Masuk"หูยยยย ห้องนาวสวยอ่ะ" ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาภายในห้องพักคอนโดมิเนียมสำหรับพนักงานของ EMMALINE อีฟวางกระเป๋าวิ่งไปรอบห้องด้วยความตื่นตาตื่นใจราวกับเด็กน้อย
"ห้องอีฟก็ต้องสวยเหมือนกันแหละ" นาวยิ้มขำกับท่าทางของเพื่อน
"นั่นสิ อีฟไปดูห้องอีฟบ้างดีกว่า" ว่าแล้วก็หยิบกระเป๋าของตัวเองเปิดประตูออกจากห้องของนาวไปยังห้องของตัวเองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
หลังจากวันที่เซ็นสัญญาหนึ่งเดือน นาวกับอีฟก็ย้ายเข้ามาอยู่คอนโดมิเนียมที่บัวจัดไว้ให้คนละห้อง ในตอนแรกทั้งคู่จะอยู่ด้วยกัน แต่จ๋า เลขานุการของบัวที่เอาคีย์การ์ดมาให้บอกว่าเป็นสิทธิ์ของนางแบบของแบรนด์ที่จะมีห้องพักส่วนตัว นาวกับอีฟจึงยอมรับไว้ โดยทั้งชั้นมีเพียงสี่ห้อง อีกสองห้องเป็นของแอนนากับน้ำฝนนางแบบอีกสองคนของแบรนด์
นาวถือกระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียวมาวางบนโซฟา แต่ด้วยกลัวว่าจะทำมันเปื้อนหรือเป็นรอยจึงรีบเอากระเป๋าวางลงบนพื้นข้างโซฟานั้นแทน
ดวงตาคู่สวยมองสำรวจห้องชุดขนาดหนึ่งห้องนอน ที่แบ่งเป็นโซนอย่างลงตัว ทั้งโซนส่วนโซฟานั่งเล่นที่มีจอทีวีขนาดใหญ่พร้อมเครื่องเสียงครบชุด ห้องครัวที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ อุปกรณ์ครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน รวมทั้งโต๊ะอาหาร ระเบียงกว้างที่สามารถออกมาดูดาวยามค่ำคืน ก่อนที่เรียวขาสวยจะก้าวไปยังห้องนอน
"นี่เรากำลังฝันไปหรือเปล่าเนี่ย" นาวใช้สองมือตบหน้าตัวเองสองสามครั้ง ให้ได้รู้ว่าเธอไม่ได้ฝันไป สำหรับเธอที่นี่เหมือนสวรรค์ชั้นวิมาน ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มีโอกาสอยู่ห้องแบบนี้
นาวกางแขนออกกว้างทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่ม แผ่ตัวลงบนเตียงอย่างสบายใจ รู้สึกเป็นสุขที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก พลางนึกถึงใบหน้าสวยที่เปรียบเสมือนนางฟ้าของเธอ บัว เอมมาลิน ผู้มอบชีวิตใหม่ให้เธอกับอีฟ บุญคุณครั้งนี้ยิ่งใหญ่นัก ตอบแทนทั้งชาติก็ไม่มีทางหมด
"นาว นี่เราไม่ได้กำลังฝันไปกันใช่ไหม" อีฟวิ่งกระโจนเข้ามาล้มตัวลงนอนคว่ำข้างๆ นาว เอ่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อในโชคชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ จากห้องเช่าโกโรโกโสแคบๆ ที่มีเพียงพื้นที่วางเตียงขนาดห้าฟุต กับห้องน้ำเล็กๆ ขนาดเล็กกว่าห้องนอนนี้เสียอีก ตอนนี้ได้มาอยู่ในห้องชุดสุดหรู
"นาวช่วย" อีฟมองหน้านาวอย่างงงๆ ก่อนจะร้องออกมาด้วยความเจ็บ
"โอ๊ยยยย! นาว อีฟรู้แล้วว่าไม่ได้ฝัน" นาวหยิกแขนของอีฟ
"ไม่คิดเลยนะว่าชีวิตของเราจะได้มีโอกาสมาเจอคนดีๆ อย่างพี่บัวกับพี่ปาล์ม" นาวเอ่ยขึ้น สายตามองเพดานห้องสีขาว สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้องแบนราบเช่นเดียวกับอีฟ
"นางฟ้าชัดๆ" อีฟพูด นาวหันมองหน้าอีฟ ที่มีความคิดเหมือนเธอ ทั้งสองคนเป็นนางฟ้าของพวกเธอ โดยเฉพาะบัว แต่เพราะผู้ชายคนนั้นต่างหากที่พาเธอมาพบกับนางฟ้า ทำให้เธอมีวันนี้
Emmaline Public Company Limited
(EMMALINE)
นาวกับอีฟยืนจับมือกันมองป้ายบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในสตรี ภายใต้แบรนด์ที่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศในเวลาแค่ไม่กี่ปี ด้วยช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านทุกช่องทางการจัดจำหน่าย และขยายไปประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน รวมทั้งภูมิภาคอื่นทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในให้กับแบรนด์ชุดชั้นในชั้นนำในต่างประเทศ
"ไม่น่าเชื่อเลยอีฟว่าเราจะได้เป็นนางแบบ แล้วยังได้เป็นพนักงานของที่นี่ด้วย"
"นั่นสิ ยิ่งคิดยิ่งเหมือนฝันเลยนาว นี่เรายังไม่ตื่นกันใช่ไหม มันเป็นความฝันใช่ไหม"
"นาวช่วย" นาวยื่นมือไปหาอีฟ
"พอเลยนาว เมื่อวานที่นาวช่วยยังเป็นรอยอยู่เลยเนี่ย" อีฟร้องห้ามทันที
"ไปกันเถอะ ไปหาความฝันที่เป็นจริงของเรากัน" นาวกับอีฟจับจูงมือกันเข้าไปในบริษัทด้วยหัวใจพองโต ทั้งตื้นตันใจและดีใจเป็นที่สุด
"วันนี้ทั้งสองคนไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลนี้นะ ทางบริษัทแจ้งไปแล้ว นาวกับอีฟแค่เอาใบนี้ไปยื่น พอตรวจเสร็จก็เอาใบรับรองแพทย์กลับมาให้พี่ พี่จะได้จัดการเรื่องประกันชีวิตให้" จ๋า เลขานุการของบัวยื่นเอกสารส่งตัวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของสายฟ้าให้นาวกับอีฟพร้อมทั้งชี้แจ้งสิ่งที่ทั้งคู่ต้องทำ
"ค่ะพี่จ๋า" นาวกับอีฟรับเอกสาร ตอบรับพร้อมกัน
"นาวกับอีฟไปดำเนินการได้เลยนะ พี่ขอจัดการงานให้คุณบัวก่อน" พูดจบจ๋าก็เร่งจัดการเตรียมเอกสารตรงหน้าให้เสร็จก่อนที่บัวจะเข้าบริษัท
"โอ๊ย!!" ขณะกำลังเดินออกจากบริษัท จู่ๆ นาวก็ถูกผู้หญิงหน้าสวยคนหนึ่งชนจนเซถลาจะล้ม ดีที่อีฟคว้าตัวไว้ได้ทัน
"นาวเป็นยังไงบ้าง" อีฟถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไร"
"โทษที มองไม่เห็นน่ะว่ามีคนเดินมาทางนี้" หญิงสาวร่างสูงเพรียว ยืนกอดอก โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้นาว จีบปากจีบคอพูดจาด้วยน้ำเสียงยั่วเย้าอารมณ์คนฟัง
"ไม่เห็น? คนทั้งคนพูดออกมาได้ว่าไม่เห็น ถ้างั้นตาเธอคงบอดแล้วละ" อีฟสวนกลับผู้หญิงตรงหน้าอย่างไม่ยอม ทำเอาเธอหน้าเปลี่ยนสีด้วยอารมณ์โกรธขึงที่อีฟต่อปากต่อคำกับเธอ
"ปากดี เธอรู้ไหมว่าฉันสองคนเป็นใคร" ผู้หญิงตรงหน้าพูดเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแข็งขึง
"เป็นใคร? ใหญ่เท่าเจ้าของบริษัทนี้ได้หรือเปล่า ถึงเดินชนคนอื่นแล้วมาพูดจาแบบนี้"
"ฉันกันแอนนาเป็นนางแบบเบอร์หนึ่งของที่นี่ เป็นหน้าเป็นตาของแบรนด์ แค่นี้สำคัญพอไหม" หญิงสาวอีกคนพูดขึ้น ทำให้นาวกับอีฟรู้ในทันทีว่าผู้หญิงสองคนนี้คือแอนนากับน้ำฝน นางแบบของ EMMALINE และเพื่อนร่วมชั้นคอนโดมิเนียม
"อ๋อ นางแบบที่กำลังถูกปลดละวาง" อีฟเบ้ปากใส่อย่างนึกหมั่นไส้ในความอวดเบ่งของแอนนากับน้ำฝน ที่ทำอย่างกับตัวเองอยู่เหนือทุกคนบนโลกใบนี้
"นี่แก!" แอนนาชี้หน้าอีฟ อีฟก็ตั้งท่าอย่างไม่ยอม พร้อมบวก
"อีฟอย่ามีเรื่องกันเลย อย่าทำให้พี่บัวผิดหวังสิ เราพึ่งเข้าบริษัทวันแรกเองนะ" นาวย้ำเตือน เพราะตอนนี้คนในบริษัทเริ่มมองมาทางนี้กันแล้ว
"กล้าเรียกคุณบัวอย่างสนิทสนม ไม่เจียมกะละหัวเลยนะ คงเป็นพนักงานใหม่ล่ะสิ" แอนนามองนาวกับอีฟตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาเหยียดหยัน ส่วนน้ำฝนก็เบ้ปากใส่ มองด้วยสายตาเหยียดหยามไม่ต่างกัน
"มีอะไรกัน" น้ำเสียงผู้มีอำนาจสูงสุดของบริษัทดังขึ้น ทำให้หญิงสาวสองคนรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติ
"สวัสดีค่ะคุณบัว วันนี้คุณบัวเข้าบริษัทแต่เช้าเลยนะคะ แอนนากับน้ำฝนมีเรื่องจะคุยกับคุณบัวพอดีเลย" แอนนากับน้ำฝนทักทายบัวเสียงอ่อนเสียงหวาน อีฟมองหน้า แล้วทำปากขมุบขมิบใส่ 'สตอ' ทั้งสองคนถลึงตาใส่
"ขอเป็นสักสิบโมงแล้วกัน ขอเคลียร์เอกสารก่อน แล้วตกลงเมื่อกี้มีอะไรกัน" บัวถามเสียงเรียบ
"ไม่มีอะไรค่ะ อุบัติเหตุนิดหน่อย เคลียร์กันเรียบร้อยแล้วค่ะ" น้ำฝนรีบบอกบัวทันที
"แล้วรู้จักกันหรือยัง"
"รู้จัก? รู้จักใครคะ" น้ำฝนถามอย่างงงๆ
"ก็นาวกับอีฟไง นาวกับอีฟจะมาเป็นนางแบบในคอลเลคชั่นใหม่ของเรา"
"นางแบบ!!" แอนนากับน้ำฝนร้องเสียงหลงหันมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ทำไม? ตกใจอะไรกัน เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ"
"แต่....." แอนนาแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่พอใจที่จะมีคนมาแทนที่เบอร์หนึ่งอย่างเธอ เพราะเธอคิดว่าเธอจะได้รับงานนี้ก่อนหมดสัญญา เห็นทีเธอคงต้องทบทวนเรื่องสัญญาใหม่เสียแล้ว
"ถ้ามีอะไรสงสัยสิบโมงเข้ามาคุยทีเดียว นาวกับอีฟมีคิวไปตรวจสุขภาพไม่ใช่เหรอ รีบไปสิบ่ายจะได้เข้ามาคุยรายละเอียดงาน" พูดจบบัวก็เดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารทันที
"ค่ะพี่บัว" นาวกับอีฟตอบบัวพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้แอนนากับน้ำฝนอย่างเหนือกว่า ทั้งสองคนมองนาวกับอีฟอย่างกับจะเข้าไปกระชากฉีกทึ้งร่างให้ขาดคามือ
"วันแรกก็เจอศัตรูละ ท่าทางเส้นทางอันสวยหรูของเราจะไมได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเพียงอย่างเดียวแล้วละ แต่มาทั้งก้าน ใบ พร้อมหนามเลย" นาวพูดขึ้นขณะยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์
"นั่นสิ คนเรานี่ก็แปลกเนอะ เจอกันครั้งแรก รู้จักก็ยังไม่รู้จัก แต่ก็เขม่นใส่กันละ เราไปแท็กซี่กันไหม อีฟกลัวว่าจะกลับมาไม่ทันบ่าย ถ้ามัวแต่รอรถเมล์"
"แต่แท็กซี่มันแพงนะ"
"หารกันคนละครึ่งก็ไม่เท่าไหร่หรอก ดีกว่าผิดเวลานะ"
"ก็ได้ นั่นไง แท็กซี่มาพอดีเลย" นาวชี้ไปยังแท็กซี่คันเขียวเหลืองที่ขับใกล้เข้ามา ก่อนจะพากันไปโบกรถ ไปยังโรงพยาบาลทันที
โรงพยาบาล
"ปุณณ์ไม่เข้าไปกับนุ่นเหรอ" นุ่นกอดรัดแขนแกร่งอย่างออดอ้อน
"ไม่จำเป็น" ปุณณ์ตอบน้ำเสียงเย็นชา
"เย็นชาจังเลยนะ ว่าแต่ว่าไม่คิดถึงความหลังของเราบ้างเหรอ" นุ่นยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนไหล่ของปุณณ์ เขย่งปลายเท้า โน้มใบหน้ากระซิบเสียงพร่าสยิวข้างใบหู เธอยังคงมีความต้องการทางเพศ แต่ด้วยปุณณ์ส่งคนมาเฝ้าหน้าบ้าน ทำให้เธอไม่สามารถออกไปหาที่ระบายได้
"ไม่"
"แต่นุ่นมีความต้องการ ถ้าปุณณ์ให้นุ่นไม่ได้ นุ่นก็จะไปหาคนอื่น อย่าคิดว่าคนของปุณณ์จะขวางนุ่นได้นะ"
"เธอกล้าไปมีอะไรกับคนอื่นขณะที่อุ้มท้องลูกของฉันอยู่ ฉันไม่เอาเธอไว้แน่"
"ทำไม? จะฆ่านุ่นเหรอ แต่ในท้องนุ่นมีลูกของปุณณ์อยู่นะ ปุณณ์กล้าเหรอ" นุ่นท้าทายในอำนาจของปุณณ์ โดยยกลูกมาเป็นตัวประกัน
"ฉันไม่มีทางฆ่าลูกของฉัน แต่ฉันจะทำให้เธอไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย ถ้าเธออยากอยู่อย่างทรมานเชิญลองดีได้เลย แล้วไม่ใช่แค่เธอ เพราะคนแรกที่จะต้องได้รับความทรมานโดยมีเธอเป็นผู้ชมก็คือพ่อแม่ของเธอ" มือหนาคว้าเข้าที่สันกรามของนุ่นก่อนจะออกแรงบีบ สายตาดุดัน
"ปะ...ปล่อย...จะ...เจ็บ นุ่นยอมแล้ว" นุ่นไม่กล้าต่อลองอีก มือหนาคลายออก นุ่นจำยอมเดินเข้าห้องตรวจครรภ์ ปุณณ์ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดตามติด ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งกอดอกบนเก้าอี้ที่หน้าห้องแผนกสูตินรีเวช
"มีอะไรเหรอนาว...นาวมองใคร" อีฟเดินชนนาว เมื่อจู่ๆ นาวก็หยุดเดิน แล้วหันมองอะไรบางอย่าง หลังจากที่ทั้งคู่ตรวจสุขภาพเสร็จ
"คุณปุณณ์ คนที่ช่วยนาวไว้คืนนั้น" นาวตอบอีฟสายตายังคงจ้องมองร่างสูง
"คงมารอเมียมั่ง"
"หะ...ห๊ะ?" นาวหันมองหน้าอีฟทันที
"ก็มานั่งรออยู่แผนกนี้ก็ต้องมารอเมียฝากท้องไง ไม่งั้นผู้ชายที่ไหนจะมานั่ง"
"ท้อง? มีลูก" นาวพึมพำกับตัวเอง อย่างคิดไม่ถึงว่าปุณณ์จะมีลูกมีเมียแล้ว วันนั้นที่เจอเขาที่ร้านอาหาร เขาก็ยังใส่ชุดนักศึกษาอยู่เลย
"นาวจะเข้าไปทักเขาไหม"
"ไม่ เรากลับกันเถอะ" นาวตอบก่อนจะเดินออกจากโรงพยาบาลไป
"ขอบคุงฮับพี่พาฝังคงฉวย" มาวินในวัยสามขวบหอมแก้มนุ่มนิ่มทั้งสองข้างของพี่สาว เมื่อพี่สาวช่วยสวมใส่ถุงเท้าให้ตนเองเสร็จ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณแล้วจุ๊บปากของพี่สาวไปอีกที ซึ่งเป็นการกระทำที่ทุกคนในครอบครัวคุ้นชินเมื่อพาฝันทำอะไรให้มาวิน หรือต้องการออดอ้อนร้องขอให้พาฝันทำอะไรให้"มาวินรอพี่ใส่ถุงเท้าก่อนอย่าพึ่งไป เดี๋ยวล้ม" พาฝันในวัยเจ็ดขวบบอกน้องชายด้วยความเป็นห่วง ความเป็นห่วงที่มีให้น้องชายตลอดเวลา ไม่ว่ามาวินจะทำอะไร เล่นอะไร พาฝันก็จะคอยดูไม่ห่างด้วยกลัวว่าน้องชายจะได้รับบาดเจ็บ และไม่ยอมให้ใครมารังแกน้องชายตนเองเป็นอันขาด อย่างวันที่มาวินไปโรงเรียนวันแรก แล้วมีรุ่นพี่ผลักจนล่ม พาฝันก็จัดการเด็กคนนั้นจนร้องไห้ไปฟ้องคุณครู"มาวิงไปก่องได้ฮับ พี่พาฝังไม่ต้องเปงห่วง" มาวินบอกคนเป็นพี่ ก่อนจะวิ่งกระโดดลงไปในบ่อบอลหลากสีของสวนสนุกภายในห้างสรรพสินค้า"ปุณณ์ไปซื้อน้ำให้พาฝันกับมาวินก่อน ของนาวเป็นนมปั่นเหมือนเดิมนะ ช่วงนี้งดมัจฉะลาเต้ไปก่อนนะครับ" ปุณณ์เอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยคุณแม่ที่มีอายุครรภ์สามสิบหกสัปดาห์ใกล้คลอดเต็มที ขณะที่นาวจับจ้องไปที่ลูกน้อยทั้งสองด้วยความปลาบปลื้มที่พี่น้องรักและดูแ
งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสของปุณณ์กับนาวถูกจัดขึ้นที่โรงแรมหรูระดับห้าดาวอย่าง ไลลาลิณ ริเวอร์ไซด์ แบงคอก โฮเต็ล โรงแรมของเดย์ที่ตอนนี้อยู่ภายใต้ความดูแลของอธิ ลูกชายคนเล็กของแทนไท ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญของครอบครับแทบทุกงานห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่จุคนได้ถึงห้าพันคนถูกเนรมิตให้เป็นเมืองน้ำแข็งในธีมงานแต่ง Frozen งานตกแต่งที่เน้นสีโทนเย็นคือเงิน ขาว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง ซึ่งเป็นสีของท้องฟ้าและบรรยากาศเหมือนกับฤดูหนาวยามค่ำคืนบวกเข้ากับกลิตเตอร์ที่ส่องแสงวูบวาบวิบวับ ดูน่ารักเหมือนกับเกล็ดน้ำแข็งและดวงดาวผสมผสานกัน ส่วนโต๊ะอาหารเน้นโทนสีอ่อน โดยใช้สีฟ้าขาวเป็นหลัก ภาชนะใช้เป็นเครื่องแก้ว ส่วนพวกช้อนส้อมเป็นเครื่องเงิน ส่วนเค้กเป็นเค้กขนาดใหญ่จำนวนเก้าชั้นสรรสร้างให้เป็นปราสาทน้ำแข็ง ประดับของตกแต่งสไตล์เกล็ดน้ำแข็งเพื่อให้เข้ากับธีม ธีมงานที่เอาใจพาฝัน ลูกสาวคนเก่งของพ่อปุณณ์ แม่นาว เจ้าบ่าวเจ้าสาวของงานในค่ำคืนนี้ในคำคืนสุดแสนพิเศษเจ้าสาวแสนสวยอยู่ในชุดเดรสกรุยกรายทรงหางปลาตัดต่อช่วงอกถึงคอแบบ illusion ในโทนสีฟ้าโดยเน้นดีเทลที่คริสตัลสวารอฟสกี้เปล่งประกายระยิบระยับทั้งชุดอย่างประณีตเพื่
ระหว่างรอเวลาที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าไปเปลี่ยนชุดเพื่อทำพิธีสงฆ์ และจะต่อด้วยพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร ทุกคนก็ต่างพักผ่อนกันตามอัธยาศัย บ้างก็พูดคุย บ้างก็ดื่มน้ำ บ้างก็รับประทานของว่าง อาหาร โดยมีอาหารจากโรงแรมห้าดาวที่จัดเตรียมไว้สำหรับทุกคนให้ได้รองท้องระหว่างรอเวลาตามกำหนดการ โดยที่จัดให้มีพิธีสงฆ์ในช่วงเวลาเพล เพื่อความสะดวกของทุกคนมาวินเป็นที่สนใจจากญาติๆ เป็นพิเศษ ที่ต่างเข้ามาเชยชม หยอกล้อ เพราะเป็นน้องเล็กสุด แล้วมาวินยังเป็นเด็กอารมณ์ดี ยิ้มแย้มให้กับทุกคน อีกทั้งยังจ้ำม่ำช่างเจรจา ส่วนพาฝันก็ยังคงเกาะติดฟลินต์ไม่ห่าง ร้องขอให้คนตัวโตอุ้มตลอดเวลา แม้แต่ตอนนี้ที่ตนต้องเข้าไปเปลี่ยนชุดก็ยังต้องให้ฟลินต์อยู่ใกล้ๆ ด้วยส่วนแทนรัก แทนคุณ ก็ชอบดูนั่นดูนี่ ตื่นตาตื่นใจไปกับทุกสิ่งทุกอย่าง วิ่งเล่นไปถ้วนทั่วบริเวณตามนิสัยเด็กอยากรู้อยากเห็น อยากจับอยากทดลองไปเสียทุกอย่าง โดยมีบอดี้การ์ดสามคนที่อยู่ในชุดเสื้อผ้ามันแขนสั้นกับโจงกระเบนสีน้ำตาลทองมีผ้าคาดเอวสีเดียวกับโจงกระเบนเพื่อให้เข้ากับงาน หากให้ใส่สูทชุดดำก็จะดูถมึงทึงเกินไป ชาวบ้านจะเกรงกลัวเสียเปล่าๆ ทั้งสามคอยตามติดดูแล
นาวมาอยู่ที่บ้านสวนเมืองกาญก่อนสามวัน ด้วยวิไลถือเคล็ดคือก่อนแต่งงานสามวัน เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ควรเจอกันเพราะจะทำให้ชีวิตคู่มีอุปสรรค ซึ่งทุกคนก็พร้อมเข้าใจยกเว้นเพียงคนเดียวนั่นก็คือว่าที่เจ้าบ่าว ที่ต้องห่างทั้งลูก ทั้งว่าที่เจ้าสาว เพราะไม่เคยต้องห่างกันข้ามวันข้ามคืนมาก่อนนับตั้งแต่นาวย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ทำเอาลูกสาวอย่างพาฝันว่าพ่องอแงเป็นเด็กน้อยบ้านกลางสวนของนาวหลังนี้ถูกปรับปรุง รีโนเวทใหม่ทั้งหมดจนแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิม จากบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนโดยชั้นบนเป็นพนังไม้ส่วนชั้นล่างเป็นโครงสร้างปูนที่มีอายุมากกว่าสามสิบปี นับตั้งแต่งานศพของวิภาปุณณ์กับนาวกับปรับปรุงบ้านหลังนี้มาเรื่อยๆ แต่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ แต่ทำการปรับเปลี่ยนดีไซน์ตัวบ้านให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยส่วนของชั้นบนถูกเปลี่ยนให้เป็นผนังไม้แนวนอนโทนสีเทา พร้อมด้วยหลังคาเพิงหมาแหงนที่มีกันสาดอยู่ด้านหน้า พร้อมระแนงเหล็กดีไซน์สวยงามเป็นจุดดึงสายตา การตกแต่งภายในเต็มไปด้วยบรรยากาศหรูหรา ด้วยพนังโทนสีเทาและขาว พร้อมด้วยพื้นหินอ่อนสุดหรู พื้นที่ใช้สอยภายในถูกออกแบบใหม่ให้มีความโปร่งโล่งมากขึ้น ทำให้อากาศถ่ายเ
"ถึงไทยแล้วโทรหาผมด้วยนะครับ" ฟลินต์บอกคนตัวเล็กในอ้อมแขนที่กอดรัดลำคอแกร่ง พร้อมทั้งซบใบหน้ากับบ่ากว้างซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ที่ออกจากคอนโดมิเนียม มายังท่าอากาศยานนานาชาติมาเก๊า"ฟลินต์ไปส่งพาฝันที่ไทยไม่ได้เหรอ " น้ำเสียงของพาฝันเศร้าเบาแผ่วไร้ชีวิตชีวา"วันแต่งงานคุณพ่อคุณแม่ของคุณหนูเราก็ได้เจอกันอีกไงครับ" ความจริงตัวเขาเองก็อยากอยู่ใกล้คุณหนูของเขา อยากทำหน้าที่บอดี้การ์ดดูแลเจ้านายตัวน้อย ยิ่งตลอดระยะเวลาเจ็ดวันที่อยู่มาเก๊าก็ยิ่งทำให้เขาไม่อยากอยู่ห่างจากพาฝันเลย เรียกได้ว่ามาทำให้เขาหลงใหลในความน่ารักน่าเอ็นดู ช่างออดอ้อน แล้วก็ต้องจากกันให้เขาคิดถึงเหมือนครั้งที่เดินทางมาที่นี่ครั้งแรก แต่ด้วยหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาต้องทำใจและทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดให้สมกับความไว้วางใจของเจ้านายทั้งหลาย"นะฟลินต์นะ ไปส่งพาฝันที่ไทยนะ" พาฝันยังคงออดอ้อน"ผมมีเรียนน่ะสิครับ""ยังไงก็ไม่ได้สินะ""คุณหนูก็วีดีโอคอลหาผมได้ทุกวันเหมือนเดิมไงครับ เราก็ได้เห็นหน้ากันทุกวัน""แต่กอดแบบนี้ไม่ได้ไง" พาฝันโอบกระชับแขนเล็กแน่นขึ้นไปอีก"ถ้างั้นเรามากอดกันแน่นๆ เลยนะครับ" ฟลินต์กระชับว
"พาฝันอยากไปทำงานกับฟลินต์ด้วยค่ะคุณพ่อ" หลังจากถ่ายภาพพรีเวดดิ้งเซตของวันแรกเสร็จ เมื่อกลับมาถึงคอนโดมิเนียมที่พัก ฟลินต์ขอตัวกลับห้องไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้าไปทำงานที่กาสิโนทันที ส่วนสองพี่น้องฝาแฝด แทนรัก แทนคุณ หลังจากอาบน้ำเสร็จก็หลับไปแทบจะในทันที เพราะต่างสะลึมสะลือมาตั้งแต่ระหว่างทางที่นั่งรถกลับมา พาฝันออดอ้อนคนเป็นพ่อร้องขออยากตามฟลินต์ไปทำงานที่กาสิโนด้วย"กาสิโนเป็นสถานที่ที่เด็กน้อยอยากพาฝันไม่ควรเข้าไป พาฝันเข้าใจไหมครับ" ปุณณ์เอ่ยกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล"พาฝันเข้าใจค่ะ แต่พาฝันก็ยังอยากไปอยู่ดี ฟลินต์ปกป้องพาฝันได้ คุณพ่อให้พาฝันไปกับฟลินต์ไม่ได้เหรอคะ""ไม่ได้ครับ" ปุณณ์ตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงเน้นหนัก เช่นเดียวกับสีหน้าที่จริงจังเน้นย้ำคำพูดตนเองทำเอาพาฝันหน้าจ๋อย แววตาหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด"แต่พาฝันอยากไปนี่คะคุณพ่อ พาฝันอยากอยู่กับฟลินต์ตลอดเวลาที่พาฝันอยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ก็เท่ากับว่าพาฝันจะเหลือเวลาอีกแค่ห้าวัน พอพาฝันกลับบ้านก็อีกตั้งสามเดือน กว่าจะถึงงานแต่งงานของคุณพ่อคุณแม่ พาฝันถึงจะได้เจอฟลินต์อีก หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่







