로그인หญิงสาวกินข้าวผัดเอาแรงอีกครั้ง คิดว่าถ้าเขาเข้ามาอีกรอบ เธอน่าจะหลบอยู่ข้างประตู หาอะไรเหมาะๆ มือตีหัวเขาตอนเขาเข้ามาและหนีไป แต่ในห้องไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย เธอมองจานข้าวของตัวเอง มันเป็นจานกระเบื้องและหนักอยู่เหมือนกัน ถ้าทุบหัวเขาแรงๆ ฟาดไปเต็มๆ เขาต้องเสียหลักและเธออาจจะหนีได้
นราวดีจัดการกับอาหารตรงหน้าจนหมด แล้วคิดทบทวนแผนการของตัวเอง มันอาจจะมีโอกาสรอดเหลือน้อย แต่ก็ต้องเสี่ยง เวลาผ่านไป ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเอง เธอหอบหายใจหนักๆ ร่างกายร้อนรุ่มไปหมด อาการเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด พลันสายตาก็มองจานข้าวผัดที่เพิ่งทานไปเมื่อครู่
หรือว่าเขาจะใส่อะไรลงไปในข้าวผัดและน้ำให้เธอดื่ม!!!
เสียงครวญครางที่ดังอย่างต่อเนื่องบ่งบอกถึงความร้อนแรงของบทรัก นราวดีอยากผลักไสเขาในคราแรก แต่ต้านทานแรงอารมณ์ไม่ไหว เสียงเตียงและเสียงกระแทกกระทั้นบ่งบอกถึงความเร่าร้อนที่คนร่วมเตียงมีต่อกัน
เธอเกลียดสัมผัสของผู้ชายคนนี้จับใจในเวลาที่เขาห่างหายไปแล้ว แต่ตอนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยกันเธอกลับปรารถนาสัมผัสของเขาอย่างไม่น่าให้อภัย
เขาฝังกายเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะจากไปด้วยความรู้สึกที่ทำให้เธอชอกช้ำเหลือแสน นราวดีคิดจะหนีหลายครั้งแต่หนีไปไหนไม่รอด เพราะห้องแคบๆ ที่กักขังเธอเอาไว้ถูกปิดกั้นทุกหนทาง
นราวดีจำต้องกินอาหารที่เขานำมาให้อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเคยแสดงฤทธิ์เดชไม่กิน และเธอก็แทบนอนจมเตียงเมื่อเขาหักหาญเอาแต่ใจ
การมีชีวิตรอดจึงเป็นอีกหนทางที่เธอคิดว่าอาจจะยังมีหวัง การประท้วงด้วยการอดข้าวอดน้ำจึงไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับผู้ชายใจร้ายคนนี้ คนที่เธอไม่เคยรู้จักสักนิดว่าเขาคือใคร จับเธอมาทำไม
ทุกวันเขามักเข้ามาตักตวงหาความสุขจากร่างกายของเธอ และออกไปเมื่อพึงพอใจแล้ว ทิ้งร่องรอยบอบช้ำเอาไว้ให้เธอทุกคืนวัน
เธอพยายามถามเขาหลายครั้งว่าเขาคือใคร แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ ความเฉยชาและบทรักอันเร่าร้อน ซึ่งทำให้เธอผวาหวาดกลัวหรือไม่ก็หลีกหนีแต่หนีไม่พ้น
รสจูบของเขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกซาบซ่านอย่างเช่นในนิยายที่เคยอ่าน บทรักของเขากระแทกกระทั้นเอาแต่ใจ เธอเกลียดตัวเองที่หนีไปไหนไม่รอด และไม่มีแรงกายแรงใจสู้เขา สุดท้ายก็นั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ในห้องแคบๆ ที่ถูกกักขัง
นราวดีนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย อิสรภาพของคนเราเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด ตั้งแต่เล็กจนโตอิสรภาพของเธอนั้นถูกจองจำไปกับคนรอบข้างไม่แม้แต่คนแปลกหน้าที่คอยจ้องจะจองจำเธออยู่เช่นกัน
เธอสังเกตเห็นชายหนุ่มที่จับตัวเธอมา ตอนที่เขาเข้ามาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องเล็กๆ แคบๆ เธอเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อเขาหันมา ก่อนจะหันกลับไปจัดการอะไรของเขาสักอย่าง ซึ่งเธอเห็นว่าเขากำลังจัดเรียงเทียนไขในกล่องให้เป็นระเบียบ ปากก็อยากเอ่ยถามไปว่าเขานำเทียนไขมาทำไม แต่เธอไม่กล้าพอที่จะพูดกับเขา
ผู้ชายเย็นชาที่มองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า เขาเหมือนคนไร้ความรู้สึก เขาไม่ได้รุนแรงทำร้ายเธอจนบาดเจ็บหรือปางตายแต่ก็ย่ำยีเธอเหมือนผู้หญิงไร้ค่าคนหนึ่ง
“น้ำมันตะเกียงหมด” น่าแปลกที่วันนี้เขาพูดกับเธอด้วย ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้เอ่ยถาม แล้วเขาก็หันไปจัดการกับเสื้อผ้าในตู้
“หิวหรือยัง?” วันนี้เขาถามเธออีกด้วยน้ำเสียงไม่ได้ดุดันเหมือนก่อน นราวดีกลัวเขาเลยรีบส่ายหน้าไปมา เขาไม่พูดอะไร หายออกไปพักใหญ่ ก่อนเอาอาหารกลับเข้ามาให้ เธอมองมันอย่างหิวโหย ในใจมักคิดไปว่าเขาอาจจะใส่อะไรลงไปแต่เธอไม่เคยมีอาการแปลกๆ เหมือนดั่งสองครั้งแรกนานแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอก” เขาพูดเหมือนอ่านใจเธอออก นราวดีเม้มปากแน่นไม่ได้โต้เถียงหรือแสดงฤทธิ์เดชเหมือนตอนแรกๆ ที่ถูกเขาจับมา
“ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่ชินก็ต้องให้สมยอมกันก่อน หลังๆ ชินแล้ว เสียวอย่างเดียว ความเจ็บไม่มี” เขาก้มลงมากระซิบที่ริมหู เธอหน้าแดง มองเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เขามองเธออย่างเยาะหยัน และไม่พูดอะไรอีก
นราวดีมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินออกไปจากห้องอย่างแค้นใจ เธอเคยคิดวิตกกังวลถึงขนาดกลัวเขาใส่สารเสพติดลงไปหรือยาอะไรสักอย่างที่ค่อยๆ ฆ่าเธอให้ตายอย่างเลือดเย็น แต่เพราะความหิวทำให้เธอทนไม่ไหว คิดว่ายังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว อย่าตายแบบอดอยากเลย เธอเลยกินทุกอย่างที่เขายกมาให้กิน ซึ่งคราแรกเขาไม่พอใจที่เธอไม่แตะต้องอาหารของเขา แต่หลังๆ กลายเป็นเขางุนงงที่เธอทานทุกอย่างเกลี้ยงหมดทุกจาน
อาหารที่เขายกมาให้เป็นอาหารง่ายๆ แต่รสชาตินั้นอร่อยนัก บางวันเป็นแค่ข้าวไข่เจียวร้อนๆ มันก็แปลกออกไป เธอเคยหิวและไม่ได้กินอะไรตอนอยู่บ้านของป้าใจร้าย พี่สาวของบิดาที่ใช้งานเธอเยี่ยงทาส แม้ภายนอกจะดูเป็นคนใจดีแถมยังดูร่ำรวย แต่เนื้อแท้นั้นป้าของเธอมีเบื้องหลังที่แสนโสมม และมักพาผู้ชายมานอนด้วยทุกวันแทบไม่ซ้ำหน้า ป้าของเธอเปลี่ยนคู่นอนหรือแฟนใหม่ไม่ซ้ำหน้า
ผู้ชายพวกนั้นน่ากลัวพอๆ กับป้าของเธอ พวกเขาดูกักขฬะหื่นกามและมักมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้เธอร้อนๆ หนาวๆ การกลับมาประเทศไทยนั้นเป็นอะไรที่เธอตัดสินใจอยู่นานเพราะกลัวเหลือเกินว่าบิดาจะโกรธ แต่ยังไม่มีโอกาส เพราะป้าของเธอไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนง่ายๆ จนมีเรื่องเกิดขึ้นนั่นแหละ ท่านถึงไล่เธอให้ไปตายซะ เธอจึงได้กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่กลับมาแล้วก็ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ โดนใครก็ไม่รู้จับมาปู้ยี้ปู้ยำรังแกกักขังหน่วงเหนี่ยว
“คุณจับฉันมาทำไมเหรอคะ” เงียบไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องอีกครั้ง เขาหายออกไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมข้าวผัดหอมกรุ่น เธอเหล่มองจานข้าว เขาเลื่อนมาข้างหน้า เป็นข้าวผัดหมูใส่ไข่และผัดคะน้ากรอบๆ หอมๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรมากมายแต่เดินออกไปจากห้อง เธอมองแล้วทำหน้าเซ็ง ก่อนจะมองข้าวผัดตรงหน้าด้วยความหิว ทุกครั้งที่พยายามคิดว่าจะไม่แตะต้องอาหารของเขา แต่เธอก็อดใจไม่ไหวเพราะความหิวที่มีมากมาย บวกกับเป็นโรคกระเพาะอาหารมาก่อนทำให้ทนไม่ไหวเมื่อต้องอดอาหารและมีอาการปวดท้อง คนที่เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารจะรู้ดีว่าทรมานแค่ไหน
สุดท้ายข้าวผัดจานนั้นก็หมดเกลี้ยงลงในพริบตา พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เธอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็รู้สึกมึนๆ เลยเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ เป็นอะไรที่คุ้นเคยและต้องทำบ่อยๆ พออาบน้ำเสร็จออกมานั่งๆ นอนๆ ยืนๆ หาทางออกจากห้องเมื่อหาไม่เจอก็ท้อแท้กลับไปทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เป็นแบบนี้ทุกวันจนเธอเริ่มหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต อยู่ไปวันๆ หวังว่าคนที่จับตัวเธอมาจะปล่อยเธอไป
เมื่อยามดึกมาถึงสัมผัสแปลกใหม่ที่แสนคุ้นเคยก็มาเยือนเธออีกครั้ง นราวดีพยายามดิ้นหนีหลายครั้งแต่มันก็ไม่เคยสำเร็จ เธอตกเป็นของเขาคืนแล้วคืนเล่า บทรักของเขาเร่าร้อนและเอาแต่ใจไร้ความอ่อนโยนอ่อนหวานซึ่งทำให้เธอชาชินมากกว่าจะเสียวซ่านกระสันและชื่นชอบ
“ปล่อยฉันนะ” นราวดีกรีดร้องอาละวาดในวันหนึ่งเมื่อถูกเขากอด เธอทุบตีดิ้นรนจากอ้อมแขนแข็งแรงของเขา วันนี้เขาก็ดูงุนงงกับอาการของเธอ
“เป็นอะไร”
“คุณนั่นแหละเป็นอะไร จับฉันมาทำไม” เป็นคำถามที่เธอมักถามแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ เธอคิดว่าสักวันเธอคงได้คำตอบจากมัน ก่อนตายอยากรู้สักนิดว่าถูกจับมาทำแบบนี้ทำไม ทำผิดอะไรนักหนา
เธออาละวาดใส่เขาอย่างอัดอั้นตันใจ ดูเหมือนว่าเขาจะลงโทษเธอโดยการกดเธอลงบนเตียง หน้าเธอคะมำไปกับหมอนใบโต สะโพกของเธอถูกดึงให้แอ่นขึ้นไป เขาถลกกระโปรงยาวกรอมเท้าที่เธอสวมอยู่ไปถึงเอวคอด
“ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของคุณนะ” เธอพูดอย่างคับแค้นใจ
“เธอท้องเมื่อไหร่ฉันจะปล่อย” เขาพูดอย่างเย็นชา เธอกรีดร้องเมื่อเขาฝังกายเข้ามาอย่างหนักหน่วงไร้ความปรานี เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นดิ้นรนแต่หนีไม่พ้นโดนเขากระแทกเสียจนจมเตียง สิ้นฤทธิ์ลงในเวลาต่อมา
“ออกไปได้แล้ว” เธอบอกตัวเองว่าเกลียดเขาจับใจหลังจากที่เขาคำรามลั่นเมื่อปลดปล่อยภายในกายเธอจนหมดสิ้น
“เพราะคุณสนนั่นแหละช่วยพี่กับพี่นุเอาไว้ พี่ยังนึกละอายใจในความเลวร้ายของตัวเองไม่หาย คุณพ่อกับคุณแม่เองก็คงคิดเหมือนกัน” นุสบาพูดแล้วรู้สึกผิดอย่างที่สุด“คุณสนเหรอคะ” นราวดีนึกแปลกใจ ไม่เคยเห็นสนพูดเรื่องนี้ให้ฟังเลยสักครั้งเดียว“ใช่จ้ะ”“แล้วพี่นุล่ะคะ”“ออกไปหาปลาจ้ะ พี่นุชอบออกไปผจญภัย”“พี่นุนะเหรอคะ” นราวดียิ่งประหลาดใจ“ใช่จ้ะ พี่นุตัดทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองกรุงออกจนหมด ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ค้ำอยู่บนบ่า แล้วเป็นคนใหม่ บางทีมันก็แค่อะไรที่ฉาบฉวยเท่านั้นเอง ชื่อเสียง ลาภยศ แต่ความดีต่างหากมันยั่งยืน”“หนูเล็กดีใจที่เจอพี่นุสและก็ดีใจที่เห็นพี่นุสมีความสุข”“พี่ได้รับกรรมมาเยอะแล้วล่ะ แต่พี่ก็ยังรู้สึกผิด” นุสบาไม่อยากเล่าว่าเธอกับพี่ชายเจออะไรมาบ้าง ตอนที่บิดามารดาเสียชีวิตและเดินทางไปอยู่กับป้าที่ต่างประเทศ คิดว่านราวดีคงจะเจอป้าใจร้ายใจยักษ์ไม่ต่างกัน กลับมาเธอก็มาเป็นเมียน้อยเขา โดนไล่ฆ่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง จนครั้งหนึ่งนราวดีช่วยชีวิตเอาไว้ เธอเคยคิดฆ่าสุวดีให้ตายเพราะรังเกียจที่มาเป็นเมียน้อยบิดา แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ต่างกัน เป็นเมียน้อยเขาเหมือนกัน เธอสำนึกทุกสิ่งทุก
“เปล่าหรอกค่ะ หนูเล็กชินเสียแล้ว”“ไม่มีใครรักก็ไม่เป็นไร แต่จงรู้ไว้ว่าฉันกับลูกรักเธอมากนะ”“ปากหวานแบบนี้หรือเปล่าคะ คนในบ้านของหนูเล็กถึงได้นิยมชมชอบคุณสนนัก” เธอจำได้ว่าตอนนั้นสาวใช้ในบ้านหรือลูกน้องของบิดา ชอบเขากันทั้งนั้น“ติดสินบนกันนิดหน่อย”“แน่ะ! คุณสนนี่ร้ายกาจมากๆ เลยนะคะ” เธอค้อนเขา“ถึงคุณสนจะเจ้าเล่ห์ ยังไงหนูเล็กก็ต้องขอบคุณคุณสนมากๆ เลยนะคะ คุณสนบอกว่าจะช่วยแค่บ้าน แต่กลับช่วยเรื่องเงินด้วย ทั้งๆ ที่ครอบครัวของหนูเล็ก เคยทำไม่ดีเอาไว้กับคุณสนมากๆ” วันนั้นตอนที่มีปัญหากัน คนในครอบครัวของเธอเองนั่นแหละ ที่หลุดปากพูดมาว่าเขาช่วยไถ่บ้านแล้วยังให้เงินมาอีก เธอนึกขอบคุณเขาจริงๆ“เพราะเธอ... นราวดี” เพราะเธอจริงๆ สนบอกตัวเองว่าเขาทำได้เพื่อผู้หญิงตรงหน้า น่าแปลกจริงๆ ที่เขามีความรู้สึกที่รุนแรงแบบนี้กับเธอ“คุณสนคะ นี่เป็นของขวัญของพี่นุกับพี่นุสนี่คะ” นราวดีบอกสามีในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่สาวใช้นำของขวัญกล่องหนึ่งมามอบให้เธอ“ใครเอามาให้รึ” เขาเอ่ยถาม“สาวใช้เอามาให้ค่ะ” เธอมองชุดสวยด้านใน และเครื่องประดับลายแปลกตา ราคานั้นอาจจะไม่ได้แพงนัก เพราะเป็นเครื่องประดับที่มาจากทะ
นราวดีถอนใจอย่างเป็นสุข รอรับสัมผัสของเขาอย่างเต็มอกเต็มใจ ริมฝีปากรุ่มร้อนค่อยๆ เลื่อนลงไปยังซอกคอหอมกรุ่น เขาขบเม้มจนได้ยินเสียงครางผะแผ่วจากริมฝีปากเต็มอิ่ม เธอเปิดลำคอให้เขาซุกไซ้อย่างเต็มอารมณ์หวาน เขาค่อยๆ ถอดชุดของเธอออกอย่างอ่อนโยน รู้ตัวอีกครั้ง เธอก็เปลือยเปล่าอยู่ใต้ร่างเขาเรียบร้อยแล้วเขาเลื่อนใบหน้าลงมารวบดูดอกอวบอิ่มของเธอทั้งสองข้าง นราวดีร้องครางด้วยความเสียวซ่าน สัมผัสของเขาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความทะนุถนอมสนค่อยๆ เลื่อนใบหน้าลงไปยังหน้าท้องเนียนนุ่ม เขาจุมพิตสะดือบุ๋มเบาๆ เป็นการหยอกเอิน เธอบิดกายเร่าๆ สอดมือเข้าในกลุ่มผมนุ่มสลวยของเขา ผงกศีรษะขึ้นมองทุกการกระทำของเขาด้วยความรัญจวน“คุณสนคะ”“หือ... ว่าไง”“เอ่อ... ตรงนั้นจั๊กจี้ค่ะ คิกๆ” เธอหัวเราะร่วนเมื่อเขาใช้ลิ้นสากร้อนลามเลียหน้าท้องเนียนตวัดขึ้นลงเบาๆ“คุณสนชอบแกล้งกันจังเลยนะคะ”“แกล้งแล้วเห็นเธอมีความสุข ฉันก็อยากจะ... แกล้งแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยนะ”“อื้อ...” เธอบิดกาย เด้งสะโพกรับเรียวลิ้นสากร้อนที่ลามเลียลงไปยังเนินสาวหอมละมุน เส้นไหมอ่อนนุ่มแนบลู่ไปกับเนินบุปผาชาติกลิ่นหอมจรุงจิต เขาสอดแทรกลิ้นเข้าลามเลียก
“ยายหนูคงอยากกอดหนูเล็ก งอแงอยู่เหมือนกัน”“ยายหนูงอแงมากไหมคะ”“ไม่มากเท่าไหร่” เขาไม่อยากให้เธอคิดมาก อย่างน้อยก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแล แถมยังมีสายกับนมน้อยอีก ทุกอย่างที่บ้านเลยดูเรียบร้อยเพราะมีคนที่ไว้ใจได้“ดีแล้วค่ะ ต่อจากนี้ไป หนูเล็กจะพยายามไม่ให้ตัวเองป่วยอีกแล้วนะคะ”“เธอไม่ได้ป่วยเลยนราวดี” เขาทำเสียงดุ“แต่เอาตัวเองไปรับกระสุนแทนคนอื่น” คนบนเตียงหน้าหงอ เมื่อเขาทำเสียงดุใส่“ตอนนั้นหนูเล็กตกใจนี่คะคุณสน”“วันหลังห้ามทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกนะ”“ถ้าเป็นคุณสน หนูเล็กก็จะกระโดดเข้าช่วยเหลือค่ะ”“ไม่เอาแล้ว ห้ามพูดอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีก” เขากุมมือเธอเอาไว้“แต่ก็ขอบคุณเธอมากๆ ที่คิดกับฉันแบบนั้น เพราะถ้าเป็นเธอ ฉันก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน” เขาดึงเธอมากอดเบาๆ อย่างทะนุถนอม นราวดีหลับตารับไออุ่นจากเขาอย่างเป็นสุข แผลของเธอดีขึ้นมาแล้ว จึงขยับไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งไม่ได้โดนจุดสำคัญ จึงไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงบทส่งท้ายสนจัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นการให้เกียรตินราวดี แม้หญิงสาวจะไม่ได้ต้องการก็ตามที เพราะนราวดีไม่อยากให้เขายุ่งยาก อีกอย่างหนึ่ง... เธอคิดว่างานแต่งงานมันไม่ได้สำคั
“เธอควรจะไปได้แล้ว ทำลายน้องสาวตัวเองพอหรือยัง” สนเห็นนุสบาแล้วนึกโกรธอีกฝ่ายเต็มกำลัง“ฉันขอดูอาการน้องสาวก่อน”“อยากเห็นเขาตายหรือไง” สนตวาดลั่น อยากจะเข้าขย้ำคอคนตรงหน้านัก“เจ้านายครับ ใจเย็นๆ ครับ” ลูกน้องคนสนิทเข้าห้ามเอาไว้ เพราะที่นี่คือโรงพยาบาล และอีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิง“ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง ที่ทำลงไปเพราะแค้น แต่ถึงยังไงยายหนูเล็กก็ช่วยฉันเอาไว้”“ถ้านราวดีไม่ช่วยเธอเอาไว้ เธอก็คงยังไม่สำนึกสินะ”“ฉัน...” นุสบาถอนใจเฮือกใหญ่“ฉันยอมรับว่าผิดไปแล้ว” เธอพูดจากใจจริง“เรื่องพี่สาวของคุณ ฉันขอโทษ” เป็นการขอโทษจากใจ และเป็นการขอโทษครั้งแรก สนชะงักไป เขาไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะสำนึกได้ แต่เมื่อเห็นน้ำใสใจจริงจากดวงตาคู่นั้น เขาก็เย็นลงมาก“ฉันอยากไปกราบขอโทษครอบครัวของคุณ” นุสบาพูดออกมาในที่สุด“ฉันไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร แต่ถ้าเธอบริสุทธิ์ใจจริงๆ ควรทำให้ได้ตามปากพูด”“ฉันขอโทษเรื่องที่นัดคุณไปเจอแต่ไม่ไปตามนัด” นุสบาพูดอย่างสำนึกผิดจริงๆ เธอแกล้งนัดสนไปเจอ เพื่อจะไถเงินเขา เพราะเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องน้องสาว โดยเธอบอกเขาว่าจะออกไปจากชีวิตของเขากับนราวดี แต่เธอกลับคิดว่าไม่อยากได้เงินขอ
“ฉันรับปาก นอนได้แล้ว” นราวดีค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอน สนค่อยๆ กอดประคองร่างนุ่มนิ่มเอาไว้ เขาจูบซับหน้าผากนูนเกลี้ยง กระซิบบอกเธอว่าไม่เป็นอะไร ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย‘ได้ข่าวว่าคุณไปอยู่กินกับคุณสน คนที่เป็นสาเหตุสำคัญให้พ่อแม่คุณฆ่าตัวตายใช่ไหมครับ’ จู่ๆ นักข่าวก็เข้ามารุมล้อมเธอ จากที่ไหนก็ไม่รู้‘คุณสนเป็นคนชักชวนพ่อของคุณไปเล่นการพนันจนหมดเนื้อหมดตัว ทำให้ต้องคิดสั้นฆ่าตัวตาย ใช่ไหมครับ’‘ได้ข่าวว่าพี่สาวของคุณสนเคยเป็นเมียน้อยพ่อคุณมาก่อนใช่ไหมคะ แล้วทำไมคุณหนูเล็กถึงร่วมมือกับคุณสนฆ่าพ่อแม่ตัวเองล่ะคะ’‘หนูเล็กเปล่านะคะ’ นราวดีปฏิเสธอย่างตกใจ ไม่เข้าใจว่านักข่าวไปเอาข่าวพวกนี้มาจากไหน เธอไม่ได้ร่วมมือกับใครทำร้ายพ่อแม่ของตัวเองเสียหน่อย เธอไม่ได้ทำ หนูเล็กไม่ได้ทำ!!!นราวดีสะดุ้งสุดตัว เหงื่อไหลโซมไปทั่วกาย พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงเพียงคนเดียว หญิงสาวลูบหน้าตัวเองไปมาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า เธอค่อยๆ ลากขาเข้าห้องน้ำ และเดินไปดูลูกน้อง ปรากฏว่าพี่เลี้ยงจัดการทุกอย่างแล้ว พอเธอไปถึง ได้เจอหน้าลูกน้อยก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก อ้อมแขนอันแสนอบอุ่นค่อยๆ โอบกอดบุตรสาวที่เป็นดั่งแก้วตา







