LOGINหลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ
สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก
นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ
ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่
หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู
ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ







