Masukเมื่อองค์หญิงองค์ชายวัยหัดรักถูกส่งออกนอกวัง สำนักศึกษาที่แสนสงบก็เริ่มวุ่นวาย จนต้องส่งพวกเขาไปทำภารกิจข้างนอกแทน (รุ่นลูกของเรื่องข้ามมิติมาเป็นจักรพรรดินีมากรัก)
Lihat lebih banyakวังหลวงหลังจากหลิวกวนรายงานเรื่องราวที่ตนเองพบเจอต่อจ้าวหลินอ้าย นางก็ถลึงตาใส่พระสวามีทั้งสามคนด้วยความโมโห“ลูกชายตัวดีของพวกท่านหาสะใภ้ได้รวดเร็วกันมาก เช่นนั้นพวกท่านก็จัดการเตรียมสินสอดกันเองละกัน”สตรีพูดแล้วก็ล้มลงนั่งบนเก้าอี้ดั่งคนอ่อนแรง “แล้วลูกสาวข้าล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง” นางหลุบตามองหลี่เสินสวามีที่กำลังส่งยิ้มจอมปลอมให้ตนยิ้มเช่นนี้ บุตรสาวก็คงก่อเรื่องเช่นกันหลี่เสินรีบเดินไปบีบนวดไหล่สตรีทันที “พระองค์ทรงใจเย็นๆ ก่อนนะ ลูกสาวก็เอ่อ มีสามีแล้ว”“ชายผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดถึงกล้าหาญชาญชัยมาข่มเหงลูกสาวข้า” จ้าวหลินอ้ายเสียงดังขึ้นมาทันที“เอ่อ เป็นลูกสาวเราที่ไปข่มเหงเขา”หลี่เสินตอบเสียงเบา ก่อนกระซิบให้ได้ยินกันแค่ไม่กี่คน “เจ้าสำนักหย่งผิงฝึกวิชาอยู่ ลูกสาวเราก็ไปรวบหัวรวบหางเขาขณะฝึกวิชา”“อะไรนะ” สตรีทำท่าคล้ายจะเป็นลม “เจ้าสำนักหย่งผิงเสียด้วย เขาอายุยืนยาวน่าจะเกินร้อยปี มาเสียผู้เสียคนเพราะลูกสาวเรา”
“ข้าเป็นชายพเนจร เข้ามาเห็นสตรีถูกจับมัดมือมัดเท้ากางแขนขาเช่นนี้ไหนเลยจะอดใจได้ หากพวกเจ้าเข้ามาช้ากว่านี้สักหน่อย พวกนางห้าคนย่อมต้องเป็นเมียของข้าทั้งหมด”เขาพูดพลางทำเสียงหัวเราะสะใจ แต่ในใจรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวร้ายอย่างไรอย่างนั้น“อ่อ ชายพเนจรที่ฉวยโอกาสสตรีเอานางมาเป็นเมียตอนที่ถูกจับมัดมือเท้าอย่างนั้นหรือ” เสียงพูดที่ทรงอำนาจพร้อมกับทอดถอนหายใจดังขึ้นจ้าวสืออิ้งหันไปมองเห็นหลิวกวนก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ “น้าเขย ท่านมาได้สักที ข้ารอท่านนานแล้ว”หลิวกวนมองหลานชายด้วยความเอือมระอา นึกว่าจะได้กลับเมืองหลวงดีๆ กลายเป็นว่าแวะเมืองไหนย่อมต้องจัดการแก้ปัญหาที่เมืองนั้นดีที่จักรพรรดินีมีพระโอรสแค่สามพระองค์ หากมีมากกว่านั้นเขาคงปวดหัวจนต้องลาหยุดงานยาว“ทหารแม่ทัพโม่และองครักษ์เสื้อแพรรวบตัวคนนิกายนี้เกือบหมดแล้ว จึงมาถึงช้าเสียหน่อย” เขาพูดพลางยกมือส่งสัญญาณให้บรรดาลูกน้องแต่ละหน่วยที่ติดตามมาจับตัวคนที่เหลือ ตอนนี้อยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก จึงไม่สะดวกจะดุหลานชายคนนี้เมื่อชายชุดแดงและชายเสียสติถูกจับไป สตรีทั้งห้านางก็ได้รับความช่วยเหลือ พวกนางถูกพยุงตัวขึ้นมานั่งพักหลังจากนอนนิ่งขยั
จ้าวสืออิ้งที่แอบฟังอยู่มุ่นคิ้วสงสัย ‘นิกายบ้าบออะไรกัน ต้องกวาดล้างให้จบๆ’ เขาหลบออกไปข้างนอกโดยที่บุรุษผู้นั้นไม่ทันได้รู้ตัว เขาเป่านกหวีดพิเศษที่คนปกติทั่วไปไม่ได้ยินเสียง แต่คนที่อยู่ในรัศมีสิบลี้ ไม่ว่าจะคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร องครักษ์ประจำตัวของราชวงศ์และหัวหน้าทหารภายใต้สังกัดของแม่ทัพโม่เถี่ยจะได้ยินเสียงนี้ดังชัดเจน นี่เป็นการเรียกกำลังพลคุ้มครององค์ชายของแคว้น จะใช้ต่อเมื่อมีภัยคุกคามถึงแก่ชีวิตเท่านั้น ‘หวังว่าจะมากันทัน’ จ้าวสืออิ้งมองท้องฟ้าที่สลัว อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามคงเข้าสู่เวลากลางคืนแล้ว เขาลงบันไดกลับไปหาสตรีทั้งห้าคน เห็นว่าพวกนางยังอยู่ดีก็โล่งใจ บุรุษผู้นั้นจากไปแล้ว สตรีชุดแดงเรียกจ้าวสืออิ้งโดยไม่รีรอ“คุณชาย ข้าตายได้แต่คุณหนูข้าต้องรอด ท่านต้องช่วยนางด้วยนะเจ้าคะ” สตรีชุดเขียวหน้าตาบูดบึ้ง “หากข้าเสียพรหมจรรย์แต่พวกนางรอดทั้งหมด อย่างนั้นก็ได้ ข้ายอม เจ้าจะทำอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ” “เหอะ ข้าเอาเจ้าไม่ลงหรอก” จ้าวสืออิ้งเชิดหน้าใส่นางแล้วเดินผ่านไป ถึงพูดไปเช่นนั้นแต่เขาก็จะรอจนถึงที่สุดแล้วค่อยว่ากันอีกที “คุณชาย
ทันทีที่เจ้าเมืองฝูพูดจบ ฝูเจียงหลีก็เงยหน้าหันมองจ้าวโหย่วเต๋อด้วยความตกใจ แต่เมื่อถูกจ้าวโหย่วเต๋อโอบกอดนางจึงรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมา “ข้าบอกแล้วว่าจะให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้าอย่างถูกต้อง ข้าส่งข่าวไปบอกเสด็จแม่แล้ว เจ้ารอก่อนนะ” บุรุษพูดกับสตรีน้ำเสียงอ่อนโยน หลิวกวนกระแอมเสียงดัง เขาสั่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเข้าตรวจสอบภายในจวนและควบคุมตัวเจ้าเมืองฝูกับเซียวรื่อไปสอบสวน ก่อนที่เขาจะจากไปก็ถลึงตาใส่และกระซิบข้างหูจ้าวโหย่วเต๋อด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ “เจ้าหลานชายตัวดี มีเมียพร้อมกันสองคนเชียวนะ หวังว่าน้องชายของเจ้าจะทำตัวดีๆ ล่ะ” จ้าวโหย่วเต๋อได้ฟังก็งุนงงสักพัก แต่เมื่อแปลความจากสิ่งที่ได้ยินก็หัวเราะชอบใจ“ไม่มีทาง สืออิ้งแสบสุดในบรรดาพวกข้าสี่พี่น้องแล้ว” เขาหัวเราะสักพักก็พูดกับฝูเจียงหลี “หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธข้านะที่สั่งตรวจสอบตระกูลเจ้า หากไม่ได้ทำผิดหนักคงถูกหักเงินเดือนกับริบทรัพย์” เขาอธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น “ข้าเข้าใจ เอ้ย หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” “พูดกับข้าธรรมดาก็ได้” บุรุษส่งยิ้มให้สตรีเขาโอบกอดนางออกจากจวนสกุ
เมืองกุยปู้ จ้าวโหย่วเต๋อเดินทางมาที่เมืองกุยปู้เพื่อทำภารกิจที่สำนักมอบหมายให้เสร็จแล้ว เขาจึงอยู่ต่ออีกสักพักก่อนที่จะกลับสำนัก “เมืองนี้ออกจะดี สายน้ำผืนดินอุดมสมบูรณ์ ยาสมุนไพ
“ท่านพ่อตา ข้าจะให้เสด็จพ่อเสด็จแม่มาสู่ขอเจียเอ๋อร์ ท่านสะดวกให้พวกเขามาเมื่อไหร่หรือ”ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าท่าทางกระตือรือร้น มีโหวเถียนเจียยืนบิดไปมาด้วยความเขินอาย “ไม่เอาทั้งบิดามารดาเจ้า แค่เขาก็พอ”โหวปิ่งเจียนชี้นิ้วใส่หลิวกวน เขามุ่ยหน้าทำตากะหลับกะเหลือก จนหลิวกวนยืนอมยิ้มกลั้นขำ
ทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง “เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง “
เมืองหม่านฉายภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในลานกว้างของบ้านร้างหลังหนึ่ง มีเรือนร่างของสตรีวัยประมาณสิบแปดปีสวมเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนดิ้นส่ายไปมาบนพื้นดินที่มีหญ้าขึ้นแซมเล็กน้อยหากสังเกตดีๆ จะพบว่านิ้วมือขวาของสตรีนางนี้ล้วงเข้าไปในส่วนสงวนของตนเอง ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมาขยำเต้าอวบและจุกหวาน หน้าอ











