Mag-log inภายหลังจากนั้น เว่ยหนิงเอ๋อได้เล่าเรื่องราวของนางให้หลานสาวฟัง ส่วนเหนียนเหนียนมันหลับตั้งแต่สองเค่อแรก ที่สองอาหลานพูดคุยกันแล้ว
‘ที่แท้ท่านอาหญิงก็ตายเพราะยายแก่ใจร้าย ที่ต้องการยึดเงินทองของท่าน ถึงขั้นวางยาในอาหารให้ท่านกิน เหตุใดก่อนหน้าไม่แก้แค้นนาง’
ท่านอาหญิง ‘ก่อนหน้าข้าไม่มีพลังวิญญาณเลย ยายแก่นั่นให้คนมาทำพิธีตรึงวิญญาณของข้าไว้ แม้แต่แตะต้องข้าวของข้าก็ทำไม่ได้ แต่น่าแปลกมากตอนที่เจ้าเข้ามาในเรือนหลังนี้ อาคมที่ตรึงวิญญาณของข้าก็สลายไปเอง ยิ่งข้าวนเวียนอยู่ใกล้เจ้า ข้าสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เริ่มควบคุมสิ่งของได้แล้ว’
หลังได้ยินเว่ยหลิ่งจือเกิดความประหลาดใจขึ้นมา แม้ว่านางทะลุมิติมาได้หนึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวของที่นี่มากนัก
‘เป็นเพราะข้ารึ’
‘เดิมทีข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่เมื่อครู่เจ้าให้ข้ามาใกล้เจ้า เจ้าดูสิขาข้าเริ่มมองเห็นบ้างแล้ว’ ท่านอาหญิงชี้ไปที่ขาของตนเอง
‘จริงด้วย’ ก่อนหน้ามองเห็นแค่ครึ่งบน ตอนนี้เริ่มมองเห็นนางแบบครบทุกส่วนแล้ว
‘จือจือเจ้าต้องเป็นผู้มีบุญบารมีมาเกิดแน่ ๆ ยามเจ้าไม่เอ่ยปากให้ข้าเข้ามา ข้าก็ไม่สามารถเข้าใกล้เจ้าได้’
‘ด้วยเหตุนี้ท่านอาหญิงจึงเอาแต่หลบอยู่หลังต้นท้อใช่ไหม’
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”
เว่ยหลิ่งจือลูบเส้นขนเหนียนเหนียน พร้อมโยกเก้าอี้ไปด้วยเบา ๆ คล้ายคนกำลังครุ่นคิดเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น สรุปได้อย่างหนึ่งคือ ความสามารถเรื่องผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณ ได้ติดตามนางมาที่นี่ด้วย
ท่านอาหญิงมองพินิจพิจารณาหลานสาวของตนเงียบ ๆ ก่อนตัดสินใจถามในเรื่องที่นางสงสัย
‘เจ้า จือจือ เจ้าดูไม่เหมือนเด็กสี่ขวบ’
เว่ยหลิ่งจือหนังตากระตุกเบา ๆ นางมองสบสายตากับท่านอาหญิง ก่อนคลายรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
‘ท่านอาหญิงท่านเอ่ยมาไม่ผิด ข้าเป็นดวงวิญญาณที่มาจากโลกอื่นจริง ๆ ส่วนความเป็นมาอย่างไรนั้น ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน’
‘เช่นนั้นเจ้ายังเป็นหลานสาวของข้าหรือไม่’
‘แม้ดวงวิญญาณไม่ใช่ แต่ร่างกายนี้ใช่อย่างแน่นอน ท่านอาหญิงท่านรังเกียจข้าหรือไม่’
‘ข้าจะรังเกียจเจ้าได้อย่างไร นี่คงเป็นวาสนาผีเช่นข้า ที่ยังสามารถพูดคุยกับเจ้าได้ น่าเสียดายที่ข้าไปจากเรือนหลังนี้ไม่ได้’
‘ท่านมีห่วงรึ’
‘เหตุใดถามเช่นนั้น’
‘ไม่ปิดบังท่านอาหญิง ยามอยู่โลกก่อนหน้าข้าเป็นผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณ วิญญาณที่ไม่ยอมรับการไปเกิดใหม่ ล้วนเป็นดวงวิญญาณที่มีห่วงทั้งนั้น หากไม่คลายห่วงที่รั้งคอเอาไว้ ก็ไม่สามารถไปเวียนว่ายตายเกิดใหม่ได้ เพียงแต่ข้าไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดท่านถึงไปจากเรือนหลังนี้ไม่ได้’
ท่านอาหญิงหลุบตาลงต่ำ เอ่ยเบา ๆ ว่า ‘ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน’
ข้างนอกประตูเรือนของเว่ยหลิ่งจือ นางจ้าวเหลียนกับบุตรสาววัยห้าขวบ กำลังแอบมองดูอยู่เงียบ ๆ
จ้าวผิง “ท่านแม่นางพูดกับใครกัน”
แม้เว่ยหลิ่งจือไม่ได้ขยับปาก แต่ท่าทางของนางบอกได้ว่ากำลังพูดคุยกับใครสักคนอยู่
นางจ้าว “ไม่ ไม่มีใครเลย นางพูดคนเดียว รีบไปเถอะผิงเอ๋อร์ ที่นี่น่ากลัวอย่างที่ยายแก่หลี่พูดจริง ๆ”
“ท่านแม่ รอข้าด้วย !”
ท่านอาหญิงมองตามสองแม่ลูกออกไป ‘พวกนางสอดรู้สอดเห็นจริง ๆ’
‘ท่านอาหญิงอย่าไปถือสาชาวบ้านแถวนี้เลย อย่างไรเสียข้าก็ไม่คิดไปข้องแวะกับพวกเขาอยู่แล้ว’
ท่านอาหญิงถอนหายใจเบา ๆ
‘ที่นี่เจอภัยแล้งมาสามปีติด พืชผลปลูกไม่ค่อยขึ้น ปีนี้น้ำก็ขาดแคลนอย่างหนัก ชาวบ้านทุกข์ระทมกันมาก จือจือเจ้าจะมีชีวิตรอด ในที่ทุรกันดารเช่นนี้ได้อย่างไร’
‘ข้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่สองวัน ยังไม่ได้ออกไปสำรวจที่ไหนเลย เอาไว้ข้ามีแรงก่อนค่อยคิดหาทางออก ท่านอาหญิงอย่ากังวลแทนข้าไปเลย อย่างมากข้าก็ตายอยู่ในเรือน มีท่านอาหญิงเป็นเพื่อน ข้าไม่กลัวหรอก’
‘เจ้านี่นะพูดจาไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย นี่ก็มืดค่ำแล้วเจ้ารีบเข้านอนเถอะ ยามนี้ข้ามีพลังวิญญาณมากขึ้นแล้ว ประเดี๋ยวจะไปทำความสะอาดเตียงนอนให้เจ้าเอง’
‘ขอบคุณท่านอาหญิง’
เว่ยหลิ่งจือคิดไม่ถึงว่า จะมีท่านอาหญิงทำความสะอาดเตียงนอนให้ นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริง ๆ
ท่านอาหญิงเฝ้ามองหลานสาวจนหลับสนิทไปแล้ว นางถึงได้หายตัวไปหลับอยู่บนเสาเรือนเหมือนเช่นเคย เหนียนเหนียนนอนซุกตัวในผ้าห่มผืนเดียวกันกับเจ้านาย
ในค่ำคืนนี้เว่ยหลิ่งจือถึงได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของตนเอง เมื่อเข้าสู่ห้วงฝันและได้พบเจอใครบางคนในนั้น
‘จือจือ...จือจือ’ เสียงเรียกแผ่วเบาทว่าอบอุ่นใจยิ่งนัก
เว่ยหลิ่งจือลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย พบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนหน้าผาชันแห่งหนึ่ง หมอกขาวหนาตาอยู่ด้านบน เปลวไฟร้อนผ่าวด้านล่าง นี่มันสถานที่อันใดกันแน่
‘จือจือข้าคือมารดาของเจ้า’
สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามดั่งเทพธิดา ลอยตัวอยู่ด้านบน ศีรษะของนางเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ กลิ่นอายสูงส่งแลดูสดชื่นมีชีวิตชีวา
‘จือจือข้าคือบิดาของเจ้า’ บุรุษผู้มีดวงตาดั่งเปลวไฟจ้องมองมาทางนาง รอยยิ้มของเขาช่างแปลกประหลาด จะยิ้มก็ไม่ใช่จะร้องไห้ก็ไม่เชิง
เว่ยหลิ่งจือมองคนด้านบนทีคนด้านล่างที สมองของนางพลันไม่เข้าใจ ก่อนจะสรุปง่าย ๆ ว่า ‘ข้าฝันอยู่’
เทพธิดาพฤกษามองดูบุตรสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
‘เจ้าไม่ได้ฝันไปหรอกจือจือ ข้ามีนามว่าฟางเซียนเป็นเทพธิดาพฤกษา เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา คนผู้นั้นคือจอมมารอัคคีในดินแดนรกร้างของยมโลก เขาคือบิดาของเจ้ามีนามว่าเหยียนโยวหมิง’
เว่ยหลิ่งจือ ‘...’
‘เทพธิดาพฤกษากับจอมมารอัคคี พวกท่านบอกว่าเป็นบิดามารดาของข้าอย่างนั้นรึ’
นางมองสาวงามกับจอมมารอย่างตกตะลึง นี่มันเหมือนดอกไม้งามปักอยู่บนขี้วัวชัด ๆ
จอมมารอัคคีลอยขึ้นมาอยู่ใกล้กับบุตรสาวของตน ทว่าเขาไม่อาจข้ามขึ้นไปหาเทพธิดาพฤกษาได้
‘จือจือข้าคือบิดาของเจ้าจริง ๆ พวกเราทำผิดฝ่าฝืนกฎแห่งสามโลก ครั้นเจ้ากำเนิดขึ้นมาจึงถูกลงทัณฑ์ให้ไปเวียนว่ายตายเกิดบนโลกมนุษย์หนึ่งร้อยปี และห้ามข้ากับแม่เจ้าเข้าใกล้กันอีก พรมแดนมารกับสวรรค์จึงขีดเส้นแบ่งกั้นเอาไว้’
เว่ยหลิ่งจือพยายามอย่างหนักในการใช้ความคิด ทว่านางก็ยังไม่เข้าใจ
‘ท่านพี่เอ่ยเช่นนั้นนางจะสับสนเอาได้ จือจือเจ้าต้องเวียนว่ายตายเกิดร้อยชาติร้อยภพ ข้ากับบิดาเจ้าเห็นว่าสมควรแยกดวงจิตของเจ้าออกเป็นสามดวง ส่งไปยังสามโลก เพื่อให้ทางรอดแก่เจ้าอยู่บนโลกมนุษย์ครบทั้งหนึ่งร้อยชาติ ไม่เช่นนั้นหากดวงจิตดับสูญ วิญญาณเจ้าก็จะแตกสลายไปชั่วกาล’
เว่ยหลิ่งจือ ข้าเคยได้ยินแต่สามวิญญาณเจ็ดดวงจิต แต่นี่พวกเขาแยกดวงจิตออกเป็นสามดวงแล้วส่งไปอยู่สามโลก ทำเช่นนั้นก็ได้รึ
‘ใช่ ๆ มารดาของเจ้าเอ่ยถูกแล้ว ดวงจิตแรกแตกสลายไปเพราะถูกศัตรูของข้าทำลาย ไม่ได้ตายตามธรรมชาติของมนุษย์ ดวงจิตที่สองคือเจ้าในตอนนี้ ถูกคนทำให้ตายก่อนวัยอันสมควร อันที่จริงเป็นเทพองค์หนึ่งที่หลงรักมารดาของเจ้า เลยเคียดแค้นและอยากทำให้นางเสียใจ จึงสร้างเรื่องราวเนตรอัปมงคลขึ้นมา ดวงจิตอีกโลกหนึ่งของเจ้าจึงถูกดึงมาแทนที่ นี่คือดวงจิตสุดท้ายที่สมบูรณ์ที่สุดของเจ้าแล้ว’
จอมมารอัคคีพยายามอธิบายช่วย
ช่างเป็นพ่อแม่ที่ดีจริง ๆ
เว่ยหลิ่งจือชูมือน้อย ๆ ขึ้น ‘ข้าขอถามได้ไหม นี่คือชาติภพที่เท่าไหร่ของข้า’
‘ชาติที่เก้าสิบเก้า’ เทพธิดาพฤกษาเป็นผู้ตอบ
เว่ยหลิ่งจือไม่เคยคิดมาก่อน ว่านางได้ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วถึงหลายชาติหลายภพ
‘หากข้าอยู่ครบหนึ่งร้อยชาติ จะมีอะไรเกิดขึ้น’
บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ
บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ
บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง
บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb
บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ แต่การทำงานของเว่ยหลิ่งจือนั้น ไม่สามารถใช้เรือนเช่าทำได้ พวกเขาต้องปกปิดตัวตน ยิ่งบัณฑิตอย่างเหอจิ้นหยาง จะข้องแวะกับภูตผีไม่ได้ เว่ยหลิ่งจือเลือกเช่าเรือนในตรอกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ติดต่อเรื่องงาน นางให้เหอจิ้นหยางสวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เข้าไปติดต่อขอเช่าสถานที่ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกหลันฮวา เป็นแหล่งรวมร้านค้าจำพวกของเก่า หรือนักสะสมของโบราณนั่นเอง “ทำไมต้องเลือกเรือนเช่าที่อยู่สุดตรอกเช่นนี้ด้วย ลูกค้าจะหาเจอได้ง่ายอย่างไร” เหอจิ้นหยางอดบ่นไม่ได้ ตอนเห็นร้านค้าเช่าครั้งแรก “พี่ชายเหออาชีพอย่างข้าต้องทำตัวลึกลับสักหน่อย อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว” เหอจิ้นหยางคิดตามแล้วเถียงไม่ออก เพราะจริงอย่างท
บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น ! “มันมืดเจ้าจำผิดแล้วกระมัง” เว่ยหลิ่งจือไม่คิดว่าบาดแผลจะดีขึ้นเร็วเกินไป จนเป็นที่น่าสงสัยของสองพี่น้อง เหอจิ้นหยางไม่ได้แปลกใจ เขาไม่ได้เห็นบาดแผลใกล้ ๆ เหมือนคนอื่น เสิ่นซืออี้ “ข้าจำได้ว่าถูกฟันเข้าที่แขน บาดแผลค่อนข้างลึก แต่นี่มัน...” เว่ยหลิ่งจือ “สงสัยยาข้าจะดี” พวกเจ้าเลิกสงสัยสักทีเถอะ ข้าไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนมาบอกแล้ว “ใช่ ๆ โรงหมอที่นางซื้อยามา มีท่านหมอเทวดาอยู่ด้วย” เหอจิ้นหยางกล่าวเกินจริงไปแล้ว เพราะมีหมอไม่มากนัก ชาวบ้านจึงยกยอท่านว่าเป็นหมอเทวดาเท่านั้นเอง แต่คำพูดของเขา สามารถทำให้สองพี่น้องเลิกซักถามได้&n







