เข้าสู่ระบบ“ผมอยากได้โทรศัพท์สักเครื่อง และก็ของใช้ส่วนตัวนิดหน่อย”
พิพัฒน์เอ่ยขึ้น เมื่อขอให้สองพี่น้องพาออกมาทำธุระข้างนอก หลังจากที่ก้องเกียรติโอนเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อยแล้ว โดยผ่านบัญชีของนาวิน เมื่อชายหนุ่มไม่ไว้ใจคนที่อยู่ในมุมมืด และจะไม่ใช้บัตรและช่องทางการเงินของตัวเอง เขาปิดสัญญาณมือถือเครื่องเก่าที่พกติดตัวในวันเกิดเหตุไว้ จนกว่าจะหาความจริงได้
“เจ๊ พาพี่พัฒน์ไปละกันนะ ฉันแวะไปหาเพื่อนแป๊บนึง” หลังจากทำธุระเรื่องการเงินที่ธนาคารเรียบร้อยแล้วนาวินก็หาเรื่องชิ่งหนี หยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมาและยื่นกุญแจรถให้ผู้เป็นพี่
“ไม่ได้” กิ่งกานดาเสียงแข็ง
“หน้าที่แกยังไม่จบจะหนีไปไหน?”
“แต่เจ๊ก็ได้ค่าจ้างเหมือนกันนี่นา” นาวินหันมาตัดพ้อพี่สาว ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนคำทัดทานของผู้เป็นพี่เลยสักนิด
“ไปนะพี่พัฒน์ ถ้าเสร็จเร็วกลับก่อนได้เลย...บาย” หันมาส่งยิ้มและยกมือขึ้นโบกลา ยักคิ้วให้พี่สาวด้วยท่าทีกวนประสาท
“ไอ้โหน่ง” กิ่งกานดาตะโกนตามหลังอย่างหัวเสีย นี่เธอต้องมารับภาระให้อยู่ดูแลชายแปลกหน้าคนนี้หรือยังไง เป็นอะไรกันหรือก็เปล่า ก่อนจะถอนหายใจอย่างจำยอม แต่อย่างน้อยก็ได้ค่าจ้างล่ะน่า ปลอบใจตัวเอง
“ผมคงไม่ได้ทำให้คุณอึดอัดใช่ไหม?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว
“ฉันมีทางเลือกอื่นหรือไง?” มองค้อนเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินนำหน้าเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ พิพัฒน์เดินสามขาตามเข้าไปอย่างทุลักทุเล
หลังจากซื้อของใช้ส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อย ก็ต่อด้วยร้านขายโทรศัพท์มือถือ ใช้เวลาพูดคุยกับพนักงานแค่ไม่กี่นาทีทุกอย่างก็ถูกจัดแจงให้เสร็จสรรพ ก่อนสองหนุ่มสาวจะเดินกลับรถ กิ่งกานดาทำหน้าที่เป็นสุภาพสตรีที่ถือทุกอย่างในมือให้ เมื่อชายหนุ่มต้องพยุงขาที่สามและเดินกลับอย่างยากลำบาก
กิ่งกานดาวางของในมือเก็บเข้าไปไว้ในรถ เปิดประตูทางด้านคนขับกำลังจะขึ้นนั่งประจำที่
“หยุดนะโว้ย” เสียงเด็กหนุ่มที่วิ่งไล่กันมาตามทางคับแคบพร้อมกับเสียงหัวเราะ หญิงสาวหันไปมองตามเสียงนั้น พร้อมกับร่างของพิพัฒน์ที่ถูกกระแทกเต็มแรงจนเสียหลัก และเซถลา หน้าคะมำล้มลงไปกองอยู่กับพื้น ด้วยสัญชาตญาณชายหนุ่มใช้มือค้ำพยุงตัวไว้ไม่ให้ใบหน้าถูไปกับพื้นถนน เมื่อไม้ค้ำสามขากระเด็นออกห่างตัวไป
“คุณ เป็นอะไรหรือเปล่า?”
กิ่งกานดาเอ่ยถามด้วยความตกใจ เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเธอก็ถึงตัวชายหนุ่มแล้ว หญิงสาวคุกเข่าลงกับพื้นพยุงร่างเขาให้ลุกขึ้นนั่ง
“ไม่เป็นไรครับ” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยอาการปวดหนึบที่ขาจากการล้มอย่างไม่เป็นท่า ชายหนุ่มยกมือที่เพิ่งถูครูดไปกับพื้นถนนเมื่อครู่ขึ้นมาดู รอยถลอกจนเลือดไหลซิบ แถมระบมจนรู้สึกปวดอีกต่างหาก ดูเหมือนมันจะเคล็ดแล้วกระมังเขาคิดในใจ ที่ขายังไม่ทันหายดีก็มาซ้ำที่มืออีกเสียแล้ว
“ไอ้เด็กบ้าขอโทษสักคำก็ไม่มี” เธอบ่นพึมพำมองตามสองหนุ่มที่วิ่งไล่กันไปตามทางโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย
กิ่งกานดาพยุงชายหนุ่มให้ลุกขึ้นยืน เอื้อมมือไปโอบรอบเอวเขาไว้ ยกแขนชายหนุ่มมาพาดคอเธอ แต่เนื่องด้วยร่างเล็กที่พยายามจะเป็นที่ยึดให้ร่างใหญ่ จึงทำให้ดูเหมือนมันจะยากลำบากเข้าไปอีก
“ค่อย ๆ เดินนะคุณ” มือดันเอวเขาให้เดินไปข้างหน้า อีกมือประคองแขนที่คล้องคอเธออยู่ รถจอดอยู่ใกล้แค่ไม่กี่ก้าว แต่มันช่างยากเย็นเสียจริง
“เฮ้อ”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อพาเขาเข้ามานั่งในรถได้สำเร็จ และเดินกลับไปหยิบไม้ค้ำสามขาของเขาขึ้นมาเก็บในรถ
“ขอบคุณครับ” พิพัฒน์เอ่ยขอบคุณพร้อมกับตวัดสายตามองหญิงสาวข้างกาย ที่ขึ้นนั่งประจำที่คนขับเรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็นไร” เธอตอบห้วน ๆ แบบไม่มีหางเสียงก่อนจะติดเครื่องยนต์และขับออกไป
ก็แค่ผู้หญิงแข็ง ๆ ที่หัวใจอ่อนโยนสินะ พิพัฒน์คิดในใจ
หลังอาหารเย็นชายหนุ่มก็เข้าไปพักผ่อนในห้อง ใช้โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งได้มากดโทรหาก้องเกียรติทันที
ความเป็นไปในบ้านและที่ทำงานหลังจากที่พิพัฒน์หายตัวไป ดาวิกา ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา ก็จัดการทุกอย่างแทนอย่างเสร็จสรรพ อีกทั้งยังไปมาหาสู่กับ ชัชชาติ อย่างออกหน้าออกตา โดยไม่สนคำครหาจากสังคมเลยแม้แต่น้อย
“ฉันให้คนตามเก็บหลักฐานไว้ให้แกหมดทุกชอตเรียบร้อย” คำบอกเล่าจากก้องเกียรติ
พิพัฒน์และดาวิกาที่ต้องแต่งงานกันตามข้อตกลงทางธุรกิจ ที่ผู้เป็นพ่อของทั้งสองฝ่ายได้กำหนดไว้ร่วมกัน ภาพเหตุการณ์ในอดีตก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของชายหนุ่ม
คืนนั้น ในขณะที่พิพัฒน์ยังอยู่ชั้นมัธยมปลาย เขาตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกและกะจะเดินเข้าครัวเพื่อหาน้ำดื่ม เสียงสนทนาในห้องโถงทำให้ขาที่กำลังก้าวชะงักค้างไว้ ศิริวรรณและสุเทพ สองสามีภรรยาที่กำลังปะทะคารมกันอยู่ สุเทพคงได้ที่แล้วจากแอลกอฮอล์ที่เติมเข้าไปตั้งแต่หัวค่ำ
“วรรณไม่เห็นด้วยนะคะ ที่คุณรับพิพัฒน์เป็นบุตรบุญธรรม คุณก็ส่งเสียทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนให้มีผลทางกฎหมายเลย ยัยรินจะคิดยังไง คุณห่วงความรู้สึกลูกบ้างหรือเปล่า?”
เสียงที่ไม่ค่อยจะสบอารมณ์ของศิริวรรณ
“รินลดาไม่คิดอะไรหรอก คนที่คิดคือคุณต่างหาก” สุเทพพูดโดยไม่มองหน้าภรรยา ยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“ผมอยากมีลูกชาย” เขาวางแก้วไวน์เปล่าในมือลง เอนหลังพิงพนักโซฟาอย่างผ่อนคลาย
คำพูดประโยคนี้มันช่างเหมือนมีดปลายแหลมสักพันเล่ม ที่ปักลงตรงกลางอกของศิริวรรณและกรีดลึกซ้ำลงไป ชัชชาติคือลูกติดของเธอ ที่หอบหิ้วมาอยู่กับสุเทพตั้งแต่เขายังเด็ก แต่สุเทพไม่เคยสนใจลูกชายของเธอเลย แต่กลับเอ็นดูและเมตตาพิพัฒน์อย่างออกหน้าออกตา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ระหองระแหงมาเรื่อย ๆ พิพัฒน์รู้มาโดยตลอด รวมทั้งสุขภาพของผู้เป็นพ่อทำให้เขาห่วงและคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
“คุณไม่เมตตา ตาชัช วรรณก็ไม่ว่า แต่ขอให้นึกถึงความรู้สึกของยัยรินบ้าง ขอให้คุณยกเลิกความคิดนี้นะคะ ลูกเราก็มีอยู่แล้ว วรรณไม่ยอม”
“คุณแน่ใจเหรอว่าลูกเรา...ผมเป็นหมันจะมีลูกกับคุณได้ยังไง?” และแล้วคำพูดที่เก็บไว้ในใจมาตลอดหลายปีก็หลุดออกมาจนได้
ศิริวรรณเหมือนถูกช็อตด้วยกระแสไฟเมื่อได้ฟังประโยคนี้จากปากผู้เป็นสามี เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสุเทพจะรู้ความจริงเรื่องนี้ พิพัฒน์เองก็เช่นกัน
พิพัฒน์เติบโตมาด้วยความรักจากสุเทพเหมือนเป็นบุตรแท้ ๆ หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็ถูกให้หมั้นหมายกับดาวิกาลูกสาวของชัยวัฒน์ เพราะความหวาดระแวงเรื่องผลประโยชน์และธุรกิจของทั้งสองฝ่ายทั้งที่ร่วมกันก่อตั้งมา
สุเทพรู้ความจริงมานานแล้ว ว่าภรรยาและเพื่อนร่วมธุรกิจแอบเป็นชู้กันจนตั้งท้องรินลดาขึ้น แต่ไม่เคยปริปากพูดเนื่องจากผลประโยชน์และเงื่อนไขทางธุรกิจค้ำคออยู่ อีกทั้งเกรงจะกระทบกับหุ้นของโรงแรม เขาจึงพยายามผลักดันการเรียนรู้ธุรกิจให้กับพิพัฒน์มาโดยตลอดเพื่อสานต่อกิจการของเขา พยายามหาหลักฐานและเก็บข้อมูลการทุจริตทุกอย่างไว้เพื่อโอนถ่ายอำนาจทางธุรกิจ แต่สองต่อหนึ่งนั้นมันไม่ง่ายเลย อีกทั้งศิริวรรณกับชัยวัฒน์คอยระวังตัวอยู่เสมอ
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในคอนโดหรูใจกลางเมืองกรุงเทพ ชัชชาติกดรับสายจากปลายทางที่โทรเข้ามาแจ้งความคืบหน้า เรื่องที่เขามอบหมายไป
(“เรียบร้อยครับนาย ตามที่นายสั่งทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่ตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอครับ”)
“ตามให้เจอและจัดการให้เรียบร้อย ก่อนพ่อมึงจะเจอก่อน”
จากข้อมูลที่ได้มาว่าตำรวจก็กำลังเร่งสืบหาตัวพิพัฒน์อยู่เช่นกัน
แซนเดอเลียร์คริสตัลสาดแสงระยิบระยับอยู่เหนือศีรษะ ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวของโรงแรมหรูทรัพย์เทวากุล เสียงดนตรีแจ๊ซเปิดคลอเบา ๆ ในอากาศ บวกกับเสียงแก้วไวน์กระทบกันอย่างสุภาพ โต๊ะยาวถูกปูด้วยผ้าขาวสะอาด รายล้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและสุภาพสตรีในชุดหรูหราราคาแพง พร้อมกับเสียงสนทนาหัวเราะประสานกันอยู่เป็นระยะพิพัฒน์ยืนอยู่ด้านหน้าในลุคสุดสมาร์ต ใบหน้าสุขุมแต่แววตาคมนิ่ง ฉายความมั่นคงในแบบนักธุรกิจที่หลายคนให้การยอมรับ เขาเอ่ยคำทักทายสั้น ๆ แนะนำโครงการที่จะร่วมลงทุนกับคู่ค้าธุรกิจรายใหม่ในปีนี้ ให้แขกที่มาร่วมงานได้รับทราบ และจบลงด้วยการดื่มฉลองต้อนรับความสำเร็จที่กำลังจะมาถึง“ขอให้ทุกท่านสนุกให้เต็มที่กับงานเลี้ยงในคืนนี้นะครับ”บทสนทนาของธุรกิจที่ฟังดูราบรื่นไปหมด แต่อีกหนึ่งสิ่งที่แขกในงานต่างจับตามองไม่แพ้กัน คือหญิงสาวข้างกายพิพัฒน์นั่นเอง เขาโอบรอบเอวกิ่งกานดาไว้หลวม ๆ เป็นสัมผัสที่ไม่ต้องประกาศในความสัมพันธ์แต่ชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ว่าเธอคนนี้คือคนที่เขาเลือกแล้ว เมื่อเดินทักทายพูดคุยกับแขกในงานด้วยรอยยิ้ม“พัฒน์” เสียงเรียกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองตามเสียงนั้นวราลี แม่ห
รถตู้หรูวิ่งมาจอดที่หน้าบ้านสวน สองหนุ่มสาวพิพัฒน์และกิ่งกานดา ลากกระเป๋าเดินทางลงมาจากรถ และกดกริ่งที่หน้าบ้าน เสียงเห่าเจ้าขนุนดังลั่นบ้าน เมื่อเห็นหน้าเจ้านายของมัน ครางอิ๋ง ๆ แกว่งหางดิก วิ่งไปมาอย่างตื่นเต้น สลับกับกระโดดเกาะรั้วเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว“ว่าไงขนุน” เสียงที่ทักมาทำให้เจ้าขนุนส่งเสียงตอบ แม้จะพูดไม่เข้าใจนาวินเดินออกมาจากในครัวและเปิดประตูรั้วให้ ยกมือไหว้พิพัฒน์ และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันผู้เป็นพี่ทันทีที่เห็นหน้า“กะว่าจะส่งนักสืบออกตามหาอยู่เลย นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว” ปากพูดไปมือก็รับกระเป๋าจากหญิงสาวลากเข้าไปด้านใน“ปากดี” กิ่งกานดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารมื้อเย็นที่เป็นการฉลองเล็ก ๆ ต้อนรับการกลับบ้านของกิ่งกานดา โดยมีเชอรี่มาร่วมวงดินเนอร์ด้วยในวันนี้นาวินที่ดูเหมือนจะสดใสเป็นพิเศษกับการกลับมาบ้านของผู้เป็นพี่ กระเซ้าเย้าแหย่คนนั้นคนนี้อย่างอารมณ์ดี นี่แหละคือนาวินคนเดิมที่เธอคุ้นเคย กิ่งกานดามองหน้าน้องชายพร้อมเรื่องราวมากมายที่ผุดขึ้นในหัว ตอนนี้ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายเขาและเธอแล้ว นาวินเองก็โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น คบหากับเชอรี่ก็นานพอสมควร เธอเองต้องไป
ชัชชาติเฝ้าครุ่นคิดจนไม่เป็นอันหลับอันนอน กับข้อเสนอที่ทนายเกษมส่งให้ก่อนหน้า และสุดท้ายเขาก็ปฏิเสธที่จะเซ็นถอนหุ้น อีกทั้งดาวิกาก็เช่นเดียวกัน เธอปฏิเสธที่จะเซ็นใบหย่าตามคำแนะนำของชัชชาติ เพราะไม่อยากเสียผลประโยชน์โดยอ้างถึงสินสมรสส่วนมาตรการตอบโต้พิพัฒน์นั้นคือการใช้ช่องทางโชเชียลมีเดียเป็นตัวช่วย โดยจะดึงกิ่งกานดาเข้ามาร่วมเอี่ยวด้วย จากภาพถ่ายที่นักสืบได้ส่งให้ และหากพิพัฒน์จะทำให้ตัวเองใสบริสุทธิ์ไร้มลทินนั้น เขาสาบานได้เลยว่าอย่าได้หวัง“คุณอยู่คนเดียวได้นะ” พิพัฒน์เอ่ยถามกิ่งกานดา หลังจากชวนให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านจะได้มีแม่บ้านคอยดูแล แต่หญิงสาวปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เขาต้องกังวล เพราะดาวิกาเองก็ยังไม่เซ็นใบหย่าให้ เดี๋ยวจะไปสร้างประเด็นให้เขาต้องยุ่งยากเสียเปล่า“ไม่ต้องเป็นห่วงกิ่งหรอกค่ะ คุณไปทำงานเถอะ”“อยากได้อะไรก็โทรบอกผมเดี๋ยวให้คนจัดการให้”“ค่ะ”เดินมาส่งเขาที่หน้าประตู เธอเขย่งปลายเท้ายื่นหน้าขึ้นจูบปลายคางสากพร้อมรอยยิ้ม“แล้วผมจะรีบกลับ” พิพัฒน์ก้มลงจุ๊บที่ข้างแก้ม ที่เจ้าของแก้มเอียงรออยู่“ขับรถดี ๆ นะคะ” ส่งยิ้มให้เขาก่อนจะปิดประตูลงทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากคอน
แสงอรุณยามเช้าที่แทรกผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีทึบ ทาบทอลงมาเป็นริ้วอ่อนบนผ้าปูเตียงสีขาว ห้องทั้งห้องเงียบสงบ แต่บรรยากาศสีชมพูยังกระจายอยู่ทั่วบริเวณ กิ่งกานดาลืมตาขึ้นช้า ๆ แย้มริมฝีปากยิ้มบาง ๆ ต้อนรับเช้าวันใหม่ หันไปมองที่นอนข้าง ๆ ที่ว่างเปล่า มีเพียงรอยยับยู่ยี่ของผ้าปูที่นอนและความวาบหวามสีชมพูเท่านั้นที่ยังไม่จางหายไป วันนี้ไม่ใช่วันทำงาน แต่ทำไมเขารีบตื่นจังเสียงผิวปากเป็นจังหวะเพลงคุ้นหูที่ดังออกมาจากโซนในครัว พร้อมกับกลิ่นหอมของขนมปังปิ้ง บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยมาแตะจมูก เธอลุกจากที่นอนเดินเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะเดินออกมาด้านนอก“วันหยุดทำไมตื่นเช้าจังคะ?” เดินมายืนข้างเขาเกาะแขนชายหนุ่มไว้ แนบหน้าลงที่ต้นแขนแข็งแรง ชะโงกหน้ามองขนมปังปิ้งที่อยู่บนเตาอบเล็ก ๆ ตรงหน้า กลิ่นขนมปังและเนยสดหอมกรุ่นลอยมาปะทะจมูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา“ตื่นมาทำอาหารเช้าให้คุณนายไงครับ” ตอบอย่างอารมณ์ดีพร้อมจูบลงที่หน้าผาก กิ่งกานดาหลับตาพริ้มรับจูบด้วยรอยยิ้ม“มีอะไรให้กิ่งช่วยไหมคะ?”“ไม่เป็นไรผมจัดการเอง” ดึงเอวบางเข้ามากอด โน้มหน้าลงไปจุ๊บหนัก ๆ ที่ริมฝีปาก“คุณเก็บแรงไว้ทำงานตอนเ
“คุณเดินทางมาเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนก่อนดีกว่านี่ก็ดึกมากแล้ว”กิ่งกานดาเอ่ยปากบอกชายหนุ่ม มากมายเรื่องราวที่เขานำมาเป็นหัวข้อสนทนา เพียงเพราะอยากให้เธอสลัดเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกจากหัวไป พิพัฒน์ยกข้อมือขึ้นดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกา พยักหน้าและลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเดินทางมาถือไว้ ยื่นมือให้หญิงสาว กิ่งกานดายื่นมือไปสัมผัสมือเขาและลุกขึ้นยืน“ผมมีบางอย่างจะให้คุณดู”“อะไรเหรอคะ?” ถามและยิ้มน้อย ๆ เมื่อคลายความตื่นตระหนกลงแล้ว“ไปส่งก่อนแล้วจะบอก” พร้อมกับจูงมือเธอเดินมาด้วยกันพิพัฒน์วางกระเป๋าลงบนเตียงนอนและเปิดออก หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้เธอ กิ่งกานดารับกล่องจากมือเขามาถือไว้ ขมวดคิ้วแทนคำถาม“เปิดดูสิ” พูดเสียงนุ่มพร้อมรอยยิ้มเธอเปิดกล่องในมือ สิ่งที่บรรจุอยู่ด้านในคือกล่องกำมะหยี่สีหวาน และทันทีที่เปิดฝาออก แสงไฟอ่อน ๆ ก็สะท้อนกับผิวเพชรเม็ดงาม เปล่งประกายระยิบระยับเล่นแสง อวดความหรูหราและทรงคุณค่าของตัวมันเอง แม้ไม่ใช่ไฮโซไฮซ้อมีระดับ แต่เธอก็พอจะรู้ว่าแหวนวงนี้ราคาคงไม่ใช่เล่น กิ่งกานดาเงยหน้าขึ้นมองเขา พิพัฒน์เดินมานั่งข้างเธอ“คุณชอบไหม?” ไม่มีเวลาให้คิดหรือตั้ง
ซุ้มดอกไม้และพวงหรีดของผู้คนที่มาร่วมไว้อาลัยการจากไปของลุงแจ่ม วางเรียงรอบโลงศพที่ตั้งอยู่บนศาลา รูปถ่ายของชายชราที่อยู่ในกรอบตั้งอยู่ข้างกระถางธูป กิ่งกานดาอยู่ในชุดไว้ทุกข์สีดำยืนต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาร่วมอาลัยในงาน ก่อนพิธีสวดอภิธรรมจะเริ่มขึ้น พิพัฒน์นั่งเก้าอี้ข้างเธอไม่ยอมห่างดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำและช้ำบวม ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอางใด ๆ แต่งแต้ม มีเพียงลิปกลอสสีชมพูอ่อนๆ ที่ทาทับบนปากเพียงเท่านั้น แต่ก็ไม่ทำให้ความเศร้าหายไปจากใบหน้าสวยเลย เสร็จสิ้นพิธีสวดอภิธรรม หญิงสาวยืนส่งแขกผู้ใหญ่ที่ทยอยกลับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหลายรายยังคงอยู่ในงานต่อเป็นเพื่อนเจ้าภาพ ต่างเคยสนิทสนมกับนายแจ่มสมัยยังมีชีวิตอยู่“เสียใจด้วยนะกิ่ง” เอกภพเอ่ยขึ้น หญิงสาวพยักหน้า“ส่งสการวันไหนเหรอ?” เขาถามต่อ“มะรืน”เธอตอบสั้น ๆ ด้วยใบหน้าที่ยังไม่คลายความเศร้า เขาอยากจะโอบกอดปลอบใจเธอเป็นที่สุด บวกกับความคิดถึงเต็มหัวใจ แต่ทำได้แค่คิดเท่านั้น“กิ่ง” เธอหันไปตามเสียงเรียก พิพัฒน์กำลังเดินตรงมาหาและหยุดยืนอยู่ข้างเธอ พร้อมกับตวัดสายตามองเอกภพที่ยืนอยู่ถัดไป เอื้อมไปดึงมือหญิงสาวมากุมไว้“แขกถามหาค
หญิงสาวตื่นขึ้นมาในตอนสาย ด้วยฤทธิ์ยาทำให้เธอหลับสนิทตลอดทั้งคืน ก่อนจะเดินออกมาด้านนอกยืดเส้นยืดสาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ แม้จะเพิ่งฟื้นจากอาการป่วย แต่ยังรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแจ่มใสในหัวใจของตัวเองที่ก่อตัวขึ้น เช่นเดียวกับท้องฟ้าโปร่งสดใสในวันนี้ แม้แสงแดดอ่อน ๆ ที่ระบายอยู่บนยอดอ้อยก็ยังดูสวยงามเ
ตัวแทนเกษตรการเลี้ยงไข่ไก่ในตำบลที่ลุงแจ่มเป็นสมาชิกอยู่ ได้กำหนดวาระการประชุมไว้ในวันนี้ และกิ่งกานดาต้องเข้าไปประชุมแทนผู้เป็นพ่อ ด้วยเพราะอาการป่วยของลุงแจ่มนั้นยังไม่ค่อยสู้ดีนักส่วนพิพัฒน์ใช้ช่วงเวลาว่างในตอนกลางวันตรวจรายละเอียดของรูปคดี หารือกับผู้กองและทนายเกษมเมื่อต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ขอ
บ่ายของวันถัดมากิ่งกานดาขับรถมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับพ่อและคนป่วยแปลกหน้า พลางนึกถึงคำพูดของผู้เป็นพ่อ“ให้เขาพักที่บ้านเราก่อน เขามาตามหาญาติที่โนนพะยอม เอาไว้ให้หายดีและเดินได้สะดวกค่อยว่ากันอีกที”พ่อของเธอทำอะไรมีเหตุผลเสมอ หลังจากที่เฝ้าอยู่โรงพยาบาลทั้งคืนพ่อคงสอบถามเรื่องราวจากเขาแล้ว ยิ่งถ้าเ
ถนนในชนบทในเวลากลางคืน ที่ถูกล้อมรอบด้วยความมืดและเงียบสงัด แม้จะยังไม่ดึกมากนักแต่ก็ถูกปกคลุมด้วยความเปลี่ยวจนน่ากลัว มีเพียงรถเก๋งคันหรูเพียงคันเดียวที่วิ่งไปตามทางเรื่อย ๆ อาศัยแสงไฟจากหน้ารถที่สาดส่องให้ความสว่างเพียงเท่านั้นเสียงพูดคุยไม่ขาดสายเพื่อทำลายความเงียบภายในห้องโดยสารมีอยู่เป็นระยะ







