกจากหัวไป พิพัฒน์ยกข้อมือขึ้นดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา พยักหน้าและลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเดินทางมาถือไว้ ยื่นมือให้หญิงสาว กิ่งกานดายื่นมือไปสัมผัสมือเขาและลุกขึ้นยืน“ผมมีบางอย่างจะให้คุณดู”“อะไรเหรอคะ?” ถามและยิ้มน้อย ๆ เมื่อคลายความตื่นตระหนกลงแล้ว“ไปส่งก่อนแล้วจะบอก” พร้อมกับจูงมือเธอเดินมาด้วยกันพิพัฒน์วางกระเป๋าลงบนเตียงนอนและเปิดออก หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้เธอ กิ่งกานดารับกล่องจากมือเขามาถือไว้ ขมวดคิ้วแทนคำถาม“เปิดดูสิ” พูดเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มเธอเปิดกล่องในมือ สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในคือกล่องกำมะหยี่สีหวาน และทันทีที่เปิดฝาออก แสงไฟอ่อน ๆ ก็สะท้อนกับผิวเพชรเม็ดงาม เปล่งประกายระยิบระยับเล่นแสง อวดความหรูหราและทรงคุณค่าของตัวมันเอง แม้ไม่ใช่ไฮโซไฮซ้อมีระดับ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าแหวนวงนี้ราคาคงไม่ใช่เล่น กิ่งกานดาเงยหน้าขึ้นมองเขา พิพัฒน์เดินมานั่งข้างเธอ“คุณชอบไหม?” ไม่มีเวลาให้คิดหรือตั้ง
ซุ้มดอกไม้และพวงหรีดของผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยการจากไปของลุงแจ่ม วางเรียงรอบโลงศพที่ตั้งอยู่บนศาลา รูปถ่ายของชายชราที่อยู่ในกรอบตั้งอยู่ข้างกระถางธูป กิ่งกานดาอยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำยืนต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมอาลัยในงาน ก่อนพิธีสวดอภิธรรมจะเริ่มขึ้น พิพัฒน์นั่งเก้าอี้ข้างเธอไม่ยอมห่างดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำและช้ำบวม ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอางใด ๆ แต่งแต้ม มีเพียงลิปกลอสสีชมพูอ่อนๆ ที่ทาทับบนปากเพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเศร้าหายไปจากใบหน้าสวยเลย เสร็จสิ้นพิธีสวดอภิธรรม หญิงสาวยืนส่งแขกผู้ใหญ่ที่ทยอยกลับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหลายรายยังคงอยู่ในงานต่อเป็นเพื่อนเจ้าภาพ ต่างเคยสนิทสนมกับนายแจ่มสมัยยังมีชีวิตอยู่“เสียใจด้วยนะกิ่ง” เอกภพเอ่ยขึ้น หญิงสาวพยักหน้า“ส่งสการวันไหนเหรอ?” เขาถามต่อ“มะรืน”เธอตอบสั้น ๆ ด้วยใบหน้าที่ยังไม่คลายความเศร้า เขาอยากจะโอบกอดปลอบใจเธอเป็นที่สุด บวกกับความคิดถึงเต็มหัวใจ แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น“กิ่ง” เธอหันไปตามเสียงเรียก พิพัฒน์กำลังเดินตรงมาหาและหยุดยืนอยู่ข้างเธอ พร้อมกับตวัดสายตามองเอกภพที่ยืนอยู่ถัดไป เอื้อมไปดึงมือหญิงสาวมากุมไว้“แขกถามหาค
หญิงสาวตื่นขึ้นมาในตอนสาย ด้วยฤทธิ์ยาทำให้เธอหลับสนิทตลอดทั้งคืน ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกยืดเส้นยืดสาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย แต่ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแจ่มใสในหัวใจของตัวเองที่ก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับท้องฟ้าโปร่งสดใสในวันนี้ แม้แสงแดดอ่อน ๆ ที่ระบายอยู่บนยอดอ้อยก็ยังดูสวยงามเ
ตัวแทนเกษตรการเลี้ยงไข่ไก่ในตำบลที่ลุงแจ่มเป็นสมาชิกอยู่ ได้กำหนดวาระการประชุมไว้ในวันนี้ และกิ่งกานดาต้องเข้าไปประชุมแทนผู้เป็นพ่อ ด้วยเพราะอาการป่วยของลุงแจ่มนั้นยังไม่ค่อยสู้ดีนักส่วนพิพัฒน์ใช้ช่วงเวลาว่างในตอนกลางวันตรวจรายละเอียดของรูปคดี หารือกับผู้กองและทนายเกษมเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ขอ
ถนนเส้นเดิมที่เคยเงียบเหงา กลับมีชีวิตชีวาคึกคักขึ้นมาอีกครั้งกับงานประจำปีในตำบล แสงไฟเป็นลำแท่งจากวงดนตรีในงานที่สาดส่องขึ้นบนท้องฟ้ากวัดแกว่งไปมาอยู่เป็นระยะ บวกกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มในงานแว่วมาตามลมให้ความรู้สึกคึกคักตื่นเต้น แตกต่างกับกิ่งกานดาที่กำลังรอใครบางคนด้วยหัวใจที่เหี่ยวแห้ง เมื่อไ
พิพัฒน์ ทนายเกษม และผู้กองก้องเกียรติ รวมตัวกันในสำนักงานของทนายอีกครั้ง เพื่อแจ้งความคืบหน้าและหารือรายละเอียดจากข้อมูลที่สืบค้นมาได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดี“นี่เป็นเส้นทางการเงินที่คุณวรรณยักยอกไปตั้งแต่สมัยนายยังอยู่ครับ”ทนายเกษมวางเอกสารลงที่โต๊ะ พร้อมกับนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับพิพัฒน์“และเ







![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)