LOGINนราวดีผวาสุดตัว เธอพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากเชือกที่มัดเธอเอาไว้บนหัวเตียง เท้าของเธอโดนมัด และร่างของเธอเหลือเพียงบราเซียกับแพนตี้ติดกายเท่านั้น ร่างของเธอค่อยๆ สั่นและเธอรู้สึกถึงความปรารถนาที่ไม่เคยพานพบมาก่อน มันช่างรุนแรงและทรมานจนแทบจะขาดใจ เธอต้องการการปลดปล่อย เธออยากจะร้องไห้กับความทรมานนี้เหลือเกิน ร่างน้อยสัมผัสได้ถึงมือหนาอันแข็งกร้าวที่ลูบไล้ร่างกายของเธอ ความหวาดกลัวมาพร้อมกับความปรารถนาที่รุนแรงเกินจะหักห้ามใจ “อื้อ...” เธอครางเสียงสั่นจนสะท้าน รับรู้ได้ถึงรสสัมผัสแปลกใหม่ ริมฝีปากร้อนรุ่มของใครสักคนที่ค่อยๆ ช่วยปัดเป่าความทรมานให้เธออย่างลึกซึ้ง เธอบิดกายเร่าๆ ไปมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อยอดถันถูกดูดดึงด้วยริมฝีปากร้อนๆ เสียงลมหายใจของเขาร้อนแรง เขากัดยอดถันของเธอจนเจ็บแปลบ เธอดิ้นเร่าๆ ถูกตามติดบดเบียดเรือนกายเข้ามาหา ในขณะที่มือของเธอถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
View Moreบทนำ
ว้าย!!!
เอี๊ยด!!!
กรี๊ด!!!
โครม!!!
เสียงหวีดร้อง เสียงเบรกรถเบียดอัดกับถนน เกิดจากเสียงรถชนดังสนั่นไปทั่วบริเวณ นราวดี อภิวัชรโยธิน เด็กสาววัย 15 ปี นั่งตัวสั่นอยู่หน้าพวงมาลัยรถ ก่อนที่ไทยมุงจะเข้ามาดูเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รถพยาบาล เสียงคนพูดกันอย่างแซ็งแซ่ผ่านเข้าประสาทหู ในขณะที่เด็กสาวได้แต่ช็อกกับเกตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอส่ายหน้าไปมาอย่างขวัญเสีย
‘ขับรถยังไง ชนคนท้องตายคาที่’
‘แบบนี้แหละ พวกลูกนักการเมืองใหญ่ พ่อมันก็โกง ลูกมันก็ใจดำ นี่แหละเขาว่าคนดีตายง่าย คนชั่วๆ เลวๆ ตายยาก’
‘นี่ก็คงรอดพ้นจากคดีอีกตามเคย พ่อมันเส้นใหญ่ ถ้าลูกคนอย่างพวกเราๆ มีหวังติดคุกหัวโต’
‘ขับรถเร็วใช่ไหมล่ะ วันก่อนพี่ชายมันซิ่งชนคนตายยังเอาเรื่องไม่ได้เลย’
‘อายุแค่นี้เป็นฆาตกรเสียแล้ว เวรกรรมจริงๆ ประเทศไทย มีแต่เด็กนรก ยิ่งพ่อแม่มันรวยยิ่งเลวทรามต่ำช้า หาดีไม่ได้เลยจริงๆ’
‘กฎหมายหรือจะสู้เงินได้ มันสองมาตรฐานเห็นๆ’
‘รอลงอาญาอีกล่ะสิ ลูกคนรวยก็แบบนี้แหละ กฎหมายไทยน่าจะจริงจังมากกว่านี้นะ’
ไทยมุงวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ รู้กฎหมายบ้างไม่รู้กฎหมายบ้าง
นราวดีหน้าซีดตัวสั่นเมื่อได้ยินว่าผู้หญิงที่เธอขับรถชนเสียชีวิตตายคาที่ ลูกน้องของบิดาตามติดเธอไปยังโรงพยาบาลด้วยเพื่อให้ปากคำกับตำรวจก่อนจะพากลับ เพราะสถานที่เกิดเหตุเป็นหน้าบ้านของเธอเอง เธอสติหลุดพูดผิดๆ ถูกๆ แถมยังไม่เห็นหน้าคนเจ็บอีกเพราะเลือดท่วม หลังจากนั้นเธอก็เก็บตัวอยู่แต่บนห้องด้วยความกลัว
“แกนี่มันตัวซวยจริงๆ เลย ฉันกำลังจะลงเล่นการเมือง แกก็ทำงามหน้า ขับรถชนคนตาย” นนท์จิ้มหน้าผากบุตรสาวด้วยความโมโห นราวดีลนลานทำอะไรไม่ถูก หลังจากเกิดเรื่อง นนท์กับมาตาก็ต้องรับผิดชอบเต็มที่เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้ แต่พ่อแม่ของสุวดีนั้นปฏิเสธการช่วยเหลือ แถมยังสาดน้ำไล่อีกเมื่อไปเคารพศพ ทำให้ต้องกลับกะทันหัน
“มันตายๆ ไปซะได้ก็ดีค่ะคุณ” มาตาพูดอย่างแค้นใจ เพราะคนที่บุตรสาวขับรถชนเป็นเมียน้อยของสามี ซึ่งเคยเป็นอดีตเลขา ตั้งท้องขึ้นมาก็เรียกร้องให้รับผิดชอบลูกในท้อง ผู้หญิงเดี๋ยวนี้หน้าด้านหน้าทนจริงๆ ชอบแย่งผัวชาวบ้าน
“นังลูกคนนี้นี่มันตัวซวย ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง”
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ แล้วครอบครัวผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้างคะ” เด็กสาวเอ่ยถามบิดามารดา เธอนึกเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เธอพูดไม่ได้ พูดออกไปก็ไม่ดี และคงไม่มีใครเชื่อ
“แกจะถามทำไม มันจะเป็นยังไงก็ช่างมันสิ” นนท์พูดด้วยความโมโห
“แต่หนูอยาก...”
“แกเลิกพูดมากแล้วทำตามคำสั่งของฉันก็พอ ไม่เห็นหรือไงว่ามันไม่รับความช่วยเหลือจากเรา”
นราวดีได้แต่รู้สึกผิด เธอนอนฝันร้ายทุกคืน ฝันว่าผู้หญิงคนนั้นยืนอุ้มลูกมาทวงความเป็นธรรม เธอปิดกั้นทุกอย่างไม่เคยดูข่าว ไม่รับรู้อะไร เพราะหวาดกลัว เนื่องจากอายุยังน้อย เธอไม่เห็นหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง เห็นในความฝันว่าเธอยืนเลือดท่วมกายเพียงแค่นั้น เพราะตอนไปงานศพยังไม่ทันจะเข้าไปในงานก็โดนสาดน้ำไล่ออกมาเสียก่อน
นราวดีจึงไปทำบุญถวายสังฆทานกับแม่นมที่เลี้ยงดูกันมา อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้หญิงคนนั้น เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้ หลังจากวันนั้นเธอไม่เคยหัดขับรถอีกเลย นอกจากความรู้สึกผิดแล้ว มีบางสิ่งบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจ ปริปากบอกใครไม่ได้
คดีความนั้นเธอยอมรับผิดทุกอย่าง ตอนให้ปากคำก็มีทนายของบิดาไปด้วยตลอด พอขึ้นศาลทางพ่อแม่ผู้เสียหายก็ไม่รับความช่วยเหลือใดๆ แถมยังสาปแช่งเธออีก โชคดีที่เป็นช่วงปิดเทอม เธอจึงไม่ต้องออกไปพบเจอผู้คน ปิดกั้นข่าวสารทุกอย่างเอาไว้แค่เพียงในห้องเล็กๆ
“ฉันจะส่งแกไปอยู่โรงเรียนประจำ” นนท์พูดใส่หน้าลูกสาวคนเล็กที่เขาแสนจะรังเกียจ เพราะคดีของนราวดี รอลงอาญาสามปี บุตรสาวเป็นผู้เยาว์ ต้องบำเพ็ญประโยชน์ และห้ามก่อคดีแบบนี้อีก
ตั้งแต่เล็กจนโต นราวดีไม่เคยได้รับความรักจากบุพการี เธอมักอยู่กับแม่นมและสาวใช้ซึ่งคอยดูแลกันมาตลอด เธอทำอะไรก็ผิดหูผิดตาบิดามารดาไปเสียหมด มารดาอาจไม่เท่าไหร่ แต่บิดานั้นเรียกว่าจงเกลียดจงชังเธอเหลือเกิน เธอเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุอันใดจึงเป็นเช่นนั้น
นราวดีถูกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ ในช่วงมัธยมปลาย หลังจากนั้นท่านก็ส่งเธอไปอยู่กับป้าเพื่อเรียนต่อที่ต่างประเทศ ฝันร้ายยังตามหลอกหลอน เธออยากกลับบ้านเกิดเมืองนอน ป้าของเธอมีสามีหลายคน ใช้ชีวิตหรูหรา และไม่เคยคิดว่าเธอคือหลานสาว นราวดีจึงกลายเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์หลังงามไปโดยปริยาย เธอไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึงไม่ชอบเธอกันนัก แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีหวัง หลังจากเรียนจบ จะได้กลับประเทศไทย ข่าวคราวของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่เธอขับรถชนตายก็เงียบหายไป เหมือนกาลเวลาจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกลืมเลือน แต่มันไม่ได้ทำให้เธอลืมไปได้เลย...
นราวดีคิดว่าบิดาคงหายโกรธเธอ เธอจะกลับมาเซอร์ไพร้ส์ท่าน จึงเดินทางกลับมาโดยไม่ได้แจ้งให้ใครรับรู้ เธอไม่สนิทกับพี่ชายและพี่สาว เพราะตั้งแต่เล็กจนโต บิดานั้นรักใคร่พี่ๆ ของเธอ แต่กับเธอนั้นท่านกลับเกลียดชังและแสดงออกถึงความห่างเหิน เธอเห็นบิดามารดากอดพี่ๆ ก็นึกน้อยใจ ในขณะที่เธอกลับนั่งอยู่บนตักของคนรับใช้เก่าแก่ เหมือนไม่ใช่ลูกของท่านอีกคน
นราวดี หญิงสาววัย 23 ปี เธอขึ้นรถแท็กซี่อย่างมีความหวัง หลังจากถึงสนามบินอย่างปลอดภัย บางทีการกลับมาถึงบ้าน บิดามารดาอาจจะคิดถึงกอดรัดเธอเหมือนกอดรัดพี่ๆ ของเธอบ้าง อาการง่วงนอนที่เกิดขึ้น ทำให้เธอเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเธอพบแต่ความมืด และนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง พอขยับกายกลับพบว่าเธอโดนมัดเอาไว้
นราวดีผวาสุดตัว เธอพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากเชือกที่มัดเธอเอาไว้บนหัวเตียง เท้าของเธอโดนมัด และร่างของเธอเหลือเพียงบราเซียกับแพนตี้ติดกายเท่านั้น
ร่างของเธอค่อยๆ สั่นและเธอรู้สึกถึงความปรารถนาที่ไม่เคยพานพบมาก่อน มันช่างรุนแรงและทรมานจนแทบจะขาดใจ เธอต้องการการปลดปล่อย เธออยากจะร้องไห้กับความทรมานนี้เหลือเกิน
ร่างน้อยสัมผัสได้ถึงมือหนาอันแข็งกร้าวที่ลูบไล้ร่างกายของเธอ ความหวาดกลัวมาพร้อมกับความปรารถนาที่รุนแรงเกินจะหักห้ามใจ
“อื้อ...” เธอครางเสียงสั่นจนสะท้าน รับรู้ได้ถึงรสสัมผัสแปลกใหม่ ริมฝีปากร้อนรุ่มของใครสักคนที่ค่อยๆ ช่วยปัดเป่าความทรมานให้เธออย่างลึกซึ้ง เธอบิดกายเร่าๆ ไปมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อยอดถันถูกดูดดึงด้วยริมฝีปากร้อนๆ เสียงลมหายใจของเขาร้อนแรง เขากัดยอดถันของเธอจนเจ็บแปลบ เธอดิ้นเร่าๆ ถูกตามติดบดเบียดเรือนกายเข้ามาหา ในขณะที่มือของเธอถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อ๊ะ! เจ็บ ถอยออกไปก่อน ไม่เอา” นราวดีตัวแข็งค้าง เธอดันหน้าท้องแกร่งของอีกฝ่ายออกห่าง แต่เขาตามมาประชิดกดเธอแทบจมเตียง เธอหวีดร้องด้วยความทรมาน เจ็บแปลบและเสียวซ่าน ส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกสับสนไปหมด
ร่างสูงของใครสักคนกดแทรกตัวเข้ามาจนล้ำลึกมิดเม้น ผ่านปราการพรหมจรรย์จนขาดสะบั้น เธอหวีดร้องอีกครั้งผวากอดรัดเขาทั้งแขนขาด้วยความเจ็บเสียว ม่านน้ำตารินไหลในขณะที่เขาเริ่มขยับ
เธอรู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายดูพลิกคว่ำพลิกหงายไปหมด และสุดท้ายความเสียวซ่านก็เข้ามาแทนที่อารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ก่อตัวขึ้นจนหัวหมุนไปหมด
“เพราะคุณสนนั่นแหละช่วยพี่กับพี่นุเอาไว้ พี่ยังนึกละอายใจในความเลวร้ายของตัวเองไม่หาย คุณพ่อกับคุณแม่เองก็คงคิดเหมือนกัน” นุสบาพูดแล้วรู้สึกผิดอย่างที่สุด“คุณสนเหรอคะ” นราวดีนึกแปลกใจ ไม่เคยเห็นสนพูดเรื่องนี้ให้ฟังเลยสักครั้งเดียว“ใช่จ้ะ”“แล้วพี่นุล่ะคะ”“ออกไปหาปลาจ้ะ พี่นุชอบออกไปผจญภัย”“พี่นุนะเหรอคะ” นราวดียิ่งประหลาดใจ“ใช่จ้ะ พี่นุตัดทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองกรุงออกจนหมด ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ค้ำอยู่บนบ่า แล้วเป็นคนใหม่ บางทีมันก็แค่อะไรที่ฉาบฉวยเท่านั้นเอง ชื่อเสียง ลาภยศ แต่ความดีต่างหากมันยั่งยืน”“หนูเล็กดีใจที่เจอพี่นุสและก็ดีใจที่เห็นพี่นุสมีความสุข”“พี่ได้รับกรรมมาเยอะแล้วล่ะ แต่พี่ก็ยังรู้สึกผิด” นุสบาไม่อยากเล่าว่าเธอกับพี่ชายเจออะไรมาบ้าง ตอนที่บิดามารดาเสียชีวิตและเดินทางไปอยู่กับป้าที่ต่างประเทศ คิดว่านราวดีคงจะเจอป้าใจร้ายใจยักษ์ไม่ต่างกัน กลับมาเธอก็มาเป็นเมียน้อยเขา โดนไล่ฆ่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง จนครั้งหนึ่งนราวดีช่วยชีวิตเอาไว้ เธอเคยคิดฆ่าสุวดีให้ตายเพราะรังเกียจที่มาเป็นเมียน้อยบิดา แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ต่างกัน เป็นเมียน้อยเขาเหมือนกัน เธอสำนึกทุกสิ่งทุก
“เปล่าหรอกค่ะ หนูเล็กชินเสียแล้ว”“ไม่มีใครรักก็ไม่เป็นไร แต่จงรู้ไว้ว่าฉันกับลูกรักเธอมากนะ”“ปากหวานแบบนี้หรือเปล่าคะ คนในบ้านของหนูเล็กถึงได้นิยมชมชอบคุณสนนัก” เธอจำได้ว่าตอนนั้นสาวใช้ในบ้านหรือลูกน้องของบิดา ชอบเขากันทั้งนั้น“ติดสินบนกันนิดหน่อย”“แน่ะ! คุณสนนี่ร้ายกาจมากๆ เลยนะคะ” เธอค้อนเขา“ถึงคุณสนจะเจ้าเล่ห์ ยังไงหนูเล็กก็ต้องขอบคุณคุณสนมากๆ เลยนะคะ คุณสนบอกว่าจะช่วยแค่บ้าน แต่กลับช่วยเรื่องเงินด้วย ทั้งๆ ที่ครอบครัวของหนูเล็ก เคยทำไม่ดีเอาไว้กับคุณสนมากๆ” วันนั้นตอนที่มีปัญหากัน คนในครอบครัวของเธอเองนั่นแหละ ที่หลุดปากพูดมาว่าเขาช่วยไถ่บ้านแล้วยังให้เงินมาอีก เธอนึกขอบคุณเขาจริงๆ“เพราะเธอ... นราวดี” เพราะเธอจริงๆ สนบอกตัวเองว่าเขาทำได้เพื่อผู้หญิงตรงหน้า น่าแปลกจริงๆ ที่เขามีความรู้สึกที่รุนแรงแบบนี้กับเธอ“คุณสนคะ นี่เป็นของขวัญของพี่นุกับพี่นุสนี่คะ” นราวดีบอกสามีในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่สาวใช้นำของขวัญกล่องหนึ่งมามอบให้เธอ“ใครเอามาให้รึ” เขาเอ่ยถาม“สาวใช้เอามาให้ค่ะ” เธอมองชุดสวยด้านใน และเครื่องประดับลายแปลกตา ราคานั้นอาจจะไม่ได้แพงนัก เพราะเป็นเครื่องประดับที่มาจากทะ
นราวดีถอนใจอย่างเป็นสุข รอรับสัมผัสของเขาอย่างเต็มอกเต็มใจ ริมฝีปากรุ่มร้อนค่อยๆ เลื่อนลงไปยังซอกคอหอมกรุ่น เขาขบเม้มจนได้ยินเสียงครางผะแผ่วจากริมฝีปากเต็มอิ่ม เธอเปิดลำคอให้เขาซุกไซ้อย่างเต็มอารมณ์หวาน เขาค่อยๆ ถอดชุดของเธอออกอย่างอ่อนโยน รู้ตัวอีกครั้ง เธอก็เปลือยเปล่าอยู่ใต้ร่างเขาเรียบร้อยแล้วเขาเลื่อนใบหน้าลงมารวบดูดอกอวบอิ่มของเธอทั้งสองข้าง นราวดีร้องครางด้วยความเสียวซ่าน สัมผัสของเขาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความทะนุถนอมสนค่อยๆ เลื่อนใบหน้าลงไปยังหน้าท้องเนียนนุ่ม เขาจุมพิตสะดือบุ๋มเบาๆ เป็นการหยอกเอิน เธอบิดกายเร่าๆ สอดมือเข้าในกลุ่มผมนุ่มสลวยของเขา ผงกศีรษะขึ้นมองทุกการกระทำของเขาด้วยความรัญจวน“คุณสนคะ”“หือ... ว่าไง”“เอ่อ... ตรงนั้นจั๊กจี้ค่ะ คิกๆ” เธอหัวเราะร่วนเมื่อเขาใช้ลิ้นสากร้อนลามเลียหน้าท้องเนียนตวัดขึ้นลงเบาๆ“คุณสนชอบแกล้งกันจังเลยนะคะ”“แกล้งแล้วเห็นเธอมีความสุข ฉันก็อยากจะ... แกล้งแบบนี้ไปตลอดชีวิตเลยนะ”“อื้อ...” เธอบิดกาย เด้งสะโพกรับเรียวลิ้นสากร้อนที่ลามเลียลงไปยังเนินสาวหอมละมุน เส้นไหมอ่อนนุ่มแนบลู่ไปกับเนินบุปผาชาติกลิ่นหอมจรุงจิต เขาสอดแทรกลิ้นเข้าลามเลียก
“ยายหนูคงอยากกอดหนูเล็ก งอแงอยู่เหมือนกัน”“ยายหนูงอแงมากไหมคะ”“ไม่มากเท่าไหร่” เขาไม่อยากให้เธอคิดมาก อย่างน้อยก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแล แถมยังมีสายกับนมน้อยอีก ทุกอย่างที่บ้านเลยดูเรียบร้อยเพราะมีคนที่ไว้ใจได้“ดีแล้วค่ะ ต่อจากนี้ไป หนูเล็กจะพยายามไม่ให้ตัวเองป่วยอีกแล้วนะคะ”“เธอไม่ได้ป่วยเลยนราวดี” เขาทำเสียงดุ“แต่เอาตัวเองไปรับกระสุนแทนคนอื่น” คนบนเตียงหน้าหงอ เมื่อเขาทำเสียงดุใส่“ตอนนั้นหนูเล็กตกใจนี่คะคุณสน”“วันหลังห้ามทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกนะ”“ถ้าเป็นคุณสน หนูเล็กก็จะกระโดดเข้าช่วยเหลือค่ะ”“ไม่เอาแล้ว ห้ามพูดอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีก” เขากุมมือเธอเอาไว้“แต่ก็ขอบคุณเธอมากๆ ที่คิดกับฉันแบบนั้น เพราะถ้าเป็นเธอ ฉันก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน” เขาดึงเธอมากอดเบาๆ อย่างทะนุถนอม นราวดีหลับตารับไออุ่นจากเขาอย่างเป็นสุข แผลของเธอดีขึ้นมาแล้ว จึงขยับไปไหนมาไหนได้สะดวก อีกทั้งไม่ได้โดนจุดสำคัญ จึงไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงบทส่งท้ายสนจัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นการให้เกียรตินราวดี แม้หญิงสาวจะไม่ได้ต้องการก็ตามที เพราะนราวดีไม่อยากให้เขายุ่งยาก อีกอย่างหนึ่ง... เธอคิดว่างานแต่งงานมันไม่ได้สำคั