“รพี… ตั้งแต่เล็นจนโตแม่ไม่เคยขอร้องหรือบังคับอะไรลูกเลย จะใช้ชีวิตแบบไหนแม่ไม่เคยขัด แต่เรื่องนี้แม่ขอร้องได้ไหมลูก”
เป็นความจริงที่รพีกับน้องชายอีกสองคนเติบโตและใช้ชีวิตด้วยการตัดสินใจเองอย่างอิสระ พวกท่านไม่เคยกดดันหรือบังคับว่าเขาจะต้องเป็นอะไรแบบไหน
และนี่เป็นครั้งแรกที่แม่ถึงกับเอ่ยปากข้อร้องเสียงสั่น ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการจับเขาใส่กรงแล้วปิดประตูล็อกกลอน
“แล้วฝ่ายนั้นเขาจะยอมแต่งเหรอครับ สัญญาเหลืออีกตั้งสองปี บางทีน้องเขาอาจจะยังอยากใช้ชีวิตสาวโสดอยู่ก็ได้ เห็นว่าพึ่งเรียนจบมาไม่ใช่เหรอ”
ปากไวถามออกไปแล้วรพีก็พึ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรถาม ทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ ในเมื่องานแต่งงานมันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นต้องการ แล้วมีหรือที่เธอจะปฏิเสธ
“เมื่อวานแม่คุยกับหนูนับเก้าแล้ว น้องไม่ใช่คนปัญหามากแบบลูกหรอก แล้วถ้ารพีได้เจอน้องคราวนี้จะต้องตลึงในความสวยแน่ๆ คนอะไรยิ่งโตยิ่งสวยสง่า ดาราสาวแม่หม้ายอะไรนั่นที่เป็นข่าวกับลูกเทียบไม่ติด...”
“แม่ครับ! อย่าพาดพิงถึงคนอื่น บอกกี่ครั้งแล้วว่าผมกับชุเราเป็นแค่เพื่อนกัน ถ้าหมดธุระแล้วผมขอตัวนะครับ”
ว่าจบร่างสูงก็หุนหันออกจากห้องรับแขกทันที โดยไม่สนใจสีหน้าไม่สบอารมณ์ของผู้เป็นแม่ที่เขาไปขัดจังหวะตอนท่านกำลังอวยว่าที่ลูกสะใภ้คนโปรด
ความจริงรพีไม่ได้ไม่ได้คิดมากอะไรที่มารดาพูดจาพาดพิงถึงบุคคลอื่น ด้วยรู้จักนิสัยของแม่ตัวเองดี แต่สิ่งที่ทำให้เขาทนฟังต่อไปไม่ได้คือประโยคเยินยอผู้หญิงคนนั้นต่างหาก
รถยนต์คันหรูพุ่งทยานออกจากรั้วบ้านโชติธนกิจด้วยความรวดเร็ว ตามแรงอารมณ์ของคนขับ จุดหมายคือสถานที่ที่ชายหนุ่มพึ่งบอกปัดปฏิเสธเพื่อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า
แต่สุดท้ายรพีก็ต้องกลับคำ เพราะคืนนี้เขาคงนอนไม่หลับ ถ้าหากไม่หาแอลกอฮอล์มาช่วยลบล้างความว้าวุ่นใจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
“ไหนมึงว่าจะไม่มา”
‘คเชนทร์’ นักธุรกิจหนุ่มสุดหล่อทายาทเจ้าของปูนซีเมนต์ยี่ห้อดังในเมืองไทย หันมาถามเพื่อนสนิทหลังแลกจูบสุดร้อนแรงกับสาวสวยที่คลอเคลียอยู่ข้างกาย
“นั่นสิ? ตอนแรกบอกจะไม่มาพวกกูเลยไม่ได้เรียกน้องๆ คนสวยมาเผื่อมึงด้วย”
ทายาทเจ้าของท่าเรือใหญ่อย่าง ‘ปัณท์ธร’ ถามย้ำโดยที่ข้างกายตนเองมีสาวสวยหุ่นสะบึ่มเอาอกเอาใจถึงสองคน อีกคนนึงจับ ส่วนอีกคนนึงจูบ ถูกใจจนเขาอยากจะชวนไปตบรางวัลชุดใหญ่ให้คนละทีสองที
และที่พวกเขากล้าทำเรื่องหยาบโลนในสถานที่แบบนี้ ก็เพราะผับนี้เป็นร้านลับส่วนตัวเข้าได้เฉพาะลูกค้ากระเป๋าหนักเท่านั้น อีกอย่างห้องที่พวกเขาใช้บริการก็เป็นห้องวีไอพีชั้นสองมองเห็นด้านล่างผ่านกระจก ที่สำคัญคนภายนอกไม่สามารถมองเห็นข้างในได้
“กูกำลังจะแต่งงาน”
รพีไม่ได้ตอบคำถามแต่บอกปัญหาของตัวเองให้เพื่อนรับรู้แทนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ยกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบพลางมองลงไปยังด้านล่าง ซึ่งมีนักท่องราตรีกำลังวาดลวดลายแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกระหึ่ม
ท่าทีของคนพูดดูราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับประเด็นเมื่อครู่นัก ผิดกับเพื่อนสนิทอีกสองคนที่หูผึ่งขึ้นทันทีที่ฟังจบ ทั้งคู่สลัดสาวทรงโตข้างกายแล้วจดจ้องเพื่อนอย่างรอฟังคำอธิบายเพิ่มเติม
“เต็มใจ?” เมื่อไอ้เพื่อนปากหนักไม่ยอมพูดสักที คนใจร้อนอยากรู้เรื่องชาวบ้านอย่างคเชนทร์จึงเป็นฝ่ายเร้งเร้า
รพีส่ายหัวแทนคำตอบและในขณะเดียวกันนัยน์ตาคมเข้มก็บังเอิญสะดุดเข้ากับหญิงสาวร่างเล็กเบื้องล่าง ก่อนรอยยิ้มเย้ยหยันจะปรากฏบนริมฝีปากหนา น่าแปลกเห็นแค่แวบเดียวเขาก็จดจำได้ทันทีว่าเธอคนนั้นคือ… นับเก้า
ร่างระหงในชุดเดรสสายเดี่ยวรัดรูปสีดำสั้นเหนือเข่าแค่คืบ เข้ากับรองเท้าส้นสูงและกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง ทุกท่วงท่าของเธอสะกดสายตาคนมองได้อย่างลืมตัว
คืนนี้หญิงสาวดูสวยกว่าวันแรกที่เขาเจอเสียอีก และต่อให้เกลียดเธอมากแค่ไหน แต่เรื่องนี้รพีปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่านับเก้าสวยมาก
“ลูกหลานนักการเมืองใหญ่บ้านไหนวะ ถึงทำให้คนอย่างไอ้รพียอมเดินเข้าประตูวิวาห์ได้”
ทั้งสองไม่แปลกใจหากรพีจะยอมเดินเข้าประตูวิวาห์โดยขาดความสมัครใจ พวกเขาโตมาด้วยสังคมแบบนี้หน้าตาของวงศ์ตระกูลกับภาระหน้าที่ทางธุรกิจต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
จะรักหรือไม่รักไม่ใช่สิ่งสำคัญ ขอแค่เหมาะสมและถูกต้องเป็นพอ
จะว่าไปครอบครัวพวกเขาก็ถือว่าปรานีมามากแล้วนะ ที่ปล่อยให้ใช้ชีวิตอย่างชายโฉดและอิสระกระทั่งอายุล่วงเลยเข้าเลขสาม จะถูกบังคับให้แต่งงานตอนนี้ก็คงไม่แปลก
“นับเก้า… นับเก้า พรสรวง”
ชื่อที่ได้ยินจากปากรพีสร้างความสงสัยให้แก่สองหนุ่มไม่น้อย นามสกุลผู้ดีเก่าใครๆ ก็ต่างรู้จัก แต่ที่แปลกใจคือชื่อว่าที่เจ้าสาวของเพื่อนต่างหาก พวกเขาไม่เคยได้ยิน
“พรสรวง คุณชายภวิศน่ะนะ”
“อืม…” รพีครางรับพร้อมจดจ้องไปยังร่างเล็กไม่ลดละสายตา นับเก้าดูมีความสุขดี เธอหัวเราะต่อกระซิกกับเพื่อนสาวข้างกายอย่างออกรสออกชาติ
ในขณะที่เขาร้อนรุ่มอยู่ในอกราวกับมีไฟมาสุมทรวง ชายหนุ่มขบกรามแน่นนัยน์ตาสีนิลทอประกายคุกรุ่น เขายิ่งเกลียดเธอที่บังอาจมามีความสุขบนความทุกข์ของเขา
“คุณชายภวิศ มีลูกสาวด้วยเหรอวะ กูเห็นพาแต่ลูกชายออกงาน”
“นับเก้าเป็นลูกสาวคนโต” ซึ่งรพีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคนบ้านนั้นถึงไม่ค่อยพานับเก้าออกหน้าออกตาทางสังคม อาจเป็นความต้องการของเธอเองก็ได้
เพราะเท่าที่เห็นหญิงสาวดูสุขสบายดี เสื้อผ้าเครื่องประดับที่เธอสวมใส่ประเมินด้วยตาเปล่ายังรู้เลยว่ามีมูลค่าไม่ใช่น้อยๆ
“อยากเห็นเลยวะ ว่าคุณหนูตระกูลพรสรวงจะสวยหยาดเยิ้มสักแค่ไหน ถึงมัดใจเสือร้ายอย่างไอ้รพีอยู่”
ปัณท์ธรเอ่ยล้อเลียนเพื่อนสนิทแล้วทำหน้าทำตาเพ้อฝันตามประสาผู้ชายเจ้าชู้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่างานแต่งครั้งนี้เป็นสิ่งที่รพีไม่ปรารถนา
“คนนั้นไง!” รพีไม่รอให้เพื่อนสงสัยนาน เขาเฉลยโดยการพยักเพยิดหน้าไปทางร่างเล็ก ซึ่งเธอกำลังละเลียดชิมไวน์สีสวยในแก้วเข้าปากอย่างมีจริตผู้ดี
เมื่อทั้งสองมองลงไปยังชั้นล่างตามที่เพื่อนบอกถึงกับตาโต แทบสำลักน้ำเมาที่พึ่งกระดกเข้าปากไปแต่ยังดีที่กลืนลงไปแล้ว พร้อมอุทานเสียงดัง…
“เชี้ย!!! ที่นั่งอยู่นั่นนางฟ้าหรือคนวะ” ประโยคเกินจริงจะออกมาจากปากใครไม่ได้นอกจากผู้ชายแพรวพราวอย่างปัณท์ธร
“แล้วคนไหนว่าที่เจ้าสาวมึง ชุดดำหรือชุดขาว”
คเชนทร์เกิดความสงสัยเพราะตรงบาร์นั้นมีสาวสวยนั่งอยู่ถึงสองคน แล้วแม่คุณทั้งสองก็สวยไม่สร่างกันทั้งคู่ บอกตามตรงถ้าให้เลือกระหว่างสองคนนั้นคงเป็นการตัดสินใจที่ยากน่าดู
“ดำ” รพีหันมาตอบเพื่อนตามตรง ทว่าแววตาไม่มีความปลื้มปิติเลยสักนิดที่จะได้แต่งงานกับหญิงสาวที่สวยราวนางพญาขนาดนั้น ก่อนคว้าแก้วเหล้าขึ้นมากระดก
แล้วกลับไปจับจ้องที่หญิงสาวซึ่งกำลังยิ้มหน้าระรื้นจนเขาอดหมั่นไส้ไม่ได้
และเสี้ยววินาทีนั้นเอง อยู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดเข้ามาในหัว รพีลอบยิ้มมุมปากก่อนจะคว้าซองบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบเพื่อคลายความเครียดลง
ส่วนในใจก็โลดแล่นแผนการที่พึ่งนึกออกอย่างอามรณ์ดี สีหน้าผิดจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
“เธอน่ะ มานี่สิ” รพีกระดิกปลายนิ้วเรียกหนึ่งในสาวสวยสองคน ที่นั่งประกบอยู่ข้างกายเพื่อนสนิท ซึ่งหญิงสาวก็ทำตามอย่างว่าง่าย
พอเธอทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มก็โน้มลงไปกระซิบข้างใบหูเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนสนิทที่สงสัยในพฤติกรรม
ด้วยรู้จักกันมานานมองลงมาจากตึกมหานครยังดูรู้เลยว่าไอ้รพีมันมีแผนอะไรในใจ และที่สำคัญสีหน้าเจ้าเล่ห์แบบนั้นไม่ใช่เรื่องดีๆ แน่นอน
“กูมีธุระด่วนต้องไปก่อน ส่วนน้องคนนี้กูขอแล้วกันนะไอ้ปัณท์”
รพีลุกขึ้นยืนเต็มความสูงไม่ลืมล่ำลาเพื่อนทั้งสอง แล้วควงแม่สาวทรงโตออกไปทันที โดยไม่คิดอธิบายให้ทั้งคเชนทร์และปัณท์ธรคลายความสงสัย
ถ้าเขาทุกข์รพีจะทำให้นับเก้าทุกข์ยิ่งกว่า…