Home / รักโบราณ / เพียงนางที่ข้าจะรัก / บทที่ 4 โดนแค่นี้ถึงกับหูแดง ตอนปลาย

Share

บทที่ 4 โดนแค่นี้ถึงกับหูแดง ตอนปลาย

last update Last Updated: 2025-10-05 21:58:30

เรือนอู่ถงนับว่ากว้างขวางสะดวกสบาย เครื่องเรือนแต่ละชิ้นล้ำค่าสมฐานะ สาวใช้ บ่าวชายและองครักษ์ครบตามจำนวนที่ตำแหน่งพระชายาเอกพึงมี

ด้านข้างเรือนทางฝั่งค่อนไปทางทิศใต้ มีสวนดอกไม้ สระบัวและศาลาริมน้ำ มองแล้วร่มรื่นสบายตาน่าพักผ่อน การได้รับความเอาใจใส่เช่นนี้ อยู่เหนือความคาดหมายของมู่ซูซินไปมาก

คราแรกนางคิดว่าเขาจะส่งนางมาอยู่เรือนเล็กๆ ค่อนไปทางทรุดโทรมห่างไกลผู้คนเสียอีก เห็นทีนางต้องประเมินเขาใหม่เสียแล้ว บางทีฉีอ๋องอาจไม่ได้เลวบริสุทธิ์อย่างที่ใครๆ เข้าใจก็เป็นได้

หลังจัดข้าวของเข้าที่ กินมื้อเที่ยงเสร็จ เสร็จมู่ซูซินก็เปลี่ยนมาใส่ชุดทะมัดทะแมงสีแดงเข้ม เดินตรงไปยังคอกม้าอย่างร่าเริง เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายตามสัญญา

ผู้ดูแลม้าทั้งสองคนมารอนางอยู่แล้วตามคำสั่งของนายเหนือหัว พวกเขาความเคารพนางอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงพาเดินดูม้าทั้งสิบสองตัว

ภายในคอกที่ใหญ่ที่สุด อาชาเหงื่อโลหิตคู่หนึ่งถูกเลี้ยงไว้ในนั้น พวกมันรีบรุดมาที่ขอบรั้วอย่างลิงโลด เมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายคุ้นเคย ขยับหัวขอให้นางลูบจมูกลูบแผงคอด้วยท่าทางออดอ้อนประหนึ่งเด็กน้อยอ้อนมารดา

พฤติกรรมของม้าทั้งสองตัว สร้างความประหลาดใจให้ผู้ดูแล เป็นเพราะปกติพวกมันมีนิสัยหยิ่งทะนงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ง่ายๆ แต่เวลานี้กลับแสดงออกว่าดีใจนักหนาเมื่อได้พบพระชายาฉีอ๋อง เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกมันชอบคนงาม?

พวกเขาจึงบอกกับนางตามความจริง เรื่องที่พวกตนดูม้าทั้งสองตัวนี้มาหลายปี ทว่ายังไม่เคยได้รับการต้อนรับเช่นนี้มาก่อน

มู่ซูซินฟังแล้วระบายยิ้มกว้างจนตาโค้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปีติ

“จริงหรือ ข้าดีใจที่ม้าของท่านอ๋องชอบข้า แบบนี้ค่อยเบาใจหน่อย ข้าจะได้ไม่โดนท่านอ๋องตำหนิ คิกๆๆ” เสียงหัวเราะด้วยความสดใสของนาง ลอยเข้าหูร่างสูงที่เพิ่งเดินมาถึง

เฟิ่งเสวียนจีตั้งใจมาแอบดู ว่านางจะดูแลม้าได้จริงเหมือนอย่างที่คุยอวดไว้หรือเปล่า แต่เมื่อได้เห็นอาชาเหงื่อโลหิตที่ปกติหวงตัวหนักหนา กำลังคลอเคลียมู่ซูซินอย่างออดอ้อนจึงอดประหลาดใจไม่ได้

หากจะมองว่าเพราะนางเป็นสตรี อาชาทั้งสองจึงอ่อนโยนด้วยก็คงไม่ใช่ เพราะเขาเคยพาพวกมันออกไปขี่เล่นนอกเมือง โดยชวนฉู่ฟางอิ๋งไปด้วย ทว่าพวกมันไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ ทำท่าจะพยศใส่จนฉู่ฟางอิ๋งหวาดกลัว เขาเลยต้องให้หานเย่กับหานจิ้งพาพวกมันไปวิ่งเล่นแทน

นอกจากเขาและคนดูแลม้า ยังมีอีกหนึ่งคนที่อาชาทั้งสองชอบคลอเคลียด้วย คนผู้นั้นคือ…

นายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้!

“น่าสนใจจริงๆ” สุรเสียงทุ้มต่ำรับสั่งขึ้นมาลอยๆ เริ่มสนใจในตัวมู่ซูซินขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ในฉับพลันนั้นความคิดบางอย่างพลันผุดขึ้นในหัว วรกายสูงก้าวเข้ามาในคอกม้า เปล่งเสียงถามคนตัวเล็กในชุดทะมัดทะแมงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ขี่ม้าเป็นรึเปล่า”

สุรเสียงก้องกังวานสะกดทุกคนตรงนั้นให้หันมาตามเสียง ก่อนแสดงความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง

“คารวะท่านอ๋อง”

“ไม่ต้องมากพิธี เปิ่นหวางถามว่าขี่ม้าเป็นรึเปล่า”

มู่ซูซินเงยหน้ามองคนตัวสูงด้วยสีหน้าฉงน ใบหน้าเรียวรูปไข่มีแก้มอิ่มเอิบ ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งจนแทบคั้นน้ำออกมาได้ ดวงตาคู่สวยวามวาวราวลูกกวางน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มแดงเรื่อราวผลอิงเถา* ยิ่งมองยิ่งงดงามจนยากจะละสายตา เรียวคิ้วสวยเลิกขึ้นเล็กน้อย ชี้นิ้วเรียวเข้าหาตนเอง

“ทรงถามซินเอ๋อร์หรือเพคะ”

เฟิ่งเสวียนจีโดนภาพสาวงามสะกดสายตาอีกครั้ง หัวใจเต้นผิดจังหวะไปคราหนึ่ง ลำคอรู้สึกแห้งผากต้องลอบกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ก่อนรับสั่งตอบนาง

“ใช่ เปิ่นหวางถามเจ้า ว่าอย่างไร ขี่ม้าเป็นหรือไม่”

“ขะ ขี่เป็นเพคะแต่ไม่เก่ง แค่วิ่งเหยาะๆพอได้ ไม่กล้าให้ม้าวิ่งเร็ว กลัวเพคะ” เสียงหวานตอบกลับมาอ้อมแอ้มท่าทางประหม่าอย่างเป็นธรรมชาติ

สาวใช้สองลี่ก้มหน้างุดยิ่งกว่าเก่า ไม่กล้าเงยขึ้นมาเพราะกลัวโดนจับพิรุธในแววตา ด้วยว่าเจ้านายของพวกนางเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนูไม่แพ้บุรุษ ครั้นมาเห็นมู่ซูซินทำตัวอ่อนแอราวตุ๊กตากระเบื้องเยี่ยงนี้เลยไม่ชิน เพราะปกติถึกทนอย่างกับสิงโตหินฮวากั่งฉือ* ที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าจวน ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยนับพันปี!

วรกายสูงใหญ่ก้าวมาใกล้ชายาของตน ยกปลายนิ้วเชยคางมนของมู่ซูซิน เพ่งมองดวงตาคู่งามกลมโตที่กำลังสั่นระริก “ไปขี่ม้าเล่นกับเปิ่นหวางนอกเมือง”

จากนั้นจึงสั่งให้คนดูแลม้าพาอาชาตัวโปรดทั้งสองออกมาใส่อานและบังเหียน เมื่อเสร็จเรียบร้อยเขายื่นบังเหียนม้าเพศเมียให้นาง “เจ้าขี่เถาฮวาก็แล้วกัน”

มือเรียวรับบังเหียนมาอย่าง งง งง “เอ่อ ท่านอ๋องจะให้ซินเอ๋อร์ขี่ม้าตัวนี้จริงๆหรือเพคะ ไม่กลัวว่าซินเอ๋อร์จะทำให้เถาฮวาเจ็บตัวโดยใช่เหตุหรือเพคะ”

“ถ้าเถาฮวาเป็นอะไรขึ้นมา เปิ่นหวางจะจับเจ้าฝังทั้งเป็น”

ดวงตากลมโตของมู่ซูซินเบิกกว้าง ตกตะลึงในถ้อยคำของเฟิ่งเสวียนจี นี่คงเป็นแผนคิดกำจัดนางแบบแนบเนียนสินะ ไม่มีทางเสียล่ะ

“ถ้าเช่นนั้น ซินเอ๋อร์ขออนุญาตไม่ไปเพคะ ขออยู่กวาดคอกม้าดีกว่า ยังไม่อยากถูกฝังทั้งเป็น”

“เจ้ากล้าขัดคำสั่งเปิ่นหวาง?” เฟิ่งเสวียนจีกดเสียงต่ำขณะรับสั่งถาม

“มิบังอาจเพคะ แค่ยังไม่อยากถูกฝังทั้งเป็น…ท่านอ๋องปล่อยซินเอ๋อร์ไปเถิดนะเพคะ เดี๋ยวซินเอ๋อร์ลงโทษตัวเองด้วยการไม่กินมื้อเย็นก็ได้” ใบหน้างามสลดหดหู่ รีบเสนอบทลงโทษให้ตัวเอง ดีกว่าให้อีกฝ่ายเป็นคนระบุโทษ

ทว่าการอ้อนวอนของนางกลับไม่เป็นผล คนตัวโตสาวเท้าเขามาใกล้แสยะยิ้มไม่น่าไว้ใจ ก้มช้อนอุ้มร่างนุ่มนิ่มขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ว้าย จะทรงทำสิ่งใดเพคะ” มู่ซูซินร้องเสียงหลงยกแขนคล้องลำคอแกร่งด้วยความตกใจ

*******************

*ผลอิงเถา : ลูกเชอร์รี่

*ฮวากั่วฉือ : หินแกรนิต

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~4

    สองปีต่อมา มู่เหยียนเติบใหญ่ขึ้นมากร่างกายกำยำจากการฝึกวรยุทธ์กับท่านตาอย่างหนัก สุ้มเสียงแตกหนุ่มบัดนี้ทุ้มต่ำเสนาะหู รูปโฉมหล่อเหลาอันตรายต่อจิตใจของสตรีมากขึ้นทุกวัน บรรดาแม่สื่อต่างย่ำเท้ามาทาบทามคุณชายมู่เหยียน จนธรณีประตูทางเข้าจวนเจ้าเมืองแทบสึก! หลังปีใหม่ หอเหว่ยตี้ก็ได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการจากชินอ๋องแห่งแคว้นต้าเซี่ย เขาประสงค์ให้หอโอสถเหว่ยตี้ไปเปิดที่เมืองหลวงของแคว้น เนื่องจากในหน้าหนาวของทุกๆปี ประชาชนของต้าเซี่ยจำนวนไม่น้อยมักเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ชินอ๋องเซี่ยหย่งเหอ ทราบมาว่าหอเหว่ยตี้มีโอสถชั้นยอดหลายอย่าง จึงอยากให้หอเหว่ยตี้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ โดยการไปเปิดหอโอสถที่เมืองหลวงเป็นสาขาแรก หยางหย่าถิงในฐานะนายใหญ่ตอบรับคำเชิญนี้ โดยที่นายน้อยเหว่ยอี้จะเป็นตัวแทนไปเจรจา ใช้เวลาในการเดินทางราวยี่สิบวันจากต้าเฟิ่งมายังเมืองหลวงของต้าเซี่ย ตำหนักชินอ๋อง งานเลี้ยงรับรองนายน้อยเหว่ยอี้ ถูกจัดขึ้นที่ลานตำหนักติดกับสระบัวและน้ำตกจำลองเพื่อคลายร้อน การตกแต่งประดับประดาสวยงามสมเกียรติชินอ๋องแห่งต้าเซี่ย เมื่อได้เวลาเซี่ยหย่งเหอและพระชายาทั้งสอง รวมถึ

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~3

    แม่เล้าของหอราตรีจรัส ครั้นได้เห็นเด็กหนุ่มรูปงามสองคน แต่งกายด้วยอาภรณ์ราคาแพง ก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้มการค้าอย่างมืออาชีพ “คุณชายสองท่านนี้ไม่ทราบว่าคืนนี้มากินดื่มหรือต้องการมาหาความสำราญกันเจ้าคะ” มู่เหยียนผู้มีประสบการณ์รีบออกตัวรับหน้าอย่างทันท่วงที “พี่สาวคนสวย คืนนี้พวกข้าขอเริ่มด้วยการกินดื่มก่อนก็แล้วกัน หากนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาทีหลัง ค่อยหาความสำราญก็ยังไม่สาย ลูกน้องของข้าจองระเบียงส่วนตัวชั้นสองมองเห็นแม่น้ำไว้ ถ้าอย่างไรพี่สาวคนสวยช่วยพาน้องชายไปที” พูดจบก็วางถุงใส่เงินที่มีน้ำหนักไม่น้อยใส่มือแม่เล้าอย่างรู้งาน แม่เล้ายกพัดกลมขึ้นมาแตะแผ่นอกของเด็กหนุ่มเบาๆ อย่างมีจริต “แหม ปากหวานเสียจริงนะเจ้าคะ “จากนั้นจึงเดินนำไปยังระเบียงชั้นสองที่ถูกจับจองไว้ ” เชิญคุณชายตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ” อาหรงดวงตาเบิกโพลงยิ่งกว่าเก่า คาดไม่ถึงว่าสหายของตนจะเชี่ยวชาญการใช้ชีวิตในหอโคมแดงขนาดนี้! องครักษ์ของมู่เหยียนที่เดินตามหลังมากลั้นขำกันจนไหล่สั่น คุณชายน้อยเลียนแบบจดจำท่าทางการพูดการจาของพี่สาวมาได้เหมือนเป๊ะ บนระเบียงส่วนตัวชั้นสอง ประตูเปิดกว้างสามารถมองเห็

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~2

    เฟิ่งเสวียนจียืนกอดอกอยู่ในเงามืด เอียงคอถามน้องภรรยาที่กำลังตั้งท่าจะกระโจนขึ้นหลังคาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “…” มู่เหยียน หมดกันถูกจับได้เสียแล้ว! “แหะๆ พี่เขยดึกๆ ดื่นๆ ไม่หลับไม่นอน ออกมาทำอะไรแถวๆ นี้หรือพะย่ะค่ะ พระชายาหลับแล้วหรือ ท่านอ๋องถึงออกมาเดินชมดาวยามค่ำคืนคนเดียว” “ข้าต้องถามเจ้ามากกว่า ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน แต่งตัวซะหล่อแบบนี้มีนัดกับใครที่ไหนรึเปล่า” ดวงเนตรคู่คมมองสำรวจเสื้อผ้าที่มู่เหยียนใส่ ถึงจะเป็นสีเข้มทว่ากลับดูหรูหรามีระดับ แค่มองก็รู้ว่าเจ้าตัวต้องมีนัดแน่ๆ มู่เหยียนถอนหายใจแผ่ว คำว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนมันเป็นอย่างนี้เองสินะ แค่เห็นชุดที่เขาสวมใส่ก็ดูออกทันที “ปิดบังท่านอ๋องไม่ได้เลยจริงๆ กระหม่อมมีนัดจริงๆ นั่นแหละพะย่ะค่ะ” “แล้วทำไมไม่ออกทางหน้าตำหนักให้มันดีๆ จะโดดขึ้นหลังคาหนีออกไปให้องครักษ์สงสัยทำไม หืม?” “เดินออกไปง่ายๆ แบบนั้นมันไม่เร้าใจพะย่ะค่ะ แอบออกไปแบบนี้มันตื่นเต้นกว่า” (*_*’) เฟิ่งเสวียนจีถึงกับเงิบเมื่อได้ยินคำตอบจากปากน้องภรรยา พี่น้องคู่นี้สมกับที่มีสายเลือดเดียวกันจริงๆ! ชอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ให้คนสงสัย…พี่เขยอย่างเขาหัวจะ

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ นายน้อยคนใหม่แห่งหอเหว่ยตี้ ~1

    ช่วงปลายวสันตฤดู จวนเจ้าเมืองตงเฉิงมีงานใหญ่ คุณชายน้อยมู่เหยียนปีนี้อายุครบสิบห้าแล้ว จึงได้เวลาทำพิธีสวมหมวกครั้งแรก ซึ่งเป็นพิธีที่แสดงว่าเขาได้เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว และเป็นการบ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อสังคมและครอบครัว นั่นหมายถึงหลังเสร็จสิ้นพิธี มู่เหยียนจะกลายเป็นนายน้อยคนใหม่ของหอเหว่ยตี้แทนพี่สาวทันที นามที่ใช้คือ เหว่ยอี้ ในวันสำคัญนี้ แม้แต่หยางเทียนอี้ผู้เป็นตาก็เดินทางมาจากเมืองชิงหลินเพื่อร่วมฉลอง มู่ซูซินพร้อมสามีและลูกๆ ของนางเดินทางจากเมืองหลวงเพื่อมาร่วมงานสำคัญนี้ ตลอดการเดินทางหลายวันเฟิ่งเสวียนจีแทบเก็บอาการไม่อยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเขาดีใจมากแค่ไหน ที่ต่อไปชายาตัวน้อยไม่ต้องรับผิดชอบหน้าที่นายน้อยแห่งหอเหว่ยตี้อีกแล้ว เขาใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทุกครั้ง ยามที่ชายาต้องเดินทางไปต่างเมืองเพื่อทำงาน หลังเสร็จสิ้นพิธีสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็มารวมตัวกันอยู่ที่โถงพักผ่อนในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า มู่เหยียนในวัยสิบห้าปีรูปร่างสูงสง่ามีราศีมิต่างจากเชื้อพระวงศ์ ใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางงดงามดูราวปีศาจจิ้งจอกจำแลงเหมือนพี่สาวไม่มีผิด อีกทั้งช่างเจรจาพา

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ เมื่อองครักษ์มีรักย่อมต้องทุ่มสุดตัว ~4

    เย่เฟิงคล้ายเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง รีบพยักหน้ารับด้วยความมั่นใจ ผู้ช่วยแม่ครัวจึงคลายมือออก ปล่อยให้ชายหนุ่มเริ่มนวดแป้งด้วยตนเอง ในขณะที่มือก็กำลังนวดแป้ง ในหัวก็จินตนาการไปว่า ตนกำลังนวดต้นขานุ่มๆของลี่เจินไปด้วย และอาจเป็นเพราะตั้งใจมากไปนิดเลยเผลอคิดดังไปหน่อย ”ขาของเจ้าช่างนุ่มนวลเหลือเกินเจินเอ๋อร์“ ”…“ ทั้งแม่ครัวและผู้ช่วยคิ้วกระตุกยิกๆ พ่อหนุ่มองครักษ์กำลังสิ่งใดอยู่กันแน่!!! จากแป้งสีขาวนวลเวลานี้กลายเป็นก้อนแป้งสีชมพูเข้ม เพราะชายหนุ่มใส่ผงกุหลาบหนักมือไปนิด แต่ไม่เป็นไรแม่ครัวบอกกับเขาอย่างนั้น คราวหน้าค่อยลดปริมาณลง ถึงตอนนี้ แป้งพร้อม ไส้พร้อม ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนการห่อก่อนกดใส่พิมพ์ขนม ผู้ช่วยแสดงวิธีนวดแป้งทั้งสองสีให้กลายเป็นก้อนเดียว รวมไปถึงวิธีแผ่แป้งและห่อไส้ ก่อนนำไปกดใส่พิมพ์ขนมบัวหิมะ “น่ากินมากเลยขอรับ” เอ่ยชื่นชมจบก็ลงมือทำเองบ้าง เพียงแต่… “ทำไมมันยากเย็นอย่างนี้เนี่ย! ทำไมข้าห่อแล้วแป้งถึงแตกไส้ทะลัก ไม่เห็นเรียบเนียนเหมือนของท่านป้าเลย” “…” ผู้ช่วยแม่ครัว ข้าควรเวทนาคนหรือสงสารขนมดีเนี่ย “แรกก็เป็นแบบนี้แหละ ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชำนาญขึ้

  • เพียงนางที่ข้าจะรัก   ตอนพิเศษ เมื่อองครักษ์มีรักย่อมต้องทุ่มสุดตัว ~3

    ไม่ใช่เพียงแค่หานจิ้งที่เดินหน้าเกี้ยวพานลี่อิ่งอย่างเปิดเผย แม้แต่องครักษ์เงาขั้นหนึ่งอย่างเย่เฟิง ก็ขอฉีอ๋องย้ายตำแหน่งงานมาเป็นองครักษ์ขั้นหนึ่งของพระชายามู่ซูซินแทน เหตุผลหลักคือเขาทำงานให้พระชายาจนคุ้นเคยไปแล้ว ส่วนเหตุผลรองคือหัวใจของเขาเฝ้าติดตามลี่เจินไปแล้วนั่นเอง เรียกกลับมาเท่าไหร่หัวใจเจ้ากรรมก็ไม่ยอมเชื่อฟัง เย่เฟิงเลยตั้งปณิธานว่า เขาจะไม่ยอมแพ้องครักษ์รุ่นน้องอย่างหานจิ้งเด็ดขาด ชีวิตนี้เขาต้องได้แต่งลี่เจินเป็นภรรยาผูกผม! หากทำไม่ได้ก่อนอายุสามสิบ เย่เฟิงจะไปออกบวชมันให้มันรู้แล้วรู้รอด! ครัวหลักของตำหนักเว่ยจง แม่ครัวฝ่ายขนมหวานมุมปากกระตุกยิกๆ ขณะยืนมององครักษ์ของพระชายากวนแป้งทำขนมบัวหิมะกุหลาบ “เอ่อ ท่านองครักษ์เจ้าคะ กวนแป้งไม่ต้องออกแรงขนาดนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ค่อยๆทำไป ท่านเล่นกวนแรงและเร็วแบบนี้ แป้งมันก็กระเด็นออกจากกระทะหมดสิเจ้าคะ แล้วจะเหลือให้กินไหมเนี่ย! โอย ข้าจะเป็นลม” พูดจบก็ยกยาดมขึ้นมาสูดเข้าปอดดัง ฟื้ด... บรรดาสาวใช้ในโรงครัวยกมือป้องปากหัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดูในตัวเย่เฟิง คาดไม่ถึงว่าองครักษ์หน้าเข้มผู้นี้ จะยอมลงทุนมาเรียน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status