LOGINบทที่ 4
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ เหม่อมองถ้วยข้าวต้มแล้วพานกินไม่ลง ของแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนกินได้ด้วยซ้ำ คิดแล้วก็อดที่จะโกรธตัวเองไม่ได้
“ท่านแม่ไม่กินแล้วหรือขอรับ” เนี่ยนจินที่ยังกินไม่อิ่ม ได้แต่เลียปากถามออกไปอย่างเลื่อนลอย เด็กน้อยเอาแต่มองถ้วยข้าวของมารดาไม่กะพริบ กระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอตรง ๆ
“ของแบบนี้มันกินไม่ได้หรอก เอาไปทิ้งซะ”
“ถ้าท่านแม่ไม่กิน เช่นนั้นข้าขอได้หรือไม่ขอรับ”
สุดท้ายเหมยกุ้ยก็ยอมเลื่อนถ้วยข้าวให้อย่างจำยอม ภายในใจได้แต่นึกสงสาร ยามที่เห็นทั้งสามแบ่งข้าวออกเป็นสามส่วน แล้วกินราวกับว่านั่นคืออาหารมื้อที่ดีที่สุดเสียอย่างนั้น
ทั้งที่คิดว่าตนเองยังต้องการเวลาปรับตัว กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันให้ได้ก่อน แต่เรื่องความเป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่อาจทนอยู่เฉยได้อีกแล้ว ครอบครัวตนเองทุกข์ยากถึงเพียงนี้ เหล่าคนเห็นแก่ตัวกลับได้อยู่สุขสบาย มันเกินกว่าจะทนรับได้จริง ๆ
“รู้ไหมว่าพ่อของพวกเจ้าจะกลับมาวันไหน” เมื่อถามถึงสามีก็อดที่จะรู้สึกขัดเขินเสียมิได้ สามีดีทั้งนิสัยและรูปโฉมงามออกปานนี้ แต่เหมยกุ้ยในอดีตกลับไม่เห็นค่า ปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นผู้ขออาศัย ทั้งที่ตัวเองต่างหากที่มาอาศัยอยู่
“ท่านพ่อบอกว่าจะเข้าป่าครึ่งเดือน ถ้านับจากวันที่ไปก็อีกห้าวันน่าจะกลับมาแล้วขอรับ” ซือฮั่นอดที่จะแปลกใจไม่ได้ ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึงท่านพ่อเลยสักครั้ง ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้อยากรู้เรื่องท่านพ่อ
“ห้าวันเชียวหรือ นานเกินไป ทนอยู่สภาพนี้ไม่ได้หรอก” หากรอจนกว่าสามีจะกลับมา แล้วค่อยไปเอาเรื่องคนบ้านนั้นคงไม่ได้ นางกับลูก ๆ ได้อดตายกันก่อนเป็นแน่
เหมยกุ้ยกำมือแน่นด้วยความโมโห นางมองเด็ก ๆ แบ่งข้าวกันกิน มีความเป็นอยู่อย่างอัตคัด บ้านเรือนก็ทรุดโทรมจะพังอยู่รอมร่อ ไม่ต้องรอเวลาปรับตัวแล้ว พุ่งชนมันตอนนี้นี่แหละ
“ซือฮั่น เจ้าไปแจ้งท่านลุงหวังให้ตามไปที่บ้านจง”
“ขอรับ”
เด็ก ๆ ทั้งสามมองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่นานนักใบหน้าก็หม่นลง หรือว่าที่ท่านแม่เอ่ยถึงท่านพ่อ เพื่อที่จะพูดเรื่องหย่าใช่หรือไม่ การที่ให้ซือฮั่นไปตามผู้ใหญ่บ้าน ก็เพื่อจะทำเรื่องหย่าไว้ก่อน
หญิงสาวทนฝืนลงจากเตียง โดยที่ไม่สนใจอาการป่วยของตนเอง นางออกจากบ้านไปด้วยใบหน้าซีดเซียวและบึ้งตึง มุ่งหน้าไปบ้านเดิม แต่ก็ไม่ลืมหยิบเอามีดพร้าติดมือไปด้วย การกระทำที่ไม่บอกกล่าวสิ่งใด ทำเอาเด็กทั้งสามถึงกับกระวนกระวายใจ
“พี่ใหญ่ หรือว่าท่านแม่คิดจะแยกทางกับท่านพ่อเจ้าคะ”
“เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วหรือขอรับ” เนี่ยนจินทำหน้าเศร้า ทั้งที่พยายามทำตัวดีเพื่อไม่ให้ท่านแม่ทิ้งไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สินะ
“อย่าเพิ่งคิดไปก่อน เอาเช่นนี้ พวกเจ้าตามท่านแม่ไปก่อน พี่จะไปตามลุงหวัง ถ้าหากท่านแม่อยากจะหย่าจริง พี่จะขอให้ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านถ่วงเวลาไว้รอจนกว่าท่านพ่อจะกลับมา”
น้องทั้งสองพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำตามที่พี่ใหญ่สั่ง ม่านถงจูงมือเนี่ยนจินรีบเร่งตามมารดาไป ส่วนซือฮั่นก็รีบไปบ้านผู้ใหญ่บ้านหวัง แล้วเกลี้ยกล่อมให้ท่านลุงหวังหาวิธีถ่วงเวลาไว้ รอจนกว่าท่านพ่อจะออกจากป่า
ด้านเหมยกุ้ย ทันทีที่มาถึงหน้าบ้านมารดา ร่างบางไม่รอช้า ก้าวอาด ๆ เข้าไปเตะที่บานประตูเต็มแรง ทำเอาประตูซีกหนึ่งหลุดไปต่อหน้าต่อตา
คนด้านในที่กำลังจะคีบกับข้าวเข้าปาก ก็ถึงกับตะลึงนิ่งค้าง บางคนน่องไก่ก็ยังคาบอยู่คาปาก โดยเฉพาะนางจง ยังไม่ได้ตักข้าวเข้าปากสักคำ
ปัง!
“เป็นบ้าอะไรของเจ้าแต่เช้าเนี่ยเหมยกุ้ย ไม่เห็นหรือคนกำลังกินข้าวน่ะ” ยายเฒ่าจงถึงกับโกรธหน้าสั่น ด่ากราดพ่นน้ำลายกระเซ็น
“ก็เห็นนะ ข้าไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย” หญิงสาวเหยียดยิ้ม พลางมองใบหน้าของทุกคนในบ้านอย่างท้าทาย พวกเหลือบไรนี่ กินดีอยู่ดีกันขนาดนี้เชียวหรือเนี่ย
“นังตัวดี เดี๋ยวนี้พูดจาแบบนี้กับท่านแม่หรือ เสนอหน้ามาทำไม ไสหัวไปไกล ๆ” จงซานวางตะเกียบกระแทกอย่างใส่อารมณ์ ชี้นิ้วด่าน้องสาว ขุ่นเคืองที่ต้องมาเจอหน้าเหมยกุ้ยตั้งแต่เช้า
“ชิ! แต่งออกไปแล้วก็ยังจะกลับมาอยู่ได้ มิรู้ว่าจะเป็นภาระไปถึงเมื่อไร” เอ้อเหนียงภรรยาของจงซานบ่นพึมพำ ปรายตามองน้องสามีด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ข้าก็ไม่ได้อยากจะมาเหยียบนักหรอก”
“ไม่อยากมา แล้วมาทำไม อย่าทำตัวน่ารำคาญที่นี่อีกเลย กลับบ้านแกไปซะ บอกแล้วไม่ใช่หรือ บ้านข้าไม่ต้อนรับลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว”
“ข้าก็แค่จะมาเอาของของข้าคืนเจ้าค่ะ ได้แล้วก็จะไป ท่านแม่ไม่ต้องไล่” ร่างบางกวาดสายตามองทุกคนในบ้าน แม้ปากจะยิ้มทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา
ดียิ่งนัก ทั้งใบหน้าและนิสัยคนพวกนี้ เหมือนกันกับคนบ้านใหญ่ในชาติก่อนเป๊ะเลย เช่นนั้นความแค้น ความโกรธ ความไม่พอใจ นางขอรวบมันทั้งหมดไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกัน
“นี่มันบ้านข้า จะมีของแกที่ไหน ไสหัวกลับไปซะ อย่ามาทำตัวน่ารำคาญที่นี่”
“มีสิเจ้าคะ เมื่อเดือนที่แล้วพี่สะใภ้ไปที่บ้านข้า บอกว่าไม่มีข้าวสาร แล้วนางก็มาขนจากบ้านข้าไปหมด มิใช่แค่ข้าว แต่นางหยิบฉวยทั้งเนื้อทั้งของมีค่าจากบ้านข้าไป เมื่อสิบวันก่อน พี่ใหญ่บอกว่าไม่มีเงินซื้อหนังสือ มาขอยืมเงินจากข้าห้าตำลึง พอข้ามาทวงเงิน พี่ใหญ่กลับทำร้ายข้า หวังให้ตายจะได้ไม่ต้องใช้หนี้”
สิ่งที่นางพูดไม่ใช่ทั้งหมดกับวีรกรรมของคนบ้านนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ให้พูดทั้งปีก็ไม่หมด ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านหลังนี้ ก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของสามีนางทั้งนั้น วันนี้จะเอาคืนให้หมด
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







