ANMELDENจอมมารอัคคี ‘เจ้าสามารถเลือกได้ ว่าจะอยู่แดนสวรรค์หรือแดนมาร หรือว่ากลับคืนสู่โลกมนุษย์ดังเดิม หากเลือกโลกมนุษย์ เจ้าจะมีชีวิตไปตามเวรกรรมที่ก่อไว้ ไม่มีใครสามารถทำลายดวงจิตของเจ้าได้โดยพลการ’
เว่ยหลิ่งจือได้คำตอบแล้ว แต่ว่ารางวัลของการอยู่ครบร้อยภพร้อยชาติ ช่างเล็กน้อยเหลือเกิน
‘เรื่องที่ข้ามองเห็นดวงวิญญาณของคนตายได้ เกี่ยวข้องกับพวกท่านด้วยใช่ไหม’
จอมมารอัคคี ‘เรื่องนี้เกี่ยวกับข้าจริง ๆ แม้ข้าจะเป็นคนแดนมาร แต่แท้จริงแล้วข้าคือน้องชายแท้ ๆ ของพญายมเหยียนหลัวหวาง ราชาแห่งสิบขุมนรกและผู้พิพากษากรรม ดังนั้นการมองเห็นวิญญาณจึงเป็นการถ่ายทอดผ่านสายเลือดของข้า ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมีมรดกสายเลือดจากข้าเป็นอัคคีโลหิตมาร’
เว่ยหลิ่งจือ ‘อัคคีโลหิตมาร ?’
จอมมารอัคคี ‘อัคคีโลหิตมารสามารถแผดเผาภูตผีกับเหล่ามาร ให้ดับสลายไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ส่วนมนุษย์หากถูกเผาจะทำให้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง ถึงขั้นสูญเสียชีวิตได้เหมือนกัน เจ้าว่ามรดกทางสายเลือดของบิดาเช่นข้า ล้ำค่าหรือไม่’
เว่ยหลิ่งจือพยักหน้าลง ดวงตาคล้ายมีความคับข้องใจอยู่ ‘มันก็ล้ำค่าจริง แต่ว่าข้ายังไม่เคยเห็นอัคคีโลหิตมารอะไรนี่เลย’
จอมมารอัคคีหัวเราะออกมาเบา ๆ
‘วันนี้ข้ากับมารดาของเจ้า ถึงได้ยอมสละอายุขัยหนึ่งพันปี เพื่อส่งมอบให้เจ้าอย่างไร’
ดวงตานางเบิกโตอย่างตกใจ ‘สละอายุขัยหนึ่งพันปี พวกท่านมีอายุกี่ปีกันแน่’
พรึบ ! เทพธิดาพฤกษาสะบัดแขนเสื้อหนึ่งที ฝูงผีเสื้อแสนสวยโบยบินออกจากเสื้อของนาง ช่างเป็นภาพที่งดงามหาดูได้ยากยิ่ง
‘จือจือข้ากับบิดาเจ้า ต่างมีอายุขัยร่วมสามหมื่นปีกันทั้งคู่ สละให้เจ้าแค่หนึ่งพันปีไม่เสียหายแต่อย่างใด ดีกว่าปล่อยให้เจ้าถูกคนวางแผนทำร้าย ไม่อาจป้องกันตนเองได้อีกต่อไป’
‘จือจือเจ้าจงรับเอาอัคคีโลหิตมารนี้ไปได้แล้ว’
จอมมารอัคคีวาดฝ่ามือ ควักอัคคีโลหิตมารออกมาก้อนเท่ากำปั้นมือ ก่อนจะส่งผ่านไปยังหน้าผากของบุตรสาว
เว่ยหลิ่งจือรู้สึกว่าหน้าผากของตนร้อนผ่าว ก่อนที่ความร้อนแหล่งนี้จะแทรกซึมไปทั่วเลือดเนื้อของนาง ทว่าไร้ซึ่งความเจ็บปวดแต่อย่างใด
จอมมารอัคคี ‘เจ้าลองดีดนิ้วสร้างเปลวอัคคีขึ้นดู’
เปาะ !
‘อ๋า มีเปลวไฟสีแดงที่ปลายนิ้วของข้า !’
‘เปลวอัคคีจะเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเจ้า ห้ามเจ้าใช้งานเปลวอัคคีพร่ำเพรื่อเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะดึงดูดคนชั่วเข้ามาหาได้ ให้ใช้เฉพาะยามที่จำเป็นเท่านั้น’
‘ข้าจะจดจำไว้เจ้าค่ะ...ท่านพ่อ’
‘จือจือเจ้าเรียกข้าว่าท่านพ่อแล้ว’ จอมมารอัคคีหันหน้าหนีไปเช็ดน้ำตาเบา ๆ
‘ท่านพี่ท่านเลิกขี้แยได้แล้ว ต่อไปเป็นมรดกแดนสวรรค์ของมารดาเช่นข้า’
เทพธิดาพฤกษาทำการถ่ายทอดพลังพฤกษา อธิบายเพิ่มว่าต้นไม้ทุกต้น สามารถสื่อสารกับสายเลือดของเทพธิดาพฤกษาได้ ส่วนทำอย่างไรได้บ้างนั้นนางต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง
‘ขอบคุณท่านแม่’
เทพธิดาพฤกษากลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกคน
‘จือจือการพบเจอกันหนนี้ เป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีตั้งแต่ที่เจ้าเกิดมา จากนี้ไปหนึ่งพันปีข้ากับบิดาของเจ้า ไม่อาจติดต่อเจ้าได้อีกแล้ว พวกเราต้องปิดด่านบำเพ็ญเพียร’
ท้ายคำเอ่ยออกมาได้ไม่เต็มน้ำเสียงเท่าใดนัก
‘เหตุใดเป็นเช่นนั้น’
จอมมารอัคคี ‘การฝืนกฎแดนมารกับแดนสวรรค์ ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลก การถูกกักบริเวณหนึ่งพันปีคือบทลงโทษ ที่ข้ากับมารดาของเจ้าต้องได้รับ’
นางเข้าใจแล้ว ปิดด่านบำเพ็ญเพียรหาใช่เรื่องจริง ถูกกักบริเวณต่างหากที่ใช่ เว่ยหลิ่งจือคุกเข่าลงบนพื้น ก้มกราบให้บิดากับมารดาด้วยความรู้สึกผิด
‘ท่านพ่อท่านแม่ข้าขอให้พวกท่าน ผ่านการบำเพ็ญเพียรลุล่วงด้วยดี ส่วนข้าพวกท่านไม่ต้องห่วง ข้ามีสองสิ่งนี้แล้วย่อมมีชีวิตที่ดี ใครก็เอาเปรียบข้าไม่ได้’
เทพธิดาพฤกษา ‘เด็กดีเจ้าต้องใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ด้วยความสุขนะ ข้ากับบิดาเจ้าจะเฝ้ามองดูเจ้าจากที่ไกล ๆ’
‘จือจือเส้นกั้นเขตแดน กำลังดึงข้ากลับไปแดนมารแล้ว เจ้าต้องมีชีวิตที่ดีนะ’ ผู้เป็นบิดาทอดสายตามองบุตรสาวด้วยความอาลัยอาวรณ์
‘ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านก็ต้องดูแลตัวเองด้วย’
เว่ยหลิ่งจือมองดูบิดามารดา ถูกพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดึงกลับไปยังดินแดนของตนเอง ได้ยินเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาเป็นระลอกคลื่น กระทั่งพวกท่านหายลับจากสายตาไป
นางลืมตาขึ้นมาเป็นยามเช้าของวันใหม่
เหนียนเหนียนลุกขึ้นบิดลำตัวอย่างเกียจคร้าน เห็นผู้เป็นนายบิดนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ พลันเกิดเป็นเปลวไฟสีแดงฉาน มันตกใจรีบกระโดดหนีห่างออกไปหลายจั้ง
‘เจ้าจะทำอันใด’
‘เหนียนเหนียนเจ้ากลัวไฟนี่รึ’
เว่ยหลิ่งจือดีดนิ้วให้เปลวไฟลุกไหม้ยิ่งกว่าเดิม สัตว์เลี้ยงของนางวิ่งหนีลนลานไปทั่วทั้งห้องนอน
‘เจ้าอย่าฆ่าข้านะ ข้าเป็นสัตว์เลี้ยงผูกพันธสัญญากับเจ้าแล้วนะ’ มันขดตัวสั่นเทาไปหมด
เว่ยหลิ่งจืออดขำกับปฏิกิริยาของมันไม่ได้ รีบดับไฟที่ปลายนิ้ว ‘ที่แท้เจ้าก็กลัวไฟนี่เหมือนกัน’
‘ต้องกลัวอยู่แล้ว ไฟนั่นแผดเผาได้ถึงดวงจิตของข้าเชียว เจ้าห้ามเอาออกมาเล่นอีก แต่เอ๋’
มันค่อย ๆ ย่างก้าวเข้ามาหาผู้เป็นนาย ดมกลิ่นรอบ ๆ กายของนางอย่างแปลกใจ
‘ทำไมตัวข้ามีอะไร’
‘กลิ่นเจ้าไม่เหมือนเดิม มีกลิ่นดอกไม้หอมหวาน แต่ก็มีกลิ่นไฟแผดเผาผู้คนได้ น่าแปลกยิ่งนัก’
ฟุบ ! ท่านอาหญิงโผล่กายออกมา
‘ใช่ ๆ วันนี้จือจือมีกลิ่นอายรอบตัวไม่เหมือนเดิมจริง ๆ เหมือนมีพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นสิบส่วน แต่ก็มีความน่ากลัวเพิ่มขึ้นด้วย’
เว่ยหลิ่งจือดีดเท้าน้อย ๆ ของนางไปมาอยู่บนเตียงนอน เริ่มเล่าเรื่องราวที่ได้พานพบเจอเมื่อคืนให้ทั้งคู่ฟัง
ฟังจบท่านอาหญิงถึงกับกะพริบตาปริบ ๆ
‘เทพธิดาพฤกษากับจอมมารอัคคี เกิดมาข้าก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้’
เหนียนเหนียน ‘นั่นสิ เจ้าเป็นลูกครึ่งเทพกับมารรึ มิน่าถึงได้มีกลิ่นอายสองอย่างในตัวคนคนเดียว บิดามารดาของเจ้ายอมแลกอายุขัยหนึ่งพันปี เพื่อถ่ายทอดมรดกทางสายโลหิตให้ ช่างเป็นมารกับเทพที่น่านับถือเสียจริง’
ท่านอาหญิงปรบมือหนึ่งทียามนึกได้
‘เจ้ามีอัคคีโลหิตมารแล้ว ต่อไปใครก็ทำอันตรายเจ้าไม่ได้ บิดามารดาของเจ้าช่างมองการณ์ไกลเสียจริง ก่อนหน้าข้ายังห่วงว่าเจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อย จะอยู่รอดในดินแดนแห้งแล้งนี้ได้อย่างไร’
‘ท่านอาหญิงมารดาข้าเป็นเทพธิดาพฤกษา ข้าสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของเหล่าพืชพรรณ รวมถึงสัตว์น้อยใหญ่ในป่าได้’ เว่ยหลิ่งจือรู้สึกได้ในทันทียามลืมตาตื่นขึ้นมา ผืนดินแผ่นน้ำต้นไม้ทุกต้นล้วนสื่อสารกับนางได้
เหนียนเหนียน ‘เจ้าเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร’
เว่ยหลิ่งจือกระโดดลงมาจากเตียง พร้อมกอดอกน้อย ๆ ของนาง ใบหน้ากลมเชิดขึ้นอย่างถือดี
‘ข้าสัมผัสได้ว่าบนผืนแผ่นดินนี้ ตรงไหนมีพืชที่กินได้ ตรงไหนคือแหล่งน้ำ ตรงไหนคือที่อยู่ของสัตว์ป่า’
เหนียนเหนียนพยักหน้ารัว ๆ ‘อืม ฟังดูดีมีอนาคต’
ท่านอาหญิงถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
‘พวกเจ้านายบ่าวช่างเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่อย่างไรเสียจือจือ เจ้าต้องออกไปพบปะชาวบ้านบ้าง ตั้งแต่เจ้ามาอยู่ที่นี่ ยังไม่ไปรายงานตัวกับผู้ใหญ่บ้านเลย ถึงอย่างไรเจ้าก็คือมนุษย์จำเป็นต้องคบหาผู้คน ไม่เช่นนั้นจะดูแปลกประหลาดเกินไป’
‘ข้าเข้าใจแล้วท่านอาหญิง วันนี้ข้าจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน’
เว่ยหลิ่งจือเดินออกมายังลานหน้าเรือน พบว่ามีอาหารมื้อเช้าวางไว้สำหรับนาง เป็นข้าวต้มใส ๆ กับผักดองเล็กน้อย
‘ท่านอาหญิงทำกับข้าวได้ด้วยรึ’
ท่านอาหญิงรีบลอยมานั่งฝั่งตรงข้ามกับหลานสาว
‘ทำได้ ๆ ข้าแค่ลองทำดู ไม่คิดว่าจะสามารถควบคุมสิ่งของได้จริง แต่ว่าพอทำเสร็จ ดวงวิญญาณก็จางหายไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ต้องห่วงไปแค่ได้อยู่ใกล้กับเจ้า พลังวิญญาณก็กลับมาฟื้นฟูได้ในเวลาอันรวดเร็ว’
‘ข้าทำเช่นนั้นได้ด้วยรึ’ เว่ยหลิ่งจือยังไม่ค่อยเข้าใจในความสามารถของตนเอง
‘ได้สิ ยิ่งวันนี้รอบกายเจ้ามีกลิ่นอายที่ส่งเสริมให้ดวงวิญญาณเช่นข้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม วิญญาณดวงอื่นต่างก็อยากเข้าใกล้เจ้าทั้งนั้น เพียงแต่ว่า...’
บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ
บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ
บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง
บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb
บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ แต่การทำงานของเว่ยหลิ่งจือนั้น ไม่สามารถใช้เรือนเช่าทำได้ พวกเขาต้องปกปิดตัวตน ยิ่งบัณฑิตอย่างเหอจิ้นหยาง จะข้องแวะกับภูตผีไม่ได้ เว่ยหลิ่งจือเลือกเช่าเรือนในตรอกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ติดต่อเรื่องงาน นางให้เหอจิ้นหยางสวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เข้าไปติดต่อขอเช่าสถานที่ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกหลันฮวา เป็นแหล่งรวมร้านค้าจำพวกของเก่า หรือนักสะสมของโบราณนั่นเอง “ทำไมต้องเลือกเรือนเช่าที่อยู่สุดตรอกเช่นนี้ด้วย ลูกค้าจะหาเจอได้ง่ายอย่างไร” เหอจิ้นหยางอดบ่นไม่ได้ ตอนเห็นร้านค้าเช่าครั้งแรก “พี่ชายเหออาชีพอย่างข้าต้องทำตัวลึกลับสักหน่อย อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว” เหอจิ้นหยางคิดตามแล้วเถียงไม่ออก เพราะจริงอย่างท
บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น ! “มันมืดเจ้าจำผิดแล้วกระมัง” เว่ยหลิ่งจือไม่คิดว่าบาดแผลจะดีขึ้นเร็วเกินไป จนเป็นที่น่าสงสัยของสองพี่น้อง เหอจิ้นหยางไม่ได้แปลกใจ เขาไม่ได้เห็นบาดแผลใกล้ ๆ เหมือนคนอื่น เสิ่นซืออี้ “ข้าจำได้ว่าถูกฟันเข้าที่แขน บาดแผลค่อนข้างลึก แต่นี่มัน...” เว่ยหลิ่งจือ “สงสัยยาข้าจะดี” พวกเจ้าเลิกสงสัยสักทีเถอะ ข้าไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนมาบอกแล้ว “ใช่ ๆ โรงหมอที่นางซื้อยามา มีท่านหมอเทวดาอยู่ด้วย” เหอจิ้นหยางกล่าวเกินจริงไปแล้ว เพราะมีหมอไม่มากนัก ชาวบ้านจึงยกยอท่านว่าเป็นหมอเทวดาเท่านั้นเอง แต่คำพูดของเขา สามารถทำให้สองพี่น้องเลิกซักถามได้&n







